วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อานิสงส์แห่งศีลอีกนัยหนึ่ง

 


อานิสงส์แห่งศีลอีกนัยหนึ่ง

ที่พึ่งของกุลบุตรทั้งหลายในพระศาสนา  เว้นเสียซึ่งศีลอันใดแล้วย่อม  ไม่มีใครเล่าจะพรรณนากำหนดอานิสงส์ของศีลอันนั้นได้

น้ำ  คือ  ศีลย่อมล้างมลทินอันใดของสัตว์ทั้งหลายได้   แม่น้ำใหญ่ ๆ   คือ   คงคา,   ยมุนา,  สรภู,  สรัสวดี,  นินนคา,   อจิรวดีหรือมหี  หาสามารถล้างมลทินนั้นของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ได้ไม่

ศีลที่รักษาดีแล้ว เป็นศีลห่างไกลจากกิเลสมีความเย็นอย่างที่สุดนี้   ย่อมบันดาลความร้อนลุ่มของสัตว์ทั้งหลายให้สงบลงได้  ลมฝนก็ดี  จันทน์เหลืองก็ดี  แก้วมุกดาหารก็ดี  แก้วมณีก็ดี  แสงจันทร์อ่อนก็ดี  หาบันดาลความร้อนลุ่มของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ให้สงบลงได้ไม่

กลิ่นอันใดที่ฟุ้งไปได้ทั้งทวนลมและตามลมเสมอกัน  กลิ่นอันนั้นที่จะทัดเทียมด้วยกลิ่นคือ ศีล จักมีแต่ที่ไหน

บันไดสำหรับขึ้นสู่สวรรค์ หรือประตูในอันเข้าสู่นครนฤพานอย่างอื่น ๆ ที่จะเสมอด้วยศีล จักมีแต่ที่ไหน

          พระราชาทั้งหลาย ผู้ทรงประดับแล้วด้วย แก้วมุกดา และ แก้วมณี  ก็ไม่งามเหมือนนักพรตทั้งหลายผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล

ศีลของบุคคล ผู้มีศีลย่อมกำจัดภัย มีการตำหนิตน เป็นต้นเสียได้โดยประการทั้งปวง และย่อมบันดาลให้เกิดเกียรติและความหรรษาในกาลทุกเมื่อ

นักศึกษาพึงทราบกถามุข  อันแสดงถึง อานิสงส์ของศีล  อันเป็นมูลรากแห่งคุณทั้งหลาย  และเป็นเครื่องทำลายกำลังแห่งโทษทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้แล

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๕

ลำดับนี้  จะวิสัชนาในปัญหากรรมข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  ศีลนี้มีกี่อย่าง  ต่อไปนี้

ศีลมีอย่างเดียว

ศีลนี้สิ้นทั้งมวล ชื่อว่า มีอย่างเดียว ด้วยลักษณะคือ ความปกติของตน เป็นประการแรก

ศีล ๒ อย่าง

ศีล ๒ อย่างหมวดที่ ๑  โดยแยกเป็น  จาริตตศีล๑  วาริตตศีล ๑,   ศีล ๒ อย่าง  หมวดที่  ๒ โดยแยกเป็น  อาภิสมาจาริกศีล ๑  อาทิพรหมจริยกศีล ๑,            ศีล ๒ อย่าง   หมวดที่      โดยแยกเป็น   วิรติศีล ๑  อวิรติศีล ๑,  ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๔ โดยแยกเป็น นิสสิตศีล ๑ อนิสสิตศีล ๑,  ศีล  ๒ อย่าง

หมวดที่ ๕ โดยแยกเป็น กาลปริยันตศีล ๑ อาปาณโกฏิกศีล ๑ . ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๖ โดยแยกเป็น -

สปริยันตศีล ๑  อปริยันตศีล ๑, ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๗ โดยแยกเป็น โลกิยศีล ๑  โลกุตตรศีล ๑.  

