วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประวัติการฉลองปีใหม่

 


ประวัติการฉลองปีใหม่

                การฉลองปีใหม่ตามปรากฏที่ได้มีการบันทึกไว้มีขึ้นในเรื่องราวของชนชาติชาวบิโลน  หรือบาบิโลเนียนมาก่อนเมื่อราว  ,๐๐๐  ปีก่อน  ..  ชาวบาบิโลนได้จัดงานพิธีขึ้นอย่างหนึ่งเรียกว่า  “ ZAKMUK” มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงบูชา “ MARDUK “ สุริยเทพ  โดยชาวบาบิโลนเชื่อว่า  พระองค์จะเสด็จมาประทับในท่ามกลางที่ชุมชนเทพเจ้าทั้งหลายในมหาวิหารกรุงบาบิโลนเพื่อทรงกำหนดเหตุการณ์ของโลก  และเหตุการณ์ในพระชะตาชีวิตของกษัตริย์  กรุงบาบิโลน  พิธี “ ZAKMUK “ จะเริ่มตั้งแต่ราวปลายเดือนมีนาคมรวมเวลาเฉลิมฉลองราว ๆ ๑๑ - ๑๒  วันเนื่องมาแต่เดือนมีนาคม  นั้นแต่นับเป็นเดือนแรกแห่งการเริ่มปีใหม่ดังกล่าวแล้วในเรื่องของเดือน

                ต่อมาชาวโรมัน  ซึ่งได้กำหนดเอาวันที่    เดือนมกราคม  เป็นวันขึ้นปีใหม่ได้จัดการสมโภชหรือฉลอง  ปีใหม่ขึ้นโดยจัดให้เป็นวันหยุดงานเป็นสากล  มีพิธีบวงสรวงสังเวยเทพเจ้า  และพิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  มีการไปเยี่ยมกันตามญาติและเพื่อนบ้าน  มีการแลกเปลี่ยนของขวัญปีใหม่มอบให้แก่กันและกัน   โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้ก็คือจะต้องนำกิ่งไม้ชนิดหนึ่งอันมีความหมายแห่งโชคดีไปมอบให้กันด้วย  ซึ่งสันนิษฐานว่า  ต้นไม้ดังกล่าวนั้น  น่าจะเป็น  กิ่งสน หรือที่เรียกกันต่อมาในกาลภายหลังว่า  ต้นคริสมาส นั่นเอง  เนื่องจากเป็นต้นไม้ชนิดเดียวที่เขียวสดไม่ผลัดใบสามารถดำรงชีวิตต้านความหนาวอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง  แสะถึงความสามารถเอาชนะความตายได้เช่นเดียวกับพระเยซูครีสต์  ซึ่งคริสตศาสนิกชนถือว่าพระองค์ทรงเอาชนะความตาย  คือตายแล้วกลับฟื้นคืนชีพใหม่ได้  จึงถือเป็นสัญญลักษณ์แทน  พระเยซูคริสต์ หรือ  จีซัส  ไครัต   ซึ่งก็คงจะมีความหมายเป็นการอวยพรทำนองให้มีอายุ  วรรณะ  สุข  พละ อะไรทำนองนั้นกระมัง

                สำหรับการฉลองปีใหม่ของไทยเรานั้นแตกต่างออกไป  เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์และชีวิตชาวบ้านมีความผูกพันธ์แนบแน่นกันอยู่อย่างแยกไม่ออก  การดำรงชีวิตผ่านพ้นไปปีหนึ่งจึงถือว่าเป็นพระบารมีแผ่คุ้มปกเกล้าให้ชีวิตร่มเย็นอยู่ได้  ดังนั้น  การแสดงออกในเรื่องการสมโภชปีใหม่  จึงมักเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

                ในครั้งกรุงสุโขทัยเน้นหนักถึงพระราชจริยานุวัตรของพระเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรของพระองค์  ดังความปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์   หรือตำรับนางนพมาศว่า  ครั้นถึง    วันพระบรมทินกรจรจากมีนราศี  ประเวศขึ้นสู่เมษาราศีเถลิงศกขึ้นปีใหม่  แต่บรรดาข้าเฝ้าพระบาททั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในก็ประชุมกัน  รับพระราชทานน้ำพระพัฒน์  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งพนักงานโปรดให้พระราชทานเงินประจำปี  แต่พัสตราภรณ์แก่พระราชวงศ์  ทั้งพระยาข้าเฝ้าทั้งในกรุงนอกกรุงตลอดไปจนไพร่ประจำของพระสนมกำนัลชาวชะแม่จ่าชา  ตามตำแหน่งฐานานุศักดิ์ทุกหน้า

