วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประเพณี ( Tradition )


 ประเพณี ( Tradition )

                จารีตประเพณี  ( Mores )   เกี่ยวกับศีลธรรม  เป็นสิ่งมีค่าต่อส่วนรวม   หากไม่ปฏิบัติถือว่า  ผิดชั่ว

                ขนบประเพณี   ( lnstution ) 

                ธรรมเนียมประเพณี  ( Convention )

                จารีต   ประเพณีนั้น   ถือเป็นศีลธรรมที่ควรปฏิบัติในสังคมนั้น ๆ  ใครฝ่าฝืนงดเว้น  ถือว่าผิดชั่ว  เป็นสิ่งมีค่าต่อส่วนรวม

                แต่ความผิดถูกนั้นคนในสังคมโลกมีมากมายแต่ละชาติภาษา  ถือความผิดถูกไปต่าง ๆ  กัน  ไม่เหมือนกันบางที่ตรงกันข้ามกับเรา  เช่น  การเลี้ยงดูมารดาบิดา  คนไทยถือว่าหากใครไม่ปฏิบัติจะถูกสังคมประณามว่าชั่ว  แต่หากเป็นอีกช่นชาติหนึ่งมีประเพณีทำให้พ่อแก่ตายไปหากเห็นว่าพ่อแม่แก่แล้ว  หากไม่ทำเช่นนั้นถือว่าผิดจารีตประเพณีของเขา

                ห้ามตัดจุก    วันอังคาร   หรือปลุกฝีวันอังคาร  ว่ากันว่า  มีต้นเหตุจากพระอิศวรทำพิธีโสกันต์พระขันธกุมาร  จึงเกิดเหตุเภทภัยให้หัวพระขันธกุมารหลุด

                พระวิฆเนศ   ในอินเดีย  เคยมีเทพเจ้าหัวช้าง  เป็นเทพเก่าแก่สมัยพระเวท  และสืบต่อมาเป็นพระวิฆเนศ  หรือพระวิฆเนศแห่งความติดขัด  ถือเป็นเทพสำคัญองค์หนึ่ง  เมื่อจะแต่งหนังสือ  หรือทำพิธีกรรม  จะต้องทำการประนามพระวิฆเนศเสียก่อน

                ห้ามแต่งงานวันพฤหัสบดี   โหรหลวงผู้หนึ่งกล่าวว่า  จะอยู่กันไม่ยืด  เพราะพฤหัสบดีเป็นอาจารย์เทวดา  ซึ่งเป็นวันแต่งงานของลูกสาวพฤหัสบดี

                ตายวันเสาร์เผาวันอังคาร   ห้ามเพราะเป็นวันที่แข็งมาก  หากจะปลูกเสกอะไร  หรือปลูกผีให้ทำวันทั้งสองนี้  เป็นวันประกอบพิธีกรรม

                วันพระห้ามเผาศพ   ชาวพุทธที่เคร่งครัด  จะไม่ทำการเผาศพวันนี้  เพราะจะทำให้สัตว์ที่อยู่ในศพตาย  เป็นการฆ่าสัตว์ในวันพระ  นี้เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา  แต่แท้ที่จริง  อาจจะเป็นเพราะว่า  เป็นวันกลางเดือนซึ่งตรงกันกับวัน  อุโบสถ  พระสงฆ์ทั้งหมด  จะต้องลงอุโบสถ  จะไม่สะดวกในการทำพิธีกรรมในวันนี้  เลยต้องเหมาเอาวันพระทุกประเภทเข้าไปด้วย

                ห้ามเผาศพในวันคู่และวันคี่ข้างแรม   คงจะถือในเคล็ดที่ว่า  ถ้าเผาศพในวันคู่ข้างขึ้น   ก็จะต้องมีผู้ตายตามในไม่ช้า  เพื่อจะไปคู่กับคนที่ตาย  ส่วนวันคี่ข้างแรมก็เป็นคู่นั่นเอง  เพราะเมื่อเอาจำนวน  ๑๕  ในข้างขึ้นมาบวกกับวันข้างแรม  เช่น  ๑ ค่ำ  ต่อด้วย  ๑๕  ค่ำข้างขึ้น  กับเป็น  ๑๖  จำนวนคู่ไป  แต่คติความเชื่อนี้  เห็นจะหมดไป  คงมีแต่ชนบทที่ห่างไกลจากเมืองหลวง