ศีล ๓ อย่าง

ศีล ๓ อย่าง หมวดที่ ๑ โดยแยกเป็น หีนศีล๑  มัชฌิมศีล๑  ปณีตศีล๑,  ศีล ๓ อย่าง  หมวดที่ ๒ โดยแยกเป็น อัตตาธิปไตยศีล ๑  โลกาธิปไตยศีล ๑  ธัมมาธิปไตยศีล ๑,  ศีล ๓ อย่าง  โดยแยกเป็น      ปรามัฏฐศีล ๑ อปรามัฏฐศีล ๑ ปฏิปัสสัทธิศีล ๑,   ศีล  ๓ อย่าง หมวดที่ ๔  โดยแยกเป็น  วิสุทธศีล ๑  อวิสุทธศีล ๑ เวมติกศิล ๑, ศีล ๓ อย่าง หมวดที่ ๕ โดยแยกเป็น เสกขศีล ๑ อเสกขศีล ๑  เนวเสกขนา-เสกขศีล ๑.

ศีล ๔ อย่าง

ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๑ โดยแยกเป็น หานภาคิยศีล ๑ ฐิติภาคิยศีล ๑วิเสสภาคิยศีล ๑ นิพเพธภาคิยศีล ๑,  ศีล ๔ อย่างหมวดที่ ๒ โดยแยกเป็น ภิกขุศีล ๑  ภิกขุณีศีล ๑ อนุปสัมปันนศีล ๑ คหัฏฐ-ศีล ๑,  ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๓  โดยแยกเป็น ปกติศีล ๑  อาจารศีล ๑  ธัมมตาศีล ๑  ปุพพเหตุกศีล ๑,  ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๔  โดยแยกเป็น   ปาติโมกขสังวรศีล ๑   อินทรียสังวรศีล ๑   อาชีวปาริสุทธิศีล ๑ ปัจจยสันนิสสิตศีล ๑.

ศีล ๕ อย่าง

ศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๑   โดยแยกเป็น ปริยันตปาริสุทธิศีล เป็นต้น   ข้อนี้สมจริงดังที่ท่านพระ-เสนาบดีสารีปุตตะแสดงไว้ใน  คัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ว่า ศีล ๕ อย่าง คือปริยันตปาริสุทธิศีล ๑  อปริ-ยันตปาริสุทธิศีล ๑ ปริปุณณปาริสุทธิศีล ๑ อปรามัฏฐปาริสธิศีล ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ๑  ศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๒  โดยแยกเป็น ปหานศีล ๑  เวรมณีศีล ๑ เจตนาศีล ๑ สังวรศีล ๑ อวีติกกมศีล ๑

อธิบายศีลมีอย่างเดียว

ในบรรดาศีลเหล่านั้น  อรรถาธิบายในส่วนแห่งศีลมีอย่างเดียว   นักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเทียว

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๑

            ในส่วนแห่งศีลมี    อย่าง  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  การบำเพ็ญสิกขาตามที่พระผู้มีพระภาคบัญญัติไว้ว่า สิ่งนี้ควรทำ ดังนี้ อันใด การบำเพ็ญสิกขาบทนั้นชื่อว่า  จาริตตศีล   การไม่ฝ่าฝืนสิกขาบทที่ทรงห้ามไว้  สิ่งนี้ไม่ควรทำ  ดังนี้ อันใด การไม่ฝ่าฝืนนั้นชื่อว่า  วาริตตศีล   ในศีล ๒ อย่างนั้น  มีอรรถวิเคราะห์ถ้อยคำดังนี้  บุคคลทั้งหลายย่อมประพฤติในศีลนั้น  คือเป็นไปด้วยความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์

๑.  ขุ.  ป.  ๓๑/๖๑

ในศีลทั้งหลาย    ฉะนั้นศีลนั้นชื่อว่า  จาริตตศีล    แปลว่า   ศีลเป็นที่ประพฤติตามของบุคคลทั้งหลาย,  ย่อมป้องกันคือรักษาซึ่งสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงห้ามด้วยศีลนั้น  ชื่อว่า  วาริตตศีล  แปลว่า  ศีลเป็นเครื่องป้องกันสิกขาบทที่ทรงห้าม ในศีล ๒ อย่างนั้น จาริตตศีล สำเร็จด้วยศรัทธาแสะวิริยะ วาริตตศีลสำเร็จด้วยศรัทธาศีล    อย่างโดยแยกเป็นจาริตตศีลและวารนิตตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๒

