วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ตรุษจีน ( ตรุษ = ตื่อเสิก ผจีน) = เทิด ( เวียดนาม ) แปลว่า สิ้นปี

 


ตรุษจีน

                ( ตรุษ = ตื่อเสิก   ผจีน) = เทิด  ( เวียดนาม )  แปลว่า  สิ้นปี

ความหมาย

                เทศกาลพิธีเนื่องในวันส่งท้ายปีเก่า  - รับปีใหม่ของชาวจีน

ความสำคัญ

                เป็นช่วงเวลากำหนดให้ครอบครัวต้องสรุปผลการดำเนินธุรกิจ  อาชีพ แลแนวทางชีวิต  ให้เสร็จสิ้นลงตัว ปราศจากหนี้สินที่ค้างชำระ  ก่อนจะสิ้นสุดปีเก่า  เข้าปีใหม่

                เป็นเสมือนเกณฑ์ตั้งต้นวิถีชีวิตใหม่

                เป็นเทศกาลบำเพ็ญเทวตาพลี   บูชาตอบแทนคุณเจ้า  ( เทพเจ้า)  ผู้คุ้มครองรักษาชีวิต  และทรัพย์สินตลอดปีที่ผ่านมา  รวมทั้งบูชาเซ่นไหว้เลี้ยงดูบรรพบุรุษและผีไม่มีญาติละเลยไม่ดูแลเอาใจใสด้วยการเตรียมการ

                ก่อนวันพิธีกรรมสำคัญจะมาถึง   ทุกครอบครัวจะจัดเตรียมการต่าง ๆ  เช่น

                .   ทำความสะอาดชำระล้างที่อยู่อาศัยเพื่อรอรับสิริมงคล   โชคลาภที่จะเข้าสู่วันปีใหม่

                .   ทำการสะสางหนี้สินมิให้ตกค้างเพื่อจะเป็นลางอัปมงคล  เกิดมีปัญหาตั้งแต่เริ่มใหม่

                .   เตรียมเปลี่ยน  ตุ่ยลิ้ง     ( กระดาษสีแดง  ซึ่งถือเป็นสีแห่งความรุ่งโรจน์โชติช่วงสว่างไสว  เขียนด้วยถ้อยคำล้วนเป็นสิริมงคลเกี่ยวกับความสุขและโชคลาภเอาไว้ )  ตลอดถึงติดประดับรูปเจ้า  ( เทพเจ้า )  เพื่อคุ้มกันวัญญาณร้ายและสิ่งชั่วร้ายมิให้มาพ้องพาน

                .   ผู้ที่ทำงานมีรายได้    และผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือบริษัทห้างร้าน  จะจัดเตรียม อั่งเปา” ( เงินห่อด้วยกระดาษสีแดง (  ซึ่งนิยมลงท้ายด้วยเลขคู่  ( ถือเป็นเลขนำโชค)  เพื่อมอบให้แก่ผู้มีคุณและลูกหลาน  ตลอดถึงคนในปกครองให้เป็นเงินพิเศษ  เรียกว่า  แตะเอียว   ( ถ่วงเอย  ถ่วงกระเป๋าให้หนัก )

                .   จะจัดซื้อหาต้นท้อ  ( ไม้สัญญลักษณ์พรและโชคลาภ ) และ ไท้กิก   ( ส้มชนิดหนึ่งผลสุกสีทอง)  เพื่อมอบให้แก่กันซึ่งก็ถือธรรมเนียมว่า  ผู้รับจะต้องให้  ไท้กิก ตอบแทนด้วย  ถ้ามิได้เตรียมไว้ก็จะต้องคืนให้ไป  ( บางส่วน )  ทั้งนี้  เพราะชื่อส้มชนิดนี้  นัยว่า  คำฟ้องเสียงในภาษากวางตุ้ง  มีความหมายเป็นทองได้ด้วย  จึงถือว่าเป็นเคล็ดว่า ให้เงินทองไหลมาเทมาเหมา   จึงเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีรากฐานคุณธรรม  รู้คุณ  แทนคุณหยั่งรากลึก   เช่นที่ได้ยินคุ้นหูว่า  บุญคุณต้องทดแทน นั่นเอง




พิธีกรรม

            ชาวจีนนับเดือนทางจันทรคตินับค่ำต่อเนื่อง ( - ๓๐  ค่ำ)  ไม่มีขึ้น  แรม  และช้ากว่าไทย  ๒ เดือน  เดือนอ้ายของจึงตกถึงเดือนสามของไทย ( ราว ๆ ต้นกุมภาพันธ์ )  พิธีจะเริ่มขึ้นก่อนปีใหม่    วันแบ่งเป็น  ๓ ระยะ  ดังนี้

