ญาณที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณ
เป็นญาณที่ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญารู้ว่า
อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ที่เรียกว่ารูปนามนั้นแท้จริงเป็นอย่างไร ผู้ปฏิบัติจะรู้แยกรูปแยกนามออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ปะปนกัน
ในญาณต้น ๆนี้
ผู้ปฏิบัติยังไม่รู้จักทางดี
ผู้สอบอารมณ์ต้องซักถามให้ผู้ปฏิบัติเคยชิน
เพราะผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถเล่าอาการที่เป็นมาได้ถนัดจึงจำเป็นต้องสอบกันมาก
หลักการในญาณที่ ๑
๑. รู้แยกรูป เช่น
- ขวาย่าง กับซ้ายย่าง
เป็นคนละอัน
-
ซ้ายย่างอันก่อนกับซ้ายย่างอันหลังคนละอัน
-
พองกับยุบเป็นคนละอัน
-
พองแรกกับพองหลังและยุบแรกกับยุบหลังเป็นคนละอัน
๒. รู้แยกนาม
- รู้ซ้ายย่างกับขวาย่าง เป็นคนละอัน
-
รู้พองกับรู้ยุบเป็นคนละอัน
-
รู้พองแรกกับรู้พองหลังเป็นคนละอัน
๓. รู้แยกรูปรู้แยกนาม
-
รู้กับซ้ายย่าง ขวาย่าง
เป็นคนละอัน
-
รู้กับพอง
รู้กับยุบ เป็นคนละอัน
๔. ทางอายตนะ
- รูปกับรู้ว่าเห็น เสียง
กับได้ยิน กลิ่นกับได้กลิ่น รสกับรู้รส
สัมผัสกับรู้ถูกเป็นคนละอัน
๕. เบ็ดเตล็ด
-
เวทนาที่เกิดขึ้นกำหนดไม่หาย เดี๋ยวอย่างโน้นเกิดอย่างนี้เกิด
-
จิตที่แวบออกไปนาน กำหนดไม่ทัน
หรือไม่ได้กำหนด
ญาณที่ ๒ ปัจจยปริคคหญาณ
เป็นญาณที่ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญารู้แจ้งในสภาวะของรูปกับนามที่กำหนดอยู่อย่างนั้น ทั้งรูป
ทั้งนาม เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันอยู่ทุกขณะ
ในญาณนี้ผู้สอบอารมณ์จำเป็นต้องชักถามผู้ปฏิบัติให้มากเช่นกัน
เพราะผู้ปฏิบัติยังไม่ค่อยชำนาญในการแจ้งอารมณ์
หลักการในญาณที่ ๒ สรุปได้ดังนี้
๑. พองขึ้นก่อน รู้ตาม
การกำหนดที่เท้าในขณะเดินและกำหนดอายตนะต่าง ๆ คงเป็นเช่นเดียวกัน
๒. รู้จิตที่สั่งหรือต้นจิตชัดเจน
๓. เวทนากำหนดไม่ทันหาย อันอื่นเกิด
หรือกำหนดเวทนาแล้วกลับไปกำหนดพอง – ยุบ เวทนาจะหายไปโดยไม่รู้ตัว
๔. นิมิตก็มีลักษณะเดียวกันกับเวทนา
๕. จิตที่แวบออกไปรับอารมณ์ กำหนดได้ทันและเร็วขึ้น กำหนดครั้งสองครั้งก็กลับมาอยู่ในกรรมฐาน
เมื่อเห็นว่าผู้ปฏิบัติมีความรู้แจ้งในญาณนี้แล้ว ให้เดินระยะที่สอง คือ “