ในศีล ๒ อย่าง หมวดที่   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  คำว่า อาภิสมาจาร ได้แก่ความประพฤติอย่างสูง  อภิสมาจารศัพท์นั่นแหละสำเร็จรูปเป็น อาภิสมาจาริก  อีกอย่างหนึ่ง  สิกขาบทที่ทรงบัญญัติปรารภอภิสมาจาร ชื่อว่า อาภิสมาจาริก คำว่า อาภิสมาจาริ นี้   เป็นชื่อของศีลที่นอกเหนือไปจากอาชี-วัฏฐมกศีล อาทิพรหมจริยกนี้เป็นชื่อของ อาชีวัฏฐมกศีล เป็นความจริง  ศีลนั้นมีภาวะเป็นเบื้องต้นของมรรคเพราะเป็นสิ่งที่จะต้องชำระให้บริสุทธิ์ในการอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั่นเทียว เพราะเหตุนั้น  พระผู้มี- พระภาคจึงตรัสไว้ว่า  “ก็แหละ  กายกรรม  วจีกรรม  อาชีพ  ของภิกษุนั้น  ย่อมเป็นสภาพบริสุทธิ์ด้วยดีในเบื้องต้น  โดยแท้แล “  

อีกประการหนึ่ง   สิกขาบทเหล่าใดที่ตรัสไว้ว่าเป็นสิกขาบทเล็ก ๆ  น้อย ๆ    สิกขาบทนี้จัดเป็น

อาภิสมาจาริกศีล  สิกขาบทที่เหลือจัดเป็น  อาทิพรหมจริยกศีล

            อีกประการหนึ่ง  สิกขาบทที่นับเนื่องในอุภโตวิภังค์  ( คำว่าสอุภโตวิภังค์  ได้แก่ วิภังค์ ๒  คือ

ภิกขุวิภังค์และภิกขุณีวิภังค์ )  ชื่อว่า  อาทิพรหมจริยกศีล  สิกขาบทที่นับเนื่องในขันธกะและวัตรชื่อว่า

อาภิสมาจาริกศีล  อาทิพรหมจริยกศีลจะสำเร็จได้ก็ด้วยความสมบูรณ์แห่งอาภิสมาจาริกศีลนั้นเพราะเหตุฉะนั้นแหละ   พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้นหนา  ไม่ทำอาภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว  จักทำอาทิพรหมจริยกธรรมให้บริบูรณ์ดังนี้  ข้อนี้  มิใช่ฐานยะที่จะมีได้” 

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นอาภิสมาจาริกศีลและอาทิพรหมจริยกศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๓

ในศีล ๒  หมวดที่ ๓  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ ภาวะสักว่าความงดเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้นชื่อว่า   วิรติศีล   คุณธรรมที่เหลือมีเจตนาเป็นต้นชื่อว่า  อวิรติศีล

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นวิรติศีลและอวิรติศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๔

            ในศีล    หมวดที่ ๔  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   คำว่า   นิสสัย   ได้แก่  นิสสัย    อย่าง  คือ-

๑.  ม.  อุปริ.   ๑๔/๕๒๓                            ๒.   องฺ.   ปญฺจก.    ๒๒/๑๕

ตัณหานิสสัย ๑  ทิฏฐินิสสัย ๑ ในศีล    อย่างนั้น  ศีลใดที่บุคคลพึงปรารถนาภวสมบัติให้เป็นไปอย่างนี้ว่า  “เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเทวดาตนใดตนหนึ่งด้วยศีล นี้ ”  ศีลนี้ชื่อว่า  ตัญหานิสสิตศีล   ศีลใดที่บุคคลให้เป็นไปด้วยทิฏฐิล้วน ๆ อย่างนี้   “ เราจักเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลนี้ ”   ศีลนี้ชื่อว่า   ทิฏฐินิสสิตศีล   ส่วนศีลใดที่เป็นโลกุตตรศีล และ เป็นโลกิยศีลเป็นเหตุแห่งโลกุตตรศีลนั้นเฉพาะศีลนี้ชื่อว่า  อนิสสิตศีลศีล    อย่างโดยแยกเป็น นิสสิตศีลและอนิสสิตศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๕

ในศีล ๒ หมวดที่ ๕  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลที่บุคคลสมาทานทำกำหนดเวลาชื่อว่ากาล-ปริยันตศีล  ศีลที่บุคคลสมาทานตลอดชีวิตแล้วคงให้ดำเนินไปได้เหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า อาปาณโกฏิกศีล ศีล    อย่าง โดยแยกเป็น กาลปริยันตศีลและอาปาณโกฏิกศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๖

