วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการมอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่

 




ระเบียบปฏิบัติการมอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่

การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้

                ผู้เป็นพิธีกรทำหน้าที่มอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่ผู้เป็นประทานพิธีงานนั้น ๆ  เบื้องต้น  จะต้องเตรียมจัดหาอุปกรณ์เครื่องใช้ไว้ให้พร้อม  คือ

                เชิงเทียนขนาดกลาง  ๑  ที่  ควรเป็นเชิงเทียนทองเหลืองเพราะติดเทียนได้มั่นคงดี )

                เทียนขี้ผึ้ง  ขนาดใหญ่พอสมควร  ๑ เล่ม  ( ควรหาเทียนที่มีไส้ใหญ่ ๆ  เพื่อไฟไม่ดับง่าย )

                น้ำมันยาง  หรือน้ำมันก๊าด  หรือน้ำมันเบนซิน  พร้อมทั้งสำลีสำหรับใช้เป็นชนวนติดไว้ที่ธูปและเทียนบูชา  เพื่อสะดวกแก่การจุดไฟติดได้เร็ว

วิธีการถือเชิงเทียนชนวน

                การถือเชิงเทียนชนวนมอบให้แก่ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นประธานพิธีงานนั้น ๆ  นิยมถือด้วยมือขวา  โดยหงายฝ่ามือ  นิ้วมือทั้ง  ๔  นิ้ว  รองรับเชิงเทียน  หัวแม่มือจับอยู่เบื้องบนของเชิงเทียน

                ไม่นิยมจับกึ่งกลางเชิงเทียน  เพราะจะทำให้ผู้ใหญ่รับเชิงเทียนไม่สะดวก  หรือทำให้ผู้ใหญ่ต้องเสียภูมิ  เพราะจับเชิงเทียนภายใต้มือของพิธีกรผู้ส่งให้  แสดงว่าไม่รู้ระเบียบ

วิธีการมอบเชิงเทียนชนวน

                เมื่อถึงเวลาตามกำหนดการแล้ว  พิธีกรพึงจุดเทียนชนวนถือด้วยมือขวา  ( มือซ้ายควรถือไม้ขีดไฟติดมือไปด้วย  เมื่อเทียนชนวนดับ  จะได้จุดได้ทันท่วงที เดินเข้าไปหาท่านผู้เป็นประธานพิธี  ยืนตรงโค้งคำนับท่าน  หรือ

                เมื่อพิธีการเริ่มจุดเทียนชนวน  ท่านผู้เป็นประธานพิธีเห็นแล้ว   ลุกจากที่นั่งเดินไปที่โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยเอง  พิธีกรพึงเดินตามหลังท่านไป  โดยเดินตามไปทางด้านซ้ายมือของท่าน 

                ประธานพิธีหยุดยืนที่ข้างหน้าที่บูชา พิธีการพึงนั่งชันเข่าถ้าประธานนั่งคุกเข่า  พิธีกรพึงนั่งคุกเข่าทางด้ายซ้ายมือของท่าน   ยื่นมือขวาส่งเชิงเทียนชนวนมอบให้ท่าน  ส่วนมือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว

                เมื่อมอบเชิงเทียนชนวนให้ท่านประธานพิธีแล้ว  นิยมถอยหลังออกมาให้ห่างจากท่านพอสมควร  เพื่อไม่ให้ขัดขวางการถ่ายรูปของช่างภาพ  โดยถอยห่างออกมานั่งชันเข่า  หรือนั่งคุกเข่า  ตามควรแก่กรณี  พร้อมกับคอยสังเกตดู  ถ้าเทียนชนวนดับ  พึงรีบเข้าไปจุดได้ทันที


วิธีการรับเชิงเทียนชนวนจากผู้ใหญ่

            เมื่อผู้ใหญ่จุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว  พิธีกรเข้าไปทางด้านซ้ายมือของท่าน  ถ้าท่านยืนจุดพิธีการพึงนั่งชันเข่ารับ  ถ้าท่านนั่งคุกเข่าจุด  พิธีกรนั่งคุกเข่ารับเชิงเทียนชนวน

                การรับเชิงเทียนชนวนจากผู้ใหญ่นั้น  นิยมยื่นมือขวาแบมือเข้าไปรองรับเชิงเทียนขนวนจากท่าน  เมื่อรับแล้วนิยมถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย  แล้วเดินกลับไปได้

ข้อควรสังวรระวัง

                อย่าจับเชิงเทียนชนวนเหนือมือท่านผู้ใหญ่ที่ท่านจับอยู่  ถือว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพท่าน   ทั้งเป็นการแสดงว่าตนเป็นคนไม่รู้ระเบียบอีกด้วย

                ขณะส่งเชิงเทียบชนวนมอบให้ท่านผู้ใหญ่  อย่าถือกึ่งกลางเชิงเทียนมอบให้ท่าน  เพราะจะทำให้ท่านรับเชิงเทียนไม่สะดวก

                ต้องเตรียมไม้ขีดไฟ  เป็นต้น  ติดมือไปด้วย  เพื่อเตรียมพร้อมที่จะจุดได้ทันทีเมื่อไฟเทียนชนวนดับ

                ต้องกำหนดดูทิศทางของลมที่พัดมา  โดยเฉพาะคือทิศทางลมที่เกิดจากพัดลม  จะทำให้ไฟเทียนชนวนดับ  หรือจะทำให้การจุดไฟเครื่องสักการะบูชาไม่ติด   หรือจุดติดไฟยาก

                ถ้าเป็นงานมงคลที่มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์  เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงบทมงคลสูตรว่า  อเสวนา  จ  พาลานัง พิธีกรจะต้องจุดเทียนชนวนเข้าไปเชิญท่านผู้เป็นประธานพิธี  ให้ท่านมาจุดเทียนน้ำมนต์อีกครั้งหนึ่ง  โดยมีวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการใช้ด้ายสายสิญจน์

 


ระเบียบปฏิบัติการใช้ด้ายสายสิญจน์

ความหมายของด้ายสายสิญจน์

            คำว่า  สายสิญจน์ “  หรือ  ด้ายสายสิญจน์ “  หมายถึงเส้นด้ายที่นำมาใช้ในพิธีรดน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในงานพิธีมงคลต่าง ๆ

                คำว่า  สิญจน์ “  แปลว่า   การรดน้ำ  การเทน้ำ  การราดน้ำ  การสาดน้ำ  ได้แก่  การทำพิธีรดน้ำที่ประกอบด้วยการร่ายเวทมนต์คาถา  เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความนิยมเชื่อถือของลัทธิศาสนาพราหมณ์

                ด้านสายสิญจน์  นิยมใช้ด้ายดิบ  นำมาจับทบเข้าตามแบบของการจับด้ายสายสิญจน์  เมื่อจับครั้งแรกสำเร็จเป็นด้ายสายสิญจน์  ๓  เส้น  นิยมใช้วงในการทำพิธีเบิกโลงสำหรับใส่ศพ  ครั้นจับอีกครั้งสำเร็จเป็นด้ายสายสิญจน์  ๙  เส้น  นิยมใช้ในงานพิธีมงคลทั้งหลายทั่วไป