ยกหนอ เหยียบหนอ “
การเพิ่มจังหวะกำหนดพอง – ยุบ นั่ง
ผู้สอบอารมณ์ควรถามผู้ปฏิบัติก่อน
เพื่อทราบว่า พอง – ยุบ ถี่ห่างประการใด
ถ้าห่างพอจะเพิ่มได้ก็ควรจะเพิ่ม “ นั่งหนอ “ แต่ปกติ พอง – ยุบ ของผู้ปฏิบัติมักจะไม่ห่างกันคือ มักจะโรยท้องลงมาเวลายุบ ให้ได้จังหวะกันกับคำว่า หนอ
อย่างไรก็ตาม พอง – ยุบ
ปกติของคนธรรมดาเช่นเวลานอนหลับสนิท
พองมักจะยาว
ยุบมักจะฮวบเดียวหมด คือ สั้น
ดังนั้น ย่อมมีจังหวะที่จะแทรก นั่งหนอ
ได้เสมอ นอกจากจะถี่จริง ๆ
ในขั้นตอนแรกควรลองให้ “นั่งหนอ “ ดูก่อน ถ้าแทรกไม่ได้จริง ๆ จังสั่งถอน
แต่ถ้าบอกไปด้วยว่า ดูพอง - ยุบ ของตน
ถ้าใส่ “ นั่งหนอ
“ ได้ก็ให้ใส่
ถ้าใส่ไม่ได้ก็ไม่ต้องใส่อธิบายอย่างนี้โดยมากจะไม่ได้ เพราะความไม่ชำนาญ เป็นเหตุให้เกิดพัลวันกัน ผู้ปฏิบัติจะบอกว่าใส่ไม่ได้ดังเช่น ขั้นแรกควรบอกให้ผู้ปฏิบัติใส่ก่อน แล้วจึงพิจารณาขั้นหลังก็ควร
ญาณที่ ๓ สัมมญาณ
ผู้ปฏิบัติผ่านมาถึงญาณที่ ๓ นี้
จะเกิดปัญญารู้แจ้งในลักษณะของรูปนามที่กำหนดอยู่โดยอาการ ๓
นั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา
เป็นเหตุให้ได้ทราบความจริงของรูปนามทั้งหลายว่ามีแต่อาการทั้ง ๓
อย่างนี้เท่านั้น
อันเรียกได้ว่าผู้ประเสริฐกว่าผู้ที่เกิดมามีอายุ ๑๐๐ ปี
แต่ไม่มีปัญญารู้แจ้งในลักษณะทั้ง
๓ อย่างนี้
หลักการของญาณที่ ๓ มีดังนี้
๑. เวทนาในญาณนี้ ผู้ปฏิบัติจะพบว่า เวทนามากมายหลายอย่าง หลายประการ
ผู้สอบอารมณ์จะต้องสอบถามและให้ผู้ปฏิบัติเล่าให้ละเอียดเพื่อเป็นแนวทางวินิจฉัย
ลักษณะของเวทนาโดยมากมักมีอาการปวดตามร่างกาย เมื่อยหลัง
เมื่อยขา คัน ชา
เสียด ยอก แน่น
การกำหนดเวทนาในญาณนี้
ผู้ปฏิบัติจะกำหนดให้หายไปได้
โดยต้องกำหนดตั้งแต่ ๓ - ๔ ครั้ง จึงจะหาย ลักษณะของเวทนาที่หายจะค่อย ๆ หายไปที่ละครั้งที่กำหนด จนกระทั่งหายขาดแล้วเวทนาอื่นจึงจะเกิดขึ้น
ถ้ากำหนดไปหลายครั้งยังไม่หายขาด
เวทนาอื่นเกิดซ้อนมาอีกแสดงว่ายังอยู่ในญาณที่ ๒
๒. นิมิต นิมิตก็เช่นเดียวกันกับเวทนา จะเกิดในญาณนี้มาก
เพราะจิตของผู้ปฏิบัติเป็นจิตวิสุทธิตั้งอยู่ได้นานแต่การกำหนดยังอ่อน จิตของผู้ปฏิบัติยังมีโลภะมากอยู่ เมื่อเห็นนิมิตก็ยินดี ชอบดี
