ประวัติการฉลองปีใหม่
การฉลองปีใหม่ตามปรากฏที่ได้มีการบันทึกไว้มีขึ้นในเรื่องราวของชนชาติชาวบิโลน หรือบาบิโลเนียนมาก่อนเมื่อราว ๓,๐๐๐ ปีก่อน
ค.ศ. ชาวบาบิโลนได้จัดงานพิธีขึ้นอย่างหนึ่งเรียกว่า “ ZAKMUK” มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงบูชา
“ MARDUK “ สุริยเทพ
โดยชาวบาบิโลนเชื่อว่า
พระองค์จะเสด็จมาประทับในท่ามกลางที่ชุมชนเทพเจ้าทั้งหลายในมหาวิหารกรุงบาบิโลนเพื่อทรงกำหนดเหตุการณ์ของโลก และเหตุการณ์ในพระชะตาชีวิตของกษัตริย์ กรุงบาบิโลน
พิธี “ ZAKMUK “ จะเริ่มตั้งแต่ราวปลายเดือนมีนาคมรวมเวลาเฉลิมฉลองราว
ๆ ๑๑ - ๑๒
วันเนื่องมาแต่เดือนมีนาคม
นั้นแต่นับเป็นเดือนแรกแห่งการเริ่มปีใหม่ดังกล่าวแล้วในเรื่องของเดือน
ต่อมาชาวโรมัน
ซึ่งได้กำหนดเอาวันที่ ๑ เดือนมกราคม
เป็นวันขึ้นปีใหม่ได้จัดการสมโภชหรือฉลอง ปีใหม่ขึ้นโดยจัดให้เป็นวันหยุดงานเป็นสากล มีพิธีบวงสรวงสังเวยเทพเจ้า และพิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มีการไปเยี่ยมกันตามญาติและเพื่อนบ้าน
มีการแลกเปลี่ยนของขวัญปีใหม่มอบให้แก่กันและกัน
โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้ก็คือจะต้องนำกิ่งไม้ชนิดหนึ่งอันมีความหมายแห่งโชคดีไปมอบให้กันด้วย ซึ่งสันนิษฐานว่า ต้นไม้ดังกล่าวนั้น น่าจะเป็น
“ กิ่งสน “ หรือที่เรียกกันต่อมาในกาลภายหลังว่า “ ต้นคริสมาส “ นั่นเอง
เนื่องจากเป็นต้นไม้ชนิดเดียวที่เขียวสดไม่ผลัดใบสามารถดำรงชีวิตต้านความหนาวอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง แสะถึงความสามารถเอาชนะความตายได้เช่นเดียวกับพระเยซูครีสต์
ซึ่งคริสตศาสนิกชนถือว่าพระองค์ทรงเอาชนะความตาย คือตายแล้วกลับฟื้นคืนชีพใหม่ได้ จึงถือเป็นสัญญลักษณ์แทน พระเยซูคริสต์ หรือ จีซัส
ไครัต “ ซึ่งก็คงจะมีความหมายเป็นการอวยพรทำนองให้มีอายุ วรรณะ
สุข พละ อะไรทำนองนั้นกระมัง
สำหรับการฉลองปีใหม่ของไทยเรานั้นแตกต่างออกไป
เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์และชีวิตชาวบ้านมีความผูกพันธ์แนบแน่นกันอยู่อย่างแยกไม่ออก การดำรงชีวิตผ่านพ้นไปปีหนึ่งจึงถือว่าเป็นพระบารมีแผ่คุ้มปกเกล้าให้ชีวิตร่มเย็นอยู่ได้ ดังนั้น
การแสดงออกในเรื่องการสมโภชปีใหม่
จึงมักเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
ในครั้งกรุงสุโขทัยเน้นหนักถึงพระราชจริยานุวัตรของพระเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรของพระองค์ ดังความปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือตำรับนางนพมาศว่า “ ครั้นถึง ณ
วันพระบรมทินกรจรจากมีนราศี
ประเวศขึ้นสู่เมษาราศีเถลิงศกขึ้นปีใหม่
แต่บรรดาข้าเฝ้าพระบาททั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในก็ประชุมกัน รับพระราชทานน้ำพระพัฒน์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งพนักงานโปรดให้พระราชทานเงินประจำปี แต่พัสตราภรณ์แก่พระราชวงศ์
ทั้งพระยาข้าเฝ้าทั้งในกรุงนอกกรุงตลอดไปจนไพร่ประจำของพระสนมกำนัลชาวชะแม่จ่าชา ตามตำแหน่งฐานานุศักดิ์ทุกหน้า
สมัยกรุงศรีอยุธยา
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ได้มีการประดับตกแต่งไฟตามบ้านเรือนสว่างไสวไปทั่วรวมทั้งมีการตั้งโต๊ะหมู่บูชา
เหมือนอย่างการจัดงานเฉลิมฉลองพระชนพรรษาในสมัยปัจจุบัน ปรากฏความตามจดหมายเหตุของ “ บาทหลวง เดอ ซัวซีร์ “ ผู้ช่วยของ “
