วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อวีติกกมศีล

 




อวีติกกมศีล

คำว่า  การไม่ล่วงละเมิด  ชื่อว่าศีล  ได้แก่  การไม่ล่วงละเมิดที่เป็นไปทางกาย และ เป็นไปทางวาจาของบุคคลผู้สมาทานศีลแล้ว

การวิสัชนาปัญหาข้อว่า  อะไรชื่อว่าศีล  ประการแรก  ยุติด้วยประการฉะนี้

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๒

จะวิสัชนาในปัญหาข้อที่เหลือต่อไปดังนี้  ปัญหาข้อว่า ที่ชื่อศีลเพราะอรรถกระไร   วิสัชนาว่าที่ชื่อศีลเพราะอรรถว่า  ความปกติ  ถาม-ที่ว่าความปกตินี้คืออย่างไร ? ตอบ-อย่างหนึ่งคือ  ความทรงอยู่อย่างเรียบร้อย  หมายความว่า  ความเป็นผู้มีกิริยาทางกายเป็นต้น ไม่เกะกะด้วยอำนาจ   ความสุภาพเรียบร้อยอีกอย่างหนึ่ง คือ ความรองรับ หมายความว่า ภาระที่รองรับด้วยสามารถ เป็นฐานรองรับกุศลธรรมทั้งหลายก็แหละความหมาย    อย่างนี้เท่านั้น สีลศัพท์นี้  บรรดาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในลักษณะของศัพท์รับรองต้องกัน  ส่วนอาจารย์ฝ่ายอื่นพรรณนาความหมายในสีลศัพท์นี้ไว้ แม้โดยนัยอาทิ อย่างนี้ว่า  ความหมายแห่งสีลศัพท์ หมายความว่า ยอด ความหมายแห่งสีลศัพท์  หมายความว่า  เย็น ฉะนี้ 

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๓

ลำดับนี้  จะวิสัชนาในปัญหาข้อที่ว่า อะไรเป็นลักษณะ , เป็นรส เป็นอาการปรากฏ และเป็นปทัฏฐานของศีล  ต่อไปนี้แม้ศีลนั้นถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก   ก็มีความปกติ   เป็นลักษณะ  เหมือนรูปซึ่งต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก  ก็มีภาวะจะพึงเห็นได้เป็นลักษณะฉะนั้น  เหมือนอย่างว่า แม้รูปายตนะถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมากโดยที่ต่างกันด้วยสีเขียวสีเหลือง เป็นต้น  ก็มีภาวะที่จะพึงเห็นได้เป็นลักษณะ เพราะถึงแม้รูปายตนะจะต่างกันโดยประเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ก็ไม่พ้นภาวะที่จะพึงเห็นได้  ฉันใด  แม้ศีลถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก โดยต่างกันโดยเจตนา  เป็นต้น   ก็มีความปกติ  ซึ่งได้กล่าวมาแล้วด้วยสามารถแห่งความทรงอยู่อย่างเรียบร้อยของกิริยา ทางกาย  เป็นต้น  และด้วยความสามารถแห่งความเป็นฐานรองรับกุศลธรรมทั้งหลายนั้นนั่นแล   เป็นลักษณะ   เพราะถึงแม้ศีลจะต่างกันโดยประเภทแห่งเจตนา เป็นต้น  ก็ไม่พ้นไปจากความทรงอยู่อย่างเรียบร้อย และความ      รองรับฉันนั้น  อนึ่ง  การขจัดเสียซึ่งความเป็นผู้ทุศีลหรือคุณคือความหาโทษมิได้  ท่านกล่าวว่า เป็นรสของศีลอันมีลักษณะดังกล่าวมาแล้ว   โดยอรรถว่า   เป็นกิจ  และ  เป็นสมบัติ เพราะ ฉะนั้น ชื่อว่าศีลนี้นักศึกษาพึงทราบว่าที่ว่า การขจัดซึ่งความเป็นผู้ทุศีลเป็นรสนั้นด้วยรส  เพราะอรรถว่า กิจ ที่ว่ามีความหาโทษมิได้เป็นรสนั้น ด้วยรสเพราะอรรถว่า  สมบัติ  เป็นความจริง  ในปัญหากรรมมีลักษณะ  เป็นต้น กิจ หรือ สมบัติ  นั่นเองที่ท่านเรียกว่า  รส  ศีลนี้นั้นมีความสะอาด เป็นอาการปรากฏวิญญูชนทั้งหลายรับรองกันว่า  โอตตัปปะ และ หิริ  เป็นปทัฏฐานของศีลนั้น จริงอยู่ศีลนั้นมีความสะอาดที่ตรัสไว้อย่างนี้คือ  ” ความสะอาดกาย  ความสะอาดวาจา  ความสะอาดใจ ”   เป็นอาการปรากฏ  ย่อมปรากฏโดย-