จึงกำหนดไม่ค่อยหายและต้องกำหนดหลายครั้ง ๓ - ๔ ครั้งจึงจะหาย พออันนี้หาย
อันอื่น ๆ ก็เกิดตามมาอีกทั้งสองลักษณะนี้
แสดงว่าผู้ปฏิบัติยังมีสติอ่อนอยู่
กำหนดเวทนาหรือนิมิตยังไม่ได้เป็นปัจจุบัน
ผู้สอบอารมณ์จะต้องเตือนให้ใช้สติให้มากกำหนดให้ทันท่วงที โดยไม่ต้องพิจารณาหรือวิจารณ์ให้เป็นอดีตหรืออนาคต กล่าวคือ
เมื่อเวทนาเกิดขึ้น
ก็กำหนดทันทีโดยไม่ต้องคิดไปต่าง ๆ นานา
เพราะการวิจารณ์ไปเช่นนี้จะเป็นเหตุให้สมาธิตก ดังนั้น
ให้กำหนดหยุดทันทีที่รู้ว่า
เวทนาเกิดขึ้น นิมิตก็เช่นเดียวกัน ให้กำหนดทันทีที่เมื่อมันเกิดขึ้น โดยไม่ต้องไปวิจารณ์ว่าเป็นอะไร
๓. การเดิน การเดินของผู้ปฏิบัติในญาณนี้ จะเดินเพลิน
เดินได้นาน ไม่ขี้เกียจ เดินคล่อง
เท้าเบา ในขณะกำหนด “ หนอ “ จะมีอาการวูบวาบหรือเฉย คือหมดความรู้สึก เพราะจิตที่รับรู้กับอารมณ์ที่กำหนดดับลง หมดลงพร้อมกัน
อาการเช่นนีปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติที่มีสติและสมาธิถึงขนาดบางคนก็จะปรากฏอาการนี้แต่เพียงครั้งเดียว เฉพาะเวลาที่มีสมาธิดี จิตไม่เผลอ
ไม่แวบออกไปหาอารมณ์อื่น
๔. การกำหนดพอง
– ยุบ
ผู้ปฏิบัติจะกำหนดพอง – ยุบ ได้ชัดเจนเป็น
๓ ระยะ คือ
ต้น กลาง สุด
เมื่อกำหนด “ หนอ “ จะรู้ว่าอารมณ์กับจิตที่รับรู้หมดไป ดับไปพร้อมกัน
แสดงว่าผู้ปฏิบัติมีสติกับสมาธิ
เมื่อผู้ปฏิบัติรู้แจ้งในญาณนี้แล้ว
ให้เดินระยะที่ ๓ คือ “
ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ “ แล้วให้เดินระยะที่ ๑ และระยะที่
๒ อย่างน้อยระยะละ ๑๐
นาที ระยะที่ ๓
อย่างน้อย ๒๐ นาที
การกำหนดที่พอง – ยุบ นั้นต้องสอบถามผู้ปฏิบัติให้แน่ใจก่อนว่า เมื่อยุบแล้วกว่าจะพองเว้นระยะนานไหม การกำหนด
“ นั่งหนอ “
กำหนดได้สะดวกดีไหม
พัลวันกับพองไหม
ถ้าผู้ปฏิบัติตอบว่ากำหนดได้สะดวกดี
และเมื่อกำหนด “ นั่งหนอ “ แล้วยังรู้ว่ายังห่างอยู่อีก ก็ให้เพิ่ม
“ ถูกหนอ “
หมั่นเตือนให้ผู้ปฏิบัติกำหนดทางอายตนะและต้นจิตอยู่เสมอ ๆ
ในญาณนี้
ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเกิดศรัทธามากขึ้นกว่าปกติ เพราะเหตุว่า
เห็นผลของการปฏิบัติชัดเจนขึ้น การกำหนดเวทนาต่าง
ๆ ที่เคยท้อถอยอยู่ก็มีวิริยะเพิ่มขึ้น
เพราะรู้ว่าเวทนาต่าง ๆ ที่เคยกลัว
ๆ