                .   วันจ่าย  ( ๒๙  ค่ำ )  เป็นวันจัดจ่ายชื้อหาตระเตรียมของบูชาเซ่นไหว้ต่าง ๆ  ทั้งอาหาร  ขนมเทียม  ขนมเข่ง เผือกเชื่อม  กระดาษเงินกระดาษทอง  ตุ้ยลิ้ง

                .   วันไหว้  ( ๓๐   ค่ำ)  แบ่งพิธีออกเป็น ๒  ช่วงคือ

                กลางวัน  แต่ละบ้านจะประกอบพิธีไหว้เจ้า  ( เทพเจ้า)  เซ่นไหว้  ( เลี้ยง ) บรรพบุรุษ  ตลอดถึงผีวิญญาณที่ไร้ญาติ  หรือญาติไม่เอาใจใส่ต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน  ดุร้าย  เต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่าง ๆ ในวันนี้ทุกครัวเรือนจะไม่ออกจากบ้านไปไหน  จะอยู่พร้อมญาติกันที่บ้าน

                กลางคืน  เป็นเวลาที่วงศาคณาญาติมานั่งร่วมล้อมวงกินข้าวงปลาอาหาร   เลี้ยงดูกันอยู่รอบกองไฟ  เรียกว่า ฮุ้ยโล้ว   (  ต้องสุมกองไฟไว้กลางวง  เนื่องจากยังอยู่ในฤดูหนาว)  และพากันนั่งเฝ้ารอดูปีเก่าผ่านไปโดยไม่หลับนอน เรียกว่า ( ซิวส่วย ) ด้วยถือว่า  ใครหลับนอนก่อน ปีเก่าผ่านไปอายุจะสั้นตกตามปีไปด้วย

                .   วันถือ ( - ๓ ค่ำ =ชิวอิก  ชิวยี่  ชิวชา )  เป็นวันขึ้นปีใหม่  ซึ่งจะมีการถือชนิดต่าง ๆ  เช่น

                                ทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้า  ถือว่าเป็นสิริมงคล

                                พบกันจะอวยพรแก่กัน  เซ่นซินเจียยูอี่  ซินนี้ฮวดไช้    ( สวัสดีปีใหม่  ขอให้ทำมาค้าขึ้น )

                                ไม่กล่าวคำหยาบ  ถือว่าใครกล่าวจะถูกดูหมิ่นนินทาว่าร้าย

                                ไม่ทวงหนี้  ถือว่าใครทางจะตกเป็นหนี้  มีพันธผูกพันไม่เป็นมงคลแก่ชีวิตในปีใหม่

                                ไม่ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน  ถือว่าจะปัดกวาดผลักไสโชคลาภที่จะเข้ามาสู่บ้าน  ออกไป

                                ไม่กินน้ำข้าว  เชื่อว่าถ้าใครกินจะเปียกฝน  ( การถูกฝนในฤดูหนาวจะเจ็บป่วยถึงตาย )

                                ให้แตะเอียวและไทกิก   ( ไทกิก  ส้มผลสีทอง )  เป็นสัญญลักษณ์แห่งเงินทองความมั่งมีศรีสุข ความร่ำรวย )

                ส่วนแตะเอียว  ( ถ่วงเอว )  เป็นเงินของขวัญปีใหม่  มีเหตุผลความเป็นมาเนื่องจากว่า  การนับเดือนทางจันทรคตินั้นเมื่อเทียบกับทางสุริยคติในแบบสากลเช่นปัจจุบันย่อมเสียเปรียบเพราะจะมีวันขาดหายไปเดือนละ  -๒ วัน  เมื่อครบ ๑ ปี วันจะขาดหายไปประมาณ  ๑๕ - ๑๖  วันกรณีเช่นนี้   ผู้เป็นนายจ้างย่อมได้เปรียบ  ดังนั้น  เพื่อความยุติธรรม  จังมีการเพิ่มเงินชดเชยให้เป็นปลายปี  เรียกว่า   แตะเอียว และน่าจะเป็นที่มาของ โบนัสด้วย


ความเป็นมา

                ตรุษจีน   ปรากฏความตามบันทึก  แต้เท้ง   ในสมัยรัชกาลของ  พระเจ้าเฮี่ยนจง . . ๑๒๙๕  ประเพณีไหว้เจ้า  เซ่นไหว้บรรพบุรุษในตรุษจีน

