การพระราชพิธีพรุณศาสตร์
เทศกาลประจำเดือน ๙ ของไทยเรานั้น
ที่จัดเป็นทางการใหญ่ ๆ นั้น รู้สึกว่าจะไม่ปรากฏมีมาในอดีต
อาจจะเนื่องมาจากฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ไม่เหมาะในการจัดงานเทศกาล เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งไม่สดวกในหารจัดเทศกาลต่าง ๆ
แต่มีปรากฏเป็นเทศกาลในราชสำนักอยู่ชื่อว่า “ พระราชพิธีพรุณศาสตร์ “ เป็นพระราชพิธีขอฝน ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์มากกว่า ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน “ พระราชพิธีสืบสองเดือน “
ว่า
“ พิธีนี้
เหตุใดจึงไม่มีปรากฏในกฎมณเฑียรบาล
และในจดหมายขุนหลวงหาวัดทั้งสองแห่งก็ไม่ทราบเลย จะวาไม่เคยทำที่กรุงเก่าก็ว่าไม่ได้ ด้วยในตำราของพราหมณ์ก็มีอยู่ว่าเดือน ๙
พระราชพิธีพรุณศาสตร์มหาเมฆบูชามีวิธีซึ่งจะทำให้ชัดเจน อนึ่ง การพิธีของฝนนี้ ก็ดูเป็นพิธีสำคัญ มีเครื่องเตือนที่จะให้เลิกไม่ได้อยู่ คือ
ถึงว่าเจ้าแผ่นดินจะดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม มิได้ปรวนแปร
ซึ่งคนบางพวกมักพาโลว่า
พระราชพิธีนี้
แม้จะเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์แต่ก็ยังมีปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์ พงศาวดารลังกาว่า “ พระเจ้าแผ่นดินลงบรรทมในลานพระเจดีย์
ด้วยตั้งอธิษฐานว่า
ถ้าฝนไม่ตกลงมาขังลานพระเจดีย์จนพระองค์ลอยขึ้นก็จะไม่เสด็จลุกขึ้นไปเป็นต้น “ นี้เป็นวิธีหนึ่งที่ในสมัยก่อนหากเกิดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลทำให้เกิดความอดอยากประชาชนมักจะไปโทษพระเจ้าแผ่นดิน
สำหรับการปฏิบัติพระราชพิธีนี้
แม้จะไม่ปรากฏว่า
มีในจดหมายขุนหลวงมหาวัด
พระองค์ก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้
น่าจะปฏิบัติกัน
เพราะในกรุงเก่านั้นก็เคยมีเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แต่อาจจะเป็นเพราะว่าปีใด ถ้าฝนบริบูรณ์ดีก็จะเว้นการปฏิบัติและอีกอย่าง สมัยอยุธยานั้นมีศึกสงครามกับพม่าบ่อยจึงละเลยเสีย
สมัยสุโขทัยนั้น
ในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์
พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า
“ แต่เมื่อครั้งกรุงสุโขทัย
คงจะเป็นพระราชนิพนธ์ประจำปี
นางนพมาศได้กล่าวถึงเนื้อความโดยละเอียด
แต่พิธีที่ทำนั้นได้แตกต่างไปจาก
ตำราพราหมณ์ของเราเห็นจะเป็นเรื่องต่างครูกันอีก
ตำราพราหมณ์ทำเป็นอย่างจะขอฝนให้ตกเดี๋ยวนั้น ด้วยอาศัยเสกเวทมนต์เรียกบ้าง ด้วยอาศัยล้อพระพิรุณบ้าง แต่พิธีสุโขทัยนั้น ตั้งท่าขอให้บริบูรณ์ทั่วไปแต่ต้นมือ “
ข้อความที่นางนพมาศกล่าวไว้นั้นว่า
“ ครั้นถึงเดือน
๙ พราหมณาจารย์ กับพร้อมกันกระทำการพระราชพิธีพรุณศาสตร์ ตั้งเลยสี่เกยที่หน้าลานเทวสถานหลวง ประดับด้วยฉัตรธงอันกระทำด้วยบาศีดา หญ้าตีนนก
อ่างทอดสัตตโลหะสีต่าง ๆ
หนึ่งเต็มไปด้วยเปือกปลูกชาติสาลี
มีพรรณสอง คือ ข้าวจ้าว
ข้าวเหนียว
สามอ่างนั้นใส่มูลดินอันเจือด้วยโคมัย
ปลูกถั่วงา
อ่างหนึ่งปลูกมะม่วง มะพร้าว อ่างหนึ่งปลูกหญ้าแพรก หญ้าละมานอ่างหนึ่ง (หญ้าละมาน
ชื่อไม้ล้มลุกหลายชนิด
มักขึ้นแซมต้นข้าว
บางที่เรียกว่า ข้าวปลา ) ตั้งไว้บนหน้ากระดานเป็นปักตรงหน้าเกยครั้นถึงวันกำหนดฤกษ์ หมู่พราหมณ์ทั้งหลายมีพระครูพรหมพิธีบรมหงส์ เป็นประธานต่างน้อมเบญจวงศ์บวงสรวง สังเวยพระเป็นเจ้า ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้ฝนตกซุกชุมทั่งทุกนิคม
คามขอบเขตขันธสีมากรุงพระมหานครสุโขทัยราชธานีบุรีรัฐ “
พระพุทธคันธารราษฎร์
เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เป็นอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้ตกทุกได้ยาก เช่นเมื่อยามเห็นชาวประชาชนอดอยาก ยามข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ว
ก็บรรดาลให้ฝนตก
ซึ่งก็อาจจะเป็นเหตุบังเอิญหรือด้วยบุญบารมีที่สะสมไว้อย่างเช่น ในพระราชประเพณี ๑๒
เดือนของ ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕
ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ “ วาริชชาดก กล่าวไว้ว่า พระยาปลาช่อนอาศัยอยู่ในบึง ตำบลหนึ่ง
คราวนั้นเป็นเวลาแล้ง
น้ำในบึงแห้งขอดเป็นตม ฝูงกา ลงกินปลาในบึงนั้นอยู่เกลื่อนกลุ่ม พระยานฬปะ
จึงผุดขึ้นในตมแหงนดูอากาศเสี่ยงบารมี
ตั้งสัจจาธิษฐานแล้วกล่าวคาถาว่า
อภิตถนยปชุฌ เป็นต้นว่า ข้าแต่
ปขุณณะเทพยดา
เป็นผู้มีอำนาจจะให้ฝนตกได้
ขอท่านจะบันดาบให้เมฆฝนตั้งขึ้น
แล้วจงให้ห่าฝนตกเป็นท่อธารใหญ่
ท่วมบึงบ่อทั้งปวงเถิดจงทำพิธีชุมทรัพย์ของฝูงกาทั้งหลายให้พินาศไป ทำฝูงกาให้เศร้าโศก เพราะอดอาหาร
และขอท่านจงกรุณาเปลื้องปลดข้าพเจ้ากับหมู่ญาติทั้งหลาย ให้พ้นภัยพิบัติโศกเศร้า พ้นอำนาจหมู่กา ซึ่งจะมาเบียดเบียนเป็นภัยใหญ่หลวง ด้วยอำนาจสัจจาธิษฐานของพระยาปลาช่อน ท่อธารใหญ่ก็ตาลงมาท่วมบึงบ่อทุกสถาน “
อีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดียวกันนี้กล่าวไว้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ทรงปรารภถึงพระพุทธรูปชื่อว่า “ พุทธคันธารราษฎร์ “ เกี่ยวกับพระพุทธองค์ที่ตรงตรัสวาริชชาดก
ดังกล่าว “ ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตรทรงเห็นดังนั้น ก็มีพระหฤทัยกรุณา
เมื่อเสด็จกลับมาทำภัตตกิจแล้วจึงตรัสเรียกพระอานนท์นำผ้าอุทกสาฏหถวาย พระอานนท์ก็ทูลว่า น้ำในสระแห้งหลายวันแล้ว พระองค์ตรัสเรียกอุทกสาฏกผืนคล่ำอยู่ พระอานนท์จึงได้นำมาถวาย พระองค์รับผ้ามา
ชายส่วนหนึ่งนั้นทรงส่วยหนึ่งนั้นตระหวัดขึ้นบนพระอังสะประเทศเสด็จผืนที่ฝังสระ แสดงพระอาการพระหัตถ์ขวาเรียกฝน พระหัตถ์ซ้ายหงายรองรับน้ำฝน ขณะนั้นฝนก็ตกลงมาเป็นอันมาก ท่วมในที่ซึ่งควรขังทุกแห่ง มนุษย์และสัตว์ทั้งปวง มีความชื่นชมยินดี กล่าวคำสรรเสริญต่าง เมื่อพระองค์ทราบจึงตรัสว่า แต่ปางก่อน
นฬะปะมัจฉะชาติ คือพระยาปลาช่อน ก็อาจตั้งสัจจาธิษฐานให้ฝนตกลงได้.. “
ที่ได้ชื่อว่า พระพุทธคันธารราษฎร์ นั้นก็เพราะ
เป็นพระพุทธรูปที่มีประวัติการสร้างโดยพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งซึ่งปกครองเมืองคันธารราษฎร์ เมื่อพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยมาถึง ๒๐๐
ปี
หลังพุทธปรินิพพานได้มีพระเถระชื่อ
พระมัชฌันติกเถระได้นำศาสนาไปประดิษฐานลนคันธารแระเทศนี้ พระเจ้าแผ่นดินทรงเลื่อมในพระเถระองค์นี้มาก จนพุทธศาสนาแผ่หลายมาหลายชั่วอายุคน ภายหลังมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง ทรงเลื่อมในเมื่อได้ฟังเรื่องรายที่พระพุทธเจ้าทรงบัลดาลให้ฝนตก จึงสร้างพระพุทธปฏิมากร
มีอาการอย่างนะสรงน้ำนำปริศนาเรียกฝนเช่นกัน ในปีใดเกิดฝนแล้งก็ให้เชิญพระพุทธปฏิมาการนั้นออกมาตั้งขอฝน ฝนก็ตกลงตามประสงค์
ดังนั้น พระพุทธคันธารราษฎร์
จึงเป็นพระพุทธรูปปางขอฝนซึ่งเราได้เห็นอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อพระราชพิธี พิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
หรือพระราชพิธีพรุณศาสตร์คราวใดก็จะสักการะพระพุทธรูปองค์นี้แล้วทำพิธีดังกล่าวมา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น