                ปลูกเรือนต้องปลูกศาลพระภูมิไว้ด้วย   เพื่อให้พระภูมิเจ้าที่ท่านจะได้อยู่อาศัยและปกปักรักษา  ผู้อาศัยในบ้านเรือนที่ปลูกใหม่  ให้มีแต่ความเจริญ  เพราะท่านป้องกันผีร้ายและเสนียดจัญไรไม่ให้มันเข้ามาตอแยกับคนในบ้านได้  ถ้ามีการทำบุญเลี้ยงพระก็ต้องมีอาหารหวานคาว  ไปสังเวยท่านเสมอ  แต่ต้องเป็นทีหลังจากที่ถวายพระพุทธ  พระสงฆ์แล้ว

                คติความเชื่อเกี่ยวกับพระภูมิอีกอย่าง   ตามที่ชาวบ้านถือ  คือ  หากมีคนถิ่นอื่นจำเป็นจะต้องมาพักที่บ้านเรือนใคร  จะต้องแสดงความคารวะต่อพระภูมิเจ้าที่บ้านนั้นเสียก่อน  เพื่อบอกกล่าวเล่าสิบให้ท่านทราบตามประเพณี  หากไม่ปฏิบัติเช่นนั้น   เวลาหลับนอนไปจะมีเหมือนใครมาเหยียบอยู่บนอก  หายใจไม่ออกเพราะพระภูมิท่านโกรธ  เพราะไม่แสดงความเคารพท่าน  เป็นการลงโทษ  เพื่อให้รู้ตัว  เมื่อตื่นนอนแล้วก็ต้องจุดธูป  ๑  ดอกบูชาท่าน  เพื่อลุแก่โทษที่ทำผิดพลาดไป

                คติความเชื่อเรื่องการคารวะพระภูมินี้  เป็นเรื่องชองการนับถือผีสางเทวดา  ซึ่งติดฝังใจคนมาแต่อดีตและเหลือตกค้างมาจนถึงปัจจุบันนี้   ใครอวดดีไม่เชื่อก็มีน้อยเต็มที   เพราะผีสางเทวดาเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ  ใครจะยืนยันรับรองหรือปฏิเสธว่ามีหรือไม่มี  ไม่ได้ทั้งนั้น  เพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์กันทางวัตถุไม่ได้  ด้วยผีสางเทวดาเป็นเรื่องของความรู้สึกเกี่ยวกับ  จิตใจ  เหตุผลที่เหนือธรรมชาตินี้    ยากที่จะเปลี่ยนแปลงคนในสมัยนั้นได้  เพราะมีความเกรงกลัวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น

                การเคารพพระภูมิ  เป็นประเพณีที่เป็นประโยชน์หรือเป็นเรื่องของความดีอย่างหนึ่ง  หากนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปช่วยประยุกต์เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ด้วยว่าเทวดาในพระพุทธศาสนานั้นก็มีเช่นกัน  อย่างเช่นท้าจาตุมหาราชเป็นเทวดาชั้นกามาพจร  เป็นเทวดาที่ยังต้องเสพกามอยู่    แต่การเสพกามนั้นเป็นทิพย์  มีความสำเร็จเป็นทิพย์  แต่ชาวเราไม่ได้ยกขึ้นมาในฐานะเทพที่สำคัญสำหรับบูชาเทียบพระพุทธเจ้า  เพราะเทพชั้นต่าง ๆ  นั้นก็ยังสามารถเฝ้าพระพุทธเจ้าในกาลบางคราว

                พระภูมิในศาสนาพราหมณ์  หรือเทพนิยายของพวกพราหมณ์  หมายถึง  เทวดาผู้รักษาแผ่นดิน  หรือเทพารักษ์เป็นเทพที่ทางชาวไทยถือในนามพระภูมิเจ้าที่  แต่มีนักปราชญ์ที่เข้าใจนำเรื่องนี้มาผสมผสานกับพระพุทธศาสนาได้อย่างน่าฟัง  เช่น  สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ( . เรื่อง  “  นารายณ์  ๑๐  อย่าง  “  หรือ  นิทานพระภูมิของ  ม..โมราพรหมจุติและปฐมจินดา  เนื้อเรื่องมีว่า   พระเจ้าทศราชแห่งนครพาลี  มีมเหสีนามว่า  สันทาทุกข์  มีโอรส  ๙  องค์คือ  พระชัยมงคลพระนครราช, พระเทเพนพระชัยศวะ   พระคนธญพ์   พระธรรมโหรา  พระวันทัต  พระธรรมิกราช  พระทาษธารา  เมื่อโอรสเจริญวัยจึงถูกส่งตัวไปครองเมืองต่าง  เช่น  พระชัยมงคลไปครองบ้านเรือน  ร้านโรงต่าง ๆ  พระนครราชไปครองค่ายป้อมประติบันได   พระเทเพนไปครองคอกสัตว์  พระชัยศวะไปครองยุ้งฉางคลังเสบียง  พระคนธญพ์ไปครองโรงพิธีแต่งงานเรือนหอ  พระธรรมโหรา  ไปครองทุ่งนา  ป่าเขา    พระวัยทัตไปครองปูชนียสถาน  วัดศาสนสถาน  พระธรรมิกราชไปครองสวนอุทยาน  พืชพันธุ์ธัญญาหารพระทาษธาราไปครองแม่น้ำลำธาร  คลอง  บึง  หนอง