                สืบเนื่องมาจากคติความเชื่อของชาวจีนว่าทุกบ้านเรือนมีเทพยดาหรือพระภูมิเจ้าที่รักษาคุ้มครองเป็นเจ้าของเรียกว่า  ตี้กุง  ตี้กง  เจ้ากง  ซีเหม็งตี้กุง  เซาซุนเซ้ง  หรือเจ้าเสิน ( ผู้รักษาคุ้มครองชีวิต )  ทำหน้าที่คอยจดบันทึกการกระทำของคนในครอบครัวไว้แต่ละวันพอครบปีหนึ่ง  ก็สรุปผลนำขึ้นไปทูลรายงานต่อ  เง๊กฮ้วง   เซี่ยงตี่ “ ( ผู้เป็นจอมเทพ)  เพื่อพิจารณาตัดสินและประทานผลไม้ในวันปีใหม่ด้วยเมื่อถึงวัน  ๒๔ ค่ำ เดือน ๑๒  ( ตกราวแรม ๙  ค่ำเดือนยี่ของไทย ฆ  เจ้ากุง  ( ตี้กง  ซีเหม็งตี้กุง )  จะเตรียมสรุปผลเพื่อรายงานและจะเดินทางขึ้นไปรายงานในวันสิ้นปี  ๓๐ ค่ำ  เดือน  ๑๒ ( ตื่อเล็ก )  อันเป็น วันไหว้

                ดังนั้น  พิธีไหว้เจ้าในวันไหว้ก็คือการเลี้ยงส่งและมอบเสบียงเดินทางมิให้ต้องอดอยากนั่นเองพร้อมกันนั้นก็คือโอกาสเลี้ยงดูบรรพบุรุษวงศาคณะญาติที่ล่วงลับรวมทั้งวิญญาณพเนจรที่ไร้ญาติหรือขาดญาติเอาใจใส่กลายเป็นผีดุร้ายมีแต่ความโกรธอาฆาตแค้นต่าง ๆ  เมื่อไหว้แล้วก็จะจุดประทัดเป็นสัญญลักษณ์บอกให้ทราบว่าเป็นการเชื้อเชิญหรือไม่ก็บอกว่า  บัดนี้การเลี้ยงเลิกราแล้วเพื่อขอสิ่งที่เหลืออันเป็นมงคล  ( เหมือนลาข้าวพระ )  นำมาเลี้ยงดูกันในหมู่ญาติต่อไป

                เฉพาะ  เจ้ากง  หรือ ซีเหม็งตี้กง  เราจะแลเห็นศาลเป็นลักษณะลังไม้  ( เหมือนลังสบู่) ขนาดย่อมตั้งอยู่กับพื้นริมประตูเข้าออกหรือริมบันไดขึ้นลงที่บางรายในวันไหว้จะเอา  น้ำผึ้ง   ทาปากเทวรูปเจ้าเสินหรือตี้กุง ( เจ้ากง ) ด้วยเพื่อให้ไปกล่าวแต่คำเฉพาะ ๆ หรือเรื่องดี ๆ  แล้วจับหันหน้าเข้าฝา  แสดงว่าไม่อยู่เป็นเวลา ๓ วัน ( - ๓ ค่ำ  เดือนอ้ายของจีน ) ในระยะที่เจ้ากงไม่อยู่นี้เองจึงออกจากบ้านไปเที่ยวเตร่  ทำบุญ   ไหว้พระ  ไหว้เจ้าในที่ต่าง ๆ  โดยจะหยุดประกอบธุรกิจการงาน  จนกว่าเมื่อ  เจ้ากง  กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่  ๔ หรือ ๔ ค่ำ เดือนอ้าย  จึงถือเป็นวันเริ่มทำงานกันใหม่โดยทั่วไป



ประทัด

                ประทัด  แปลว่า  ไม้ไผ่แตก มีเรื่องเล่าว่า  วันหนึ่ง   ตงโซ่ว ชาวนาเข้าไปตัดไม้ไผ่ป่า  แล้วเกิดจับไข้หนาวพวกญาติได้ช่วยกันเก็บไว้ไม้ไผ่ที่หาได้มาทำฟืนก่อไฟผิงเพื่อกันตาย  ปล้องไม้ไผ่ซึ่งมีอากาศอยู่ข้างใน  เมื่อถูกความร้อนก็แตกประทุ  เสียงโป้งดังอยู่ไม่ขาดจนหมดฤทธิ์ เตชะบุญ  จะด้วยไออุ่นหรือชะตายังไม่ถึงฆาตก็สุดจุเดา  ตงโซ่ว   หายไข้ฟื้นเป็นปกติได้  แต่นั้นคนจึงพากันเอาเป็นแบบอย่างใครเป็นไข้หนาวในป่าก็สุมไฟ  ให้เสียงดัง  ขับไล่วิญญาณร้ายออกจากร่าง  ( ถือว่า  เจ็บป่วยเพราะผีทำหรือผีเข้าสิง ) ต่อมาเมื่อหาไม้ไผ่ไม่ได้  ขัดสนเข้าก็คิดประดิษฐ์ทำกระดาษห่อดินระเบิดให้แตกประทุแทนประทัดหรือเสียงไม้ไผ่แตกกระทั่งเกิดความเป็นนิยมใช้กันเรื่อยมา

