วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อานิสงส์แห่งศีลอีกนัยหนึ่ง

 


อานิสงส์แห่งศีลอีกนัยหนึ่ง

ที่พึ่งของกุลบุตรทั้งหลายในพระศาสนา  เว้นเสียซึ่งศีลอันใดแล้วย่อม  ไม่มีใครเล่าจะพรรณนากำหนดอานิสงส์ของศีลอันนั้นได้

น้ำ  คือ  ศีลย่อมล้างมลทินอันใดของสัตว์ทั้งหลายได้   แม่น้ำใหญ่ ๆ   คือ   คงคา,   ยมุนา,  สรภู,  สรัสวดี,  นินนคา,   อจิรวดีหรือมหี  หาสามารถล้างมลทินนั้นของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ได้ไม่

ศีลที่รักษาดีแล้ว เป็นศีลห่างไกลจากกิเลสมีความเย็นอย่างที่สุดนี้   ย่อมบันดาลความร้อนลุ่มของสัตว์ทั้งหลายให้สงบลงได้  ลมฝนก็ดี  จันทน์เหลืองก็ดี  แก้วมุกดาหารก็ดี  แก้วมณีก็ดี  แสงจันทร์อ่อนก็ดี  หาบันดาลความร้อนลุ่มของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ให้สงบลงได้ไม่

กลิ่นอันใดที่ฟุ้งไปได้ทั้งทวนลมและตามลมเสมอกัน  กลิ่นอันนั้นที่จะทัดเทียมด้วยกลิ่นคือ ศีล จักมีแต่ที่ไหน

บันไดสำหรับขึ้นสู่สวรรค์ หรือประตูในอันเข้าสู่นครนฤพานอย่างอื่น ๆ ที่จะเสมอด้วยศีล จักมีแต่ที่ไหน

          พระราชาทั้งหลาย ผู้ทรงประดับแล้วด้วย แก้วมุกดา และ แก้วมณี  ก็ไม่งามเหมือนนักพรตทั้งหลายผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล

ศีลของบุคคล ผู้มีศีลย่อมกำจัดภัย มีการตำหนิตน เป็นต้นเสียได้โดยประการทั้งปวง และย่อมบันดาลให้เกิดเกียรติและความหรรษาในกาลทุกเมื่อ

นักศึกษาพึงทราบกถามุข  อันแสดงถึง อานิสงส์ของศีล  อันเป็นมูลรากแห่งคุณทั้งหลาย  และเป็นเครื่องทำลายกำลังแห่งโทษทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้แล

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๕

ลำดับนี้  จะวิสัชนาในปัญหากรรมข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  ศีลนี้มีกี่อย่าง  ต่อไปนี้

ศีลมีอย่างเดียว

ศีลนี้สิ้นทั้งมวล ชื่อว่า มีอย่างเดียว ด้วยลักษณะคือ ความปกติของตน เป็นประการแรก

ศีล ๒ อย่าง

ศีล ๒ อย่างหมวดที่ ๑  โดยแยกเป็น  จาริตตศีล๑  วาริตตศีล ๑,   ศีล ๒ อย่าง  หมวดที่  ๒ โดยแยกเป็น  อาภิสมาจาริกศีล ๑  อาทิพรหมจริยกศีล ๑,            ศีล ๒ อย่าง   หมวดที่      โดยแยกเป็น   วิรติศีล ๑  อวิรติศีล ๑,  ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๔ โดยแยกเป็น นิสสิตศีล ๑ อนิสสิตศีล ๑,  ศีล  ๒ อย่าง

หมวดที่ ๕ โดยแยกเป็น กาลปริยันตศีล ๑ อาปาณโกฏิกศีล ๑ . ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๖ โดยแยกเป็น -

สปริยันตศีล ๑  อปริยันตศีล ๑, ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๗ โดยแยกเป็น โลกิยศีล ๑  โลกุตตรศีล ๑.  

ศีล ๓ อย่าง

ศีล ๓ อย่าง หมวดที่ ๑ โดยแยกเป็น หีนศีล๑  มัชฌิมศีล๑  ปณีตศีล๑,  ศีล ๓ อย่าง  หมวดที่ ๒ โดยแยกเป็น อัตตาธิปไตยศีล ๑  โลกาธิปไตยศีล ๑  ธัมมาธิปไตยศีล ๑,  ศีล ๓ อย่าง  โดยแยกเป็น      ปรามัฏฐศีล ๑ อปรามัฏฐศีล ๑ ปฏิปัสสัทธิศีล ๑,   ศีล  ๓ อย่าง หมวดที่ ๔  โดยแยกเป็น  วิสุทธศีล ๑  อวิสุทธศีล ๑ เวมติกศิล ๑, ศีล ๓ อย่าง หมวดที่ ๕ โดยแยกเป็น เสกขศีล ๑ อเสกขศีล ๑  เนวเสกขนา-เสกขศีล ๑.

ศีล ๔ อย่าง

ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๑ โดยแยกเป็น หานภาคิยศีล ๑ ฐิติภาคิยศีล ๑วิเสสภาคิยศีล ๑ นิพเพธภาคิยศีล ๑,  ศีล ๔ อย่างหมวดที่ ๒ โดยแยกเป็น ภิกขุศีล ๑  ภิกขุณีศีล ๑ อนุปสัมปันนศีล ๑ คหัฏฐ-ศีล ๑,  ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๓  โดยแยกเป็น ปกติศีล ๑  อาจารศีล ๑  ธัมมตาศีล ๑  ปุพพเหตุกศีล ๑,  ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๔  โดยแยกเป็น   ปาติโมกขสังวรศีล ๑   อินทรียสังวรศีล ๑   อาชีวปาริสุทธิศีล ๑ ปัจจยสันนิสสิตศีล ๑.

ศีล ๕ อย่าง

ศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๑   โดยแยกเป็น ปริยันตปาริสุทธิศีล เป็นต้น   ข้อนี้สมจริงดังที่ท่านพระ-เสนาบดีสารีปุตตะแสดงไว้ใน  คัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ว่า ศีล ๕ อย่าง คือปริยันตปาริสุทธิศีล ๑  อปริ-ยันตปาริสุทธิศีล ๑ ปริปุณณปาริสุทธิศีล ๑ อปรามัฏฐปาริสธิศีล ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ๑  ศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๒  โดยแยกเป็น ปหานศีล ๑  เวรมณีศีล ๑ เจตนาศีล ๑ สังวรศีล ๑ อวีติกกมศีล ๑

อธิบายศีลมีอย่างเดียว

ในบรรดาศีลเหล่านั้น  อรรถาธิบายในส่วนแห่งศีลมีอย่างเดียว   นักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเทียว

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๑

            ในส่วนแห่งศีลมี    อย่าง  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  การบำเพ็ญสิกขาตามที่พระผู้มีพระภาคบัญญัติไว้ว่า สิ่งนี้ควรทำ ดังนี้ อันใด การบำเพ็ญสิกขาบทนั้นชื่อว่า  จาริตตศีล   การไม่ฝ่าฝืนสิกขาบทที่ทรงห้ามไว้  สิ่งนี้ไม่ควรทำ  ดังนี้ อันใด การไม่ฝ่าฝืนนั้นชื่อว่า  วาริตตศีล   ในศีล ๒ อย่างนั้น  มีอรรถวิเคราะห์ถ้อยคำดังนี้  บุคคลทั้งหลายย่อมประพฤติในศีลนั้น  คือเป็นไปด้วยความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์

๑.  ขุ.  ป.  ๓๑/๖๑

ในศีลทั้งหลาย    ฉะนั้นศีลนั้นชื่อว่า  จาริตตศีล    แปลว่า   ศีลเป็นที่ประพฤติตามของบุคคลทั้งหลาย,  ย่อมป้องกันคือรักษาซึ่งสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงห้ามด้วยศีลนั้น  ชื่อว่า  วาริตตศีล  แปลว่า  ศีลเป็นเครื่องป้องกันสิกขาบทที่ทรงห้าม ในศีล ๒ อย่างนั้น จาริตตศีล สำเร็จด้วยศรัทธาแสะวิริยะ วาริตตศีลสำเร็จด้วยศรัทธาศีล    อย่างโดยแยกเป็นจาริตตศีลและวารนิตตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๒

ในศีล ๒ อย่าง หมวดที่   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  คำว่า อาภิสมาจาร ได้แก่ความประพฤติอย่างสูง  อภิสมาจารศัพท์นั่นแหละสำเร็จรูปเป็น อาภิสมาจาริก  อีกอย่างหนึ่ง  สิกขาบทที่ทรงบัญญัติปรารภอภิสมาจาร ชื่อว่า อาภิสมาจาริก คำว่า อาภิสมาจาริ นี้   เป็นชื่อของศีลที่นอกเหนือไปจากอาชี-วัฏฐมกศีล อาทิพรหมจริยกนี้เป็นชื่อของ อาชีวัฏฐมกศีล เป็นความจริง  ศีลนั้นมีภาวะเป็นเบื้องต้นของมรรคเพราะเป็นสิ่งที่จะต้องชำระให้บริสุทธิ์ในการอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั่นเทียว เพราะเหตุนั้น  พระผู้มี- พระภาคจึงตรัสไว้ว่า  “ก็แหละ  กายกรรม  วจีกรรม  อาชีพ  ของภิกษุนั้น  ย่อมเป็นสภาพบริสุทธิ์ด้วยดีในเบื้องต้น  โดยแท้แล “  