                การใช้ด้ายสายสิญจน์ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ นั้น  แม้จะเป็นความนิยมเชื่อถือตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ก็ตาม  แต่ในทางพระพุทธศาสนาก็ไม่ทรงห้าม  คงอนุโลมคล้อยตามประเพณีนิยมของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายในยุคนั้น ๆ  ซึ่งเคยเป็นผู้เคารพนับถือลัทธิศาสนาพราหมณ์มาก่อน

                ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ขัดต่อโลก   คือ   ไม่ขัดขวางความนิยมเชื่อถือของชาวโลก   ที่ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน  ทั้งความ นิยมเชื่อถือแบบนี้ก็ไม่ถึงกับเป็นการฝืนธรรมชาติ  คือ  ไม่ใช่ความเชื่อถือที่ขัดแย้งต่อหลักสัจธรรมในทางพระพุทธศาสนาโดยตรงเป็นเพียงแต่ความเชื่อถือเช่นนี้  ยังห่างจากหลักสัจธรรมเท่านั้น

                ความจริง   ความนิยมเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ  เช่น  พิธีเรียกขวัญ  พิธีเชิญขวัญ   พิธีทำขวัญ  พิธีโกนจุก  พิธีทำขวัญนาค  เป็นต้น  ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายนิยมประพฤติปฏิบัติจัดทำสืบต่อกันมาแต่โบราณกาลจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้  ด้วยเป็นเรื่องของลัทธิศาสนาพราหมณ์ทั้งสิ้น  ไม่ใช่คำสอนทางพระพุทธศาสนา  ไม่ใช่เนื้อหาสาระ  ไม่ใช่แก่นไม่ใช่สัจธรรม  จัดได้ว่าเป็นเพียงเปลือก  เป็นเพียงกระพี้ของพระพุทธศาสนาแม้โดยแท้

                ถึงกระนั้น   พิธีกรรมต่าง ๆ  ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายนิยมเชื่อถือเหล่านั้น  ก็นับได้ว่ามีความสำคัญไม่น้อย   และมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้ทีมีศรัทธายังไม่มั่นคง  ยังง่อนแง่นคลอนแคลน  ยังมีกำลังไม่เข้มแข็งพอจึงจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีรีตองต่าง ๆ  ไปพลาง ๆ ก่อน

                อุปมาเหมือนบรรดาบุคคลทั้งหลายที่เดินขึ้นบันไดอาคารบ้านเรือน  บุคคลทีมีกำลังกายอ่อนแอ    ไม่แข็งแรง  ได้แก่  เด็กและคนทุพพลภาพ  หรือคนชราทุพพลภาพ  ย่อมมีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะราวบันไดขึ้นลง   ส่วนบุคคลทีมีร่างกายแข็งแรงก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะราวบันได  ขึ้นลงได้อย่างสะดวกสบาย  ฉันใด

                ในบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้นิยมเชื่อถือพิธีรีตองต่าง ๆ  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   พุทธศาสนิกชนผู้ได้รับการศึกษาอบรมในทางพระพุทธศาสนายังน้อย  ยังเข้าไม่ถึงสัจธรรมเชื่อว่าเป็นผู้มีกำลังใจไม่เข้าแข็ง ยังมีจิตใจไม่มั่นคง  จึงจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีต่าง ๆ ไปพลาง ๆ  ก่อน  ส่วนพุทธศาสนิกชนผู้ที่ได้รับการศึกษาจนมีความรู้ถึงสัจธรรมแล้ว  ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีรีตองเหล่านั้นอีกต่อไป  ฉันนั้น


ประโยชน์ของพิธีกรรมต่าง ๆ

                ธรรมดาต้นไม้ที่มีแก่นทั้งหลาย  ใช่ว่าจะมีแก่นมาแต่เริ่มเกิดขึ้นเป็นลำต้น  ก็หามิได้  แก่นย่อมเกิดมีขึ้นภายหลังทั้งสิ้นและก่อนที่จะมีแก่นเกิดขึ้นภายในลำต้นกได้ก็จำเป็นจะต้องอาศัยเปลือก  อาศัยกระพี้  ห่อหุ้มป้องกันอยู่ภายนอก  ถ้าต้นไม้ปราศจากเปลือกและกระพี้แล้ว  จะมีแก่นเกิดขึ้นไม่ได้เลย  ฉันใด

                สัจธรรมทางพระพุทธศาสนา  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  กล่าวคือ  พระพุทธศาสนาเปรียบเหมือนต้นไม้มีแก่น    สัจธรรมเปรียบเสมือนแก่นของต้นไม้  พิธีรีตองต่างๆ   ซึ่งเนื่องมาจากลัทธิศาสนาพราหมณ์เปรียบเสมือนเปลือกและกระพี้ของต้นไม้

                ถ้าพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้มีจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ   ไม่อาศัยเกาะพิธีรีตองเป็นเครื่องยึดเหนี่ยงจิตใจให้หันเข้าหาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่มีโอกาสจะได้รับการศึกษาอบรบทางพระพุทธศาสนา  และไม่มีโอกาสจะประพฤติปฏิบัติตนเข้าถึงสัจธรรมทางพระพุทธศาสนาได้เลย  ฉันนั้น

ความนิยมในการใช้ด้ายสายสิญจน์

                การใช้ด้ายสายสิญจน์  เกี่ยวกับพิธีบำเพ็ญกุศลทางพระพุทธศาสนานั้น  นิยมใช้ทั้งงานพิธีมงคลและงานพิธีอวมงคล

                ในงานพิธีอวมงคลเกี่ยวกับศพ  ไม่นิยมใช้ด้ายสายสิญจน์วงรอบอาคารบ้านเรือน   แต่นิยมใช้เป็นสายโยงจากศพมาถึงอาสน์สงฆ์    เพื่อให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลเท่านั้น

                ส่วนในงานพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น  งานพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานพิธีทำบุญบ้านเรือนประจำปี  เป็นต้น  นิยมใช้ด้านสายสิญจน์วงรอบอาคารบ้านเรือนด้วย  โดยมีความนิยมในการวงด้ายสายสิญจน์  ดังนี้

                ถ้าอาคารบ้านเรือน  มารั้วหรือกำแพงล้อม  นิยมวงด้ายสายสิญจน์รอบรั้วหรือกำแพงรอบบริเวณทั้งหมด

                ถ้าบ้านเรือนไม่มีรั้ว  หรือกำแพงล้อม  หรือมีแต่บริเวณกว้างขวาง  หรือมีอาคารปลูกสร้างที่ไม่เกี่ยวกับพิธีมงคลอยู่ในบริเวณนั้นด้วย  นิยมวงสายสิญจน์เฉพาะรองตัวอาคารบ้านเรือนที่ประกอบพิธีมงคลเท่านั้นก็พอ

