อรูปกรรมฐาน ๔
๑. อากาสานัญจายตนะ เพ่งความว่างเปล่าไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์โดยการกำหนดว่า “
อากาโส อนันโต ๆ “
๒. วิญญาณัญจายตนะ
เพ่งวิญญาณไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์โดยการกำหนดว่า “ วิญญาณัง อนันตัง ๆ “
๓. อากิญจัญญายตนะ
เพ่งความไม่มีอะไรเป็นที่สุดเป็นอารมณ์โดยกำหนดว่า “ นัตถิ กิญจิ ๆ “
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ
เพ่งความมีสัญญาก็ไม่ใช่
ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
เป็นอารมณ์โดยการกำหนดว่า “
เอตัง สันตัง เอตัง
ปณีตัง ๆ “
ความสงบแห่งจิตก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ
เมื่อบุคคงได้เจริญกรรมฐานที่กล่าวมาแล้วไม่ว่าจะใช้อารมณ์ใดกำหนดก็ตามจิตก็จะสงบ ตั่งมั่น
คือ
- ขณิกสมาธิ
ความสงบที่เกิดขึ้นชั่วขณะเล็กน้อย
- อุปจารสมาธิ
ความสงบเพิ่มนานขึ้น
ใกล้ความแน่วแน่
- อัปปนาสมาธิ
จิตตั้งมั่นแน่วแน่ไม่หวั่นไหว
เมือผู้ปฏิบัติบรรลุอัปปนาสมาธิแล้ว จิตก็จะดำเนินไปสู่ความสงบในขั้นฌาน เรียกว่า
“ รูปฌาน “
คือ
๑. อารัมมณูปนิชฌาฯ คือการเพ่งกรรมฐาน ๔๐
เป็นอารมณ์
๒. ลักขณุปนิชฌาน
คือการเพ่งดูลักษณะของนามรูปเป็นอารมณ์โดยให้เห็นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
คือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
ผลของญาณมี ๒
ประเภทคือ
รูปฌาน
๔ คือ ญาณที่เกิดจากการเพ่งรูป
๑. ปฐมฌาน มีองค์
๕ คือ วิตก
วิจารณ์ ปีติ สุข
เอกัตตตา
๒. ทุติยฌาน มีองค์
๓ คือ ปีติ
สุข เอกัตตตา
๓. ตติยฌาน มีองค์
๒ คือ สุข
เอกัตตตา
๔. จตุตถฌาน มีองค์
๒ คือ เอกัตตตา
และอุเบกขา
ฌานทั้ง
๔ นี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำหน้าที่สงบนิวรณธรรม
ซึ่งเป็นธรรมที่สกัดกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดีที่เรียกว่า “ ปริยุฏฐานกิเลส “ คือกิเลสที่กลุ้มรุมจิตใจ
นิวรณ์ ๕
ประการ คือ
๑. กามฉันทะ จิตที่มีความรักใคร่พอใจ ใฝ่ฝัน
หาคนรักและสิ่งที่ตนรัก
๒. พยาบาท จิตที่อาฆาต
ไม่ยินดี ผูกความโกรธเอาไว้
มุ่งร้ายและพยาบาทปองร้ายต่อคนและสัตว์เหล่าอื่น มุ่งหาแต่วิธีแก้แค้น
๓. ถีนมิทธะ จิตที่ถูกความง่วงเหงาหาวนอน เซื่องซึม
หดหู่ เหนื่อยหน่าย ครอบงำ
๔. อุททัจจกุกกุจจะ จิตที่คิดพล่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ สร้างวิมานในอากาศทำให้เกิดหงุดหงิด งุ่นง่านใจ