            ในศีล ๒ หมวดที่ ๖ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่มีความเห็นด้วยสามารถแห่ง   ลาภ,   ยศ,ญาติ,  อวัยวะและชีวิตเป็นที่สุด   ชื่อว่า  สปริยันตศีล  ศีลที่ตรงกันข้าม  อปริยันตศีล   สมจริงดังที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ว่า  “ศีลมีที่สุดนั้นเป็นอย่างไร ? ศีลมีลาภเป็นที่สุดมีอยู่   ศีลมียศเป็นที่สุดมีอยู่   ศีลมีอวัยวะเป็นที่สุดมีอยู่    ศีลมีลาภเป็นที่สุดนั้นเป็นอย่างไร ?  บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ตนสมาทานแล้ว  เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะลาภเป็นปัจจัย   เพราะลาภเป็นตัวการ   นี้ชื่อว่าศีลมีลาภเป็นที่สุดนั้น”   แม้ศีลทั้งหลายนอกนี้  นักศึกษาก็พึงอธิบายให้พิศดารโดยทำนองนี้นั่นเทียว   แม้ในอธิการวิสัชนา อปริยันตศีล    ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะก็ได้กล่าวไว้ว่า  “ศีลที่มิใช่มีลาภเป็นถึงที่สุดนั้น  เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้  แม้แต่จิตก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ตนสมาทานแล้ว   เพราะลาภเป็นเหตุ    เพราะลาภเป็นปัจจัย  เพราะลาภเป็นตัวการไฉนเขาจักล่วงละเมิด นี้ชื่อว่า ศีลมิใช่ลาภเป็นที่สุดนั้น”  แม้ศีลทั้งหลายนอกนี้นักศึกษาก็พึงอธิบายให้พิสดารโดยทำนองนี้นั่นเทียว

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นสปริยันตศีลและอปริยันตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๗

            ในศีล ๒ หมวดที่ ๗  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่ประกอบด้วยอาสวะแม้ทุกประเภท  ชื่อว่า   โลกิยศีล   ศีลที่ไม่ประกอบด้วยอาสวะ ชื่อว่า  โลกุตตรศีล   ในศีล    อย่างนั้น   โลกิยศีล   ย่อมนำมา

ซึ่งภพขั้นวิเศษ  และ  เป็นเหตุแห่งอันออกจากภพด้วย   สมดั่งที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า    “ วินัยเพื่อ

๑. ขุ.  ป.  ๓๑/๖๒.           ๒. ขุ.  ป.  ๓๑/๖๓.

ประโยชน์แก่ความสังวร ความสังวรเพื่อประโยชน์ไม่เดือดร้อนใจ ความไม่เดือดร้อนใจเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมช ความปราโมชเพื่อประโยชน์แก่ความปี ติ ปีติเพื่อประโยชน์แก่ความสงบใจ ความสงบใจเพื่อประโยชน์แห่งความสุข    ความสุขเพื่อประโยชน์แก่สมาธิ   สมาธิเพื่อประโยชน์แก่ยถาภูตญาณทัสสนะ   ยถาภูตญาณทัสสนะเพื่อประโยชน์แก่นิพพิทา   นิพพิทาเพื่อประโยชน์แก่วิราคะ     วิราคะเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติ วิมุตติเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะเพื่อประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน, การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนี้ใด การพูดวินัยก็มีการหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์ การปรึกษาวินัยก็มีการหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์  การเข้าไปอิงวินัยก็มี  การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์   การเงี่ยโสตลงฟังวินัยก็มี   การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์ “   โลกุตตรศีลย่อมนำมาซึ่งการออกจากภพ  และเป็นภูมิแห่งปัจจเวกขณญาณด้วย

ศีล  ๒ อย่างโดยแยกเป็นโลกิยศีลและโลกุตตรศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๓  หมวดที่ ๑

            ในบรรดาศีล ๓ อย่าง มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ -ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๑ ความว่าศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วนฉันทะวิริยะหรือวิมังสาขั้นต่ำ  ชื่อว่า  หีนศีล   ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วยอิทธิบาทธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น  ชั้นปานกลาง ชื่อว่า มัชฌิมศีล ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วยอิทธิบาทธรรมทั้งหลายชั้นประณีต  ชื่อว่าศีล