อีกประการหนึ่ง   สิกขาบทเหล่าใดที่ตรัสไว้ว่าเป็นสิกขาบทเล็ก ๆ  น้อย ๆ    สิกขาบทนี้จัดเป็น

อาภิสมาจาริกศีล  สิกขาบทที่เหลือจัดเป็น  อาทิพรหมจริยกศีล

            อีกประการหนึ่ง  สิกขาบทที่นับเนื่องในอุภโตวิภังค์  ( คำว่าสอุภโตวิภังค์  ได้แก่ วิภังค์ ๒  คือ

ภิกขุวิภังค์และภิกขุณีวิภังค์ )  ชื่อว่า  อาทิพรหมจริยกศีล  สิกขาบทที่นับเนื่องในขันธกะและวัตรชื่อว่า

อาภิสมาจาริกศีล  อาทิพรหมจริยกศีลจะสำเร็จได้ก็ด้วยความสมบูรณ์แห่งอาภิสมาจาริกศีลนั้นเพราะเหตุฉะนั้นแหละ   พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้นหนา  ไม่ทำอาภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว  จักทำอาทิพรหมจริยกธรรมให้บริบูรณ์ดังนี้  ข้อนี้  มิใช่ฐานยะที่จะมีได้” 

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นอาภิสมาจาริกศีลและอาทิพรหมจริยกศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๓

ในศีล ๒  หมวดที่ ๓  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ ภาวะสักว่าความงดเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้นชื่อว่า   วิรติศีล   คุณธรรมที่เหลือมีเจตนาเป็นต้นชื่อว่า  อวิรติศีล

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นวิรติศีลและอวิรติศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๔

            ในศีล    หมวดที่ ๔  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   คำว่า   นิสสัย   ได้แก่  นิสสัย    อย่าง  คือ-

๑.  ม.  อุปริ.   ๑๔/๕๒๓                            ๒.   องฺ.   ปญฺจก.    ๒๒/๑๕

ตัณหานิสสัย ๑  ทิฏฐินิสสัย ๑ ในศีล    อย่างนั้น  ศีลใดที่บุคคลพึงปรารถนาภวสมบัติให้เป็นไปอย่างนี้ว่า  “เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเทวดาตนใดตนหนึ่งด้วยศีล นี้ ”  ศีลนี้ชื่อว่า  ตัญหานิสสิตศีล   ศีลใดที่บุคคลให้เป็นไปด้วยทิฏฐิล้วน ๆ อย่างนี้   “ เราจักเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลนี้ ”   ศีลนี้ชื่อว่า   ทิฏฐินิสสิตศีล   ส่วนศีลใดที่เป็นโลกุตตรศีล และ เป็นโลกิยศีลเป็นเหตุแห่งโลกุตตรศีลนั้นเฉพาะศีลนี้ชื่อว่า  อนิสสิตศีลศีล    อย่างโดยแยกเป็น นิสสิตศีลและอนิสสิตศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๕

ในศีล ๒ หมวดที่ ๕  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลที่บุคคลสมาทานทำกำหนดเวลาชื่อว่ากาล-ปริยันตศีล  ศีลที่บุคคลสมาทานตลอดชีวิตแล้วคงให้ดำเนินไปได้เหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า อาปาณโกฏิกศีล ศีล    อย่าง โดยแยกเป็น กาลปริยันตศีลและอาปาณโกฏิกศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๖

            ในศีล ๒ หมวดที่ ๖ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่มีความเห็นด้วยสามารถแห่ง   ลาภ,   ยศ,ญาติ,  อวัยวะและชีวิตเป็นที่สุด   ชื่อว่า  สปริยันตศีล  ศีลที่ตรงกันข้าม  อปริยันตศีล   สมจริงดังที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ว่า  “ศีลมีที่สุดนั้นเป็นอย่างไร ? ศีลมีลาภเป็นที่สุดมีอยู่   ศีลมียศเป็นที่สุดมีอยู่   ศีลมีอวัยวะเป็นที่สุดมีอยู่    ศีลมีลาภเป็นที่สุดนั้นเป็นอย่างไร ?  บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ตนสมาทานแล้ว  เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะลาภเป็นปัจจัย   เพราะลาภเป็นตัวการ   นี้ชื่อว่าศีลมีลาภเป็นที่สุดนั้น”   แม้ศีลทั้งหลายนอกนี้  นักศึกษาก็พึงอธิบายให้พิศดารโดยทำนองนี้นั่นเทียว   แม้ในอธิการวิสัชนา อปริยันตศีล    ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะก็ได้กล่าวไว้ว่า  “ศีลที่มิใช่มีลาภเป็นถึงที่สุดนั้น  เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้  แม้แต่จิตก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ตนสมาทานแล้ว   เพราะลาภเป็นเหตุ    เพราะลาภเป็นปัจจัย  เพราะลาภเป็นตัวการไฉนเขาจักล่วงละเมิด นี้ชื่อว่า ศีลมิใช่ลาภเป็นที่สุดนั้น”  แม้ศีลทั้งหลายนอกนี้นักศึกษาก็พึงอธิบายให้พิสดารโดยทำนองนี้นั่นเทียว

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นสปริยันตศีลและอปริยันตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๗

            ในศีล ๒ หมวดที่ ๗  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่ประกอบด้วยอาสวะแม้ทุกประเภท  ชื่อว่า   โลกิยศีล   ศีลที่ไม่ประกอบด้วยอาสวะ ชื่อว่า  โลกุตตรศีล   ในศีล    อย่างนั้น   โลกิยศีล   ย่อมนำมา

ซึ่งภพขั้นวิเศษ  และ  เป็นเหตุแห่งอันออกจากภพด้วย   สมดั่งที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า    “ วินัยเพื่อ

๑. ขุ.  ป.  ๓๑/๖๒.           ๒. ขุ.  ป.  ๓๑/๖๓.

ประโยชน์แก่ความสังวร ความสังวรเพื่อประโยชน์ไม่เดือดร้อนใจ ความไม่เดือดร้อนใจเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมช ความปราโมชเพื่อประโยชน์แก่ความปี ติ ปีติเพื่อประโยชน์แก่ความสงบใจ ความสงบใจเพื่อประโยชน์แห่งความสุข    ความสุขเพื่อประโยชน์แก่สมาธิ   สมาธิเพื่อประโยชน์แก่ยถาภูตญาณทัสสนะ   ยถาภูตญาณทัสสนะเพื่อประโยชน์แก่นิพพิทา   นิพพิทาเพื่อประโยชน์แก่วิราคะ     วิราคะเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติ วิมุตติเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะเพื่อประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน, การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนี้ใด การพูดวินัยก็มีการหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์ การปรึกษาวินัยก็มีการหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์  การเข้าไปอิงวินัยก็มี  การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์   การเงี่ยโสตลงฟังวินัยก็มี   การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์ “   โลกุตตรศีลย่อมนำมาซึ่งการออกจากภพ  และเป็นภูมิแห่งปัจจเวกขณญาณด้วย

ศีล  ๒ อย่างโดยแยกเป็นโลกิยศีลและโลกุตตรศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๓  หมวดที่ ๑

            ในบรรดาศีล ๓ อย่าง มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ -ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๑ ความว่าศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วนฉันทะวิริยะหรือวิมังสาขั้นต่ำ  ชื่อว่า  หีนศีล   ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วยอิทธิบาทธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น  ชั้นปานกลาง ชื่อว่า มัชฌิมศีล ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วยอิทธิบาทธรรมทั้งหลายชั้นประณีต  ชื่อว่าศีล

            อีกอย่างหนึ่ง   ศีลที่บุคคลสมาทานด้วยความเป็นผู้ใคร่ยศ  ชื่อว่า  หีนศีล   ศีลที่บุคคล   ผู้ใคร่สมาทานด้วยความเป็นผู้ใคร่ผลบุญ  ชื่อว่า  มัชฌิมศีล   ศีลที่บุคคลสมาทาน   เพราะอาศัยอริยภาพว่า

ศีลนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ  ชื่อว่า   ปณีตศีล

            อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่หม่นหมองไปด้วยบาปธรรมทั้งหลาย มีการยกตนและข่มผู้อื่น เป็นต้นอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ส่วนภิกษุอื่น ๆนั้นเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรมชื่อว่า หีนศีล ศีลที่ไม่หม่นหมองอย่างนั้นแต่เป็นชั้นโลกิยะ ชื่อว่า  มัชฌิมศีล   ศีลชั้นโลกุตตระ  ชื่อว่า ปณีตศีล

            อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไป เพื่อต้องการภวสมบัติและโภคสมบัติด้วยอำนาจแห่งตัณหา ชื่อว่า หีนศีล ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปเพื่อต้องการความหลุดพ้นสำหรับตน ชื่อว่า มัชฌิมศีล  ปารมิตาศีลที่พระโพธิสัตว์ประพฤติเป็นไป เพื่อต้องการความหลุดพ้นสำหรับสรรพสัตว์ทั้งหลาย  ชื่อว่า  ปณีตศีลศีล    อย่างโดยแยกเป็นหีนศีล, มัชฌิมศีลและปณีตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

๑. คำว่ายถาภูตญาณทัสสนะได้แก่ปัจจยปริคคหญาณในญาณ๑๖,นิพพิทาได้แก่นิพพิทาญาณ,วิราคะ ได้แก่มัคคญาณ,วิมุตติได้แก่ผลญาณ,วิมุตติญาณทัสสนะได้แก่ปัจจเวกขณญาณ     ๒, วิ.  ป.  ๘/๔๐๖          

อธิบายศีล    หมวดที่ 

ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๒ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลที่บุคคลผู้ใคร่จะสละทิ้ง  สิ่งที่ไม่สมควรแก่ตน   ผู้มีตนเป็นที่เคารพประพฤติเป็นไปแล้วด้วยความคารวะในตน  ชื่อว่า  อัตตาธิปไตยศีล   ศีลที่บุคคลผู้ใคร่ที่จะหลีกเลี่ยงการตำหนิของชาวโลก   ผู้มีโลกเป็นที่เคารพ  ประพฤติตนไปแล้วด้วย  ความคารวะในโลก ชื่อว่า โลกาธิปไตยศีล  ศีลที่บุคคลผู้ใคร่ที่จะบูชาความยิ่งใหญ่ของธรรม   ผู้มีธรรมเป็นที่เคารพ ประพฤติตนเป็นไปแล้วด้วยความคารวะในธรรม  ชื่อว่า  ธัมมาธิปไตยศีล    ศีล    อย่าง   โดยแยกเป็นอัตตาธิปไตยศีลเป็นต้น   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๓

            ในศีล    อย่างหมวดที่ ๓   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ ศีลใดที่ข้าพเจ้าเรียกว่า นิสิตศีลในหมวด ๒ ศีลนั้น  ชื่อว่า  ปรามัฏฐศีล  เพราะอันตัณหาและทิฏฐิถูกต้องแล้วศีลอันเป็นเหตุแห่งมัคคญาณ ของกัลยาณปุถุชน  และประกอบด้วยมัคคญาณของพระเสกขบุคคลทั้งหลาย  ชื่อว่า  อปรามัฎฐศีล ศีลอันประกอบไปด้วยผลญาณของพระเสกข และ พระอเสกขบุคคลทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิศิล

            ศีล  ๓ อย่างโดยแยกเป็นปรามัฏฐศีลเป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๔

            ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๔ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลใดที่ภิกษุไม่ต้องอาบัติบำเพ็ญแล้วหรือที่ต้องแล้วได้ทำกลับคืนอีก  ศีลนั้นชื่อว่า  วิสุทธิศีล    ศีลที่ภิกษุต้องอาบัติ  แล้วไม่ได้ทำกลับคืน  ชื่อว่า  อวิสุทธิศีล  ศีลของภิกษุผู้สงสัยในวัตถุก็ดี   ในอาบัติก็ดี   ในอัชฌาจารก็ดี  ชื่อว่า เวมติกศีล  ในศีล  ๓ อย่างนั้น   อวิสุทธิศีลอันโยคีบุคคลพึงทำให้บริสุทธิ์    เมื่อความสงสัยเกิดขึ้นอย่าได้ทำการล่วงเกินวัตถุ   พึงกำจัดความสงสัยเสียความผาสุขใจใจจักมใแก่โยคีบุคคลนั้นด้วยอาการอย่างนี้

            ศีล    อย่างโดยแยกเป็นวิสุทธิศีล  เป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

ในศีล    อย่างหมวดที่    มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่ประกอบไปด้วยอริยมัคคญาณ ๔   และประกอบด้วยสามัญผล ๓  ชิ่อว่า  เสกขศีล  ศีลที่ประกอบด้วยอรหัตผลชื่อว่า อเสกขศีล ศีลที่เหลือชื่อว่า  เนวเสกขนาเสกขศีล  ศีล    อย่างโดยแยกเป็นเสกขศีลเป็นต้น   ยุติด้วยประการฉะนี้

            ส่วนในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์     ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะกล่าวไว้ว่า   “โดยที่แม้ความปกติของสัตว์นั้น ๆ ในโลก    ที่คนทั้งหลายใช้พูดกันอยู่ว่า    ‘คนนี้มีสุขเป็นปกติ     คนนี้มีทุกข์เป็นปกติ  คนนี้มีการทะเลาะเป็นปกติ   คนนี้ประดับตนเป็นปกติ’  ดังนี้ก็เรียกว่าศีล”  ฉะนั้น   โดยปริยายนั้น  ศีล

ก็มีอยู่    อย่างคือ  กุศลศีล ๑  อกุศลศีล ๑  อัพยากตศีล๑  ศีล  ๓ อย่างโดยแยกเป็นกุศลศีล  เป็นต้น

ยุติด้วยประการฉะนี้   ในศีล    อย่างนั้น  อกุศลศีล  ย่อมเข้ากันไม่ได้กับอาการของศีล  ที่ประสงค์เอา

ในอรรถนี้มีลักษณะ เป็นต้น แม้สักอาการเดียวดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ยกมาไว้ในอธิการนี้ เพราะฉะนั้น   นักศึกษาพึงทราบภาวะที่ศีลนั้น มี    อย่าง  โดยนัยเท่าที่บรรยายมาแล้วเท่านั้น

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในบรรดาศีล    ทั้งหลาย  ศีล  อย่างหมวดที่ ๑  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้-  ภิกษุใดในศาสนานี้ชอบคบแต่ภิกษุทุศีล   ไม่ชอบคบภิกษุมีศีล  มองไม่เห็นโทษในการล่วงละเมิดวัตถุ เป็นผู้โง่เซอะ มากไปด้วยความดำริผิด ไม่รักษาอินทรีย์ทั้งหลายศีลของภิกษุเช่นนี้นั่นแล จัดเป็น หานภาคิยศีล อนึ่ง ภิกษุใดในศาสนานี้เป็นผู้พอใจอยู่กับศีลสมบัติ   ไม่ทำความพอใจให้เกิดขึ้นในการบำเพ็ญกรรมฐานเนือง ๆ  ศีลของภิกษุนั้นผู้ยินดีเฉพาะเพียงแค่ศีล  ไม่พยายามเพื่อคุณเบื้องสูงขึ้นไป  จัดเป็น  ฐิติภาคิยศีล  อนึ่งภิกษุในศาสนานี้ผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว   ยังเพื่อต้องการสมาธิต่อไปอีก  ศีลของภิกษุนี้ จัดเป็น วิเสสภาคิยศีล   อนึ่ง  ภิกษุในศาสนานี้    ไม่ยินดีอยู่เฉพาะแค่ศีลสมบัติ    ย่อมประกอบเนือง ๆ ซึ่งนิพพิทา   คือวิปัสสนาต่อไป   ศีลของภิกษุนี้   จัดเป็น  นิพเพธภาคิยศีลศีล    อย่าง   โดยจำแนกเป็นหานภาคิยศีลเป็นต้น    ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล  ๔ หมวดที่ ๒

ในศีล ๔  อย่างหมวดที่ ๒  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้    สิกขาบททั้งหลายบัญญัติปรารภเฉพาะพวกภิกษุและสิกขาบทเหล่าใด  ที่พวกภิกษุเหล่านั้นจะต้องรักษานอกเหนือจากบทบัญญัติของภิกษุณีทั้งหลายนี่ชื่อว่า ภิกขุศีล สิกขาบททั้งหลายที่ทรงบัญญัติปรารภเฉพาะพวกภิกษุณี  และสิกขาบทเหล่าใดที่พวกภิกษุณีจะต้องรักษา  นอกเหนือจากบทบัญญัติของภิกษุทั้งหลาย  นี้ชื่อว่า  ภิกขุนีศีล  ศีล ๑๐ ประการของสามเณรและสามเณรี ชื่อว่า  อนุปสัมปันนศีล   สิกขาบท ๕ ประการด้วยอำนาจแห่งนิจศีล  หรือ  ในเมื่อมีความอุตสาหะก็สิกขาบท ๑๐ ประการ   และ  สิกขาบท ๘ ประการด้วยสามารถองค์แห่งอุโบสถ  สำหรับอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย   นี้ชื่อว่า  คหัฏฐศีล   ศีล    อย่าง โดยแยกเป็นภิกขุศีลเป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในศีล    อย่าง  หมวดที่    มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้    การไม่ล่วงละเมิด  ( เบญจศีล )  ของพวกมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปทั้งหลาย    จัดเป็น    ปกติศีล    จารีตประเพณีในขอบเขตของตน ๆ   ของตระกูลของตำบลและของลัทธิเดียรถีย์ทั้งหลาย  จัดเป็น  อาจารศีล   ศีลพระมารดาพระโพธิสัตว์ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า    ดูก่อนอานันทะ  ในกาลใดพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์   พระมารดา  ความพอพระทัย    ในบุรุษ   อันประกอบด้วยกามคุณ    ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระมารดาพระโพธิสัตว์     ดังนี้   จัดเป็น