๕. วิจิกิจฉา คือการขาดความมั่นใจในตนเอง ในหลักการและวิธีการต่าง ๆ จนก่อให้เกิดความลังเลสงสัย ตัดสินใจอะไรไม่ได้
รูปนาม
๑. จักขุประสาท ( ตา ) รูปารมณ์ ( สี ) เป็นรูปจักขุวิญญาณ ( เห็น ) เป็นนาม
๒. โสตประสาท ( หู ) สัททารมณ์ ( เสียง ) เป็นรูปโสตวิญญาณ ( ได้ยิน ) เป็นนาม
๓. ฆานประสาท ( จมูก ) คันธารมร์ ( กลิ่น ) เป็นรูปฆานวิญญาณ ( รู้กลิ่น ) เป็นนาม
๔. ชิวหาประสาท ( สิ้น ) รสารมณ์ ( รส ) เป็นรูปชิวหาวิญญาณ ( รู้รส ) เป็นนาม
๕. กายประสาท ( กาย ) โผฏฐัพพารมณ์ ( เย็น ร้อน
อ่อน แข็ง ไหว
และเคร่งตึง ) เป็นรูปกายวิญญาณ ( รู้ถูกต้อง ) เป็นนาม
๖. หทยวัตถุ ธรรมารมณ์
( กิริยาบท )
เป็นรูปมโนวิญญาณ (
รู้ธรรมารมณ์ ) เป็นนาม
เหตุปัจจัยให้เกิดรูป
๑. อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
กรรม เป็นปัจจัยให้เกิดรูป
๒. อาหารเป็นปัจจัยอุปถัมภ์รูป
เหตุปัจจัยให้เกิดนาม
๑. ประสาทตา สี
แสงสว่าง มนสิการ เป็นปัจจัยให้เกิดนาม คือ
จักขุวิญญาณ
๒. ประสาทหู เสียง
วิจารณ์ มนสิการ เป็นปัจจัยให้เกิดนาม คือ
โสตวิญญาณ
๓. ประสาทจมูก กลิ่น
ลม มนสิการ เป็นปัจจัยให้เกิดนาม คือ
ฆานวิญญาณ
๔. ประสาทลิ้น รส
น้ำ มนสิการ เป็นปัจจัยให้เกิดนาม คือ
ชิวหาวิญญาณ
๕. ประสาทกาย โผฏฐัพพะ
ดิน มนสิการ เป็นปัจจัยให้เกิดนาม
๖. หทยวัตถุ ธรรมารมณ์
มโนทวาร มนสิการ เป็นปัจจัยให้เกิดนาม คือ
มโนวิญญาณ
วิปัสสนาภูมิ
วิปัสสนาภูมิ ภูมิทางวิปัสสนา ได้แก่
อัตภาพร่างกาย มีอยู่ ๖
อย่าง คือ
๑. ขันธ์ ๕
ได้แก่ รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ
๒. อายตนะ ๑๒
คือ อายตนะภายใน ๖
ได้แก่ ตา หู
จมูก ลิ้น กาย
ใจ อายตนะภายนอก ๖
ได้แก่ รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์
๓. ธาตุ ๑๘
คือ
๑. จักขุธาตุ ๒. โสตธาตุ
๓. ฆานธาตุ ๔. ชิวหาธาตุ
๕. กายธาตุ ๖. มโนธาตุล
๗. รูปธาตุ ๘. สัททธาตุ
๙. คันธธาตุ ๑๐. รสธาตุ
๑๑. โผฏฐัพพธาตุ ๑๒.
ธัมมธาตุ
๑๓. จักขุวิญญาณธาตุ ๑๔.
โสตวิญญาณธาตุ
๑๕. ฆานวิญญาณธาตุ ๑๖.
ชิวหาวิญญาณธาตุ
๑๗. กายวิญญาณธาตุ ๑๘. มโนวิญญาณธาตุ
๔. อินทรีย์ ๒๒
คือ
๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์
๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์
๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์
๗. จิตตินทรีย์ ๘. ปุริสินทรีย์
๙. ชีวิตินทรีย์ ๑๐. สุขินทรีย์
๑๑. ทุกาขินทรีย์ ๑๒. โสมนัสสินทรีย์
๑๓. โทมนัสสินทรีย์ ๑๔.
