ตรุษจีน
( ตรุษ = ตื่อเสิก
ผจีน) = เทิด
( เวียดนาม )
แปลว่า สิ้นปี
ความหมาย
เทศกาลพิธีเนื่องในวันส่งท้ายปีเก่า
- รับปีใหม่ของชาวจีน
ความสำคัญ
เป็นช่วงเวลากำหนดให้ครอบครัวต้องสรุปผลการดำเนินธุรกิจ อาชีพ แลแนวทางชีวิต ให้เสร็จสิ้นลงตัว ปราศจากหนี้สินที่ค้างชำระ ก่อนจะสิ้นสุดปีเก่า เข้าปีใหม่
เป็นเสมือนเกณฑ์ตั้งต้นวิถีชีวิตใหม่
เป็นเทศกาลบำเพ็ญเทวตาพลี
บูชาตอบแทนคุณเจ้า ( เทพเจ้า) ผู้คุ้มครองรักษาชีวิต และทรัพย์สินตลอดปีที่ผ่านมา
รวมทั้งบูชาเซ่นไหว้เลี้ยงดูบรรพบุรุษและผีไม่มีญาติละเลยไม่ดูแลเอาใจใสด้วยการเตรียมการ
ก่อนวันพิธีกรรมสำคัญจะมาถึง
ทุกครอบครัวจะจัดเตรียมการต่าง ๆ
เช่น
๑. ทำความสะอาดชำระล้างที่อยู่อาศัยเพื่อรอรับสิริมงคล โชคลาภที่จะเข้าสู่วันปีใหม่
๒. ทำการสะสางหนี้สินมิให้ตกค้างเพื่อจะเป็นลางอัปมงคล เกิดมีปัญหาตั้งแต่เริ่มใหม่
๓. เตรียมเปลี่ยน “ ตุ่ยลิ้ง “ ( กระดาษสีแดง
ซึ่งถือเป็นสีแห่งความรุ่งโรจน์โชติช่วงสว่างไสว
เขียนด้วยถ้อยคำล้วนเป็นสิริมงคลเกี่ยวกับความสุขและโชคลาภเอาไว้ ) ตลอดถึงติดประดับรูปเจ้า ( เทพเจ้า ) เพื่อคุ้มกันวัญญาณร้ายและสิ่งชั่วร้ายมิให้มาพ้องพาน
๔. ผู้ที่ทำงานมีรายได้ และผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือบริษัทห้างร้าน จะจัดเตรียม “ อั่งเปา”
( เงินห่อด้วยกระดาษสีแดง (
ซึ่งนิยมลงท้ายด้วยเลขคู่
( ถือเป็นเลขนำโชค) เพื่อมอบให้แก่ผู้มีคุณและลูกหลาน ตลอดถึงคนในปกครองให้เป็นเงินพิเศษ เรียกว่า
“ แตะเอียว “
( ถ่วงเอย
ถ่วงกระเป๋าให้หนัก )
๕. จะจัดซื้อหาต้นท้อ ( ไม้สัญญลักษณ์พรและโชคลาภ
) และ “ ไท้กิก “ ( ส้มชนิดหนึ่งผลสุกสีทอง) เพื่อมอบให้แก่กันซึ่งก็ถือธรรมเนียมว่า ผู้รับจะต้องให้ “ ไท้กิก “ ตอบแทนด้วย
ถ้ามิได้เตรียมไว้ก็จะต้องคืนให้ไป
( บางส่วน )
ทั้งนี้
เพราะชื่อส้มชนิดนี้ นัยว่า คำฟ้องเสียงในภาษากวางตุ้ง มีความหมายเป็นทองได้ด้วย จึงถือว่าเป็นเคล็ดว่า “ ให้เงินทองไหลมาเทมาเหมา
“ จึงเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีรากฐานคุณธรรม รู้คุณ
แทนคุณหยั่งรากลึก
เช่นที่ได้ยินคุ้นหูว่า “บุญคุณต้องทดแทน “นั่นเอง
พิธีกรรม
ชาวจีนนับเดือนทางจันทรคตินับค่ำต่อเนื่อง ( ๑ -
๓๐ ค่ำ) ไม่มีขึ้น แรม
และช้ากว่าไทย ๒ เดือน เดือนอ้ายของจึงตกถึงเดือนสามของไทย ( ราว ๆ ต้นกุมภาพันธ์ ) พิธีจะเริ่มขึ้นก่อนปีใหม่ ๒ วันแบ่งเป็น
๓ ระยะ ดังนี้
๑. วันจ่าย ( ๒๙ ค่ำ )
เป็นวันจัดจ่ายชื้อหาตระเตรียมของบูชาเซ่นไหว้ต่าง ๆ ทั้งอาหาร
ขนมเทียม ขนมเข่ง เผือกเชื่อม กระดาษเงินกระดาษทอง ตุ้ยลิ้ง
๒. วันไหว้ ( ๓๐ ค่ำ)