            อีกอย่างหนึ่ง   ศีลที่บุคคลสมาทานด้วยความเป็นผู้ใคร่ยศ  ชื่อว่า  หีนศีล   ศีลที่บุคคล   ผู้ใคร่สมาทานด้วยความเป็นผู้ใคร่ผลบุญ  ชื่อว่า  มัชฌิมศีล   ศีลที่บุคคลสมาทาน   เพราะอาศัยอริยภาพว่า

ศีลนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ  ชื่อว่า   ปณีตศีล

            อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่หม่นหมองไปด้วยบาปธรรมทั้งหลาย มีการยกตนและข่มผู้อื่น เป็นต้นอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ส่วนภิกษุอื่น ๆนั้นเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรมชื่อว่า หีนศีล ศีลที่ไม่หม่นหมองอย่างนั้นแต่เป็นชั้นโลกิยะ ชื่อว่า  มัชฌิมศีล   ศีลชั้นโลกุตตระ  ชื่อว่า ปณีตศีล

            อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไป เพื่อต้องการภวสมบัติและโภคสมบัติด้วยอำนาจแห่งตัณหา ชื่อว่า หีนศีล ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปเพื่อต้องการความหลุดพ้นสำหรับตน ชื่อว่า มัชฌิมศีล  ปารมิตาศีลที่พระโพธิสัตว์ประพฤติเป็นไป เพื่อต้องการความหลุดพ้นสำหรับสรรพสัตว์ทั้งหลาย  ชื่อว่า  ปณีตศีลศีล    อย่างโดยแยกเป็นหีนศีล, มัชฌิมศีลและปณีตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

๑. คำว่ายถาภูตญาณทัสสนะได้แก่ปัจจยปริคคหญาณในญาณ๑๖,นิพพิทาได้แก่นิพพิทาญาณ,วิราคะ ได้แก่มัคคญาณ,วิมุตติได้แก่ผลญาณ,วิมุตติญาณทัสสนะได้แก่ปัจจเวกขณญาณ     ๒, วิ.  ป.  ๘/๔๐๖          

อธิบายศีล    หมวดที่ 

ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๒ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลที่บุคคลผู้ใคร่จะสละทิ้ง  สิ่งที่ไม่สมควรแก่ตน   ผู้มีตนเป็นที่เคารพประพฤติเป็นไปแล้วด้วยความคารวะในตน  ชื่อว่า  อัตตาธิปไตยศีล   ศีลที่บุคคลผู้ใคร่ที่จะหลีกเลี่ยงการตำหนิของชาวโลก   ผู้มีโลกเป็นที่เคารพ  ประพฤติตนไปแล้วด้วย  ความคารวะในโลก ชื่อว่า โลกาธิปไตยศีล  ศีลที่บุคคลผู้ใคร่ที่จะบูชาความยิ่งใหญ่ของธรรม   ผู้มีธรรมเป็นที่เคารพ ประพฤติตนเป็นไปแล้วด้วยความคารวะในธรรม  ชื่อว่า  ธัมมาธิปไตยศีล    ศีล    อย่าง   โดยแยกเป็นอัตตาธิปไตยศีลเป็นต้น   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๓

            ในศีล    อย่างหมวดที่ ๓   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ ศีลใดที่ข้าพเจ้าเรียกว่า นิสิตศีลในหมวด ๒ ศีลนั้น  ชื่อว่า  ปรามัฏฐศีล  เพราะอันตัณหาและทิฏฐิถูกต้องแล้วศีลอันเป็นเหตุแห่งมัคคญาณ ของกัลยาณปุถุชน  และประกอบด้วยมัคคญาณของพระเสกขบุคคลทั้งหลาย  ชื่อว่า  อปรามัฎฐศีล ศีลอันประกอบไปด้วยผลญาณของพระเสกข และ พระอเสกขบุคคลทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิศิล

            ศีล  ๓ อย่างโดยแยกเป็นปรามัฏฐศีลเป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๔

            ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๔ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลใดที่ภิกษุไม่ต้องอาบัติบำเพ็ญแล้วหรือที่ต้องแล้วได้ทำกลับคืนอีก  ศีลนั้นชื่อว่า  วิสุทธิศีล    ศีลที่ภิกษุต้องอาบัติ  แล้วไม่ได้ทำกลับคืน  ชื่อว่า  อวิสุทธิศีล  ศีลของภิกษุผู้สงสัยในวัตถุก็ดี   ในอาบัติก็ดี   ในอัชฌาจารก็ดี  ชื่อว่า เวมติกศีล  ในศีล  ๓ อย่างนั้น   อวิสุทธิศีลอันโยคีบุคคลพึงทำให้บริสุทธิ์    เมื่อความสงสัยเกิดขึ้นอย่าได้ทำการล่วงเกินวัตถุ   พึงกำจัดความสงสัยเสียความผาสุขใจใจจักมใแก่โยคีบุคคลนั้นด้วยอาการอย่างนี้