ธัมมตาศีล   อนึ่ง  ศีลในชาตินั้น ๆ เช่น พระมหากัสสปะ เป็นต้น และของ พระโพธิสัตว์  จัดเป็น ปุพพเหตุกศีล   ศีล    อย่าง โดยแยกเป็นปกติศีล เป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในศีล    อย่างหมวดที่  ๔ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า  “ภิกษุในสาสนานี้  เป็นผู้สำรวมด้วยความสังวรคือปาฏิโมกข์  ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจรมีปกติมองเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย  สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย”    ศีลนี้ชื่อว่า    ปาติโมกขสังวรศีล

อนึ่ง ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า  “ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ยึดถือซึ่งนิมิตไม่ยึดถือซึ่งอนุพยัญชนะ  อกุศลบาปธรรมทั้งหลายคืออภิชฌาและโทมนัสย่อมไหลไปสู่ภิกษุนั้นผู้ไม่สำรวมซึ่จักขุนทรีย์เพราะมีจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสังวรซึ่งจักขุนทรีย์นั้น ย่อมรักษาซึ่งจักขุนทรีย์  ย่อมถึงความสังวรในจักขุนทรีย์,  ได้ยินเสียงด้วยโสตแล้ว…… ได้ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว…..  ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว… ได้รู้ธรรมารมย์ด้วยใจแล้ว…ย่อมไม่ยึดถือซึ่งนิมิต……ย่อมถึงซึ่งความสังวรในมนินทรีย์ ”  ฉะนี้   ศีลนี้จัดเป็น อินทรียสังวรศีล

อนึ่ง  การวิรัติจากมิจฉาอาชีพอันใด   ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการล่วงละเมิด  ซึ่งสิกขาบท ๖

ประการที่ทรงบัญญัติไว้เพราะมีอาชีวะเป็นเหตุ   และด้วยอำนาจแห่งบาปธรรมทั้งหลายมีอาทิ อย่างนี้  คือ “ การหลอกลวง  การพูดเลาะเล็ม  การกระทำนิมิต  การด่าแช่ง  การแสวงหาลาภด้วยลาภ “   นี้จัดเป็น อาชีวะปาสุทธิศีล

การบริโภคปัจจัย ๔ อันบริสุทธิ์ด้วยการพิจารณา  ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า “ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว  จึงใช้สอยจีวร  เพียงเพื่อกำจัดเสียซึ่งความเย็น……… “    ฉะนี้   จัดเป็น   ปัจจยสันนิสสิตศีล




วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อวีติกกมศีล

 




อวีติกกมศีล

คำว่า  การไม่ล่วงละเมิด  ชื่อว่าศีล  ได้แก่  การไม่ล่วงละเมิดที่เป็นไปทางกาย และ เป็นไปทางวาจาของบุคคลผู้สมาทานศีลแล้ว

การวิสัชนาปัญหาข้อว่า  อะไรชื่อว่าศีล  ประการแรก  ยุติด้วยประการฉะนี้

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๒

จะวิสัชนาในปัญหาข้อที่เหลือต่อไปดังนี้  ปัญหาข้อว่า ที่ชื่อศีลเพราะอรรถกระไร   วิสัชนาว่าที่ชื่อศีลเพราะอรรถว่า  ความปกติ  ถาม-ที่ว่าความปกตินี้คืออย่างไร ? ตอบ-อย่างหนึ่งคือ  ความทรงอยู่อย่างเรียบร้อย  หมายความว่า  ความเป็นผู้มีกิริยาทางกายเป็นต้น ไม่เกะกะด้วยอำนาจ   ความสุภาพเรียบร้อยอีกอย่างหนึ่ง คือ ความรองรับ หมายความว่า ภาระที่รองรับด้วยสามารถ เป็นฐานรองรับกุศลธรรมทั้งหลายก็แหละความหมาย    อย่างนี้เท่านั้น สีลศัพท์นี้  บรรดาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในลักษณะของศัพท์รับรองต้องกัน  ส่วนอาจารย์ฝ่ายอื่นพรรณนาความหมายในสีลศัพท์นี้ไว้ แม้โดยนัยอาทิ อย่างนี้ว่า  ความหมายแห่งสีลศัพท์ หมายความว่า ยอด ความหมายแห่งสีลศัพท์  หมายความว่า  เย็น ฉะนี้ 

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๓

ลำดับนี้  จะวิสัชนาในปัญหาข้อที่ว่า อะไรเป็นลักษณะ , เป็นรส เป็นอาการปรากฏ และเป็นปทัฏฐานของศีล  ต่อไปนี้แม้ศีลนั้นถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก   ก็มีความปกติ   เป็นลักษณะ  เหมือนรูปซึ่งต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก  ก็มีภาวะจะพึงเห็นได้เป็นลักษณะฉะนั้น  เหมือนอย่างว่า แม้รูปายตนะถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมากโดยที่ต่างกันด้วยสีเขียวสีเหลือง เป็นต้น  ก็มีภาวะที่จะพึงเห็นได้เป็นลักษณะ เพราะถึงแม้รูปายตนะจะต่างกันโดยประเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ก็ไม่พ้นภาวะที่จะพึงเห็นได้  ฉันใด  แม้ศีลถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก โดยต่างกันโดยเจตนา  เป็นต้น   ก็มีความปกติ  ซึ่งได้กล่าวมาแล้วด้วยสามารถแห่งความทรงอยู่อย่างเรียบร้อยของกิริยา ทางกาย  เป็นต้น  และด้วยความสามารถแห่งความเป็นฐานรองรับกุศลธรรมทั้งหลายนั้นนั่นแล   เป็นลักษณะ   เพราะถึงแม้ศีลจะต่างกันโดยประเภทแห่งเจตนา เป็นต้น  ก็ไม่พ้นไปจากความทรงอยู่อย่างเรียบร้อย และความ      รองรับฉันนั้น  อนึ่ง  การขจัดเสียซึ่งความเป็นผู้ทุศีลหรือคุณคือความหาโทษมิได้  ท่านกล่าวว่า เป็นรสของศีลอันมีลักษณะดังกล่าวมาแล้ว   โดยอรรถว่า   เป็นกิจ  และ  เป็นสมบัติ เพราะ ฉะนั้น ชื่อว่าศีลนี้นักศึกษาพึงทราบว่าที่ว่า การขจัดซึ่งความเป็นผู้ทุศีลเป็นรสนั้นด้วยรส  เพราะอรรถว่า กิจ ที่ว่ามีความหาโทษมิได้เป็นรสนั้น ด้วยรสเพราะอรรถว่า  สมบัติ  เป็นความจริง  ในปัญหากรรมมีลักษณะ  เป็นต้น กิจ หรือ สมบัติ  นั่นเองที่ท่านเรียกว่า  รส  ศีลนี้นั้นมีความสะอาด เป็นอาการปรากฏวิญญูชนทั้งหลายรับรองกันว่า  โอตตัปปะ และ หิริ  เป็นปทัฏฐานของศีลนั้น จริงอยู่ศีลนั้นมีความสะอาดที่ตรัสไว้อย่างนี้คือ  ” ความสะอาดกาย  ความสะอาดวาจา  ความสะอาดใจ ”   เป็นอาการปรากฏ  ย่อมปรากฏโดย-

สภาวะอันสะอาด ย่อมถึงภาวะอันจะพึงถือเอาได้ ส่วนหิริและโอตตัปปะวิญญูชนทั้งหลายรับรองกันว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น อธิบายว่าหิริและโอตตัปปะเป็นเหตุใกล้ของศีลเป็นความจริงเมื่อหิริโอตตัปปะมีอยู่  ศีลจึงเกิดขึ้นและดำรงอยู่  เมื่อหิริโอตตัปปะไม่มีศีลย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ตั้งอยู่ไม่ได้เลย  นักศึกษาพึงทราบ  ลักษณะ, รส, อาการปรากฏและปทัฏฐานของศีล  ตามที่พรรณนาด้วยประการฉะนี้

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๔

ปัญหาข้อว่า   ศีลมีอานิสงส์อย่างไร  วิสัชนาว่า   ศีลนั้นมีอันได้ซึ่งคุณเป็นอันมาก   มีความไม่ เดือดร้อน เป็นต้น เป็นอานิสงส์   สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า  “ ดูก่อนอานันทะ   กุศลศีลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล  มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์แล” ยังมีพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้อย่างอื่นว่า ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  อานิสงส์ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลมี  ๕  ประการเหล่านี้  อานิสงส์ ๕ ประการนั้น คืออะไรบ้าง

