วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อรูปกรรมฐาน ๔

 


อรูปกรรมฐาน 

                .   อากาสานัญจายตนะ    เพ่งความว่างเปล่าไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์โดยการกำหนดว่า    อากาโส  อนันโต ๆ

                .   วิญญาณัญจายตนะ   เพ่งวิญญาณไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์โดยการกำหนดว่า   วิญญาณัง   อนันตัง ๆ

                .   อากิญจัญญายตนะ   เพ่งความไม่มีอะไรเป็นที่สุดเป็นอารมณ์โดยกำหนดว่า   นัตถิ  กิญจิ ๆ

                .   เนวสัญญานาสัญญายตนะ    เพ่งความมีสัญญาก็ไม่ใช่  ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่  เป็นอารมณ์โดยการกำหนดว่า   เอตัง   สันตัง  เอตัง  ปณีตัง ๆ

                ความสงบแห่งจิตก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ  เมื่อบุคคงได้เจริญกรรมฐานที่กล่าวมาแล้วไม่ว่าจะใช้อารมณ์ใดกำหนดก็ตามจิตก็จะสงบ  ตั่งมั่น  คือ

                -   ขณิกสมาธิ   ความสงบที่เกิดขึ้นชั่วขณะเล็กน้อย

                -   อุปจารสมาธิ   ความสงบเพิ่มนานขึ้น  ใกล้ความแน่วแน่

                -   อัปปนาสมาธิ   จิตตั้งมั่นแน่วแน่ไม่หวั่นไหว

                เมือผู้ปฏิบัติบรรลุอัปปนาสมาธิแล้ว   จิตก็จะดำเนินไปสู่ความสงบในขั้นฌาน   เรียกว่า  รูปฌาน  คือ

                .   อารัมมณูปนิชฌาฯ  คือการเพ่งกรรมฐาน  ๔๐  เป็นอารมณ์

                .   ลักขณุปนิชฌาน   คือการเพ่งดูลักษณะของนามรูปเป็นอารมณ์โดยให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง   เป็นทุกข์   เป็นอนัตตา  คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ผลของญาณมี    ประเภทคือ

                รูปฌาน    คือ  ญาณที่เกิดจากการเพ่งรูป

                                .   ปฐมฌาน  มีองค์    คือ  วิตก  วิจารณ์  ปีติ  สุข  เอกัตตตา

                                .   ทุติยฌาน   มีองค์    คือ  ปีติ  สุข  เอกัตตตา

                                .   ตติยฌาน  มีองค์    คือ  สุข  เอกัตตตา

                                .   จตุตถฌาน  มีองค์    คือ  เอกัตตตา  และอุเบกขา

                ฌานทั้ง    นี้    เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำหน้าที่สงบนิวรณธรรม  ซึ่งเป็นธรรมที่สกัดกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดีที่เรียกว่า  ปริยุฏฐานกิเลส   คือกิเลสที่กลุ้มรุมจิตใจ

นิวรณ์     ประการ  คือ

                .   กามฉันทะ  จิตที่มีความรักใคร่พอใจ  ใฝ่ฝัน  หาคนรักและสิ่งที่ตนรัก

                .   พยาบาท   จิตที่อาฆาต  ไม่ยินดี  ผูกความโกรธเอาไว้   มุ่งร้ายและพยาบาทปองร้ายต่อคนและสัตว์เหล่าอื่น   มุ่งหาแต่วิธีแก้แค้น

                .   ถีนมิทธะ   จิตที่ถูกความง่วงเหงาหาวนอน   เซื่องซึม  หดหู่  เหนื่อยหน่าย  ครอบงำ

                .   อุททัจจกุกกุจจะ   จิตที่คิดพล่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ  สร้างวิมานในอากาศทำให้เกิดหงุดหงิด  งุ่นง่านใจ

                .   วิจิกิจฉา   คือการขาดความมั่นใจในตนเอง   ในหลักการและวิธีการต่าง ๆ  จนก่อให้เกิดความลังเลสงสัย  ตัดสินใจอะไรไม่ได้

รูปนาม

                .   จักขุประสาท   ( ตา )   รูปารมณ์ ( สี )  เป็นรูปจักขุวิญญาณ  ( เห็น )  เป็นนาม

                .   โสตประสาท   ( หู )   สัททารมณ์  ( เสียง )  เป็นรูปโสตวิญญาณ  ( ได้ยิน ) เป็นนาม

                .   ฆานประสาท  ( จมูก )   คันธารมร์  ( กลิ่น )  เป็นรูปฆานวิญญาณ  ( รู้กลิ่น ) เป็นนาม

                .   ชิวหาประสาท   ( สิ้น )  รสารมณ์   ( รส ) เป็นรูปชิวหาวิญญาณ  ( รู้รส ) เป็นนาม