            ศีล    อย่างโดยแยกเป็นวิสุทธิศีล  เป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

ในศีล    อย่างหมวดที่    มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่ประกอบไปด้วยอริยมัคคญาณ ๔   และประกอบด้วยสามัญผล ๓  ชิ่อว่า  เสกขศีล  ศีลที่ประกอบด้วยอรหัตผลชื่อว่า อเสกขศีล ศีลที่เหลือชื่อว่า  เนวเสกขนาเสกขศีล  ศีล    อย่างโดยแยกเป็นเสกขศีลเป็นต้น   ยุติด้วยประการฉะนี้

            ส่วนในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์     ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะกล่าวไว้ว่า   “โดยที่แม้ความปกติของสัตว์นั้น ๆ ในโลก    ที่คนทั้งหลายใช้พูดกันอยู่ว่า    ‘คนนี้มีสุขเป็นปกติ     คนนี้มีทุกข์เป็นปกติ  คนนี้มีการทะเลาะเป็นปกติ   คนนี้ประดับตนเป็นปกติ’  ดังนี้ก็เรียกว่าศีล”  ฉะนั้น   โดยปริยายนั้น  ศีล

ก็มีอยู่    อย่างคือ  กุศลศีล ๑  อกุศลศีล ๑  อัพยากตศีล๑  ศีล  ๓ อย่างโดยแยกเป็นกุศลศีล  เป็นต้น

ยุติด้วยประการฉะนี้   ในศีล    อย่างนั้น  อกุศลศีล  ย่อมเข้ากันไม่ได้กับอาการของศีล  ที่ประสงค์เอา

ในอรรถนี้มีลักษณะ เป็นต้น แม้สักอาการเดียวดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ยกมาไว้ในอธิการนี้ เพราะฉะนั้น   นักศึกษาพึงทราบภาวะที่ศีลนั้น มี    อย่าง  โดยนัยเท่าที่บรรยายมาแล้วเท่านั้น

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในบรรดาศีล    ทั้งหลาย  ศีล  อย่างหมวดที่ ๑  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้-  ภิกษุใดในศาสนานี้ชอบคบแต่ภิกษุทุศีล   ไม่ชอบคบภิกษุมีศีล  มองไม่เห็นโทษในการล่วงละเมิดวัตถุ เป็นผู้โง่เซอะ มากไปด้วยความดำริผิด ไม่รักษาอินทรีย์ทั้งหลายศีลของภิกษุเช่นนี้นั่นแล จัดเป็น หานภาคิยศีล อนึ่ง ภิกษุใดในศาสนานี้เป็นผู้พอใจอยู่กับศีลสมบัติ   ไม่ทำความพอใจให้เกิดขึ้นในการบำเพ็ญกรรมฐานเนือง ๆ  ศีลของภิกษุนั้นผู้ยินดีเฉพาะเพียงแค่ศีล  ไม่พยายามเพื่อคุณเบื้องสูงขึ้นไป  จัดเป็น  ฐิติภาคิยศีล  อนึ่งภิกษุในศาสนานี้ผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว   ยังเพื่อต้องการสมาธิต่อไปอีก  ศีลของภิกษุนี้ จัดเป็น วิเสสภาคิยศีล   อนึ่ง  ภิกษุในศาสนานี้    ไม่ยินดีอยู่เฉพาะแค่ศีลสมบัติ    ย่อมประกอบเนือง ๆ ซึ่งนิพพิทา   คือวิปัสสนาต่อไป   ศีลของภิกษุนี้   จัดเป็น  นิพเพธภาคิยศีลศีล    อย่าง   โดยจำแนกเป็นหานภาคิยศีลเป็นต้น    ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล  ๔ หมวดที่ ๒