                อนึ่ง  การจุดประทัดต้อนรับเชื้อเชิญเหมือนกับการเคลีย์พื้นที่เป็นการขับไล่สี่งร้ายมิให้กีดขวางและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้เกิดสวัสดิภาพนั่นเอง  ส่วนการส่งท้ายก็เป็นในทำนองเดียวกับเพื่อขจัดสิ่งร้ายมิให้ตามมารังควาญได้ต่อไป


สิงโต

            สิงโต   มีความเป็นมาที่กล่าวไว้ว่า  มีความหมายวิวัฒนาการเลื่อนมาจาก  มังกร  ซึ่งชาวจีนถือกันมาแต่แรกเริ่มว่าเป็นสัตว์สิริมงคลนำโชคลาภมาให้

                มังกร  เป็นสัตว์ในจิตนาการ  สร้างขึ้นสมัยกษัตริย์  อึ่งตี่  ประมาณว่า  ก่อน พ.. ๒๑๕๕  ปี  หรือเมื่อ ๔,๕๘๙ ปีมาแล้ว  โดยมีเรื่องเล่าขานไว้ว่า

                กษัตริย์อึ่งตี่   ผู้เมื่อสถาปนาชาติจีนเข้าเป็นปึกแผ่นโดยการผนึกรวมกันของชน   เผ่าแล้ว  ก็ได้สร้างเครื่องหมายใช้เป็นสัญญลักษณ์รวมไว้ประจำชาติโดยนำสัญญลักษณ์ประจำเผ่ามาผสมกันรวมเป็นมังกรขึ้นดังนี้ คือ

                เอาส่วนหัว                             มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่าวัว  ซึ่งถือเอาวัวเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนลำตัว                        มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่างู   ซึ่งถือเอางูเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนเขา                            มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่ากวาง   ซึ่งถือเอากวางเป็นสัญญลักษณ์

                เอาเกล็ดและหาง                  มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่าปลา   ซึ่งถือเอาปลาเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนเท้า                            มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่านก   ซึ่งถือเอานกเป็นสัญญลักษณ์

                จึงสำเร็จรวมเป็น  มังกร  ( เล้ง )  ซึ่งต่อมาได้รับเชิดชูขึ้นเป็นสัญญลักษณ์ของ  ผู้ทรงคุณธรรม และได้กลายเป็นสัญญลักษณ์เฉพาะของพระมหากษัตริย์  ซึ่งมักถือกันว่า เป็นมังกรจุติมาบังเกิด    กระทั่งแม้แต่คำราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ก็มักใช้คำว่า มังกร   นำหน้า  เช่น  เรียก  พระพักตร์ ว่า มังกรพักตร์เป็นต้น

                ด้วยคตินี้เอง  มังกรจึงเป็นสัตว์วิเศษจากสรวงสวรรค์ซึ่งถ้าใครได้พบเห็นก็จะเกิดมงคล   มาโชคลาภอันเป็นเหตุให้เกิดประเพณีแห่มังกร   หรือเชิดมังกร  กันต่อมา  เช่น  ในงานขึ้นปีใหม่  ( ตรุษจีน )  วันเกิด  ขึ้นบ้านใหม่  เปิดห้างร้าน

เป็นต้น  แต่โดยที่มังกรเป็นสัตว์ขนาดใหญ่การเชิดจะต้องใช้คนมาก  ไม่เหมาะแก่การสถานที่จำกัดจึงได้มีการประยุกต์ใช้ซึ่งในที่สุดได้ประยุกต์กลายมาเป็นสิงห์โตอย่างที่เห็น

                อนึ่ง  ในขบวนแห่มังกร  เรามักจะเห็น  ธง ๕ สี นั้นโดยความหมายของสีทั้ง ๕  รวมกัน  เขาหมายถึงตัวมังกรหรือมังกรตัวหนึ่ง นั่นเอง   ด้วยจีนถือว่าธาตุมนุษย์นี้มี    ส่วน ( =   สี )  ดังนี้

                สีแดง                      หมายถึง                 หัวใจ  

                สีเหลือง                  หมายถึง                 ท้องกับม้าม

                สีน้ำเงิน                  หมายถึง                 ตับกับน้ำดี

                สีเขียว                     หมายถึง                 ปอดกับไส้ทั้งปวง

                สีดำ                        หมายถึง                 ท้องกับไต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...