อยู่นั้นก็สามารถกำหนดให้หายไปได้โดยไม่กี่ครั้ง ต้องละทิฏฐิและมานะให้มากขึ้น เป็นการเร่งรัดตัวเองให้เข้าญาณที่ ๔
ตามลำดับ
ญาณที่ ๔ อุทยัพพญาณ
ในญาณนี้มีอาการเป็นสองตอน
คือ อย่างอ่อนกับอย่างแก่ อุทยัพพญาณอย่างอ่อนนั้น คือ
ปฏิบัติรู้แจ้งในรูปที่กำหนดอยู่ว่า มีอาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่
และดับไป
ทุกระยะโดยไม่ขาดสายจนหมดความสงสัยในสภาพของรูปนาม มีความเชื่ออย่างแน่วแน่
แท้จริงในลักษณะของรูปนามที่กำหนดอยู่นั้น
ถ้าเข้าใจว่าตนได้เข้าถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว รู้ว่าตนนี้วิเศษอย่างยิ่ง
จนกระทั่งเพลิดเพลินไปตามอำนาจของวิปัสสนูปกิเลส ซึ่งหมายถึง
อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา หรือ
ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ให้วิปัสสนาอ่อน ๆ ทำให้เข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผลแล้ว
เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ
ส่วนอุทยัพพญาณอย่างแก่
ผู้ปฏิบัติจะพ้นไปจากอำนาจของวิปัสสนูปกิเลส
อารมณ์จะแจ่มใสประกอบด้วยวิปัสสนาญาณที่บริสุทธิ์ ผุดผ่อง
สามารถกำหนดรูปนามที่เกิดดับได้อย่างรวดเร็ว
ผู้ปฏิบัติที่ได้บำเพ็ญเพียรวิปัสสนามาเมื่อเข้าถึงอุทยัพพญาณอย่างแก่นี้แล้ว เป็นอันหวังได้ว่าจะผ่านญาณทั้ง ๑๖
ญาณไปได้อย่างแน่นอน
มีอินทรีย์ทั้ง ๕ เพียบพร้อมสม่ำเสมอ
สรุปอาการของผู้ที่ได้ญาณนี้ คือ
๑. การเดิน การกำหนดพองยุบจับได้ชัดเจน
๒. การกำหนดที่เวทนาจะหายไปอย่างรวดเร็ว เพียงกำหนด
๑ - ๒ ครั้ง
๓. การกำหนดนิมิตก็รวดเร็วจนกระทั่งไม่เกิดนิมิตอีกเลย
๔. จิตไม่วอกแวก ซัดส่าย
มีสมาธิอยู่กับกรรมฐานเป็นอย่าดี
๕. มีอาการโงกเงก หรืองุไปข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง
การให้กรรมฐานต่อเมื่อผู้ปฏิบัติอยู่ในญาณนี้บริบูรณ์แล้ว ให้เดินระยะที่ ๔
คือ ยกส้นหนอ ยกหนอ
ย่างหนอ เหยียบหนอ โดยเดินระยะที่ ๑ - ๒ - ๓
อย่างละ ๑๐ นาที
ระยะที่ ๔ ให้เดิน ๒๐
นาที
การนั่งไม่ควรให้น้อยกว่า ๑
ชั่วโมง
ญาณที่
๕ ภังคญาณ
ในญาณนี้
ผู้ปฏิบัติจะพบแต่การดับของรูปนามที่กำหนดอยู่แต่อย่างเดียว
เนื่องจากได้เข้าไปในวิปัสสนาญาณที่บริสุทธิ์อันเป็นทางนำส่งไปสู่พระนิพพานอันแน่นอนแล้ว อินทรีย์ทั้ง
๕
