วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ที่มาของ ปาท่งโก๋และหงส์




 



ปาท่งโก๋  หรือปาท่องโก๋

            ขนมชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมนำมารับประทานคู่กับเครื่องดื่ม   โดยเฉพาะกาแฟในตอนเช้า  ซึ่งมักจะเรียกเพี้ยนกันไปเป็น  ปลาท่องโก๋  นั้นมีชื่อจริง ๆ ว่า  เหย่าจาไกว่  หรือต่อมาเรียกว่าเหย่าจาโก๋  แปลว่า  ขนมทอดน้ำมัน  ส่วนคำว่า  ปาท่งโก๋  หรือปาท่องโก๋  อันแท้ที่จริงนั้นก็มาจากคำว่า  ปัก+ถ่อง+โก๋  แปลว่า  ขนมน้ำตาลทรายขาว  มีลักษณะเป็นแผ่นกลมใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือมีน้ำตาลทรายขาวโรยหน้าอยู่  เป็นขนมที่ชาวจีนกวางตุ้ง  นิยมหาบขายคู่กันกับเหย่าโจ๋ ( ขนมทอดน้ำมัน มีลักษณะเช่นปาท่องโก๋  หรือที่บางคนเรียกชื่อเกิดสั้น ๆ  ว่าจาก๊วย  ซึ่งตัดมาจากคำว่าเหย่าจาไกว่  หรือเหย่าจาก๊วย ที่นิยมรับประทานกับกาแห   ตอนเช้า ๆ  ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากชาวจีนกวางตุ้งมักร้องขายควบชื่อกันว่า  ปักถ่องโก๋  เหย่าจาไกว่  คนที่จี่ชื่อจึงเรียกสั้น ๆ ว่า เฉพาะชื่อต้นว่า  ปักถ่องโก๋  หรือปาท่องโก๋  เท่านั้นทั้ง  ๆ  ที่แม้ต้องการชื้อเฉพาะ  เหย่าจาไกว่  หรือจาก๊วย  เพียงอย่างเดียวก็ตาม  จึงเมื่อเวลานานเข้า  เหย่าจาไกว่  ก็เลยกลายมีชื่อเป็นปาท่องโก๋ไปในที่สุดโดยปริยาย



                ปาท่งโก๋  หรือ  ปาท่องโก๋  ซึ่งชื่อที่แท้จริงคือ  เหย่าจาไกว่  นั้นมีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน

                มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า  ในรัชสมัย  กษัตริย์เกาจง  แห่งราชวงศ์ซ้อง ( .. ๑๖๗๐ - ๑๗๐๔ ) แม่ทัพหนุ่มฝีมือฉกาจของจีนผู้หนึ่ง ชื่อว่า  งักฮุ้ย  ได้นำทัพมีกำลังน้อยกว่าข้าศึกตีโต้กองทัพแห่งราชวงศ์กิม  เผ่าแมนจู  ข้าศึกผู้เข้ามารุกราน  จีนไล่ล่าถอยไปจนเกือบจะพ่ายแพ้  แต่ขุนนางตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขอบจีน  ชื่อฉินไกว่  หรือบางแห่งออกเสียงเป็นชิงไกว่  เป็นขุนนางกังฉิน  รับสินบนข้าศึกโชว์ประเด็นถือนโยบายยอมแพ้ ได้บังอาจปลอมพระราชโองการประทับพระราชสัญจกรของฮ่องเต้ คือกษัตริย์เกาจงเรียกให้งักฮุยให้งักฮุยล่าถอนทัพกลับเสีย  แต่งักฮุยเห็นว่าข้าศึกจะแพ้แล้วจึงเร่งตีกระหน่ำเรื่อยไปไม่ได้ถอนทัพกลับในทันทีกระทั่งฉิ้นไกว่ต้องอ้างพระราชโองการไปถึง  ๓ ครั้ง พร้อมกำชับว่าถ้าไม่รีบกลับพระนคร  แต่ก็ยังถูกฉิ้นไกว่  แต่ก็ยังถูกฉิ้นไกว่ชิงประหารชีวิตเสียท่ามกลางกระแสเสียงคัดค้านอย่างเช็งแช่ทั่วไปเป็นเหตุใหจีนตกอยู่ในอำนาจของรางวงศ์กิมแห่งแมนจูในที่สุด

                ประชาราษฎรพากันโกรธแค้น   แต่ไม่รู้จะทำอะไรอัครมหาเสนาบดีได้  จึงพากันแช่งชักโดยการทำแป้งปั้นเป็นรูปหยาบ ๆ แทนฉิ้นไกว่  ๒ ผัวเมียนำมาทอดในกระทะน้ำมันที่เดือดพล่านแช่งให้ตกนรกลงกระทะทองแดงไปตามเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา  ทำนองเผาพริกเผาเกลือแช่งชักหักกระดูกตามคติของไทยเราแต่โบราณ  ฉะนั้น

                ต่อมาเมื่อเรื่อราวปรากฏความจริงขึ้นว่า  งักฮุยถูกฉิ้นไกว่แอบอ้างพระราชโองการฮ่องเต้ฆ่าทิ้งเสียเช่นนั้น  ทางราชการระลึกถึงความดี  จึงสร้างศาลบูชาคุณความดีและความชื่อสัตว์ต่อฮ่องเต้ของแม่ทัพงักฮุยไว้ที่เมืองฮันเจา และสร้างรูปปั้นฉิ้นไกว่  หรือชิงไกว่  สองสามีภรรยา  หล่อด้วยเหล็กเป็นรูปปั้นคุกเข่าคารวะไว้ที่หน้าศาลเป็นการประจานความชั่วของสามีภรรยาคู่นี้  ให้โลกได้รู้เห็นตลอดไป

                แม่ทัพงักฮุย  ได้รับยกย่องเทิดทูนขึ้นเป็นเทพเจ้าแห่งความจงรักภักดี  ไดรับพระราชทานราชทินนามมีเกียรติเหนือกวนอู  แต่ประชาชนได้มิไดเซ่นสรวงเหมือนอย่างเช่นสรวงเทพเจ้ากวนอู

                ปาท่งโก๋  ( เหย่าจาไกว่ จาก๊วย  หรือจาโก๊ย  มีประวัติความเป็นมายาวนาน 



หงส์

            เรื่องเกี่ยวกับนกกระสานี้  มีคติความเชื่อถือด้านกันอยู่ในหมู่พี่น้องชาวจีนเองชาวจีนฮกเกี้ยน  ถือว่า  นกกระสา  เป็นสัญญลักษณ์แห่งความตายของสตรี  เป็นลางร้าย  หรือโชคร้าย  ทำนองอย่างไทยลางถิ่นเชื่อเรื่องนกแสก  ฉะนั้นถ้าเกิดมีใครนำการ์ดรูปนกกระสา  เขียนคำอวยพรไปแสดงความยินดีหรืออวยพรแก่สตรีที่เพิ่งคลอดบุตรละก็  จะกลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจ  สำหรับเขา   เพราะมันหมายถึงโชคร้ายหรือความตายกำลังจะมาเยือนเธอ

                แต่สำหรับชาวจีนกวางตุ้งแล้วกลับถือว่า  นกกระสาเป็นสัญญลักษณ์แห่งความมีอายุยืน

                ฉะนั้น  จึงเป็นเรื่องที่ชนชาวไทยเราจำเป็นต้องเรียนรู้และระมัดระวังในการแสดงออกให้ถูกตามคตินิยมเมื่อต้องคบค้าสาคมกับเขาตามสมควร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...