                ถ้างานพิธีมงคลนั้น  ไม่เกี่ยวกับพิธีทำบุญบ้านเรือนโดยตรง  เช่น  งานมงคลสมรส  เป็นต้น  ทั้งเจ้าภาพก็ไม่ประสงค์จะวงด้ายสายสิญจน์รอบตัวอาคารบ้านเรือนด้วย  ก็นิยมวงด้ายสายสิญจน์เฉพาะรอบฐานพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชาในห้องประกอบพิธีแล้วโยงมาวงรอบภาชนะน้ำมนต์  ด้านขวาของอาสน์สงฆ์  เพียงเท่านี้ก็ได้

การวงด้ายสายสิญจน์รอบบ้านเรือน

                การวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือนนั้น  นิยมใช้ในพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่  พิธีทำบุญบ้านประจำปี  และพิธีทำบุญบำบัดความเสนียดจัญไร  เป็นต้น

                การวงด้ายสายสิญจน์ในพิธีทำบุญดังกล่าวนี้  นิยมวงไว้ตลอดไปโดยไม่ต้องเก็บ  เพราะถือกันว่า  ด้ายสายสิญจน์นั้นเป็นด้ายพระปริตสำหรับเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติอุปัทวันตรายทุกประการที่จะพึงเกิดมี

                ส่วนพิธีทำบุญงานมงคลอื่น  ๆ  เช่น  พิธีทำบุญงานมงคลสมรส  เป็นต้น  นิยมวงด้ายสายสิญจน์เฉพาะบริเวณห้องพิธีนั้น ๆ  หรือเฉพาะโยงจากพระพุทธรูปมาให้พระสงฆ์ถือเจริญพระพุทธมนต์เพียงเท่านั้นก็พอ

วิธีการวงด้ายสายสิญจน์

                การวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือน  หรือรอบริเวณงานนั้น  นิยมเริ่มวงด้ายสายสิญจน์ตั้งแต่โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปที่ห้องประกอบพิธีนั้นเป็นต้นไป   แต่ยังไม่ต้องวงรอบพระพุทธรูปนั้น  เมื่อวงรอบอาคารบ้านเรือน  หรือวงรอบบริเวณงานแล้ว  จึงนำมาวงรอบพระพุทธรูปภายหลัง

                การวงด้ายสายสิญจน์นั้น   นิยมวงเวียนทักษิณาวัฏ  คือเวียนขวาไปตามลำดับ   และยกขึ้นให้อยู่ที่สูงมากที่สุดเท่าที่จะสูงได้   เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไดข้ามรายหรือทำขาด

                เมื่อวงรอบตัวอาคารบ้านเรือน  หรือวงรอบบริเวณบ้านแล้วก็นำมาวงรอบฐานพระพุทธรูปโดยวงเวียนขวา  ๑  รอบ  หรือ  ๓ รอบ  แล้วนำมาวงเวียนขวารอบภาชนะน้ำมนต์  ๑  รอบ  หรือ  ๓  รอบ  แล้วนำกลุ่มด้วยสายสิญจน์ที่เหลือใส่พานตั้งไว้ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป

                กลุ่มด้ายสายสิญจน์ที่เหลือนั้น  นิยมมีขนาดความยาวเพียงพอสำหรับพระสงฆ์จำนวน  ๙  รูป  ถือเจริญพระพุทธมนต์ได้สะดวก


การใช้ด้ายสายสิญจน์ทอดบังสุกุล

                งานทำบุญบำเพ็ญกุศลศพทุกชนิด  ไม่นิยมวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือน  รอบบริเวณงาน  หรือโยงจากพระพุทธรูปมาให้พระสงฆ์ถือสวดพระพุทธมนต์

                แต่นิยมใช้สายสิญจน์โยงจากศพ  จากโกศอัฐิจากรูปของผู้ตาย  หรือจากรายนามของผู้ตาย   มาทอดให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลเท่านั้น

                ในพิธีทำบุงานมงคล  เช่น  งานทำบุญบ้านประจำปีเป็นต้น  มักนิยมอันเชิญโกศอัฐิของบรรพบุรุษมาตั้งร่วมบำเพ็ญกุศลด้วย  เมื่อจะนิมนต์พระสงฆ์ให้พิจารณาบังสุกุล  นิยมใช้ด้ายสายสิญจน์อีกกลุ่มหนึ่งต่างหาก  จากด้ายสายสิญจน์กลุ่มที่พระสงฆ์ถือเจริญพระพุทธมนต์

                ถ้ามิได้เตรียมด้ายสายสิญจน์กลุ่มอื่นไว้  นิยมเด็ดด้ายสายสิญจน์กลุ่มนั้นให้ขาดออกจากพระพุทธรูปเสียก่อน  แล้วจึงนำไปเชื่อมโยงกับโกศอัฐิให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล

การใช้ด้ายสายสิญจน์ทำมงคล

                การทำมงคล  เช่น  มงคลคู่สมรส  เป็นต้น  นิยมใช้ด้ายดิบที่ยังไม่ทำเป็นด้ายสายสิญจน์  ซึ่งมีจำหน่ายในท้องตลาดโดยซื้อด้ายดิบเป็นใจ   ( ม้วน ๆ ไปถวายให้พระเถระรูปใดรูปหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของตระกูลช่วยทำพิธีปลุกเสกทำเป็นมงคลสำหรับคู่บ่าวสาว

                เพื่อให้พระเถระท่านได้มีเวลาทำพิธีปลุกเสกด้วยพระพุทธมนต์ให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวมากยิ่ง ๆ  ขึ้นจึงนิยมจำไปถวายท่านก่อนถึงวันงานสัก ๒ หรือ   ๓  วัน เป็นอย่างน้อย

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการนิมนต์พระสงฆ์

 



การนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระสงฆ์  คือ  การที่เจ้าของงาน  หรือผู้แทนเจ้าของงาน ไปติดต่อแจ้งความจำนงกับเจ้าอาวาส  หรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  ณ  วัดใดวัดหนึ่ง  ของอาราธนา  คือ  ขอเชิญพระภิกษุสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการ   ให้ไปประกอบพิธีในงานมงคลหรืองานอวมงคล  ซึ่งได้กำหนดจะจัดทำขึ้น  ณ  สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง  เช่น  นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคลสมรสที่บ้าน  เป็นต้น

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานมงคลทั่วไป

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์พิธีทำบุญงานมงคลทั่วไป นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนอย่างน้อย  ๕ รูป คือ  พระสงฆ์ปัญจวรรค  ส่วนจำนวนพระภิกษุสงฆ์ข้างมากไม่มีกำหนดตามกำลังศรัทธาของเจ้าภาพ  ซึ่งมีจำนวนมากเท่าไร  ก็ยิ่งเพิ่มบุญกุศลมากขึ้นเท่านั้น   ทั้งนี้ย่อมอยู่กับกำลังทรัพย์และพอเหมาะกับสุถานที่ซึ่งจะอำนวยให้ เป็นประการสำคัญ

