วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565

เทศกาลตรุษจีน

 







เทศกาลตรุษจีน

                เทศกาลตรุษจีน  หรือวันตรุษจีน  อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น   จีนบนผืนแผ่นดินใหญ่หรือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนปัจจุบัน ได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่  เป็นเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิ  หลังจากที่จีนได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

                การกำหนดวันตรุษจีนนั้นไม่ตรงกันทุกปี  แต่จะใช้ปฏิทินทางจันทรคติ   หรือไม่ก็ปฏิทินเกรกกอเรียเป็นหลักซึ่งววันดังกล่าวจะตกอยู่ระหว่างวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรของโลกมากที่สุดในช่วงฤดูหนาวคือระหว่างประมาณตั้งแต่  วันที่ ๒๒  ธันวาคม  กับวันวสันตวิษุวัติ ( Vernal  Equinox )  ได้แก่วันที่มีกลางวันและกลางคืนเท่ากัน  คือ ประมาณวันที่  ๒๑  มีนาคม  ฉะนั้น  วันตรุษจีนจึงตกอยู่ตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม  ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์

                การเรียกชื่อปีใหม่   เรียกตามชื่อราศี  ๑๒ ราศี  ตามระบบโหราศาสตร์ของจีนเช่นเดียวกับไทย  คือ ปีหนู  ( ปีชวด)  วัว (ฉลู) ขาล (เสือ) กระต่าย ( เถาะ) มังกร ( มะโรง ) งูเล็ก ( มะเส็ง )  ม้า (มะเมีย )  แพะ (มะแม) ลิง  ( วอก )  ไก่  (ระกา )  หมา (จอ)  หมู  (กุน)  นอกจากนั้นการเรียกปียังมีรายละเอียดออกไปอีก   เช่น  มีมังกรทอง  ปีมังกรไม้  เป็นต้น  โดยกำหนดเอาระยะเวลา  ๖๐ ปี  เป็นเวลาบรรจบครบรอบหนึ่ง

                เกี่ยวกับประวัติชื่อต่าง ๆ  ประจำ  ๑๒  ราศีนั้นมีนิยายปรัมปราเล่าขานตามคติแบบมหายานว่า  ในสมัยพุทธกาลโพ้น   เมื่อพระพุทธเจ้าเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเฝ้าพระองค์นั้น  มีสัตว์เพียง ๑๒ ชนิดดังกล่าวแล้วเท่านั้นมาเฝ้าตามพระประสงค์  ต่อมาพระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้เอาชื่อสัตว์ต่าง ๆ  ๑๒ ชนิดดังกล่าวนั้น  เป็นชื่อประจำราศีหรือปูมปฏิทิน

                ปูมปฏิทิน  นับว่าเป็นสิ่งตีพิมพ์ที่ทำเผยแพร่ต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานเก่าแก่ที่สุดในโลก  เชื่อกันว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ราว  ๒๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล  เวลาที่แน่นอนนั้นยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่ในหมู่ของผู้นิยมความคิดว่าเวลาแน่ชัดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมีนิทานเล่าว่า   จั้กรพรรดิเหยาซึ่งมีพระชนมายุอยู่ราว  ๒๒๕๔  ปีก่อนคริสตกาลเป็นผู้มีพระบรมราชโองการให้กำหนดฤดูกาลสำหรับชาวนาจะได้รู้ว่าเมื่อไรควรจะปลูกข้าว  และเมื่อไรจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวพืชผลโดยโปรดเกล้าฯ   ให้เรียกประชุมบรรดานักโหราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชั้นยอดาของประเทศ   ให้จัดทำเขียนปูมปฏิทินฉบับแรกขึ้น   นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้ยึดถือตารางเวลาดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติทั่วกัน  นับแต่จักรพรรดิลงมาถึงปวงประชาราษฎร

                ปูมปฏิทิน  จะได้รัยจัดทำขึ้นใหม่ทุกปีโดยคณะกรรมการโหราศาสตร์  ซึ่งเอามาจากข้อมูลเชิงโหราศาสตร์และข้อสังเกตทั่วไปจากทั่วประเทศจีน  โดยจัดเตรียมไว้เป็น  ๓ ฉบับ คือ  ฉบับที่หนึ่ง   เป็นการคัดลายมือ  สำหรับจักพรรดิหรือฮ่องเต้ทรงใช้  ฉบับที่สอง  สำหรับผู้ปกครองหัวเมืองและข้าราชการขุนนางชั้นผู้ใหญ่  ฉบับที่สาม  เป็นฉบับธรรมดา ๆ  สำหรับประชาราษฎร์ทั่วไป

                ปูมปฏิทินดังกล่าว  ในไต้หวันเรียกว่า  ปูมปฏิทินชาวนา   ในฮ่องกงเรียกว่า  ศาสตร์แห่งสรรพสิ่ง  ( ทงเสินหรือทงลี่)  แต่ฉบับของฮ่องกงเป็นปฏิทินที่นิยมทั่วไปแม้แต่ในไต้หวันและไทย

                นื้อหาสาระของปูมปฏิทินจีน   นอกจากตารางเวลาแระจำวันและฤกษ์ยามต่าง ๆ แล้ว  ที่คงตัวไม่เปลี่ยนแปลงคือตำราพรหมชาติ  นอกนั้นจะบรรจุสาระข้อมูลทุกประเภทที่เกี่ยวข้องและเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันเป็นต้นว่า  บทสวดมนต์ภาวนา  ซึ่งมีทั้งสำหรับภาวนายามป่วยไข้  สำหรับขับไล่วิญญาณชั่วร้าย  สำหรับปวดศรีษะ  สำหรับป้องกันภัยจากสัตว์ป่า คาถา  เสน่ห์ การพยากรณ์โชคชะตา  ทำนายฝัน  ลางบอกเหตุต่าง   การเลี้ยงดูเด็ก  การตั้งชื่อเด็ก ความรู้เกี่ยวกับเทพยดา  ข้อมูลทางโหราศาสตร์  เป็นต้น  โดยมีลักษณะเป็นปึ้ง หนังสือเล่มหนาเตอะ  ซึ่งจะหาดูได้ตามห้างร้านชาวจีนที่ประกอบธุรกิจทั่ว ๆ ไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...