แบ่งพิธีออกเป็น ๒
ช่วงคือ
กลางวัน
แต่ละบ้านจะประกอบพิธีไหว้เจ้า (
เทพเจ้า) เซ่นไหว้ ( เลี้ยง
) บรรพบุรุษ
ตลอดถึงผีวิญญาณที่ไร้ญาติ
หรือญาติไม่เอาใจใส่ต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ดุร้าย
เต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่าง ๆ
ในวันนี้ทุกครัวเรือนจะไม่ออกจากบ้านไปไหน
จะอยู่พร้อมญาติกันที่บ้าน
กลางคืน
เป็นเวลาที่วงศาคณาญาติมานั่งร่วมล้อมวงกินข้าวงปลาอาหาร เลี้ยงดูกันอยู่รอบกองไฟ เรียกว่า “ฮุ้ยโล้ว “ ( ต้องสุมกองไฟไว้กลางวง
เนื่องจากยังอยู่ในฤดูหนาว)
และพากันนั่งเฝ้ารอดูปีเก่าผ่านไปโดยไม่หลับนอน เรียกว่า (
ซิวส่วย ) ด้วยถือว่า ใครหลับนอนก่อน
ปีเก่าผ่านไปอายุจะสั้นตกตามปีไปด้วย
๓. วันถือ (
๑ - ๓ ค่ำ =ชิวอิก ชิวยี่
ชิวชา ) เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งจะมีการถือชนิดต่าง ๆ เช่น
ทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้า
ถือว่าเป็นสิริมงคล
พบกันจะอวยพรแก่กัน
เซ่นซินเจียยูอี่
ซินนี้ฮวดไช้ ( สวัสดีปีใหม่ ขอให้ทำมาค้าขึ้น )
ไม่กล่าวคำหยาบ ถือว่าใครกล่าวจะถูกดูหมิ่นนินทาว่าร้าย
ไม่ทวงหนี้
ถือว่าใครทางจะตกเป็นหนี้
มีพันธผูกพันไม่เป็นมงคลแก่ชีวิตในปีใหม่
ไม่ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน
ถือว่าจะปัดกวาดผลักไสโชคลาภที่จะเข้ามาสู่บ้าน ออกไป
ไม่กินน้ำข้าว
เชื่อว่าถ้าใครกินจะเปียกฝน (
การถูกฝนในฤดูหนาวจะเจ็บป่วยถึงตาย )
ให้แตะเอียวและไทกิก ( ไทกิก ส้มผลสีทอง ) เป็นสัญญลักษณ์แห่งเงินทองความมั่งมีศรีสุข
ความร่ำรวย )
ส่วนแตะเอียว ( ถ่วงเอว ) เป็นเงินของขวัญปีใหม่ มีเหตุผลความเป็นมาเนื่องจากว่า
การนับเดือนทางจันทรคตินั้นเมื่อเทียบกับทางสุริยคติในแบบสากลเช่นปัจจุบันย่อมเสียเปรียบเพราะจะมีวันขาดหายไปเดือนละ ๑ -๒ วัน เมื่อครบ ๑ ปี วันจะขาดหายไปประมาณ ๑๕ - ๑๖ วันกรณีเช่นนี้ ผู้เป็นนายจ้างย่อมได้เปรียบ ดังนั้น
เพื่อความยุติธรรม
จังมีการเพิ่มเงินชดเชยให้เป็นปลายปี
เรียกว่า “แตะเอียว
“ และน่าจะเป็นที่มาของ “ โบนัส”
ด้วย
ความเป็นมา
ตรุษจีน ปรากฏความตามบันทึก “ แต้เท้ง “ ในสมัยรัชกาลของ “ พระเจ้าเฮี่ยนจง “
พ. ศ. ๑๒๙๕ ประเพณีไหว้เจ้า เซ่นไหว้บรรพบุรุษในตรุษจีน
สืบเนื่องมาจากคติความเชื่อของชาวจีนว่าทุกบ้านเรือนมีเทพยดาหรือพระภูมิเจ้าที่รักษาคุ้มครองเป็นเจ้าของเรียกว่า ตี้กุง
ตี้กง เจ้ากง ซีเหม็งตี้กุง