ในศีล ๔  อย่างหมวดที่ ๒  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้    สิกขาบททั้งหลายบัญญัติปรารภเฉพาะพวกภิกษุและสิกขาบทเหล่าใด  ที่พวกภิกษุเหล่านั้นจะต้องรักษานอกเหนือจากบทบัญญัติของภิกษุณีทั้งหลายนี่ชื่อว่า ภิกขุศีล สิกขาบททั้งหลายที่ทรงบัญญัติปรารภเฉพาะพวกภิกษุณี  และสิกขาบทเหล่าใดที่พวกภิกษุณีจะต้องรักษา  นอกเหนือจากบทบัญญัติของภิกษุทั้งหลาย  นี้ชื่อว่า  ภิกขุนีศีล  ศีล ๑๐ ประการของสามเณรและสามเณรี ชื่อว่า  อนุปสัมปันนศีล   สิกขาบท ๕ ประการด้วยอำนาจแห่งนิจศีล  หรือ  ในเมื่อมีความอุตสาหะก็สิกขาบท ๑๐ ประการ   และ  สิกขาบท ๘ ประการด้วยสามารถองค์แห่งอุโบสถ  สำหรับอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย   นี้ชื่อว่า  คหัฏฐศีล   ศีล    อย่าง โดยแยกเป็นภิกขุศีลเป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในศีล    อย่าง  หมวดที่    มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้    การไม่ล่วงละเมิด  ( เบญจศีล )  ของพวกมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปทั้งหลาย    จัดเป็น    ปกติศีล    จารีตประเพณีในขอบเขตของตน ๆ   ของตระกูลของตำบลและของลัทธิเดียรถีย์ทั้งหลาย  จัดเป็น  อาจารศีล   ศีลพระมารดาพระโพธิสัตว์ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า    ดูก่อนอานันทะ  ในกาลใดพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์   พระมารดา  ความพอพระทัย    ในบุรุษ   อันประกอบด้วยกามคุณ    ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระมารดาพระโพธิสัตว์     ดังนี้   จัดเป็น

ธัมมตาศีล   อนึ่ง  ศีลในชาตินั้น ๆ เช่น พระมหากัสสปะ เป็นต้น และของ พระโพธิสัตว์  จัดเป็น ปุพพเหตุกศีล   ศีล    อย่าง โดยแยกเป็นปกติศีล เป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในศีล    อย่างหมวดที่  ๔ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า  “ภิกษุในสาสนานี้  เป็นผู้สำรวมด้วยความสังวรคือปาฏิโมกข์  ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจรมีปกติมองเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย  สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย”    ศีลนี้ชื่อว่า    ปาติโมกขสังวรศีล

อนึ่ง ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า  “ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ยึดถือซึ่งนิมิตไม่ยึดถือซึ่งอนุพยัญชนะ  อกุศลบาปธรรมทั้งหลายคืออภิชฌาและโทมนัสย่อมไหลไปสู่ภิกษุนั้นผู้ไม่สำรวมซึ่จักขุนทรีย์เพราะมีจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสังวรซึ่งจักขุนทรีย์นั้น ย่อมรักษาซึ่งจักขุนทรีย์  ย่อมถึงความสังวรในจักขุนทรีย์,  ได้ยินเสียงด้วยโสตแล้ว…… ได้ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว…..  ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว… ได้รู้ธรรมารมย์ด้วยใจแล้ว…ย่อมไม่ยึดถือซึ่งนิมิต……ย่อมถึงซึ่งความสังวรในมนินทรีย์ ”  ฉะนี้   ศีลนี้จัดเป็น อินทรียสังวรศีล

อนึ่ง  การวิรัติจากมิจฉาอาชีพอันใด   ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการล่วงละเมิด  ซึ่งสิกขาบท ๖

ประการที่ทรงบัญญัติไว้เพราะมีอาชีวะเป็นเหตุ   และด้วยอำนาจแห่งบาปธรรมทั้งหลายมีอาทิ อย่างนี้  คือ “ การหลอกลวง  การพูดเลาะเล็ม  การกระทำนิมิต  การด่าแช่ง  การแสวงหาลาภด้วยลาภ “   นี้จัดเป็น อาชีวะปาสุทธิศีล

การบริโภคปัจจัย ๔ อันบริสุทธิ์ด้วยการพิจารณา  ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า “ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว  จึงใช้สอยจีวร  เพียงเพื่อกำจัดเสียซึ่งความเย็น……… “    ฉะนี้   จัดเป็น   ปัจจยสันนิสสิตศีล




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...