วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

การพระราชพิธีพรุณศาสตร์

 


การพระราชพิธีพรุณศาสตร์

                เทศกาลประจำเดือน    ของไทยเรานั้น  ที่จัดเป็นทางการใหญ่ ๆ  นั้น  รู้สึกว่าจะไม่ปรากฏมีมาในอดีต  อาจจะเนื่องมาจากฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ไม่เหมาะในการจัดงานเทศกาล เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน  ซึ่งไม่สดวกในหารจัดเทศกาลต่าง ๆ

                แต่มีปรากฏเป็นเทศกาลในราชสำนักอยู่ชื่อว่า  พระราชพิธีพรุณศาสตร์   เป็นพระราชพิธีขอฝน  ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์มากกว่า  ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๕  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน  พระราชพิธีสืบสองเดือน ว่า

                พิธีนี้   เหตุใดจึงไม่มีปรากฏในกฎมณเฑียรบาล  และในจดหมายขุนหลวงหาวัดทั้งสองแห่งก็ไม่ทราบเลย  จะวาไม่เคยทำที่กรุงเก่าก็ว่าไม่ได้  ด้วยในตำราของพราหมณ์ก็มีอยู่ว่าเดือน    พระราชพิธีพรุณศาสตร์มหาเมฆบูชามีวิธีซึ่งจะทำให้ชัดเจน อนึ่ง  การพิธีของฝนนี้  ก็ดูเป็นพิธีสำคัญ  มีเครื่องเตือนที่จะให้เลิกไม่ได้อยู่  คือ  ถึงว่าเจ้าแผ่นดินจะดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม  มิได้ปรวนแปร  ซึ่งคนบางพวกมักพาโลว่า

                พระราชพิธีนี้  แม้จะเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์แต่ก็ยังมีปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์  พงศาวดารลังกาว่า  พระเจ้าแผ่นดินลงบรรทมในลานพระเจดีย์ ด้วยตั้งอธิษฐานว่า ถ้าฝนไม่ตกลงมาขังลานพระเจดีย์จนพระองค์ลอยขึ้นก็จะไม่เสด็จลุกขึ้นไปเป็นต้น   นี้เป็นวิธีหนึ่งที่ในสมัยก่อนหากเกิดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลทำให้เกิดความอดอยากประชาชนมักจะไปโทษพระเจ้าแผ่นดิน

                สำหรับการปฏิบัติพระราชพิธีนี้  แม้จะไม่ปรากฏว่า  มีในจดหมายขุนหลวงมหาวัด  พระองค์ก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้  น่าจะปฏิบัติกัน  เพราะในกรุงเก่านั้นก็เคยมีเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพง  ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล  แต่อาจจะเป็นเพราะว่าปีใด  ถ้าฝนบริบูรณ์ดีก็จะเว้นการปฏิบัติและอีกอย่าง   สมัยอยุธยานั้นมีศึกสงครามกับพม่าบ่อยจึงละเลยเสีย

                สมัยสุโขทัยนั้น  ในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์   พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า

                แต่เมื่อครั้งกรุงสุโขทัย   คงจะเป็นพระราชนิพนธ์ประจำปี  นางนพมาศได้กล่าวถึงเนื้อความโดยละเอียด  แต่พิธีที่ทำนั้นได้แตกต่างไปจาก    ตำราพราหมณ์ของเราเห็นจะเป็นเรื่องต่างครูกันอีก  ตำราพราหมณ์ทำเป็นอย่างจะขอฝนให้ตกเดี๋ยวนั้น  ด้วยอาศัยเสกเวทมนต์เรียกบ้าง  ด้วยอาศัยล้อพระพิรุณบ้าง  แต่พิธีสุโขทัยนั้น  ตั้งท่าขอให้บริบูรณ์ทั่วไปแต่ต้นมือ

                ข้อความที่นางนพมาศกล่าวไว้นั้นว่า  ครั้นถึงเดือน    พราหมณาจารย์   กับพร้อมกันกระทำการพระราชพิธีพรุณศาสตร์  ตั้งเลยสี่เกยที่หน้าลานเทวสถานหลวง  ประดับด้วยฉัตรธงอันกระทำด้วยบาศีดา  หญ้าตีนนก  อ่างทอดสัตตโลหะสีต่าง ๆ   หนึ่งเต็มไปด้วยเปือกปลูกชาติสาลี  มีพรรณสอง  คือ  ข้าวจ้าว  ข้าวเหนียว  สามอ่างนั้นใส่มูลดินอันเจือด้วยโคมัย    ปลูกถั่วงา  อ่างหนึ่งปลูกมะม่วง   มะพร้าว  อ่างหนึ่งปลูกหญ้าแพรก  หญ้าละมานอ่างหนึ่ง   (หญ้าละมาน ชื่อไม้ล้มลุกหลายชนิด  มักขึ้นแซมต้นข้าว  บางที่เรียกว่า  ข้าวปลา )  ตั้งไว้บนหน้ากระดานเป็นปักตรงหน้าเกยครั้นถึงวันกำหนดฤกษ์  หมู่พราหมณ์ทั้งหลายมีพระครูพรหมพิธีบรมหงส์  เป็นประธานต่างน้อมเบญจวงศ์บวงสรวง  สังเวยพระเป็นเจ้า  ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้ฝนตกซุกชุมทั่งทุกนิคม คามขอบเขตขันธสีมากรุงพระมหานครสุโขทัยราชธานีบุรีรัฐ   