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานมงคลสมรส

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์พิธีทำบุญงานมงคลสมรสนั้น  แต่เดิมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนคู่  คือ  ๖ รูป  ๘ รูป  ๑๐  รูป  ๑๒  รูป  เป็นต้น   เพื่อกำหนดแบ่งให้ฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาว   เลือกนิมนต์พระภิกษุที่มีความรู้จักมักคุ้นกับตระกูลของตนฝ่ายละเท่า ๆ กัน  จะได้ไม่ได้เปรียบและไม่เสียเปรียบกันและกัน

                แต่ในสมัยปัจจุบันนี้  พิธีทำบุญงานมงคลทุกประเภทรวมทั้งสิ้นรวมทั้งพิธีทำบุญงานมงคลสมรสด้วย  โดยมากมักนิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์จำนวน  ๙  รูป  ทั้งนี้  เพราะชาวบ้านโดยมากถือกันว่า  เลข  ๙  นั้นการออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า  ก้าว “  คือ  ก้าวหน้า  หมายถึง  ความเจริญรุ่งเรืองหรือถือกันตามมหาทักษาพยากรณ์ว่า  เลข  ๙  นั้นเท่ากันกำลังพระเกติ  ๙  ซึ่งอาจจะคุ้มครองป้องกันภยันตรายได้นานาประการ  และถือกันตามคติทางพระพุทธศาสนาว่า  เลข  ๙  นั้น  เท่ากับนวหรคุณ  ๙  ประการ  อันเป็นสิริมงคลอย่างสูง  และเท่ากับโลกุตตรธรรม  ๙  ประการ  คือ  มรรค  ๔  ผล  ๔  นิพพาน  ๑  ซึ่งเป็นผลที่ยอดเยี่ยมสูงสุดในพระพุทธศาสนา

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์



งานทำบุญอายุ

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์งานทำบุญอายุนั้น  นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนเกินอายุของเจ้าภาพขึ้นไป  ๑ รูป  เช่น

             ทำบุญอายุ    ๔๘  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๔๙   รูป

ทำบุญอายุ    ๖๐  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๖๑   รูป

ทำบุญอายุ    ๗๒  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๗๓   รูป

ทำบุญอายุ    ๘๔  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๘๕   รูป             

เป็นต้น

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานทำบุญสะเดาะเคราะห์

                การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์งานทำบุญสะเดาะเคราะห์นั้น  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าพระเคราะห์ที่เข้าเสวยอายุ  ดังนี้

                .   พระอาทิตย์   มีกำลัง   ๖   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๖  รูป

                .   พระจันทร์   มีกำลัง   ๑๕   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๕  รูป

                .   พระอังคาร   มีกำลัง   ๘   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๘  รูป

                ๔    พระพุธ   มีกำลัง   ๑๗   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๗  รูป

                .   พระพฤหัสบดีมีกำลัง   ๑๙   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๙  รูป

                .   พระศุกร์มีกำลัง   ๒๑   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๒๑  รูป

                ๗    พระเสาร์มีกำลัง   ๑๐   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๐  รูป

                .   พระราหู  มีกำลัง   ๑๒   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๒  รูป

การนิมนต์พระสงฆ์ประกอบพิธีงานอวมงคล

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีงานอวมงคลเกี่ยวเนื่องกับศพนั้น   นิยมนิมนต์พระสงฆ์มีจำนวน  ดังนี้

                .   พิธีสวดพระอภิธรรม   นิยมนิมนต์จำนวน  ๔   รูป  เป็นอย่างน้อย

                พิธีสวดหน้าไฟ   เวลาเผาศพ  นิยมนิมนต์จำนวน  ๔ รูป  เป็นอย่างน้อย

                .   พิธีสวดพระพุทธมนต์งานบำเพ็ญกุศลศพ  เช่น  งาน  ทำบุญ  ๗   วัน   ๑๐๐ วัน  เป็นต้น  นิยมนิมนต์พระสงฆ์  ๕  รูป   ๗ รูป  ๑๐  รูป  ๒๐  รูป  หรือ  ตามกำลังศรัทธา  และพอเหมาะแก่สถานที่นั้น ๆ

                พิธีสวดแจงงานฌาปนกิจศพ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์  จำนวน  ๒๐ รูป  ๒๕  รูป   ๕๐  รูป  ๑๐  รูป  ๕๐๐  รูป หรือนิมนต์หมดทั้งวัด

                .   พิธีสวดมาติกาบังสกุลศพ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าอายุของผู้ตายที่บำเพ็ญกุศลอุทิศให้นั้น  เช่น  ผู้ตายอายุ  ๗๕  ปี  ก็นิยมนิมนต์พระสงฆ์  ๗๕  รูป  สวดมาติกาบังสกุลเป็นต้น  หรือจะนิมนต์จำนวนน้อยกว่าอายุผู้ตายก็ได้  ตามกำลังศรัทธร  ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด


วิธีนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานมงคล   หรืองานอวมงคลต่าง ๆ  นั้น  นิยมปฏิบัติกันทั่วไปทังการนิมนต์ด้วยวาจา   และการนิมนต์ด้วยการทำหนังสือฎีกานิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร

                ถ้าเป็นงานทำบุญส่วนตัว  เช่น  งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานทำบุญบ้านประจำปี  เป็นต้น  ก็นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ด้วยวาจา  โดยไปติดต่อนิมนต์ด้วยตนเอง

                ถ้าเป็นงานพิธีทำบุญเกี่ยวกับทางราชการ  เช่น  การทำบุญพิธีวางศิลาฤกษ์สถานที่ราชการ   งานทำบุญพิธีเปิดอาคารสถานที่ราชการ  เป็นต้น  ก็นิยมทำหนังสือฎีกานิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร  เพื่อพระสงฆ์จะได้ทราบกำหนดเวลาที่แน่นอนและเพื่อป้องกันความหลงลืมอีกด้วย

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานมงคลและงานอวมงคลทุกประเภทนั้น  นิยมกราบเรียนให้พระสงฆ์ทราบโดยย่อ   ดังนี้

                .   พิธีทำปรารภงานอะไร 

                กำหนดงานวันที่    เดือน  พ.ตรงกับวันขึ้น  แรมเดือนอะไร 

                .   สถานที่ไหน 

                ต้องการพระสงฆ์จำนวนเท่าไร 

                .   จะจัดรถมารับ  หรือ  จะให้พระสงฆ์ไปเอง 

                .   จะจัดรถมารับ  เวลาเท่าไร 


ข้อควรระวังเกี่ยวกับการนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์แล้วฉันเช้า   หรือฉันเพลนั้น  มีพระวินัยพุทธบัญญัติเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันสืบมาว่า   ทายกนิมนต์ออกชื่อโภชนะ  เช่น  นิมนต์ฉันขนมเบื้อง  หรือขนมจีน  เป็นต้น  พระสงฆ์ไม่รับนิมนต์  ถ้ารับนิมนต์เป็นอาบัติปาจิตตีย์ทุกคำกลืน