เซาซุนเซ้ง หรือเจ้าเสิน ( ผู้รักษาคุ้มครองชีวิต ) ทำหน้าที่คอยจดบันทึกการกระทำของคนในครอบครัวไว้แต่ละวันพอครบปีหนึ่ง ก็สรุปผลนำขึ้นไปทูลรายงานต่อ “ เง๊กฮ้วง เซี่ยงตี่ “ ( ผู้เป็นจอมเทพ) เพื่อพิจารณาตัดสินและประทานผลไม้ในวันปีใหม่ด้วยเมื่อถึงวัน ๒๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ( ตกราวแรม ๙ ค่ำเดือนยี่ของไทย ฆ เจ้ากุง
( ตี้กง
ซีเหม็งตี้กุง ) จะเตรียมสรุปผลเพื่อรายงานและจะเดินทางขึ้นไปรายงานในวันสิ้นปี ๓๐ ค่ำ
เดือน ๑๒ ( ตื่อเล็ก
) อันเป็น “ วันไหว้”
ดังนั้น
พิธีไหว้เจ้าในวันไหว้ก็คือการเลี้ยงส่งและมอบเสบียงเดินทางมิให้ต้องอดอยากนั่นเองพร้อมกันนั้นก็คือโอกาสเลี้ยงดูบรรพบุรุษวงศาคณะญาติที่ล่วงลับรวมทั้งวิญญาณพเนจรที่ไร้ญาติหรือขาดญาติเอาใจใส่กลายเป็นผีดุร้ายมีแต่ความโกรธอาฆาตแค้นต่าง
ๆ เมื่อไหว้แล้วก็จะจุดประทัดเป็นสัญญลักษณ์บอกให้ทราบว่าเป็นการเชื้อเชิญหรือไม่ก็บอกว่า
บัดนี้การเลี้ยงเลิกราแล้วเพื่อขอสิ่งที่เหลืออันเป็นมงคล ( เหมือนลาข้าวพระ ) นำมาเลี้ยงดูกันในหมู่ญาติต่อไป
เฉพาะ เจ้ากง หรือ ซีเหม็งตี้กง เราจะแลเห็นศาลเป็นลักษณะลังไม้ ( เหมือนลังสบู่) ขนาดย่อมตั้งอยู่กับพื้นริมประตูเข้าออกหรือริมบันไดขึ้นลงที่บางรายในวันไหว้จะเอา “ น้ำผึ้ง “ ทาปากเทวรูปเจ้าเสินหรือตี้กุง (
เจ้ากง ) ด้วยเพื่อให้ไปกล่าวแต่คำเฉพาะ ๆ
หรือเรื่องดี ๆ แล้วจับหันหน้าเข้าฝา แสดงว่าไม่อยู่เป็นเวลา ๓ วัน ( ๑ - ๓ ค่ำ
เดือนอ้ายของจีน ) ในระยะที่เจ้ากงไม่อยู่นี้เองจึงออกจากบ้านไปเที่ยวเตร่ ทำบุญ
ไหว้พระ ไหว้เจ้าในที่ต่าง ๆ โดยจะหยุดประกอบธุรกิจการงาน จนกว่าเมื่อ
“ เจ้ากง”
กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ ๔ หรือ ๔ ค่ำ เดือนอ้าย จึงถือเป็นวันเริ่มทำงานกันใหม่โดยทั่วไป
ประทัด
“ประทัด” แปลว่า “ ไม้ไผ่แตก “ มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่ง “ ตงโซ่ว “ ชาวนาเข้าไปตัดไม้ไผ่ป่า
แล้วเกิดจับไข้หนาวพวกญาติได้ช่วยกันเก็บไว้ไม้ไผ่ที่หาได้มาทำฟืนก่อไฟผิงเพื่อกันตาย ปล้องไม้ไผ่ซึ่งมีอากาศอยู่ข้างใน เมื่อถูกความร้อนก็แตกประทุ เสียงโป้งดังอยู่ไม่ขาดจนหมดฤทธิ์ เตชะบุญ
จะด้วยไออุ่นหรือชะตายังไม่ถึงฆาตก็สุดจุเดา “ ตงโซ่ว “ หายไข้ฟื้นเป็นปกติได้
แต่นั้นคนจึงพากันเอาเป็นแบบอย่างใครเป็นไข้หนาวในป่าก็สุมไฟ ให้เสียงดัง
ขับไล่วิญญาณร้ายออกจากร่าง (
ถือว่า เจ็บป่วยเพราะผีทำหรือผีเข้าสิง
) ต่อมาเมื่อหาไม้ไผ่ไม่ได้
ขัดสนเข้าก็คิดประดิษฐ์ทำกระดาษห่อดินระเบิดให้แตกประทุแทนประทัดหรือเสียงไม้ไผ่แตกกระทั่งเกิดความเป็นนิยมใช้กันเรื่อยมา
อนึ่ง
การจุดประทัดต้อนรับเชื้อเชิญเหมือนกับการเคลีย์พื้นที่เป็นการขับไล่สี่งร้ายมิให้กีดขวางและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้เกิดสวัสดิภาพนั่นเอง