๑.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลในโลกนี้ ย่อมประสบกองแห่งโภคทรัพย์อันยิ่งใหญ่ซึ่งมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑ ของ ศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๒.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  ข้ออื่นยังมีอีก เกียรติศัพท์ของบุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมฟุ้งขจรไป  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ ของ ศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๓.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  ข้ออื่นยังมีอีก  บุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล  เข้าไปสู่สังคมใด ๆ จะเป็นสังคมกษัตริย์ก็ดี  จะเป็นสังคมพราหมณ์ก็ดี  จะเป็นสังคมคหบดีก็ดี  จะเป็นสังคมสมณะก็ดี  ย่อมเข้าไปอย่างองอาจไม่เก้อเขิน  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๓  ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๔.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำการกิริยา  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๔  ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๕.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   ข้ออื่นยังมีอีก  บุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล  เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติ,  โลกสวรรค์  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕  ของศีลสมบัติ ของบุคคลผู้มีศีล

แม้อานิสงส์ของศีลอย่างอื่น ๆ เป็นเอนกประการซึ่งมีความเป็นที่รัก  เป็นที่เจริญใจ เป็นต้นมีความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นที่สุด   พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า  “  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงมุ่งหวังอยู่ว่า ขอให้เราพึงเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจเป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญ ของบรรดา

ภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย  เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายนั่นเถิด”

            ๑. องฺ.  ทกส.  ๒๔/๑.          ๒. ที.  มหา.  ๑๐/๑๐๒.          ๓. ม.  มู.  ๑๒ /๔๘.

ศีล มีคุณเป็นอันมากมีความไม่เดือดร้อนเป็นต้นเป็นอานิสงส์  ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้  



วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ศีลในพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฏก

 


ชีวิตของมนุษย์มีองค์ประกอบสำคัญ  เรียกว่า  ขันธ์   คือ  รูป เวทนา  สัญญา  สังขาร  และ วิญญาณ  เมื่อย่อลงถึงที่สุดแล้วมีเพียง  รูปกับนาม  เป็นเครื่องอยู่อาศัยเท่านั้น   จะเว้นเสียซึ่งภัยธรรมชาติ ๔ ประการนี้ไม่ได้เลยคือ ชาติธรรม ชราธรรม พยาธิธรรม และ มรณะธรรม หากไม่มีธรรม ๔ ประ-การนี้เป็นเครื่องดำเนินแล้วมนุษย์ก็จะพากันประมาทเสียโดยมาก เสื่อมจากข้อวัตรปฏิบัติและศีลธรรมไปทีละน้อย ๆ  จนในที่สุดจะไม่อะไรเหลือไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจเลย    ไม่สามารถข้ามพ้น วัฎฏสงสาร ไปสู่ความดับ คือ นิพพาน ได้เลย ในส่วนข้อวัตรปฏิบัติและศีลธรรม บางคนคิดว่ายากลำบากแก่การปฏิบัติ เพราะไม่เข้าใจความหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งคำว่า  “ศีล”  แปลว่า ปรกติ คือ การปฏิบัติที่เป็นการควบคุมรักษากายวาจาของตนไว้ให้บริสุทธิ์ หรือ ให้สงบ  มีความมุ่งหมายเพื่อควบคุม  โทสะ  ความโหดร้าย – ความหยาบคาย ทางกาย และ วาจา  ซึ่งจะรักษาตนไว้ไม่ให้เสียหาย  เป็นการปราบกิเลสขั้นหยาบเป็นจุดเริ่มต้นหรือฐานในการไปสู่ขั้นสมาธิ  และ  ขั้นปัญญา  สำหรับผู้ที่เข้าใจและได้รักษาไว้ซึ่ง  ศีล

“ศีล” มีความหมายอย่างไร มีอานิสงส์อย่างไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง เป็นต้น  ที่พอจะเป็นแนวทางความรู้ของผู้ใคร่จะศึกษา และ ปฏิบัติได้เข้าใจเพิ่มขึ้น ในส่วนของรายงานฉบับนี้จะสมประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของอาจารย์ประจำวิชาตามสมควร

 

ศีลนิเทศ

 

ศีล   เป็นกฎของสมาคมชั้นสูงชนิดหนึ่งของสมาชิก ผู้มีจิตสูงส่ง  ทุก ๆ คน ที่เข้าร่วมสมาคมนี้ด้วยจิตยินดีปรีดาหามีใครบังคับกะเกณฑ์ไม่และมีจุดประสงค์อันเดียวกัน นั่นคือ  ต้องการจะเข้ามาฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจ ของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นเครื่องมือสำหรับปราบกิเลสศัตรูขั้นหยาบ อันเกิดขึ้นทางกาย วาจา ซึ่งมีอยู่ในใจของแต่ละบุคคลเพื่อให้ลดเบาบางหรือหมดสิ้นไปในที่สุด  พระพุทธองค์จึงทรงสอนผู้ที่เห็นโทษให้ปราบด้วยการรักษาศีลซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้กิเลสเหล่านี้เบาบางหมดสิ้นไป ในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค คือ ทางแห่งวิสุทธินี้ แม้ว่า พระผู้มีพระภาคจะได้ทรงแสดงโดยมุข คือศีล สมาธิ ปัญญา อันสงเคราะห์ด้วยคุณธรรมเป็นอเนกประการ  ดังที่พรรณนามาแล้วก็ตามนับว่าทรงแสดงไว้อย่างย่อมาก  เหตุนั้น  จึงยังไม่เพียงพอเพื่อความเป็นอุปการะแก่เวไนยสัตว์ทั่วๆ ไป   ดังนั้นในรายงานฉบับนี้จะพรรณนาความแห่งวิสุทธิมรรคโดยพิสดารในหมวดแห่ง ศีล จึงตัวปัญหากรรมปรารภถึง ศีล ดังนี้

ปัญหาเรื่องศีล

๑. อะไร ชื่อว่า ศีล

๒. ที่ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่ากระไร

๓. อะไร เป็นลักษณะ , เป็นรส , เป็นอาการปรากฏและเป็นปทัฏฐานของ ศีล

๔. ศีลมีอานิสงค์อย่างไร

๕. ศีลนี้มีกี่อย่าง

๖. อะไร เป็นความเศร้าหมองของศีล

๗. อะไร เป็นความผ่องแผ้วของศีล

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๑

ปัญหาข้อว่า อะไร ชื่อว่า ศีล วิสัชนาว่า ธรรมทั้งหลายมีเจตนา เป็นต้น ของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น อยู่ก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี  ชื่อว่าศีลคำนี้ สมดัง พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวไว้ในคัมภีร์ ปฏิสัมภิทามรรคว่า “ อะไรชื่อว่าศีล  เจตนาชื่อว่าศีล  เจตสิกชื่อว่าศีล  สังวร ชื่อว่าศีล  การไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล ”

เจตนาศีล

ในศีลเหล่านั้น   คำว่า   เจตนาชื่อว่าศีล   ได้แก่   เจตนาของบุคคล  ผู้งดเว้นจากบาปธรรมมี

ปาณาติบาต เป็นต้น  หรือ  เจตนาของบุคคลผู้กำลังบำเพ็ญวัตรปฏิบัติอยู่

เจตสิกศีล

เจตสิกศีล ชื่อว่าศีล ได้แก่ วิรติเจตสิก ของบุคคล ผู้งดเว้นจากบาปธรรม มีปาณาติบาตเป็นต้น 

อีกประการหนึ่ง  เจตนา ชื่อว่าศีล ได้แก่ เจตนาในกรรมบถ    ดวง  ของบุคคลผู้ละอยู่ซึ่งบาปธรรมทั้งหลายมี ปาณาติบาต  เป็นต้น   เจตสิก ชื่อว่า  ศีล  ได้แก่ กุศลธรรมทั้งหลาย  คือ  ความไม่โลภ ความไม่ความไม่พยาบาท  ความเห็นชอบ  ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า  ภิกษุละอภิชฌาแล้วเป็นผู้มีจิต-ปราศจากอภิชฌาอยู่

สังวรศีล

  สังวร  ในคำว่า  สังวร ชื่อว่าศีลนี้   พึงทราบโดยประการ   อย่าง  คือ   ปาติโมกข์สังวร ๑               สติสังวร ๑   ญาณสังวร ๑   ขันติสังวร ๑   วีริยะสังวร ๑  