                ทายกผู้เข้าใจพระวินัยพุทธบัญญัติ  จึงนิยมนิมนต์แต่เพียงว่า  นิมนต์รับบิณฑบาต   หรือรับภิกษา  หรือนิมนต์ฉันเช้า   หรือฉันเพล  ดังนี้   พระสงฆ์จึงรับนิมนต์ได้  ไม่มีโทษทางพระวินัย



วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการจัดสถานที่ทำบุญ

 


ระเบียบปฏิบัติการจัดสถานที่ทำบุญ

การจัดสถานที่ทำบุญ

            - การจัดสถานที่ทำบุญในทางพระพุทธศาสนาทุกอย่าง  ทั้งงานมงคลและอวมงคลนั้น  เบื้องต้น  เจ้าภาพ คือ  เจ้าของงานจะต้องคำนึงถึงสถานที่ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางเพียงพอ  และเหมาะสมจะใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญกุศลทางพระพุทธศาสนาสำหรับจัดเป็นพิธี  อันประกอบด้วยสถานที่สำคัญ    ประการ คือ

                .   สถานที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

                .   สถานที่จัดเป็นอาสน์สงฆ์

                .   สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน

สถานที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

            โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย  นิยมจัดตั้งไว้ด้านขวาของอาสน์สงฆ์ ตั้งไว้สูงกว่าอาสน์สงฆ์พอสมควร  และนิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  เพราะเป็นทิศที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า  ถ้าขัดข้องเพราะสถานที่ไม่อำนวย  ก็นิยมตังหันหน้าไปทางทิศเหนือ  หรือทิศใต้  ทิศใดทิศหนึ่ง  แต่ไม่นิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก  เพราะถือว่าทิศตะวันตก  เป็นทิศอัสดงคตแห่งพระอาทิตย์เป็นทิศแห่งความเสื่อม  ไม่เจริญรุ่งเรือง


                โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยนั้น  โดยมากนิยมตั้งไว้บนอาสน์สงฆ์  ทางต้นอาสน์สงฆ์  ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ    ประการ  คือ

                .   พระพุทธรูป  ๑ องค์   ( นิยมพระปางมารวิชัย )

                .   กาถางธูป  ๑ ลูก  พร้อมทังธูป    ดอกเป็นอย่างน้อย

                .   เชิงเทียน  ๑ คู่  พร้อมเทียน  ๒ เล่ม  เป็นอย่างน้อย

                .   แจกัน  ๑ คู่   พร้อมดอกไม้ประดับ   และนิยมมีพานดอกไม้ตั้งบูชาด้วย

                .   โต๊ะหมู่  ๑ หมู่  ( นิยมใช้โต๊ะหมู่บูชา )

                เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยนั้น  นิยมจัดหาสิ่งของที่ดีที่สุด  ประณีตที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้  กล่าวคือ

                .   ธูป  นิยมใช้ธูปหอมอย่างดี

                .   เทียน  นิยมใช้เทียนเล่มใหญ่พอสมควรแก่เชิงเทียน 

                .   ดอกไม้  นิยมดอกได้ที่เพียบพร้อมด้วยลักษณะ    ประการ  คือ มีสีสวย ๑ มีกลิ่นหอม ๑  และกำลังสดชื่น๑

สถานที่จัดเป็นอาสน์สงฆ์

                อาสน์สงฆ์  คือ  สถานที่สำหรับพระสงฆ์นั่งนั้นนิยมจัดตั้งไว้ทางด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย  และนิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วนหนึ่งต่างหากจากที่นั่งของคฤหัสถ์ชายหญิง  ประกอบด้วยเครื่องรับรองพระสงฆ์  ดังนี้

                .   พรมเล็ก  สำหรับปูเป็นที่นั่งของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป

                .   กระโถน

                .   ภาชนะน้ำร้อน

                .  ภาชนะน้ำเย็น







                เครื่องรับรองพระภิกษุสงฆ์นั้น  นิยมจัดไว้ด้านขวามือของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป  โดยจัดตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด  จัดตั้งภาชนะน้ำเย็นไว้ถัดมา    ส่วนภาชนะน้ำร้อนนั้น  นิยมจัดนำมาถวายภายหลัง เมื่อพระภิกษุสงฆ์นั่งเรียบร้อยแล้ว  เพราะถ้านำมาตั้งไว้ก่อนน้ำร้อนจะเย็นเสียก่อน  ทำให้เสียรสน้ำชา

                ถ้าสถานที่ห้องประกอบพิธีสงฆ์นั้นคับแคบ  หรือสิ่งยองเครื่องรับรองมีไม่เพียงพอที่จะจัดถวายให้ครบทั้ง    ที่  สำหรับพระภิกษุสงฆ์ทั้ง    รูป ก็นิยมจัดเครื่องรับรองเพียง    ที่ก็เพียงพอแล้ว

                .   สำหรับพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์  จัดตั้งไว้ด้านขวามือของท่าน  หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

            .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

สถานที่นั่งสำเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน

                สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น   นิยมจัดไว้ด้านหน้าของอาสน์สงฆ์  และนิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วยหนึ่งต่างหากจากอาสน์สงฆ์   เพื่อป้องกันมิให้พระภิกษุสงฆ์ต้องอาบัติโทษ  เพราะนั่งอาสนะเดียวกับสตรีเพศ

                ถ้าสถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้นปูลาดเนื่องเป็นอันเดียวกับอาสน์สงฆ์  โดยปูเสื่อ  หรือพรมเชื่อมเป็นอันเดียวกัน  นิยมปูเสื่อหรือพรมผืนที่เป็นอาสน์สงฆ์ทับผืนที่เป็นที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน  โดยปูลาดทับกันออกมาตามลำดับแนะนิยมจัดปูลาดพรมเล็กสำหรับเป็นอาสนะที่นั่งของพระภิกษุแต่ละรูป  เพื่อให้สูงกว่าที่นั่งของคฤหัสถ์อีกด้วย

                สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น   นิยมว่าจะต้องไม่ดีกว่า   ไม่ประณีตกว่า   และไม่อยู่ ณ  ที่สูงกว่าอาสน์สงฆ์ทั้งนี้  เพื่อเป็นการแสดงความเคารพคารวะแก่พระสงฆ์

                การปูลาดอาสน์สงฆ์   และอาสนะที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น  โดยทั่วไป  นิยมจัดแยกออกจากกันคนละส่วนเพื่อความสบายใจด้วยกันทุกฝ่าย





การจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์

การจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์งานพิธีทำบุญในทางพระพุทธศาสนานั้น   นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์เฉพาะพิธีทำบุญในงานมงคลทุกชนิ  เช่น  งานทำบุญแต่งงาน  งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานทำบุญอายุ  งายทำบุญฉลองต่าง ๆ  เป็นต้น และนิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์นี้ไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชา  ด้านขวาพระประธานสงฆ์นั่ง

ส่วนพิธีทำบุญงานอวมงคลที่เกี่ยวกับศพ  เช่น  งานทำบุญสัตตมวาร  ( ทำบุญ    วัน )  งานทำบุญปัญญาสมวาร  ( ทำบุญ  ๕๐  วัน )  งานทำบุญสตมวาร ( ทำบุญ  ๑๐๐ วัน )   เป็นต้น   ไม่นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์  เพราะพิธีทำบุญงานศพนั้น  เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว  ไม่ใช่จัดทำเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของงาน 

ภาชนะน้ำมนต์

                ภาชนะสำหรับใส่น้ำมนต์นั้น  นิยมใช้ขันน้ำมนต์โดยเฉพาะ     หรือใช้บาตรพระสงฆ์แทน  แต่ไม่นิยมใช้ขันเงินแทน  เพราะเป็นวัตถุอนามาสที่พระภิกษุไม่ควรจับต้อง   เกิดอาบัติโทษแก่พระภิกษุสงฆ์

                น้ำสำหรับทำน้ำมนต์  นิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์   เติมน้ำขนาดเกือบเต็มภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์นั้น  และมีวัตถุที่นิยมกันว่าเป็นมงคล    ตามความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ  ใส่ในภาชนะน้ำมนต์ด้วย

เทียนสำหรับทำน้ำมนต์

                เทียนสำหรับทำน้ำมนต์นั้น  นิยมใช้เทียนขี้ผึ้งแท้มีขนาดเล่มใหญ่พอสมควร   แต่ที่นิยมกันมากคือเทียนขี้ผึ้งที่มีน้ำหนัก ๑ บาทขึ้นไป และนิยมใช้เทียมที่มีไส้ใหญ่ ๆ  เพื่อป้องกันมิให้ดับง่ายเมื่อถูกลมพัด

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ตรุษจีน ( ตรุษ = ตื่อเสิก ผจีน) = เทิด ( เวียดนาม ) แปลว่า สิ้นปี

 


ตรุษจีน

                ( ตรุษ = ตื่อเสิก   ผจีน) = เทิด  ( เวียดนาม )  แปลว่า  สิ้นปี

ความหมาย

                เทศกาลพิธีเนื่องในวันส่งท้ายปีเก่า  - รับปีใหม่ของชาวจีน

ความสำคัญ

                เป็นช่วงเวลากำหนดให้ครอบครัวต้องสรุปผลการดำเนินธุรกิจ  อาชีพ แลแนวทางชีวิต  ให้เสร็จสิ้นลงตัว ปราศจากหนี้สินที่ค้างชำระ  ก่อนจะสิ้นสุดปีเก่า  เข้าปีใหม่

                เป็นเสมือนเกณฑ์ตั้งต้นวิถีชีวิตใหม่

                เป็นเทศกาลบำเพ็ญเทวตาพลี   บูชาตอบแทนคุณเจ้า  ( เทพเจ้า)  ผู้คุ้มครองรักษาชีวิต  และทรัพย์สินตลอดปีที่ผ่านมา  รวมทั้งบูชาเซ่นไหว้เลี้ยงดูบรรพบุรุษและผีไม่มีญาติละเลยไม่ดูแลเอาใจใสด้วยการเตรียมการ

                ก่อนวันพิธีกรรมสำคัญจะมาถึง   ทุกครอบครัวจะจัดเตรียมการต่าง ๆ  เช่น

                .   ทำความสะอาดชำระล้างที่อยู่อาศัยเพื่อรอรับสิริมงคล   โชคลาภที่จะเข้าสู่วันปีใหม่

                .   ทำการสะสางหนี้สินมิให้ตกค้างเพื่อจะเป็นลางอัปมงคล  เกิดมีปัญหาตั้งแต่เริ่มใหม่

                .   เตรียมเปลี่ยน  ตุ่ยลิ้ง     ( กระดาษสีแดง  ซึ่งถือเป็นสีแห่งความรุ่งโรจน์โชติช่วงสว่างไสว  เขียนด้วยถ้อยคำล้วนเป็นสิริมงคลเกี่ยวกับความสุขและโชคลาภเอาไว้ )  ตลอดถึงติดประดับรูปเจ้า  ( เทพเจ้า )  เพื่อคุ้มกันวัญญาณร้ายและสิ่งชั่วร้ายมิให้มาพ้องพาน

                .   ผู้ที่ทำงานมีรายได้    และผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือบริษัทห้างร้าน  จะจัดเตรียม อั่งเปา” ( เงินห่อด้วยกระดาษสีแดง (  ซึ่งนิยมลงท้ายด้วยเลขคู่  ( ถือเป็นเลขนำโชค)  เพื่อมอบให้แก่ผู้มีคุณและลูกหลาน  ตลอดถึงคนในปกครองให้เป็นเงินพิเศษ  เรียกว่า  แตะเอียว   ( ถ่วงเอย  ถ่วงกระเป๋าให้หนัก )

                .   จะจัดซื้อหาต้นท้อ  ( ไม้สัญญลักษณ์พรและโชคลาภ ) และ ไท้กิก   ( ส้มชนิดหนึ่งผลสุกสีทอง)  เพื่อมอบให้แก่กันซึ่งก็ถือธรรมเนียมว่า  ผู้รับจะต้องให้  ไท้กิก ตอบแทนด้วย  ถ้ามิได้เตรียมไว้ก็จะต้องคืนให้ไป  ( บางส่วน )  ทั้งนี้  เพราะชื่อส้มชนิดนี้  นัยว่า  คำฟ้องเสียงในภาษากวางตุ้ง  มีความหมายเป็นทองได้ด้วย  จึงถือว่าเป็นเคล็ดว่า ให้เงินทองไหลมาเทมาเหมา   จึงเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีรากฐานคุณธรรม  รู้คุณ  แทนคุณหยั่งรากลึก   เช่นที่ได้ยินคุ้นหูว่า  บุญคุณต้องทดแทน นั่นเอง




พิธีกรรม

            ชาวจีนนับเดือนทางจันทรคตินับค่ำต่อเนื่อง ( - ๓๐  ค่ำ)  ไม่มีขึ้น  แรม  และช้ากว่าไทย  ๒ เดือน  เดือนอ้ายของจึงตกถึงเดือนสามของไทย ( ราว ๆ ต้นกุมภาพันธ์ )  พิธีจะเริ่มขึ้นก่อนปีใหม่    วันแบ่งเป็น  ๓ ระยะ  ดังนี้