ส่วนการส่งท้ายก็เป็นในทำนองเดียวกับเพื่อขจัดสิ่งร้ายมิให้ตามมารังควาญได้ต่อไป
สิงโต
“สิงโต “ มีความเป็นมาที่กล่าวไว้ว่า มีความหมายวิวัฒนาการเลื่อนมาจาก “ มังกร” ซึ่งชาวจีนถือกันมาแต่แรกเริ่มว่าเป็นสัตว์สิริมงคลนำโชคลาภมาให้
มังกร เป็นสัตว์ในจิตนาการ สร้างขึ้นสมัยกษัตริย์ อึ่งตี่
ประมาณว่า ก่อน พ.ศ. ๒๑๕๕
ปี หรือเมื่อ ๔,๕๘๙ ปีมาแล้ว
โดยมีเรื่องเล่าขานไว้ว่า
กษัตริย์อึ่งตี่
ผู้เมื่อสถาปนาชาติจีนเข้าเป็นปึกแผ่นโดยการผนึกรวมกันของชน ๕ เผ่าแล้ว
ก็ได้สร้างเครื่องหมายใช้เป็นสัญญลักษณ์รวมไว้ประจำชาติโดยนำสัญญลักษณ์ประจำเผ่ามาผสมกันรวมเป็นมังกรขึ้นดังนี้
คือ
เอาส่วนหัว มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่าวัว
ซึ่งถือเอาวัวเป็นสัญญลักษณ์
เอาส่วนลำตัว มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่างู
ซึ่งถือเอางูเป็นสัญญลักษณ์
เอาส่วนเขา มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่ากวาง
ซึ่งถือเอากวางเป็นสัญญลักษณ์
เอาเกล็ดและหาง มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่าปลา
ซึ่งถือเอาปลาเป็นสัญญลักษณ์
เอาส่วนเท้า มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่านก
ซึ่งถือเอานกเป็นสัญญลักษณ์
จึงสำเร็จรวมเป็น “ มังกร” ( เล้ง
) ซึ่งต่อมาได้รับเชิดชูขึ้นเป็นสัญญลักษณ์ของ “ ผู้ทรงคุณธรรม “
และได้กลายเป็นสัญญลักษณ์เฉพาะของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมักถือกันว่า เป็นมังกรจุติมาบังเกิด
กระทั่งแม้แต่คำราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ก็มักใช้คำว่า “
มังกร “ นำหน้า เช่น เรียก “
พระพักตร์ “ ว่า “ มังกรพักตร์”
เป็นต้น
ด้วยคตินี้เอง
มังกรจึงเป็นสัตว์วิเศษจากสรวงสวรรค์ซึ่งถ้าใครได้พบเห็นก็จะเกิดมงคล
มาโชคลาภอันเป็นเหตุให้เกิดประเพณีแห่มังกร หรือเชิดมังกร กันต่อมา
เช่น ในงานขึ้นปีใหม่ ( ตรุษจีน ) วันเกิด ขึ้นบ้านใหม่
เปิดห้างร้าน
เป็นต้น
แต่โดยที่มังกรเป็นสัตว์ขนาดใหญ่การเชิดจะต้องใช้คนมาก
ไม่เหมาะแก่การสถานที่จำกัดจึงได้มีการประยุกต์ใช้ซึ่งในที่สุดได้ประยุกต์กลายมาเป็นสิงห์โตอย่างที่เห็น
อนึ่ง ในขบวนแห่มังกร เรามักจะเห็น
“ ธง ๕ สี “ นั้นโดยความหมายของสีทั้ง
๕ รวมกัน
เขาหมายถึงตัวมังกรหรือมังกรตัวหนึ่ง นั่นเอง ด้วยจีนถือว่าธาตุมนุษย์นี้มี ๕ ส่วน
( = ๕ สี ) ดังนี้
สีแดง หมายถึง หัวใจ
สีเหลือง หมายถึง ท้องกับม้าม
สีน้ำเงิน หมายถึง ตับกับน้ำดี
สีเขียว หมายถึง ปอดกับไส้ทั้งปวง
สีดำ หมายถึง ท้องกับไต