                ในเรื่องเล่าต่อไปถึงพระพุทธเจ้า   หลังจากที่พระองค์เสด็จอุบัติขึ้นในโลกและตรัสรุ้ธรรมแล้ว  พระองค์ทรงขอพื้นดินเพียงแค่  ๓  ก้าวเท่านั้นเพื่อเผยแพร่ศาสนา  พระภูมิจึงอนุญาติเพราะคิดว่า  พระพุทธเจ้าคงไม่สามารถได้แผ่นดินมากมาย  เพราะเพียงแค่  ๓  ก้าวเท่านั้น  แต่ปรากฏว่า  พระองค์ทรงแสดงฤทธิ์ก้าวพระบาทเพียงแค่  ๒ ก้าวก็เลยเขตแดนพระภูมิไปแล้ว   จำเป็นต้องยกดินแดนทั้งหมดให้แก่พระพุทธเจ้า  พระภูมิจึงตกอยู่นอกเขตแผ่นดินได้รับความลำบากเพราะไม่มีใครถวายเครื่องเช่นสังเวย  จึงทูลขอพื้นดินต่อพระพุทธเจ้า  พระองค์ทรงอนุญาติและทรงประทานพรอีกว่าหากใครทำพิธีมงคล  เช่น  ปลูกบ้าน  ยกเสาเอก  วางศิลาเลิก  เป็นต้นให้สังเวยพระภูมิก่อนจึงจะมีความสุขความเจริญ  ลำดับพิธีกรรม  ผ.สุเมธ  เมธาวิทยกุล )

                ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับพระภูมิเจ้าที่นี้   ในนิทานต่าง ๆ  ที่เล่ามาคงจะเป็นชาวพุทธเสริมแต่งขึ้นทีหลัง  เพื่อให้เหมาะสมกับเขตแดนที่มีพระพุทธศาสนา  จึงได้แต่งเสริมให้คนนับถือทั้งสองอย่าง  อย่างกลมกลืนกัน  และคนที่เคยนับถือพราหมณ์แต่ก่อนก็ว่าหรือตำหนิไม่ได้ด้วยมีความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง  แทนที่จะเอาศาสนามาเป็นเครื่องทะเลาะกัน  กลับทำให้สามัคคีกันยิ่งขึ้น   นี่เป็นความฉลาดของทั้งสองฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นเช่นนี้   เพราะมีข้อสันนิษฐานว่า  นารายณ์  ๑๐  ปาง  ( Ter  lncarnation )   ซึ่งอวตารปางที่  ๕  ของพระวิษณุ  ได้อวตารลงมาเป็นบุรุษค่อมเตี้ย  มีฤทธิ์ลงมาปราบยักษ์  หรืออสูรที่อวดดี  จะครองโลกทั้งสาม  คนค่อมขอพื้นฐานเพียง  ๓  ก้าว  บนพื้นโลกเท่านั้น  ยักษ์ก็ยินยอม  คนค่อมจึงก้าวขึ้นไปเพียง  ๒  ก้าวก็พ้นโลกไปถึงสวรรค์เสียแล้ว  ยักษ์จึงถูกขับไล่ลงไปอยู่ใต้บาดาล  ข้อความนี้  เป็นนารายณ์  ๑๐  ปาง  ของพราหมณ์แท้ ๆ  ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่  ๑๑ - ๑๒  นี่เอง  โดยที่ผู้แต่งเรื่องนี้ประสงค์จะเอาพระพุทธเจ้าเข้าเป็นอวตารองค์หนึ่งของศาสนาฮินดู  จากนั้น  ศาสนาพุทธก็ตกเป็น  โคโรนี  ( เมืองขึ้นของฮินดู ในที่สุด  แต่กลับกัน  ศาสนาฮินดูในไทยกลับตกเป็นโคโรนีย์ของพุทธอันเนื่องมาจากขาดความเชื่อถือของคนในถิ่นเดิมเป็นพื้นฐาน