                .   วันจ่าย  ( ๒๙  ค่ำ )  เป็นวันจัดจ่ายชื้อหาตระเตรียมของบูชาเซ่นไหว้ต่าง ๆ  ทั้งอาหาร  ขนมเทียม  ขนมเข่ง เผือกเชื่อม  กระดาษเงินกระดาษทอง  ตุ้ยลิ้ง

                .   วันไหว้  ( ๓๐   ค่ำ)  แบ่งพิธีออกเป็น ๒  ช่วงคือ

                กลางวัน  แต่ละบ้านจะประกอบพิธีไหว้เจ้า  ( เทพเจ้า)  เซ่นไหว้  ( เลี้ยง ) บรรพบุรุษ  ตลอดถึงผีวิญญาณที่ไร้ญาติ  หรือญาติไม่เอาใจใส่ต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน  ดุร้าย  เต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่าง ๆ ในวันนี้ทุกครัวเรือนจะไม่ออกจากบ้านไปไหน  จะอยู่พร้อมญาติกันที่บ้าน

                กลางคืน  เป็นเวลาที่วงศาคณาญาติมานั่งร่วมล้อมวงกินข้าวงปลาอาหาร   เลี้ยงดูกันอยู่รอบกองไฟ  เรียกว่า ฮุ้ยโล้ว   (  ต้องสุมกองไฟไว้กลางวง  เนื่องจากยังอยู่ในฤดูหนาว)  และพากันนั่งเฝ้ารอดูปีเก่าผ่านไปโดยไม่หลับนอน เรียกว่า ( ซิวส่วย ) ด้วยถือว่า  ใครหลับนอนก่อน ปีเก่าผ่านไปอายุจะสั้นตกตามปีไปด้วย

                .   วันถือ ( - ๓ ค่ำ =ชิวอิก  ชิวยี่  ชิวชา )  เป็นวันขึ้นปีใหม่  ซึ่งจะมีการถือชนิดต่าง ๆ  เช่น

                                ทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้า  ถือว่าเป็นสิริมงคล

                                พบกันจะอวยพรแก่กัน  เซ่นซินเจียยูอี่  ซินนี้ฮวดไช้    ( สวัสดีปีใหม่  ขอให้ทำมาค้าขึ้น )

                                ไม่กล่าวคำหยาบ  ถือว่าใครกล่าวจะถูกดูหมิ่นนินทาว่าร้าย

                                ไม่ทวงหนี้  ถือว่าใครทางจะตกเป็นหนี้  มีพันธผูกพันไม่เป็นมงคลแก่ชีวิตในปีใหม่

                                ไม่ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน  ถือว่าจะปัดกวาดผลักไสโชคลาภที่จะเข้ามาสู่บ้าน  ออกไป

                                ไม่กินน้ำข้าว  เชื่อว่าถ้าใครกินจะเปียกฝน  ( การถูกฝนในฤดูหนาวจะเจ็บป่วยถึงตาย )

                                ให้แตะเอียวและไทกิก   ( ไทกิก  ส้มผลสีทอง )  เป็นสัญญลักษณ์แห่งเงินทองความมั่งมีศรีสุข ความร่ำรวย )

                ส่วนแตะเอียว  ( ถ่วงเอว )  เป็นเงินของขวัญปีใหม่  มีเหตุผลความเป็นมาเนื่องจากว่า  การนับเดือนทางจันทรคตินั้นเมื่อเทียบกับทางสุริยคติในแบบสากลเช่นปัจจุบันย่อมเสียเปรียบเพราะจะมีวันขาดหายไปเดือนละ  -๒ วัน  เมื่อครบ ๑ ปี วันจะขาดหายไปประมาณ  ๑๕ - ๑๖  วันกรณีเช่นนี้   ผู้เป็นนายจ้างย่อมได้เปรียบ  ดังนั้น  เพื่อความยุติธรรม  จังมีการเพิ่มเงินชดเชยให้เป็นปลายปี  เรียกว่า   แตะเอียว และน่าจะเป็นที่มาของ โบนัสด้วย


ความเป็นมา

                ตรุษจีน   ปรากฏความตามบันทึก  แต้เท้ง   ในสมัยรัชกาลของ  พระเจ้าเฮี่ยนจง . . ๑๒๙๕  ประเพณีไหว้เจ้า  เซ่นไหว้บรรพบุรุษในตรุษจีน

                สืบเนื่องมาจากคติความเชื่อของชาวจีนว่าทุกบ้านเรือนมีเทพยดาหรือพระภูมิเจ้าที่รักษาคุ้มครองเป็นเจ้าของเรียกว่า  ตี้กุง  ตี้กง  เจ้ากง  ซีเหม็งตี้กุง  เซาซุนเซ้ง  หรือเจ้าเสิน ( ผู้รักษาคุ้มครองชีวิต )  ทำหน้าที่คอยจดบันทึกการกระทำของคนในครอบครัวไว้แต่ละวันพอครบปีหนึ่ง  ก็สรุปผลนำขึ้นไปทูลรายงานต่อ  เง๊กฮ้วง   เซี่ยงตี่ “ ( ผู้เป็นจอมเทพ)  เพื่อพิจารณาตัดสินและประทานผลไม้ในวันปีใหม่ด้วยเมื่อถึงวัน  ๒๔ ค่ำ เดือน ๑๒  ( ตกราวแรม ๙  ค่ำเดือนยี่ของไทย ฆ  เจ้ากุง  ( ตี้กง  ซีเหม็งตี้กุง )  จะเตรียมสรุปผลเพื่อรายงานและจะเดินทางขึ้นไปรายงานในวันสิ้นปี  ๓๐ ค่ำ  เดือน  ๑๒ ( ตื่อเล็ก )  อันเป็น วันไหว้

                ดังนั้น  พิธีไหว้เจ้าในวันไหว้ก็คือการเลี้ยงส่งและมอบเสบียงเดินทางมิให้ต้องอดอยากนั่นเองพร้อมกันนั้นก็คือโอกาสเลี้ยงดูบรรพบุรุษวงศาคณะญาติที่ล่วงลับรวมทั้งวิญญาณพเนจรที่ไร้ญาติหรือขาดญาติเอาใจใส่กลายเป็นผีดุร้ายมีแต่ความโกรธอาฆาตแค้นต่าง ๆ  เมื่อไหว้แล้วก็จะจุดประทัดเป็นสัญญลักษณ์บอกให้ทราบว่าเป็นการเชื้อเชิญหรือไม่ก็บอกว่า  บัดนี้การเลี้ยงเลิกราแล้วเพื่อขอสิ่งที่เหลืออันเป็นมงคล  ( เหมือนลาข้าวพระ )  นำมาเลี้ยงดูกันในหมู่ญาติต่อไป