ของผู้ปฏิบัติกำลังเพียบพร้อมสม่ำเสมออยู่ การกำหนดรูปนามจึงละเอียดและรวดเร็ว ช่ำชอง
ว่องไว
จนกระทั่งเห็นแต่การดับของรูปนามถ่ายเดียว
การเดิน
กำหนดคล่องแคล่วและชัดเจน
โดยเฉพาะตอนคำว่า “ หนอ “ จะรู้สึกทั้งเท้าที่ก้าวกับจิตที่รู้ดับหายไปพร้อมกันทุก
ๆ คำว่า “ หนอ
ถ้าผู้ปฏิบัติมีสมาธิพอประมาณจะเห็นอาการเช่นนี้ชัดตอนจังหวะที่ ๔
คือ “ เหยียบหนอ
“ บางคนมีอาการเสียวที่เท้า หรือพร่า ๆ
ซ่า ๆ ที่เท้าเวลาลง “ หนอ “ เนื่องจากการขาดการหายไปบ่อย
ๆ เช่นนี้เองจะทำให้ผู้ปฏิบัติมีอาการตัวโคลงเคลง ขาสั่น
ก้าวไม่ค่อยออก
บางครั้งคล้ายกับมองเห็นพื้นสูง
ๆ ต่ำ ๆ เท้าหวิว ๆ
บางแกว่ง เดินตัวลอย ๆ เบา
ๆ ตรงกับคำว่า “ หนอ
“ จะรู้สึกว่าสิ่งที่กำหนดอยู่กับจิตที่รู้ดับหายไปพร้อมกันทันทีทันใด
การนั่งก็เช่นเดียวกันกับการเดิน
พองยุบที่กำหนดอยู่จะเห็นได้ชัดเจน
คำว่า “ หนอ “ ท้องพองที่กำหนดอยู่กับจิตที่รู้จะดับหายไปพร้อมกันทันทีทันได ทุก ๆ คำว่า
“ หนอ “
พองขึ้นครั้งหนึ่งหรือยุบลงครั้งหนึ่งจะเห็นการดับการหายไปหลายตอนเป็นท่อน
ๆ ระยะ ๆ มีอาการคล้ายสะอื้นหรือพอง เป็นกระท่อนกระแท่น หรือมีอาการวูบวาบเป็นระยะ ๆ
ลักษณะของการพองยุบ เบา ๆ จาง ๆ
กำหนดไม่ชัดเจนเหมือนก่อน ๆ
แต่ก็ยังกำหนดได้ดีอยู่การกำหนดดูจืด ๆ
ซืด ๆ หาย ๆ
บางคนจะบอกว่ากำหนดไม่ได้ดี
บางคนกำหนดการคู้ การเหยียด รู้สึกว่ามันพรู ๆ ซ่า ๆ คือรู้ถึงการดับของจิตที่ส่งให้คู้ให้เหยียดหลายครั้งติด
ๆ กัน
จิตใจของผู้ปฏิบัติจะมีอาการซบเซา
เพราะการกำหนดที่ว่าไม่ค่อยดีนั่นเอง
มีอาการเบื่อ ๆ จืด ๆ ผู้ควบคุมจะต้องชี้แจงให้กำลังใจ ให้ผู้ปฏิบัติพยายามกำหนดต่อไป บอกผู้ปฏิบัติให้เพิ่มสติระมัดระวังการกำหนดให้ยิ่งขึ้น
เพราะอยู่ในวิปัสสนาญาณที่แท้จริงแล้วการกำหนดย่อมจะเบาและละเอียดเป็นธรรมดา ขอให้พยายามให้ยิ่งขึ้น
ญาณที่ ๖ - ๗ - ๘ ภยญาณ
อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ
ทั้ง ๓ ญาณนี้เป็นญาณเดียวกัน แต่เป็นอย่างอ่อน อย่างกลาง
อย่างแก่ ผู้ปฏิบัติจะเห็นแต่ภัยและโทษที่บังเกิดแก่รูปนามที่กำหนดอยู่
จนรู้สึกเกิดความเบื่อหน่ายในรูปนามที่กำลังกำหนดอยู่นั้น
ในญาณทั้ง ๓ นี้
จะมีการบังเกิดแก่ผู้ปฏิบัติแตกต่างกันเป็น ๓
ลักษณะ คือ
๑. ผู้ปฏิบัติบางคนจะมีอาการพอง