ในสังวร    อย่างนั้น  สังวรนี้คือ “ ภิกษุเป็นผู้เข้าถึงแล้ว  เข้าถึงพร้อมแล้วด้วยความสังวร  คือปาติโมกข์นี้ ๑“  ชื่อว่า ปาติโมกข์สังวร  สังวรนี้คือ   ภิกษุย่อมรักษาซึ่งอินทรีย์  คือ  จักษุ  ย่อมถึงซึ่งความสังวรในอินทรีย์คือ จักษุ ”    ชื่อว่า สติสังวร  สังวรนี้คือ  “ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหา อชิตะมานพว่า   อชิตะ  กระแสกิเลสเหล่าใดในโลก  สติเป็นเครื่องกั้นซึ่งกระแสเหล่านั้น    เรากล่าวสติว่าเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น  กระแลเหล่านั้นจะพึงตัดให้เด็ดขาดได้ด้วยปัญญา ”  ชื่อว่า ญาณสังวร แม้การเสพปัจจัยก็ถึงซึ่งอันรวมลงในญาณสังวรนี้ด้วย ส่วนสังวรนี้ใดซึ่งมาโดยนัยมีอาทิว่า “ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อความหนาว เป็นผู้อดทนต่อความร้อน ”  สังวรนี้ชื่อว่า ขันติสังวร  อนึ่ง สังวรใดที่ได้มาโดยนัยมีอาทิว่า  “ภิกษุย่อมไม่ให้กามวิตกซึ่งเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ในภายใน ” สังวรนี้ชื่อว่า วีริยสังวร  แม้อาชีวปาริสุทธิ คือความบริสุทธิ์แห่งอาชีพ  ก็ถึงซึ่งอันรวมลงในวีริยสังวรนี้ด้วย สังวรทั้ง ๕ อย่างนี้ก็ดี การงดเว้นจากวัตถุที่ประจวบเข้าของเหล่ากุลบุตรผู้กลัวบาป  แม้ทั้งหมดนี้  พึงทราบเถิดว่าเป็น  สังวรศีล  ด้วยประการฉะนี้



วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565

 


วินิจฉัยกัมมัฏฐาน  ๔๐ โดยอาการ  ๑๐ อย่าง

            เพราะเหตุฉะนั้น  ในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า   เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้นั้น  ประการแรกนักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยอาการ  ๑๐ อย่าง   ดังนี้   คือ

                                .  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน

                                .  โดยการนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน

                                .  โดยความแตกต่างกันแห่งฌาน

                                .  โดยผ่านองค์ณานและอารมณ์

                                .  โดยควรขยายและไม่ควรขยาย

                                .  โดยอารมณ์ของฌาน

                                .  โดยภูมิเป็นที่บังเกิด

                                .  โดยการถือเอา

                                .  โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน 

                                ๑๐.โดยเหมาะสมแก่จริยา

 

  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน

                ในอาการ  ๑๐ อย่างนั้น  ประการแรก  ข้อว่า  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน  มีอรรถาธิบายดังนี้  ก็ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้  พระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ณ ที่นั้น  ท่านสงเคราะห์เข้าไว้เป็น    หมวดดังนี้คือ

                                .   กสิณกัมมัฏฐาน                              ๑๐     อย่าง

                                .   อสุภกัมมัฏฐาน                               ๑๐     อย่าง

                                .   อนุสสติกัมมัฏฐาน                          ๑๐     อย่าง

                                .   พรหมวิการกัมมัฏฐาน                          อย่าง

                                .   อารุปปกัมมัฏฐาน                                  อย่าง

                                .   สัญญากัมมัฏฐาน                                 อย่าง

                                .   ววัตถานกัมมัฏฐาน                               อย่าง

 

   กสิณกัมมัฏฐาน   ๑๐   อย่าง  คือ

                                .   ปถวีกสิณ                                        กสิณสำเร็จด้วยดิน

                                .   อาโปกสิณ                                       กสิณสำเร็จด้วยน้ำ

                                .   เตโชกสิณ                                        กสิณสำเร็จด้วยไฟ

                                .   วาโยกสิณ                                       กสินสำเร็จด้วยลม

                                .   นีลกสิณ                                          กสิณสำเร็จด้วยสีเขียว

                                .   ปีตกสิณ                                          กสิณสำเร็จด้วยสีเหลือง

                                .   โลหิตกสิณ                                      กสิณสำเร็จด้วยสีแดง

                                .   โอทาตกสิณ                                    กสิณสำเร็จด้วยสีขาว

                                .   อาโลกกสิณ                                    กสิณสำเร็จด้วยแสงสว่าง

                                ๑๐.ปริจฉินนากาสกสิณ                       กสิณที่สำเร็จด้วยช่องว่างซึ่งกำหนดขึ้น

 

   อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐   อย่าง  คือ

                                .   อุทธมาตกอสุภ                                                ซากศพที่ขึ้นพองน่าเกลียด

                                .   วินีลกอสุภ                                                       ซากศพที่ขึ้นเป็นสีเขียวน่าเกลียด

                                .   วิปุพพกอสุภ                                                    ซากศพที่มีหนองแตกพลักน่าเกลียด

                                .   วิจฉิททกอสุภ                                                  ซากศพที่ถูกัดเป็นท่อน ๆ  น่าเกลียด

                                .   วิกขายิตตกอสุภ                                             ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายน่าเกลียด

                                .   วิกขิตตกอสุภ                                                  ซากศพที่ทิ้งไว้เรี่ยราดน่าเกลียด

                                .   หตวิกขิตตกอสุภ                                             ซากศพที่ถูกสัปฟันทิ้งกระจัดกระจายน่าเกลียด

                                .   โลหิตกอสุภ                                                     ซากศพที่มีโลหิตไหลออกน่าเกลียด

                                .   ปุฬุวกอสุภ                                                       ซากศพที่เต็มไปด้วยหนอนน่าเกลียด

                                ๑๐.อัฏฐิกอสุภ                                                       ซากศพที่เป็นกระดูกน่าเกลียด

 

   อนุสสติกัมมัฏฐาน  ๑๐ อย่าง   คือ

                                .   พุทธานุสสติ                                    ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า

                                .   ธัมมานุสสติ                                    ระลึกถึงคุณของพระธรรม

                                .   สังฆานุสสติ                                    ระลึกถึงคุณของพระอริยะสงฆ์

                                .   สีลานุสสติ                                       ระลึกถึงศีลของตน

                                .   จาคานุสสติ                                     ระลึกถึงการบริจาคที่ตนบริจาคแล้ว

                                .   เทวตานุสสติ                                   ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา

                                .   มรณานุสสติ                                   ระลึกถึงความตาย

                                .   กายคตาสติ                                    ระลึกถึงร่างกายซึ่งล้วนแต่ไมาสะอาด

                                .   อานาปานสติ                                  ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก

                                ๑๐. อุปสมานุสสติ                                 ระลึกถึงนิพพานาอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง

 

   พรหมวิหารกัมมัฏฐาน    อย่าง  คือ

                                .   เมตตา                                             ความรักที่มุ่งช่วยทำประโยชน์

                                .   กรุณา                                              ความสงสารที่มุ่งช่วยบำบัดทุกข์

                                .   มุทิตา                                               ความพลอยยินดีต่อสมบัติ

                                .   อุเปกขา                                           ความเป็นกลางไม่เข้าฝ่ายใด

 

   อารุปปกัมมัฏฐาน     อย่าง  คือ

                                .   อากาสานัญจายตนะ                     อากาศไม่มีที่สุด

                                .   วิญญานัญจายตนะ                       วัญญาณไม่มีที่สุด

                                .   อากิญจัญยายตนะ                        ความไม่มีอะไร

                                .   เสวสัญญานาสัญญายตนะ         สัญญาละเอียด  ซึ่งจะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่  ไม่มีก็ไม่ใช่

 

   สัญญา     อย่าง  คือ

                                .   อาหาเรปฏิกูลสัญญา                                    ความหมายรู้ในอาหารโดยเป็นสิ่งที่น่าเกลียด

 

   ววัตถาน    อย่าง  คือ

                                .   จตุธาตุววัตถาน  การกำหนดแยกคนออกเป็นธาตุ    นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยแสดงจำนวน  ด้วยประการฉะนี้

.   โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน    

                ข้อว่า   โดยนำมาซึ่งอุปปจารฌานและอัปปนาฌาน  นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้   ก็แหละ  ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  เฉพาะกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  คือ   ยกเว้นกายคตาสติ  กับอานาปานสติเสีย   อนุสสติกัมมัฏฐานที่เหลือ    กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑   จตุธาตุววัตถาน ๑  นำมาซึ่งอุปจารฌาน  กัมมัฏฐานที่เหลือ  ๓๐  ประการ  นำมาซึ่งอัปปนาฌาน     ด้วยประการฉะนี้

.   โดยความต่างกันแห่งฌาน

            ข้อว่า   โดยความต่างกันแห่งฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้    และในกัมมัฏฐาน  ๓๐  ประการที่นำมาซึ่งอัปปนาฌานนั้น   กสิณ  ๑๐  กับ   อานาปานสติ     รวมเป็น  ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จฌานได้ทั้ง    ฌาน  อสุภ  ๑๐  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น  ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว  พรหมวิหาร     ข้างต้นให้สำเร็จฌาน    ข้างต้น  พรหมวิหารข้อที่    และอารุปปกัมมัฏฐาน    ย่อมให้สำเร็จฌานที่     ด้วยประการฉะนี้