                เฉพาะ  เจ้ากง  หรือ ซีเหม็งตี้กง  เราจะแลเห็นศาลเป็นลักษณะลังไม้  ( เหมือนลังสบู่) ขนาดย่อมตั้งอยู่กับพื้นริมประตูเข้าออกหรือริมบันไดขึ้นลงที่บางรายในวันไหว้จะเอา  น้ำผึ้ง   ทาปากเทวรูปเจ้าเสินหรือตี้กุง ( เจ้ากง ) ด้วยเพื่อให้ไปกล่าวแต่คำเฉพาะ ๆ หรือเรื่องดี ๆ  แล้วจับหันหน้าเข้าฝา  แสดงว่าไม่อยู่เป็นเวลา ๓ วัน ( - ๓ ค่ำ  เดือนอ้ายของจีน ) ในระยะที่เจ้ากงไม่อยู่นี้เองจึงออกจากบ้านไปเที่ยวเตร่  ทำบุญ   ไหว้พระ  ไหว้เจ้าในที่ต่าง ๆ  โดยจะหยุดประกอบธุรกิจการงาน  จนกว่าเมื่อ  เจ้ากง  กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่  ๔ หรือ ๔ ค่ำ เดือนอ้าย  จึงถือเป็นวันเริ่มทำงานกันใหม่โดยทั่วไป



ประทัด

                ประทัด  แปลว่า  ไม้ไผ่แตก มีเรื่องเล่าว่า  วันหนึ่ง   ตงโซ่ว ชาวนาเข้าไปตัดไม้ไผ่ป่า  แล้วเกิดจับไข้หนาวพวกญาติได้ช่วยกันเก็บไว้ไม้ไผ่ที่หาได้มาทำฟืนก่อไฟผิงเพื่อกันตาย  ปล้องไม้ไผ่ซึ่งมีอากาศอยู่ข้างใน  เมื่อถูกความร้อนก็แตกประทุ  เสียงโป้งดังอยู่ไม่ขาดจนหมดฤทธิ์ เตชะบุญ  จะด้วยไออุ่นหรือชะตายังไม่ถึงฆาตก็สุดจุเดา  ตงโซ่ว   หายไข้ฟื้นเป็นปกติได้  แต่นั้นคนจึงพากันเอาเป็นแบบอย่างใครเป็นไข้หนาวในป่าก็สุมไฟ  ให้เสียงดัง  ขับไล่วิญญาณร้ายออกจากร่าง  ( ถือว่า  เจ็บป่วยเพราะผีทำหรือผีเข้าสิง ) ต่อมาเมื่อหาไม้ไผ่ไม่ได้  ขัดสนเข้าก็คิดประดิษฐ์ทำกระดาษห่อดินระเบิดให้แตกประทุแทนประทัดหรือเสียงไม้ไผ่แตกกระทั่งเกิดความเป็นนิยมใช้กันเรื่อยมา

                อนึ่ง  การจุดประทัดต้อนรับเชื้อเชิญเหมือนกับการเคลีย์พื้นที่เป็นการขับไล่สี่งร้ายมิให้กีดขวางและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้เกิดสวัสดิภาพนั่นเอง  ส่วนการส่งท้ายก็เป็นในทำนองเดียวกับเพื่อขจัดสิ่งร้ายมิให้ตามมารังควาญได้ต่อไป


สิงโต

            สิงโต   มีความเป็นมาที่กล่าวไว้ว่า  มีความหมายวิวัฒนาการเลื่อนมาจาก  มังกร  ซึ่งชาวจีนถือกันมาแต่แรกเริ่มว่าเป็นสัตว์สิริมงคลนำโชคลาภมาให้

                มังกร  เป็นสัตว์ในจิตนาการ  สร้างขึ้นสมัยกษัตริย์  อึ่งตี่  ประมาณว่า  ก่อน พ.. ๒๑๕๕  ปี  หรือเมื่อ ๔,๕๘๙ ปีมาแล้ว  โดยมีเรื่องเล่าขานไว้ว่า

                กษัตริย์อึ่งตี่   ผู้เมื่อสถาปนาชาติจีนเข้าเป็นปึกแผ่นโดยการผนึกรวมกันของชน   เผ่าแล้ว  ก็ได้สร้างเครื่องหมายใช้เป็นสัญญลักษณ์รวมไว้ประจำชาติโดยนำสัญญลักษณ์ประจำเผ่ามาผสมกันรวมเป็นมังกรขึ้นดังนี้ คือ

                เอาส่วนหัว                             มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่าวัว  ซึ่งถือเอาวัวเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนลำตัว                        มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่างู   ซึ่งถือเอางูเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนเขา                            มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่ากวาง   ซึ่งถือเอากวางเป็นสัญญลักษณ์

                เอาเกล็ดและหาง                  มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่าปลา   ซึ่งถือเอาปลาเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนเท้า                            มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่านก   ซึ่งถือเอานกเป็นสัญญลักษณ์

                จึงสำเร็จรวมเป็น  มังกร  ( เล้ง )  ซึ่งต่อมาได้รับเชิดชูขึ้นเป็นสัญญลักษณ์ของ  ผู้ทรงคุณธรรม และได้กลายเป็นสัญญลักษณ์เฉพาะของพระมหากษัตริย์  ซึ่งมักถือกันว่า เป็นมังกรจุติมาบังเกิด    กระทั่งแม้แต่คำราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ก็มักใช้คำว่า มังกร   นำหน้า  เช่น  เรียก  พระพักตร์ ว่า มังกรพักตร์เป็นต้น

                ด้วยคตินี้เอง  มังกรจึงเป็นสัตว์วิเศษจากสรวงสวรรค์ซึ่งถ้าใครได้พบเห็นก็จะเกิดมงคล   มาโชคลาภอันเป็นเหตุให้เกิดประเพณีแห่มังกร   หรือเชิดมังกร  กันต่อมา  เช่น  ในงานขึ้นปีใหม่  ( ตรุษจีน )  วันเกิด  ขึ้นบ้านใหม่  เปิดห้างร้าน

เป็นต้น  แต่โดยที่มังกรเป็นสัตว์ขนาดใหญ่การเชิดจะต้องใช้คนมาก  ไม่เหมาะแก่การสถานที่จำกัดจึงได้มีการประยุกต์ใช้ซึ่งในที่สุดได้ประยุกต์กลายมาเป็นสิงห์โตอย่างที่เห็น

                อนึ่ง  ในขบวนแห่มังกร  เรามักจะเห็น  ธง ๕ สี นั้นโดยความหมายของสีทั้ง ๕  รวมกัน  เขาหมายถึงตัวมังกรหรือมังกรตัวหนึ่ง นั่นเอง   ด้วยจีนถือว่าธาตุมนุษย์นี้มี    ส่วน ( =   สี )  ดังนี้

                สีแดง                      หมายถึง                 หัวใจ  

                สีเหลือง                  หมายถึง                 ท้องกับม้าม

                สีน้ำเงิน                  หมายถึง                 ตับกับน้ำดี

                สีเขียว                     หมายถึง                 ปอดกับไส้ทั้งปวง

                สีดำ                        หมายถึง                 ท้องกับไต

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...