                .   กายประสาท   ( กาย )  โผฏฐัพพารมณ์   ( เย็น  ร้อน  อ่อน  แข็ง  ไหว  และเคร่งตึง )  เป็นรูปกายวิญญาณ                               ( รู้ถูกต้อง ) เป็นนาม

                .   หทยวัตถุ  ธรรมารมณ์  ( กิริยาบท )  เป็นรูปมโนวิญญาณ  ( รู้ธรรมารมณ์ )  เป็นนาม

เหตุปัจจัยให้เกิดรูป

                .   อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน  กรรม   เป็นปัจจัยให้เกิดรูป

                .   อาหารเป็นปัจจัยอุปถัมภ์รูป

เหตุปัจจัยให้เกิดนาม

                .   ประสาทตา  สี   แสงสว่าง  มนสิการ  เป็นปัจจัยให้เกิดนาม  คือ  จักขุวิญญาณ

                .   ประสาทหู   เสียง  วิจารณ์  มนสิการ  เป็นปัจจัยให้เกิดนาม  คือ   โสตวิญญาณ

                .   ประสาทจมูก  กลิ่น  ลม  มนสิการ  เป็นปัจจัยให้เกิดนาม  คือ   ฆานวิญญาณ

                .   ประสาทลิ้น   รส  น้ำ   มนสิการ  เป็นปัจจัยให้เกิดนาม  คือ   ชิวหาวิญญาณ

                .   ประสาทกาย   โผฏฐัพพะ   ดิน   มนสิการ  เป็นปัจจัยให้เกิดนาม

                .   หทยวัตถุ   ธรรมารมณ์  มโนทวาร   มนสิการ  เป็นปัจจัยให้เกิดนาม  คือ   มโนวิญญาณ



วิปัสสนาภูมิ

                วิปัสสนาภูมิ   ภูมิทางวิปัสสนา  ได้แก่   อัตภาพร่างกาย  มีอยู่    อย่าง  คือ

                .   ขันธ์     ได้แก่   รูป   เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ

                .   อายตนะ   ๑๒   คือ  อายตนะภายใน    ได้แก่  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  อายตนะภายนอก    ได้แก่  รูป  เสียง  กลิ่น   รส   โผฏฐัพพะ   ธรรมารมณ์

                .   ธาตุ   ๑๘   คือ

                .   จักขุธาตุ                                          .   โสตธาตุ

                .   ฆานธาตุ                                          .   ชิวหาธาตุ

                .   กายธาตุ                                          .   มโนธาตุล       

                .   รูปธาตุ                                             .   สัททธาตุ

                .   คันธธาตุ                                          ๑๐. รสธาตุ

                ๑๑. โผฏฐัพพธาตุ                                 ๑๒. ธัมมธาตุ

                ๑๓. จักขุวิญญาณธาตุ                         ๑๔. โสตวิญญาณธาตุ

                ๑๕. ฆานวิญญาณธาตุ                        ๑๖. ชิวหาวิญญาณธาตุ

                ๑๗. กายวิญญาณธาตุ                        ๑๘.   มโนวิญญาณธาตุ

.   อินทรีย์   ๒๒  คือ

                .   จักขุนทรีย์                                        .   โสตินทรีย์

                .   ฆานินทรีย์                                       .   ชิวหินทรีย์

                .   กายินทรีย์                                       .   มนินทรีย์

                .   จิตตินทรีย์                                       .   ปุริสินทรีย์

                .   ชีวิตินทรีย์                                        ๑๐. สุขินทรีย์

                ๑๑. ทุกาขินทรีย์                                    ๑๒. โสมนัสสินทรีย์

                ๑๓. โทมนัสสินทรีย์                               ๑๔. อุเปกขินทรีย์

                ๑๕. สิทธินทรีย์                                      ๑๖. วิริยินทรีย์

                ๑๗. สตินทรีย์                                         ๑๘. สมาธินทรีย์

                ๑๙. ปัญญินทรีย์                                   ๒๐. อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์

                ๒๑. อัญญินทรีย์                                    ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์

. อริยสัจจ์    คือ

            .   ทุกข์                                                 .   สมุทัย

                .   นิโรธ                                                .   มรรค

.   ปฏิจจสมุปบาท  ๑๒  คือ

                .   อวิชชา                                             .   สังขาร

                .   วิญญาณ                                        .   นามรูป

                .   อายตนะ                                          .   ผัสสะ

                .   เวทนา                                              .   ตัณหา

                .   อุปาทาน                                          ๑๐. ภพ

                ๑๑. ชาติ                                                 ๑๒.  ชรา มรณะ

 