                พิธีกรรมในเรื่องศาสพระภูมินี้  เป็นอีกวิธีหนึ่งที่คนไทยได้ถือปฏิบัติกันมาแต่อดีต  ในปัจจุบัน  หลังจากที่ยุคโลกานะวัต  หรือยุคไร้พรมแดน  คนที่ถือในเรื่องบูชาพระภูมิลดน้อยลง  โดยจะไม่มีทุกบ้านเรือนของคนกรุงเทพฯ  เพราะคิดว่าอาจจะเป็นการยุ่งยากในการปฏิบัติ  ยิ่งคนรุ่นใหม่ด้วยแล้วยิ่งไม่ความสนใจเลย  จะมีก็แต่พระภูมิรอบหมายถึง  ตามบ้านจัดสรรต่าง ๆ  จะมีพระภูมิรวม  ตั้งไว้หน้าหมู่บ้าน  แต่ส่วนใหญ่จะเห็นแต่ศาลพระพรหมซึ่งก็เป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดู  สาเหตุก้คงจะมาจากพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณนั้นเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปทั้งชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจด้วย

พระสงฆ์ควรให้อะไรแก่ชาวบ้าน 

                นักปราชญ์ของโลกทางพระพุทธศาสนา  เช่น  พระเดชพระคุณพระธรรมปิฏก  ได้แสดงปาฐกถาไว้เกี่ยวกับเรื่อง  เทศกาลและพิธีกรรมในพระพุทธศาสนา “   เป็นคำถามเพื่อให้ทุกคนตอบไปในตัว  เพราะในสังคมไทยนั้น  ๙๐ เป็นชาวพุทธ   ควรมีคำตอบในใจตัวเองได้ในแง่มุมต่าง ๆ  เช่นบางคนอาจตอบให้ความดี  ให้ความสุข  ให้ธรรม  ชี้ทางถูต้อง  หากเป็นผู้ที่ยังไม่เคยเข้าวัดบวชเรียน  ก็อาจจะตอบไปอีกอย่างเช่น  ให้บุญกุศล  ให้โชคลาภ  ให้ได้ทำบุญ  หรือแม้กระทั่ง  ไม่ให้อะไรเลย  ก็อาจจะเป็นไปได้

                แต่ในเนื้อความที่ท่านได้แสดงไว้พอจะประมวลมาเพื่อศึกษา  ดังนี้

                “ สคารา   อนาคารา  จ                         อุโภ   อัญโญญญะนิสิตา

                ผู้ครองเรือน   และผู้ไม่ครองเรือนทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน   ฝ่ายหนึ่งให้อามิสทาน  ฝ่ายหนึ่งให้ธรรมทาน  เมื่อสงเคราะห์กันเช่นนี้แล้ว  ย่อมจะพากันข้ามห้วงโอฆะสงสารไปได้

                สถานภาพของความเป็นพระสงฆ์ที่ว่าผู้ให้ธรรมทานนั้นให้เป็น  ๒  ลักษณะ  คือ

                ให้โดยไม่ต้องพูด   หรือให้โดยสถานภาพของความเป็นสมณะได้แก่กิริยาอาการที่ปรากฏจากการสำรวมอินทรีย์  มีศีล  เป็นผู้สงบเสงี่ยม  ก่อให้เกิดผลทางใจแก่ชาวบ้านผู้พบเห็น  แบ่งเป็น ๒  ชนิด คือ

                ให้อภัย  หรืออภัยทาน  หมายถึงให้ความรู้สึกที่ไม่มีภัยหรือรู้สึกปลอดภัย  เมื่อได้เห็นหรือชิดใกล้มีลักษณะตรงตามความในพระปาฏิโมกข์ว่า  “  น  หิ  ปัพพะชิโต  น  สมโณ  โหติ  ปะรัง  วิเหฏยันโต “  ผู้ทำร้ายผู้อื่นเบียดเบียนผู้อื่น  ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต  ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ  เป็นต้น  ฉะนั้น   โดยสภาวะความเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา  จึงให้ความรู้สึกไม่มีภัยแก่ใคร  ไม่เบียดเบียนก่อความเดือดร้อนแก่ใคร ๆ  จึงให้ความอุ่นใจ  เย็นใจ  สบายใจ  เมื่อได้นั่นใกล้