                สมัยกรุงศรีอยุธยา  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ได้มีการประดับตกแต่งไฟตามบ้านเรือนสว่างไสวไปทั่วรวมทั้งมีการตั้งโต๊ะหมู่บูชา เหมือนอย่างการจัดงานเฉลิมฉลองพระชนพรรษาในสมัยปัจจุบัน  ปรากฏความตามจดหมายเหตุของ  บาทหลวง เดอ  ซัวซีร์ ผู้ช่วยของ ท่านเซวาเลีย  เดอ  โซมองต์ ราชทูตพระเจ้าหลุยที่  ๑๔ แห่งฝรั่งเศส  ซึ่งเดินทางเข้าเจริญพระราชไมตรีได้จัดลงไว้  เมื่อวันที่  ๒๗ พฤศจิกายน พ..  ๒๒๒๘  ว่า

                ค่ำวันนี้   พวกเราได้พากันไปดูประทีปโคมไฟที่ช่องประตูหน้างต่างตามบ้านเรือนราษฎร   มีโคมไฟจุดแขวนและมีตะเกียงจุดตั้งไว้ดูสว่างไสวช่วงโชติน่าทัศนายิ่งนัก  บางแห่งก็ตั้งโต๊ะบูชา มีลับแลและแจกันอันมีดอกไม้สดปักเต็ม  ข้างหลังแจกันมีเชิงเทียนตั้งอยู่   มีเทียนปักอยู่บนนั้นและจุดไฟไว้ด้วย  เครื่องบูชาทั้งนี้ประกอบกันเข้าเป็นชุดแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าใคร่น่าชมยิ่งนัก  ขุนนางผู้ใหญ่  ผู้น้อยทั้งหลายได้พากันเข้าเฝ้าในพระราชวังเพื่อถวายพระพรชัยหรือจะพูดไดว่าเพื่อกล่าวคำยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ผิด พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จออกประทับที่ช่องพระแกลให้ช้าราชการเฝ้า  และพระราชทานเสื้อกักหลายชนิดให้แก่ข้าราชการตามลำดับยศ  บรรดาภรรยาข้าราชการทั้งหลายพากันไปเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง พระราชธิดาทำนองเดียวกันกับสามีของตน  พระราชพิธีนี้เคยกระทำกันมาทุกปี ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งมักตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเสมอ  วันนี้แหละเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย  แต่จงจำไว้ว่า   คนไทยจะเถลิงศกเมื่อถึงเดือน   ขึ้น  ๑ ค่ำตกอยู่ในราวเดือนมีนาคม

                สำหรับพิธีขึ้นปีใหม่สมัยปัจจุบันนั้น   พระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังจะมีการอาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวนเท่ากับพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ในอดิตมาสวดพระพุทธมนต์    พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย  และมีพิธีสดัปกรณ์ในวันรุ่งขึ้น  เวลาเช้าของวันสิ้นปีเก่าคือวันเก่าคือวันที่  ๓๑ ธันวาคม  และเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงบาตรพระสงฆ์  ๑๕๐ รูป    ประตูฉนวน


วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

                สำหรับข้าราชการและคนทั่วไปต่างนิยมประกอบพิธีตักบาตรปีใหม่เช่นกัน   เช่นที่ท้องสนานหลวง  และที่ทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นที่สาธารณะซึ่งชุมชนจะรวมกันได้โดยสะดวก

                เทศกาลขึ้นปีใหม่  มักนิยมอวยพรด้วยการมอบ  ของขวัญ   และส่ง  บัตร  . . .” ทางไปรษณีย์พร้อมด้วยคำอวยพรตามประสงค์อันเป็นการแสดงออกถึงสัมพันธ์ไมตรี  มีความปรารถนาดีต่อกัน

                อนึ่ง  ในเทศกาลปีใหม่  พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรเพื่อความเจริญและเป็นสิริมงคลแก่วิถีชีวิตตนในปีใหม่สืบไป  และมักนิยมจัดงานเลี้ยงรื่นเริงกันในหมู่ญาติเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยมุ่งแสวงหาความสุขความสวัสดีเป็นที่ตั้งเป็นไปตามคติที่ว่า  เริ่มต้นด้วยดีแล้ว  ก็เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า  ส่วนมากจะมุ่งเอาแต่เรื่องอบายมุข  คือ  สุรา  และการพนัน เป็นหลักประกอบในการจัดงานสนุกสนานรื่นเริง  ซึ่งเป็นเรื่องที่มักจะลงเอยด้วยความสิ้นเปลืองทั้งปวง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...