– ยุบ ถี่ขึ้น กำหนด “
นั่งหนอ “ “ ถูกหนอ “ ไม่ทัน ผู้ควบคุมต้องแนะนำว่า ถ้ามีอาการพองยุบถี่ขึ้นจนกำหนด “ นั่งหนอ “ “ ถูกหนอ “ ไม่ทันก็ให้ตัด “ นั่งหนอ “ ทิ้งเสียตามลำดับ กำหนดอยู่เฉพาะ “ พองหนอ “ และถ้าถี่ขึ้นอีกจนกำหนด พองหนอและยุบหนอ ไม่ทัน
ก็ให้กำหนดเพียง “ รู้หนอ “ คือรู้อาการที่ถี่ขึ้นนั้น หรือพอง – ยุบหายไป ก็ให้กำหนด
“ นั่งหนอ “
“ ถูกหนอ “ เรื่อยไปจนกว่าอาการพอง – ยุบ จะปรากฏขึ้นให้กำหนดต่อไปได้อีก
ผู้มีอาการพอง – ยุบ ถี่ขึ้นเช่นนี้ จะรู้สึกหายใจแทบไม่ทัน ก็บังเกิดความกลัวและเบื่อที่จะกำหนดต่อไป บางคนบอกว่าขึ้นพอง – ยุบอยู่ที่หน้าอก บางคนบอกว่าพอง – ยุบ ลึกลงไปและน้อยเบาเต็มที บางครั้งก็หายไปเลย บางคนบอกว่าเมื่อพอง – ยุบ
ถี่ขึ้นมีอาการแน่นผสมขึ้นมาด้วยอาการต่าง ๆ
เหล่านี้เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติมีความกลัวและเบื่อหน่ายที่จะกำหนดต่อไป
๒. ผู้ปฏิบัติบางคนเมื่อญาณนี้จะมีทุกข์กับโทษ นั่งกำหนดพอง – ยุบ อยู่จะมีแต่อาการทุกข์ เช่น
แน่น จุกเสียด ปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย ปวดศรีษะ
ปวดฟันคือมีแต่อาการทุกข์ทั้งสิ้น
พอง – ยุบ
คงมีอาการเป็นปกติ
แต่บางคนขณะจะมีอาการเช่นแน่นขึ้น
ผู้ปฏิบัติบังเกิดความกลับและเลิกกำหนด
พอนั่งกำหนดใหม่ก็เกิดขึ้นอีก
กำหนด “ แน่นหนอ แน่นหนอ “ เท่าไรก็ไม่หายแน่นขึ้น ๆ ก็เลิกเสียและเบื่อที่จะกำหนดต่อไปอีก
บางคนไม่ว่าจะกำหนดอะไรเป็นของไม่ได้ทั้งนั้นก็มีเวทนาต่าง ๆ
เหมือนเข็มทิ่มแทงหรือมดต่อย
ผู้ควบคุมจะต้องคอยให้สติ บอกให้พยายามกำหนดรู้อาการที่เป็นนั้นอย่าทิ้ง อย่าหนี
เพราะเราต้องยอมตายให้สมกับที่ได้ปฏิญาณไว้ขณะเมื่อรับกรรมฐาน หาเรื่องตัวอย่างให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติ อย่าให้ท้อแท้
ให้เร่งรัดการกำหนดให้ยิ่งขึ้น
๓. ผู้ปฏิบัติบางคนกำหนดพอง
– ยุบ
จะกำหนดได้ถึงนั่งและลุกเป็นปกติ
แต่กำหนดไป มีอาการเบาลงไป อ่อนลงไป
แล้วในที่สุดก็หายไป
ไม่มีอะไรจะกำหนด ก็ให้กำหนด “ รู้หนอ “ คือรู้อาการที่หายนั่นเอง
ในญาณทั้ง ๓ นี้
ผู้ปฏิบัติจะบ่นว่ามีแต่อาการพอง – ยุบ ถี่ขึ้นจนหายใจไม่ทันบ้าง มีแต่แน่นเสียดจนกำหนดไม่ได้ ไม่ไหวบ้าง
มีแต่พอง – ยุบเบาไป