อุเปกขินทรีย์
๑๕. สิทธินทรีย์ ๑๖. วิริยินทรีย์
๑๗. สตินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์
๑๙. ปัญญินทรีย์ ๒๐. อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์
๒๑. อัญญินทรีย์ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์
๕. อริยสัจจ์ ๔ คือ
๑. ทุกข์ ๒. สมุทัย
๓. นิโรธ ๔. มรรค
๖. ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ คือ
๑. อวิชชา ๒. สังขาร
๓. วิญญาณ ๔. นามรูป
๕. อายตนะ ๖. ผัสสะ
๗. เวทนา ๘. ตัณหา
๙. อุปาทาน ๑๐. ภพ
๑๑. ชาติ ๑๒. ชรา –
มรณะ
วิสุทธิ ๗
๑. สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล มีศีล
๕ - ๘ - ๑๐ - ๒๒๗ - ๓๑๑
๒. จิตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต มีสมาธิทั้ง
๓
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งความเห็น เป็นตัวมีปัญหา
๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องก้าวล่วงความสงสัย
๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางและมิใช่ทาง
๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติที่ดำเนินไปตามลำดับ
๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ
วิสุทธิข้อที่ ๑ - ๖ เป็นโลกิยะ เป็นมรรคเบื้องต้น มีรูปนามเป็นอารมณ์ ข้อที่
๗ เป็นโลกุตระ
พละ ๕ อินทรีย์ ๕
๑. ศรัทธา ความเชื่อความเลื่อมใส เป็นปฏิปักษ์ต่อความไม่เชื่อ
๒. วิริยะ ความเพียร
เป็นปฏิปักษ์ต่อความเกียจคร้าน
๓. สติ ความระลึกได้ เป็นปฏิปักษ์ต่อความหลงลืม
๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น เป็นปฏิปักษ์ต่อความฟุ้งซ่าน
๕. ปัญญา ความรอบรู้ในเหตุผล เป็นปฏิปักษ์ต่อความหลงงมงาย
ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ควรปฏิบัติตามคุณธรรม ๖
ประการ คือ
๑. น กัมมารตา
ไม่ควรยินดีเพลิดเพลินในกิจธุระการงาน
๒. น ภัสสารามตา
ไม่ควรยินดีเพลิดเพลินในการพูดคุยกัน
๓. น นิทุทาราตา
ไม่ควรยินดีเพลิดเพลินในการหลับนอน
๔. อินทริเยสุ ไม่ควรยินดีเพลิดเพลินด้วยหมู่คณะ
๕. อินทรเยสุ คุตตทวารตา
สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ
ไม่ให้กิเลสเกิด
๖. โภชเน มัตตัญญุตา
รูจักประมาณในหารบริโภคอาหาร
วิปัสสนูปกิเลส ๑๐
วิปัสสนูปกิเลส คือ
กิเลสที่ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมองไป
๑๐ ประการ คือ
๑. โอภาส แสงสว่างที่ซ่อนออกไปจากสรีระ โดยมีวิปัสสนาจิตเป็นสมุฏฐาน
๒. ญาณ คือ
วิปัสสนาญาณทีกล้าเดินไปจนเสียปัจจุบันธรรม
๓. ปีติ ได้แก่
ปีติ ๕ เกิดร่วมกับวิปัสสนาจิต
๔. ปัสสัทธิ
ความสงบกายจิตไม่มีความกระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
๕. สุข ได้แก่
การเสพรสอารมณ์
ที่ละเอียดปราณีตยิ่ง
๖. อธิโมกข์ ความเชื่อที่แก่กล้าที่ประกอบด้วยวิปัสสนา
๗. ปัคคาหะ
ความเพียรที่ประคองให้ดำเนินไปด้วยดีไม่มากไม่น้อย
๘. อุปัฏฐาน สติที่ตั้งมั่นไม่แกว่งไกวเมื่อระลึกถึง
๙. อุเบกขา ได้แก่อุเบกขา ๒
คือ วิปัสสนุเบกขา
อุเบกขาจิตที่เป็นกลางในสัตว์และสังขารทั้งปวงเมื่อระลึกถึงอารมณ์นั้น
๑๐. นิกันติ ความใคร่
เป็นความใคร่ที่มิอาจกำหนดตายตัวได้ว่า
“ เป็นกิเลสหรือความสุขุมละเอียดของจิต
“ ทำความอาลัยในวิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๙
มี โอภาสเป็นต้นที่ละเอียดมีอาการอันสงบเกิดขึ้น
โพชฌงค์ ๗
โพชฌงค์
องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้
องค์ธรรมของผู้จะตรัสรู้
องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย
๑. สติสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือสติ
๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือธรรมวิจย
๓. วิริยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือวิริยะ
๔. ปีติสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือปีติ
๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ปัสสัทธิ
๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คือสมาธิ
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ องค์แห่งปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้คืออุเบกขา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น