ท่านเซวาเลีย เดอ โซมองต์ “ ราชทูตพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส
ซึ่งเดินทางเข้าเจริญพระราชไมตรีได้จัดลงไว้ เมื่อวันที่
๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๒๒๘ ว่า
“ ค่ำวันนี้
พวกเราได้พากันไปดูประทีปโคมไฟที่ช่องประตูหน้างต่างตามบ้านเรือนราษฎร
มีโคมไฟจุดแขวนและมีตะเกียงจุดตั้งไว้ดูสว่างไสวช่วงโชติน่าทัศนายิ่งนัก บางแห่งก็ตั้งโต๊ะบูชา
มีลับแลและแจกันอันมีดอกไม้สดปักเต็ม
ข้างหลังแจกันมีเชิงเทียนตั้งอยู่
มีเทียนปักอยู่บนนั้นและจุดไฟไว้ด้วย
เครื่องบูชาทั้งนี้ประกอบกันเข้าเป็นชุดแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าใคร่น่าชมยิ่งนัก ขุนนางผู้ใหญ่
ผู้น้อยทั้งหลายได้พากันเข้าเฝ้าในพระราชวังเพื่อถวายพระพรชัยหรือจะพูดไดว่าเพื่อกล่าวคำยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ผิด
พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จออกประทับที่ช่องพระแกลให้ช้าราชการเฝ้า และพระราชทานเสื้อกักหลายชนิดให้แก่ข้าราชการตามลำดับยศ
บรรดาภรรยาข้าราชการทั้งหลายพากันไปเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง
พระราชธิดาทำนองเดียวกันกับสามีของตน
พระราชพิธีนี้เคยกระทำกันมาทุกปี ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย
ซึ่งมักตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเสมอ
วันนี้แหละเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย
แต่จงจำไว้ว่า
คนไทยจะเถลิงศกเมื่อถึงเดือน
ขึ้น ๑ ค่ำตกอยู่ในราวเดือนมีนาคม “
สำหรับพิธีขึ้นปีใหม่สมัยปัจจุบันนั้น พระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังจะมีการอาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวนเท่ากับพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ในอดิตมาสวดพระพุทธมนต์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย และมีพิธีสดัปกรณ์ในวันรุ่งขึ้น เวลาเช้าของวันสิ้นปีเก่าคือวันเก่าคือวันที่ ๓๑ ธันวาคม และเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงบาตรพระสงฆ์ ๑๕๐ รูป ณ ประตูฉนวน
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
สำหรับข้าราชการและคนทั่วไปต่างนิยมประกอบพิธีตักบาตรปีใหม่เช่นกัน เช่นที่ท้องสนานหลวง และที่ทั่ว ๆ ไป
ซึ่งเป็นที่สาธารณะซึ่งชุมชนจะรวมกันได้โดยสะดวก
เทศกาลขึ้นปีใหม่
มักนิยมอวยพรด้วยการมอบ “ ของขวัญ “ และส่ง “ บัตร ส. ค. ส.” ทางไปรษณีย์พร้อมด้วยคำอวยพรตามประสงค์อันเป็นการแสดงออกถึงสัมพันธ์ไมตรี มีความปรารถนาดีต่อกัน
อนึ่ง ในเทศกาลปีใหม่
พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรเพื่อความเจริญและเป็นสิริมงคลแก่วิถีชีวิตตนในปีใหม่สืบไป และมักนิยมจัดงานเลี้ยงรื่นเริงกันในหมู่ญาติเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยมุ่งแสวงหาความสุขความสวัสดีเป็นที่ตั้งเป็นไปตามคติที่ว่า “ เริ่มต้นด้วยดีแล้ว ก็เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง “ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า
ส่วนมากจะมุ่งเอาแต่เรื่องอบายมุข
คือ สุรา และการพนัน เป็นหลักประกอบในการจัดงานสนุกสนานรื่นเริง ซึ่งเป็นเรื่องที่มักจะลงเอยด้วยความสิ้นเปลืองทั้งปวง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น