หายไปบ้าง
ล้วนแต่งุ่นง่านรำคาญใจในการกำหนดทั้งสิ้น
บางคนเกิดร้องไห้ขึ้นมาก็มี
เพราะมีแต่ทุกข์โรคภัยทั้งสิ้น
บางคนไม่ยอมบอกว่า
เบื่อหน่ายเต็มทีเพราะกลัวจะถูกดุ
แต่สังเกตได้จากอาการที่เป็นจิตใจของผู้ปฏิบัติจะหดหู่ ไม่เบิกบานแห้งแล้งไม่อยากพูดคุยกับใคร
ลักษณะการเดินในญาณทั้ง ๓ นี้
จะรู้สึกง่วง ๆ เดินเซ ตัวโคลง
ตาลืมไม่ค่อยขึ้น เดิน ๆ
ไปง่วงอยากจะพักผ่อนนอนก็นอนไม่หลับ
บางคนมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดขา
ขาหนัก ก้าวขาไม่ออก อาการที่เกิดขึ้นใน ๓
ญาณนี้มักจะเป็นอาการของจิตใจเสียโดยมาก
ญาณที่ ๙ มุญจิตุกัมยตาญาณ
เมื่อผู้ปฏิบัติผ่านญาณที่ ๖ -
๗ - ๘ ได้เห็นภัยเห็นโทษตลอด
จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่ายต่อรูปนามที่กำหนดอยู่นั้นแล้ว
ก็จะเกิดความกลัดกลุ่มรำคาญอย่างยิ่งอยากที่จะให้พ้นไปเสียจากรูปนามที่กำหนดอยู่นั้น
ญาณที่ ๙ นี้เรียกกันตามภาษาสามัญว่า “ ญาณม้วนเสื่อ “ กล่าวคือ
ผู้ปฏิบัติบางคนเกิดความกลัดกลุ่มถึงกับหอบเสื่อหอบหมอนจะลาอาจารย์กลับบ้าน บางคนอยากเลิกปฏิบัติ อยากพักผ่อนเดินเที่ยวดูโน่นดูนี่ แต่จิตก็มักกำหนดอยู่ร่ำไป
บางคนตอนนั่งกลางคืนกลัดกลุ่มขึ้นมา
เลิกกำหนดจะนอนก็นอนไม่หลับ
ผุดลุกผุดนั่ง ตั้งใจไว้ว่า เช้าจะกลับบ้านพอถึงเวลาเช้าจริง ๆ อาการดังกล่าวก็หายไป บางคนจะเดิน
จะนั่ง จะนอนไม่มีความสุขเลย คันยุบยิบไปทั่วกาย
ต้องตากมุ้งตากหมอนกระพือเสื่อเข้าใจว่าคงมีตัวเลือด ตัวไรมากมายบางคนมีอาการร้อนกระวนกระวาย ต้องอาบน้ำ
บางคนแม้อากาศหนาวจัดก็ยังอาบน้ำได้สบาย
แต่แม้จะมีอาการกลัดกลุ่มมากมายเพียงไร
ก็ยังอุตส่าห์กำหนดอยู่เสมอ
อาการต่าง ๆ
เหล่านี้บางคนเป็นมากบางคนเป็นน้อย
มีความรู้สึกอยากจะพ้น เลิกไป แต่อย่างเดียว หมายความว่าอยากจะไปอยู่ในที่ที่ไม่มีสังขารรูปนาม ผู้ควบคุมต้องชี้แจงสั่งสอน ให้มีความมานะพยายามกำหนดไป กำหนดอาการเบื่อรำคาญ วุ่นวาย
ลุกลี้ลุกลนนี้ให้หายไป
ให้กำลังใจให้มากกว่าปฏิบัติมาจวนจะได้
จวนจะถึงแล้วจะละความพยายามเสียเป็นที่น่าเสียดาย
ผู้ที่มีอาการของญาณนี้อยู่นานหรือหลายวัน มักเป็นผู้มีสติอ่อน แม้ผู้ควบคุมจะอธิบาย ชี้แจงให้เกิดศรัทธาและวิริยะขึ้น แต่เพราะสติอ่อน