                .   ให้ปสาทะ  ความเลื่อมใส  เป็นตัวดึงดูดให้ความสนใจเข้าไปหาเข้าไปชิดใกล้สนิทสนม  อยากไต่ถามอยากสนทนา  นับเป็นหลักสำคัญมาก  ที่พระสงฆ์ผู้ประกาศพระศาสนาจำต้องมีคุณลักษณะนี้เป็นพื้นฐาน  เพราะเป็นสภาพที่ผู้พบเห็นเกิดอาการดังกล่าวได้   ดุจพระอัสสชิ  และพระสาริบุตร   เป็นต้น

                ให้โดยการพูด  เป็นการแสดงธรรมจริง ๆ

                ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์จึงไม่ควรดูถูกพิธีกรรม  แต่ประกอบพิธีกรรมให้ถูกต้อง  ในลักษณะปรากฏตัวให้ประชาชนเห็น  ซึ่งถ้าอยู่ในอากัปกิริยาที่ต้องก็เป็นอาการ  เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมในของประชาชน  ซึ่งประชาชนก็ได้รับในทันที

                แต่พิธีกรรมที่ทำไปโดยไม่ถูกต้อง  ไม่มองเห็นความหมายและก็มิได้พยายามตั้งพยายามตั้งใจทำให้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะกลายเป็นว่า  ทำพิธีกรรมแล้ว  กลับหมดความเลื่อมใส  พิธีกรรมก็เลยกลายเป็นเครื่องทำลายความเลื่อมใสไป  เพราะมิได้เป็นไปตามคุณค่าของวัตถุประสงค์ที่ควรจะเป็น

                พิธีกรรมต่าง ๆ ของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา นอกจากการให้ทั้งสองอย่างนี้แล้ว  ซึ่งเป็นการให้ที่น่าจะเป็นแก่นสารมาก  เพราะเป็นพิธีกรรมของพระพุทธศาสนาแท้  แต่ในสังคมไทยซึ่งประกอบไปด้วยชนทั้งหลายเชื้อชาติมาผสมกันเป็นคนไทยจึงต้องมีประเพณีท้องถิ่นผสมผสานกับพระพุทธศาสนาแต่อดีตจนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีขึ้น  เช่น  เทศกาลต่างๆ  ดังที่ปฏิบัติกันมา  อย่างไรก็ตาม  พิธีกรรมและเรื่องวัฒนธรรมประเพณีนั้น  เป็นเพียงวิธีปฏิบัติเพื่อจะช่วยให้พระสงฆ์ได้เผยแพร่ธรรม  เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เกิดปสาทะ

                เทศกาลต่าง ๆ  หรือประเพณีทั้งหลาย  หรืออีกอย่างเรียกว่า  วัฒนธรรมประเพณี  เป็นรูปแบบการช่วยเสริมให้การนำเข้าสู่ธรรมะได้ผลตามวัตถุประสงค์คือก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ความที่พระสงฆ์จะได้ให้ธรรมทาน  ประชาชนจะได้บรรยากาศต่าง ๆ  ที่จะชวนให้โน้มน้าวเข้าสู่ธรรมเสียก่อนซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ  การให้ในขั้นพื้นฐาน  โดยภาวะของพระสงฆ์เป็นเบื้องต้น  ส่วนวัฒนธรรมประเพณีนั้นเป็นเครื่องช่วยเสริมให้แน่น  คือเสริมความรู้สึกที่ว่าพบพระสงฆ์แล้วได้อภัย  คือ  ไม่มีภัย  สบายใจ  ความปลอดภัย  ไม่ระแวง  แล้วก็ได้  ปสาทะ  ความเลื่อมใส

                วัฒนธรรมประเพณีใดไม่ได้ให้เกิดผลดังกล่าว  วัฒนธรรมประเพณีนั้น  มีความบกพร่องผิดพลาดเกิดขึ้น  แล้วก็อาจจะไม่เหมาะสมต่อยุคสมัย  ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

               

การแก้ไขนั้นจะต้องแก้โดยทำอย่างไรจึงจะให้วัฒนธรรมประเพณีเป็นตัวเข้ามาสู่  จริยธรรมให้ได้ “  หากใช้เป็นอุปกรณ์นำเข้าสู่  ศาสนธรรมได้  วัฒนธรรมประเพณีจะมีความหมายอย่างแท้จริง  เพราะเป็นสิ่งช่วยให้เกิดความดีงาม  ให้เกิดกุศลธรรม  ให้จิตใจโน้มไปสู่ศีลธรรม  จรรยา  ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นในสังคม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...