วิสุทธิ ๗

                .   สีลวิสุทธิ   ความหมดจดแห่งศีล   มีศีล  - - ๑๐ - ๒๒๗  - ๓๑๑

                .   จิตวิสุทธิ   ความหมดจดแห่งจิต   มีสมาธิทั้ง 

                .   ทิฏฐิวิสุทธิ   ความหมดจดแห่งความเห็น   เป็นตัวมีปัญหา

                .   กังขาวิตรณวิสุทธิ   ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องก้าวล่วงความสงสัย

                .   มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ   ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางและมิใช่ทาง

                .   ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ   ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติที่ดำเนินไปตามลำดับ

                .   ญาณทัสสนวิสุทธิ   ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ

วิสุทธิข้อที่  - ๖ เป็นโลกิยะ  เป็นมรรคเบื้องต้น  มีรูปนามเป็นอารมณ์  ข้อที่    เป็นโลกุตระ

พละ    อินทรีย์ ๕

                .   ศรัทธา   ความเชื่อความเลื่อมใส   เป็นปฏิปักษ์ต่อความไม่เชื่อ

                .   วิริยะ   ความเพียร  เป็นปฏิปักษ์ต่อความเกียจคร้าน

                .   สติ   ความระลึกได้   เป็นปฏิปักษ์ต่อความหลงลืม

                .   สมาธิ   ความตั้งใจมั่น   เป็นปฏิปักษ์ต่อความฟุ้งซ่าน

                .   ปัญญา   ความรอบรู้ในเหตุผล   เป็นปฏิปักษ์ต่อความหลงงมงาย

ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ควรปฏิบัติตามคุณธรรม    ประการ  คือ

                .      กัมมารตา   ไม่ควรยินดีเพลิดเพลินในกิจธุระการงาน

                .      ภัสสารามตา   ไม่ควรยินดีเพลิดเพลินในการพูดคุยกัน

                .     นิทุทาราตา  ไม่ควรยินดีเพลิดเพลินในการหลับนอน

                .   อินทริเยสุ   ไม่ควรยินดีเพลิดเพลินด้วยหมู่คณะ

                .  อินทรเยสุ  คุตตทวารตา   สำรวมอินทรีย์  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ไม่ให้กิเลสเกิด

                .   โภชเน   มัตตัญญุตา   รูจักประมาณในหารบริโภคอาหาร

วิปัสสนูปกิเลส  ๑๐

                วิปัสสนูปกิเลส    คือ  กิเลสที่ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมองไป  ๑๐  ประการ  คือ

                .   โอภาส   แสงสว่างที่ซ่อนออกไปจากสรีระ   โดยมีวิปัสสนาจิตเป็นสมุฏฐาน

                .   ญาณ  คือ  วิปัสสนาญาณทีกล้าเดินไปจนเสียปัจจุบันธรรม

                .   ปีติ   ได้แก่   ปีติ    เกิดร่วมกับวิปัสสนาจิต

                .   ปัสสัทธิ   ความสงบกายจิตไม่มีความกระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

                .   สุข   ได้แก่   การเสพรสอารมณ์   ที่ละเอียดปราณีตยิ่ง

                .   อธิโมกข์  ความเชื่อที่แก่กล้าที่ประกอบด้วยวิปัสสนา

                .   ปัคคาหะ   ความเพียรที่ประคองให้ดำเนินไปด้วยดีไม่มากไม่น้อย

                .   อุปัฏฐาน   สติที่ตั้งมั่นไม่แกว่งไกวเมื่อระลึกถึง

                .   อุเบกขา   ได้แก่อุเบกขา    คือ  วิปัสสนุเบกขา   อุเบกขาจิตที่เป็นกลางในสัตว์และสังขารทั้งปวงเมื่อระลึกถึงอารมณ์นั้น

                ๑๐. นิกันติ  ความใคร่   เป็นความใคร่ที่มิอาจกำหนดตายตัวได้ว่า     เป็นกิเลสหรือความสุขุมละเอียดของจิต ทำความอาลัยในวิปัสสนูปกิเลสทั้ง    มี  โอภาสเป็นต้นที่ละเอียดมีอาการอันสงบเกิดขึ้น

โพชฌงค์ 

                โพชฌงค์  องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้  องค์ธรรมของผู้จะตรัสรู้  องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย

                .   สติสัมโพชฌงค์    องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือสติ

                .   ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์   องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือธรรมวิจย

                .   วิริยสัมโพชฌงค์   องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือวิริยะ

                .   ปีติสัมโพชฌงค์   องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือปีติ

                .   ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์   องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ปัสสัทธิ

                .   สมาธิสัมโพชฌงค์   องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือสมาธิ

                .   อุเบกขาสัมโพชฌงค์   องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คืออุเบกขา



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...