                                .   โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์

            ข้อว่า   โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้   การผ่านนั้นมี    อย่าง  คือ  การผ่านองค์ฌาน ๑  ใน    อย่างนั้น  การผ่านองค์ฌานย่อมมีได้ในกัมมัฏฐานที่ให้สำเร็จฌาน ๓  และ ฌาน    แม้ทั้งหมด  ทั้งนี้  เพราะทุติยฌานเป็นต้นที่ฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุในอารมณ์เดียวกันนั้น   ต้องผ่านองค์ทั้งหลาย  มีวิตกและวิจารเป็นต้นขึ้นไป  ในพรหมวิหารข้อที่    ก็เหมือนกัน  เพราะแม้พรหมวิหารข้อที่    นั้นอันฌานลาภีบุคคลชจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านโสมนัสเวทนาในอารมณ์ของพรหมวิหาร    มีเมตตาเป็นต้นไปเหมือนกัน

                ส่วนการผ่านอารมณ์   ย่อมมีได้ในอารุปปกัมมัฏฐาน    เพราะอากาสานัญจายตนฌานอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านกสิณอันใดอันหนึ่งในบรรดากสิณ    อย่างข้างต้นและวิญญาณัญจายตนฌานเป็นต้นอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านอารมณ์ทั้งหลายมีอากาศเป็นต้นขึ้นไป  การผ่านอารมณ์หามิได้มีในกัมมัฏฐานที่เหลือนอกจากนี้ไม่

 

   โดยควรขยายและไม่ควรขยาย

                ข้อว่า    โดยควรขยายและไม่ควรขยาย   นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้

กัมมัฏฐานที่ควรขยาย

                ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น   กสิณกัมมัฏฐานควรขยายทั้ง  ๑๐  ประการนั้นเทียว  เพราะว่า  โยคีบุคคลแผ่กสิณไปสู่ยังโอกาสได้ประมาณเท่าใด   ก็สามารถได้ยินเสียงด้วยทิพโสตเห็นรูปได้ด้วนทิพจักษุและรู้จิตของสัตว์อื่นได้ด้วยจิต   ภายในโอกาสประมาณเท่านั้น

 

กัมมัฏฐานที่ไม่ควรขยาย

                ส่วนกายคตาสติ  กับ   อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะเหตุไร ?   เพราะกัมมัฏฐานเหล่านี้  โยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ  และเพราะไม่มีอานิสงส์อะไรและข้อที่กัมมัฏฐานเหล่านี้อันโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโดกาศเฉพาะนั้น  จักปรากฏในแผนกแห่งภาวนาของกัมมัฏฐานนั้น ๆ   ข้องหน้า  และเมื่อโยคีบุคคลขยายกัมมัฏฐานเหล่านี้แล้วก็เป็นแต่ซากศพเท่านั้น  หามีอานิสงส์อะไรแต่ประการใดไม่  แม้ความข้อนี้สมกับที่ท่านกล่าวไว้ในโสปากปัญหาพยากรณ์ว่า    ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค   รูปสัญญาปรากฏชัดแล้ว  แต่อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด   ก็ในปัญหาพยากรณ์นั้นที่ท่านกล่าวว่า   อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด  ท่านกล่าวด้วยอำนาจที่ไม่ได้ขยายนิมิต

                ส่วนพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า   ภิกษุแผ่อัฏฐิกสัญญาไปสู่แผ่นดินทั่วสิ้น   ฉะนี้นั้นพระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจอาการที่ปรากฏแก่ภิกษุผู้มีอัฏฐิกสัญญา   หาได้ตรัสด้วยการขยายนิมิตไม่   จริงอย่างนั้น   ในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราช  ได้มีนกกรวีกเห็นเงาของตนที่ฝา  ซึ่งทำด้วยกระจกโดยรอบ ๆ ตัวแล้ว  มันสำคัญว่ามีนกกรวีกอยู่ทั่วทุกทิศ  จึงได้ร้องออกไปด้วยเสียงอันไพเราะ  แม้พระเถระก็เช่นเดียวกัน  เพราะท่านได้สำเร็จอัฏฐิกสัญญา  จึงเห็นนิมิตปรากฏอยู่ในทั่วทุกทิศ  เลยเข้าใจว่า   แผ่นดินแม้ทั้งหมดเต็มไปด้วยอัฐิ  ฉะนี้

                หากเกิดปัญหาขึ้นว่า  ถ้าเมื่อถือเอาความอย่างนี้แล้ว   ภาวะที่อสุภฌานทั้งหลายมีอารมณ์หาประมาณมิได้  อันใด  ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในธัมมสังคหะ  ข้อนั้นก็จะผิดเสียละซี

                วิสัชนาว่า   ข้อนั้นไม่ใช่จะผิดไปเสียเลย  เพราะโยคีบุคคลบางคนย่อมถือเอานิมิตในซากศพที่ขึ้นพอง  หรือในซากศพที่เป็นโครงกระดูกชนิดใหญ่  บางคนก็ถือเอานิมิตในซากศพเช่นนั้นชนิดเล็ก  โดยปริยายนี้ฌานของโยคีบุคคลบางคนจึงมีอารมณ์เล็ก  บางคนมีอารมณ์หาประมาณมิได้  อีกอย่างหนึ่ง  คำว่า  ฌานมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ท่านหมายเอาโยคีบุคคลที่ไม่เห็นโทษในการขยายนิมิตแห่งอสุภกัมมัฏฐานนั้นแล้วขยายกัมมัฏฐานนั้น   แต่อย่างไรก็ตามกายคราสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะไม่มีอานิสงส์อะไร

                มิใช่แต่เท่านี้   แม้กัมมัฏฐานที่เหลือก็ไม่ควรขยายเช่นเดียวกับกายคตาสติและอสุภกัมมัฏฐานนี้  เพราะเหตุไร?  เพราะว่า  ในบรรดากัมมัฏฐานเหล่านั้น  นิมิตแห่งอานาปานสติเมื่อโยคีบุคคลขยาย  ก็จะขยายแต่กองแห่งลมเท่านั้น  และนิมิตแห่งอานาปานสตินั้นกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ  เช่นนิมิตที่ปลายจมูกและริมฝีปากเป็นต้น  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐานจึงไม่ควรขยาย  เพราะมีแต่โทษอย่างหนึ่ง   เพราะโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะอย่างหนึ่ง            

                พรหมวิหาร      มีสัตว์เป็นอารมณ์   เมื่อขยายอารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้น  ก็จะขยายแต่กองแห่งสัตว์เท่านั้น   ที่จะได้ประโยชน์อะไรกับการขยายกองแห่งสัตว์นั้น   หามีไม่เพราะฉะนั้น  แม้อารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้นก็ไม่ควรขยาย  ส่วนพระพุทธพจน์ใดที่ทรงแสดงไว้ว่า   ภิกษุมีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่   ฉะนี้นั้น  ทรงแสดงด้วยอำนาจการกำหนดถือเอาต่างหาก   หาใช่ด้วยอำนาจการขยายนิมิตไม่   จริงอยู่  ภิกษุกำหนดเอาสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในทิศหนึ่งแล้วจึงเจริญเมตตาไปโดยลำดับมีอาทิว่า   อาวาสหนึ่งสองอาวาส  ฉะนี้   พระพุทธองค์ตรัสว่า   ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่  มิใช่ภิกษุขยายนิมิตกัมมัฏฐาน  อนึ่ง  ในพรหมวิหารภาวนานี้เล่า   ก็ไม่มีปฏิภาคนิมิตที่โยคีบุคคลนี้จะพึงขยายด้วย  แม้การที่พรหมวิหารฌานมีอารมณ์เล็กน้อยและมีอารมณ์หาประมาณมิได้ในอธิการนี้   พึงทราบด้วนอำนาจการกำหนดเอาสัตว์จำนวนมากเป็นเกณฑ์ต่างหาก

                แม้ในอารมณ์อารุปปฌาน    นั้น  อากาศ   ( หมานเอากาสานัญจายตนะ )    ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นกสิณุคฆาฏิมากาศ  คืออาการตรงที่เพิกกสิณออก   จริงอยู่   กสิณุคฆาฏิมากาศ  ( อากาศที่เพิกกสิณออก )  นั้น  โยคีบุคคลพึงสนใจแต่เพียงว่าเป็นที่ปราศจากกสิณเท่านั้น  นอกเหนือไปจากนั้น  แม้จะขยาย  เพราะเป็นสภาวะธรรม  จริงอยู่ ใคร ๆ  ก็ตามไม่สามารถจะขยายสภาวธรรมได้ความปราศจากวิญญาณ   ( หมายเอาอากิญจัญญายตนะ )  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นภาวะสักว่าความไม่มีแห่งวิญญาณ  อารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ก็ไม่ควรขยายเพราะเป็นสภาวธรรมเช่นเดียวกัน

                กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๑๐  มีพุทธานุสสติเป็นต้น  ก็ไม่ควรขยาย  ด้วยไม่มีปฏิภาคนิมิต  เพราะกัมมัฏฐานที่มีปฏิภาคนิมิตเท่านั้น   ที่เป็นกัมมัฏฐานควรจะขยาย  และอารมณ์ที่เป็นปฏิภาคนิมิตของกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการมีพุทธานุสสติเป็นต้น  เพราะฉะนั้น  จังไม่ควรขยายอารมณ์นั้น

   โดยอารมณ์ของฌาน

                ข้อว่า    โดยอารมณ์ของฌาน  นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้  ก็แหละในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  กสิณ  ๑๐  อสุภ  ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น  ๒๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมร์เป็นปฏิภาคนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ  ๑๘  มีอารมณ์ไม่เป็นปฏิภาคนิมิต

                อนึ่ง  ในอนุสสติ  ๑๐  ยกเว้นอาราปานสติกับกายคตาสติเสีย  อนุสสติที่เหลือ    กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา    จตุธาตุววัตถาน ๑  วัญญาณัญจายนะ ๑  เนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑  รวมเป็น  ๑๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นสภาวธรรม  กสิณ  ๑๐  อสุภ  ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น  ๒๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ    คือ  พรหมวิหาร ๔  อากาสานัญจายตนะ ๑  อากิญจัญญายตนะ ๑   มีอารมณ์ที่พูดไม่ถูก  ( คือไม่ใช่สภาวธรรมและไม่เป็นนิมิต )

                อนึ่ง  วิปุพพกอสุภ    โลหิตกอสุภ ๑ ปุฬุกอสุภ ๑  อานาปานสติ ๑  อาโปกสิณ ๑  เตโชกสิณ ๑  วาโยกสิณ ๑  และอารมณ์คือดวงแสงแห่งพระอาทิตย์เป็นต้น  ที่ฉายเข้าไปข้างใน  โดยทางช่องหน้าต่างเป็นต้น  ในอาโลกกสิณนั้น ๑  รวม    กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เคลื่อนไหวได้  แต่ก็เคลื่อนไหวได้ในเบื้องต้นก่อนแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเท่านั้น  ส่วนที่เป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว  ก็สงบนิ่งเหมือนกัน   กัมมัฏฐานที่เหลือจาก    กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์ไม่เคลื่อนไหว

 

   โดยภูมิเป็นที่บังเกิด

            ก็แหละ  ในข้อว่า   โดยภูมิเป็นที่บังเกิด   นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้  อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  กายคตาสติ ๑   อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  รวม  ๑๒  กัมมัฏฐานนี้   ย่อมไม่บังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร  เพราะซากศพและอาหารอันน่าเกลียดไม่มีในเทวโลกชั้นนั้น  กัมมัฏฐาน  ๑๒  นั้น  รวมกับอานาปานสติ ๑ เป็น  ๑๓  กัมมัฏฐานนี้  ย่อมไม่บังเกิดในพรหมโลก  เพราะลมอัสสาสะปัสสาสะไม่มีในพรหมโลก  กัมมัฏฐานอื่น ๆ นอกจากอารุปปกัมมัฏฐาน    แล้ว  ย่อมไม่บังเกิดในอรูปภพ  ส่วนในโลกมนุษย์  กัมมัฏฐานบังเกิดได้ครบหมดทั้ง  ๔๐  ประการ

 

   โดยการถือเอา

            ในข้อว่า  โดยการถือเอา  นั้น   พึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐาน  แม้โดยการถือเอาด้วยวัตถุที่ได้เห็น  ได้ถูกต้องและที่ได้ยินดังนั้น   ในกัมมัฏฐานเหล่านั้น  ยกวาโยกสิณเสีย  กสิณที่เหลือ    กับ  อสุภ  ๑๐  รวมเป็น  ๑๙  กัมมัฏฐานนี้  พึงถือเอาได้

 

ด้วยสีที่ได้เห็นอธิบายว่า  ในเบื้องต้นต้องแลดูด้วยตาเสียก่อนแล้วจึงถือเอานิมิตของกัมมัฏฐานเหล่านั้นได้   ในกายคตาสติ  อาการ ๕  คือ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  และหนัง   พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็น   อาการที่เหลือ   ๒๗   พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  ดังนั้น  อารมณ์ของกายคตาสติกัมมัฏฐาน  พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐาน  พึงถือเอาได้ด้วยการถูกต้องวาโยกสิณพึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและสัมผัสที่ได้ถูกต้อง  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๑๘  พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  และในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  กัมมัฏฐาน    คือ  อุเปกขาพรหมวิหาร ๑  อารูปปกัมมัฏฐาน ๔  อันโยคีบุคคลผู้เริ่มลงมือทำกัมมัฏฐาน  จะพึงถือเอาไม่ได้ในทันทีทีเดียว  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๓๕  จึงถือเอาได้โดยทันที

                ฉะนั้น   นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยการถือเอา

ด้วยประการฉะนี้

   โดยการเป็นปัจจัยเกื้อหนุน 

                ข้อว่า   โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน   นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้   ก็แหละใน

บรรดากัมมัฎฐานเหล่านี้   ยกเว้นอาสกสิณเสีย   กสิณที่เหลือ    ประการ   ย่อมเป็นปัจจัย

เกื้อหนุนแก่อารุปปฌาทั้งหลาย    กสิณทั้ง  ๑๐  ประการ   ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อภิญญา

ทั้งหลาย   พรหมวิหาร      (ข้างต้น )   ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่พรหมวิหารข้อที่    อารุปปกัมมัฏฐานต่ำ ๆ 

ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุน   แก่อารุปปกัมมัฏฐานบทสูง ๆ   เนวสัญญานาสัญญาตนกัมมัฎฐาน   ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่นิโรธ

สมาบัติ   กัมมัฏฐานแม้ทั้งหมด   ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่การอยู่เป็นสุข   แก่วิปัสสนากัมมัฏฐานและแก่ภวสมบัติทั้งหลาย

                            ฉะนั้น   นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฎฐานโดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน                                                                                                                      

                                                                        ด้วยประการฉะนี้   

                                                                ๑๐   โดยเหมาะสมแก่จริยา                                       

                        ในข้อว่า   โดยเหมาะสมแก่จริยา   นี้   พึงทราบการวินิจฉัยแม้โดยเหมาะสมแก่จริยาทั้งหลาย   ดังนี้                        

 ประการแรก   ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  นั้น   กัมมัฏฐาน  ๒๒  คือ  อสุภ  ๑๐  กายคตาสติ    ย่อมเหมาะสมแก่คนราคจริต

กัมมัฏฐาน    คือ  พรหมวิหาร    วรรณกสิณ  เหมาะแก่คนโทสจริต   อานาปานสติกัมมัฏฐานข้อเดียวเท่านั้น   เหมาะสมแก่คน

โมหจริตและคนวิตกจริต   อนุสสติ    ข้างต้น   เหมาะสมแก่คนศรัทธาจริต   กัมมัฏฐาน    คือ   มรณสติ    อุปสมานุสสติ    

จตุธาตุวัตถาน    อาหาเรปฏิกูลสัญญา    เหมาะสมแก่คนพุทธิจริต   กสิณกัมมัฏฐานที่เหลือ      กับอารุปปกัมมัฏฐาน        เหมาะแก่คนทุกจริต   แต่ว่าในกสิณ  ๑๐  นั้น   กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เล็กขนาดขันโอ   ย่อมเหมาะสมแก่คนวิตกจริต         

ขนาดใหญ่กว่านั้นจนขนาดเท่าจานข้าวเป็นต้น  ย่อมเหมาะสมแก่คนโมหจริต   ฉะนี้                    

                             นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความเหมาะสมแก่จริยา

                                                   ในกัมมัฏฐาน   ๔๐   นี้   ด้วยประการฉะนี้

                                                                     สรุปความในจริยา

                          ก็แหละ   ถ้อยแถลงทั้งหมดนี้   ข้าพเจ้าแสดงไว้ด้วยอำนาจที่เป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงอย่างหนึ่ง

ด้วยอำนาจเป็นกัมมัฏฐานเป็นที่สบายแท้    อย่างหนึ่ง   แต่อย่างไรก็ดี   ขึ้นชื่อว่าภาวนาฝ่ายกุศลแล้ว   ที่จะไม่กำจัดกิเลสมีราคะ

เป็นต้น   หรือที่จะไม่เป็นอุปการะแก่คุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น   เป็นอันไม่มี   ข้อนี้สมด้วยที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้  ซึ่งมีในมฆิยสูตรว่า

 

             

                          พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งๆขึ้นไป คือ พึงเจริญอสุภกัมมัฏฐานทั้งหลายเพื่อประหารเสียซึ่งราคะ พึงเจริเมตตาเพื่อประหารเสียซึ่งพยาบาท พึงเจริญอานาปานสติเพื่อกำจัดเสียซึ่งมิจฉาวิตก พึงเจริญอานิจสัญญาเพื่อถอนเสียซึ่งอัสมิมานะ


  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...