พระพุทธคันธารราษฎร์

                เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ  เป็นอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้ตกทุกได้ยาก  เช่นเมื่อยามเห็นชาวประชาชนอดอยาก  ยามข้าวยากหมากแพง  ฝนแล้ว   ก็บรรดาลให้ฝนตก  ซึ่งก็อาจจะเป็นเหตุบังเอิญหรือด้วยบุญบารมีที่สะสมไว้อย่างเช่น   ในพระราชประเพณี  ๑๒  เดือนของ  ล้นเกล้า ฯ  รัชกาลที่ ๕  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้  วาริชชาดก  กล่าวไว้ว่า  พระยาปลาช่อนอาศัยอยู่ในบึง  ตำบลหนึ่ง  คราวนั้นเป็นเวลาแล้ง  น้ำในบึงแห้งขอดเป็นตม  ฝูงกา  ลงกินปลาในบึงนั้นอยู่เกลื่อนกลุ่ม  พระยานฬปะ  จึงผุดขึ้นในตมแหงนดูอากาศเสี่ยงบารมี  ตั้งสัจจาธิษฐานแล้วกล่าวคาถาว่า  อภิตถนยปชุฌ  เป็นต้นว่า  ข้าแต่  ปขุณณะเทพยดา  เป็นผู้มีอำนาจจะให้ฝนตกได้  ขอท่านจะบันดาบให้เมฆฝนตั้งขึ้น  แล้วจงให้ห่าฝนตกเป็นท่อธารใหญ่  ท่วมบึงบ่อทั้งปวงเถิดจงทำพิธีชุมทรัพย์ของฝูงกาทั้งหลายให้พินาศไป    ทำฝูงกาให้เศร้าโศก  เพราะอดอาหาร  และขอท่านจงกรุณาเปลื้องปลดข้าพเจ้ากับหมู่ญาติทั้งหลาย  ให้พ้นภัยพิบัติโศกเศร้า  พ้นอำนาจหมู่กา  ซึ่งจะมาเบียดเบียนเป็นภัยใหญ่หลวง  ด้วยอำนาจสัจจาธิษฐานของพระยาปลาช่อน  ท่อธารใหญ่ก็ตาลงมาท่วมบึงบ่อทุกสถาน

                อีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดียวกันนี้กล่าวไว้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  ที่ทรงปรารภถึงพระพุทธรูปชื่อว่า พุทธคันธารราษฎร์   เกี่ยวกับพระพุทธองค์ที่ตรงตรัสวาริชชาดก  ดังกล่าว    ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตรทรงเห็นดังนั้น  ก็มีพระหฤทัยกรุณา  เมื่อเสด็จกลับมาทำภัตตกิจแล้วจึงตรัสเรียกพระอานนท์นำผ้าอุทกสาฏหถวาย  พระอานนท์ก็ทูลว่า  น้ำในสระแห้งหลายวันแล้ว  พระองค์ตรัสเรียกอุทกสาฏกผืนคล่ำอยู่  พระอานนท์จึงได้นำมาถวาย   พระองค์รับผ้ามา  ชายส่วนหนึ่งนั้นทรงส่วยหนึ่งนั้นตระหวัดขึ้นบนพระอังสะประเทศเสด็จผืนที่ฝังสระ  แสดงพระอาการพระหัตถ์ขวาเรียกฝน  พระหัตถ์ซ้ายหงายรองรับน้ำฝน  ขณะนั้นฝนก็ตกลงมาเป็นอันมาก   ท่วมในที่ซึ่งควรขังทุกแห่ง  มนุษย์และสัตว์ทั้งปวง  มีความชื่นชมยินดี  กล่าวคำสรรเสริญต่าง  เมื่อพระองค์ทราบจึงตรัสว่า  แต่ปางก่อน  นฬะปะมัจฉะชาติ  คือพระยาปลาช่อน  ก็อาจตั้งสัจจาธิษฐานให้ฝนตกลงได้.. 

                ที่ได้ชื่อว่า  พระพุทธคันธารราษฎร์  นั้นก็เพราะ  เป็นพระพุทธรูปที่มีประวัติการสร้างโดยพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งซึ่งปกครองเมืองคันธารราษฎร์  เมื่อพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยมาถึง  ๒๐๐  ปี  หลังพุทธปรินิพพานได้มีพระเถระชื่อ  พระมัชฌันติกเถระได้นำศาสนาไปประดิษฐานลนคันธารแระเทศนี้  พระเจ้าแผ่นดินทรงเลื่อมในพระเถระองค์นี้มาก  จนพุทธศาสนาแผ่หลายมาหลายชั่วอายุคน  ภายหลังมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง  ทรงเลื่อมในเมื่อได้ฟังเรื่องรายที่พระพุทธเจ้าทรงบัลดาลให้ฝนตก  จึงสร้างพระพุทธปฏิมากร  มีอาการอย่างนะสรงน้ำนำปริศนาเรียกฝนเช่นกัน  ในปีใดเกิดฝนแล้งก็ให้เชิญพระพุทธปฏิมาการนั้นออกมาตั้งขอฝน  ฝนก็ตกลงตามประสงค์

                ดังนั้น  พระพุทธคันธารราษฎร์  จึงเป็นพระพุทธรูปปางขอฝนซึ่งเราได้เห็นอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เมื่อพระราชพิธี  พิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  หรือพระราชพิธีพรุณศาสตร์คราวใดก็จะสักการะพระพุทธรูปองค์นี้แล้วทำพิธีดังกล่าวมา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...