สภาวะอันสะอาด ย่อมถึงภาวะอันจะพึงถือเอาได้ ส่วนหิริและโอตตัปปะวิญญูชนทั้งหลายรับรองกันว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น อธิบายว่าหิริและโอตตัปปะเป็นเหตุใกล้ของศีลเป็นความจริงเมื่อหิริโอตตัปปะมีอยู่  ศีลจึงเกิดขึ้นและดำรงอยู่  เมื่อหิริโอตตัปปะไม่มีศีลย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ตั้งอยู่ไม่ได้เลย  นักศึกษาพึงทราบ  ลักษณะ, รส, อาการปรากฏและปทัฏฐานของศีล  ตามที่พรรณนาด้วยประการฉะนี้

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๔

ปัญหาข้อว่า   ศีลมีอานิสงส์อย่างไร  วิสัชนาว่า   ศีลนั้นมีอันได้ซึ่งคุณเป็นอันมาก   มีความไม่ เดือดร้อน เป็นต้น เป็นอานิสงส์   สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า  “ ดูก่อนอานันทะ   กุศลศีลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล  มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์แล” ยังมีพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้อย่างอื่นว่า ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  อานิสงส์ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลมี  ๕  ประการเหล่านี้  อานิสงส์ ๕ ประการนั้น คืออะไรบ้าง

๑.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลในโลกนี้ ย่อมประสบกองแห่งโภคทรัพย์อันยิ่งใหญ่ซึ่งมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑ ของ ศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๒.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  ข้ออื่นยังมีอีก เกียรติศัพท์ของบุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมฟุ้งขจรไป  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ ของ ศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๓.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  ข้ออื่นยังมีอีก  บุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล  เข้าไปสู่สังคมใด ๆ จะเป็นสังคมกษัตริย์ก็ดี  จะเป็นสังคมพราหมณ์ก็ดี  จะเป็นสังคมคหบดีก็ดี  จะเป็นสังคมสมณะก็ดี  ย่อมเข้าไปอย่างองอาจไม่เก้อเขิน  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๓  ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๔.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำการกิริยา  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๔  ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๕.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   ข้ออื่นยังมีอีก  บุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล  เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติ,  โลกสวรรค์  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕  ของศีลสมบัติ ของบุคคลผู้มีศีล

แม้อานิสงส์ของศีลอย่างอื่น ๆ เป็นเอนกประการซึ่งมีความเป็นที่รัก  เป็นที่เจริญใจ เป็นต้นมีความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นที่สุด   พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า  “  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงมุ่งหวังอยู่ว่า ขอให้เราพึงเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจเป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญ ของบรรดา

ภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย  เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายนั่นเถิด”

            ๑. องฺ.  ทกส.  ๒๔/๑.          ๒. ที.  มหา.  ๑๐/๑๐๒.          ๓. ม.  มู.  ๑๒ /๔๘.

ศีล มีคุณเป็นอันมากมีความไม่เดือดร้อนเป็นต้นเป็นอานิสงส์  ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้  



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...