มีอาการเกิดขึ้นไม่ค่อยได้กำหนดให้เป็นปัจจุบัน อาการนี้จะเป็นอยู่นาน ผู้ที่มีอินทรีย์เพียบพร้อมอยู่เสมอจะปรากฏอาการแต่เพียงเล็กน้อยและจะผ่านขึ้นญาณต่อไป
ญาณที่ ๑๐ ปฏิสังขาณาณ
เป็นญาณต่อจากญาณที่ ๙
คือเมื่อผู้ปฏิบัติใคร่จะพ้นไปจากอาการที่เห็นเป็นภัยเป็นโทษอันบังเกิดแก่รูปนามที่กำหนดอยู่ จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่าย และใครจะพ้นไปจากรูปนามที่กำหนดอยู่ แล้วในญาณนี้ผู้ปฏิบัติจะรวบรวมกำลังหาทางที่จะหนีพ้นไปให้ได้
โดยหนีกลับมาพิจารณาลักษณะอาการของรูปนามอีกระยะหนึ่ง
ในญาณนี้
ผู้ปฏิบัติจะพบลักษณะอาการของรูปนามชัดเจนมาก พร้อมลักษณะของทุกข์ โทษภัยก็จะบังเกิดรุนแรงขึ้น จิตใจของผู้ปฏิบัติยึดถือรูปนามที่กำหนดนี้เป็นของตนอยู่ ยังไม่ต่อสู้อย่างแท้จริง ญาณของผู้ปฏิบัติจะปรากฏคล้ายกับขึ้น ๆ ลง ๆ
จะพิจารณาลักษณะอาการของรูปนามในทางใดก็กำหนดไม่ถึงที่สุด จะมีอาการเวทนาปรากฏบ่อย ๆ หนัก ๆ กำหนดหายบ้างไม่หายบ้าง มีอาการเบื่อหน่ายเป็นครั้งคราว ผู้ที่คิดมาก
วิจารณ์มาก
จะติดอยู่ในญาณนี้นาน อาการต่าง
ๆ ที่ปรากฏในญาณนี้มักพบอาการเดิม ๆ
ที่แล้ว ๆ มา ในอาการเหล่านี้นั้นจะปรากฏเด่นชัดตามลักษณะเป็นอย่าง
ๆ ไป บางคนมีอาการหลายอย่าง ไม่แน่นอนที่เดียว
สรุปอาการนี้เป็นหลักพิจารณาในญาณนี้มีดังนี้
๑. การกำหนดยังต้องเพ่งและปักใจจึงจะกำหนดได้ดี เช่น
เวทนาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นต้องกำหนดอย่าปักใจ ๑ - ๒ ครั้งหาย
๒. เวทนาต่าง
ๆ หนัก ๆ
ยังเกิดขึ้นบ่อย ๆ เวทนาบางอัน
เช่น แน่น กำหนดไม่หายยังคงตั้งขึ้นติด ๆ
กันขึ้นไปเป็นสาย
๓. จะบังเกิดความรำคาญในการกำหนดอยู่บ่อย
ๆ
๔. อารมณ์อย่างอื่นที่เกิดขึ้น กำหนดได้ว่องไวดี
การให้กรรมฐานต่อ
ให้เดินระยะที่ ๕ คือ “
ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ
ลงหนอ ถูกหนอ “
เตือนให้กำหนดอายตนะกับต้นจิตให้ถี่ ๆ พยายามกำหนดให้ได้มาก ๆ บ่อย ๆ
ญาณที่ ๑๑ สังขารูเปกขาญาณ
เมื่อผู้ปฏิบัติแสวงหาทางพ้นด้วยการพิจารณารูปนาอย่างหนักในญาณที่ ๑๐
ก็ยังไม่มีอาการอย่างใดที่จะพ้นจากรูปนาม
อันมีแต่ทุกข์โทษภัยต่าง ๆ เข้าเป็นอยู่อย่างนั้นได้
ก็หมดปัญญาหาทางที่จะหลีกหนีให้พ้นไปผู้ปฏิบัติก็เริ่มมีอาการวางเฉยในรูปนามที่กำหนดอยู่
ในญาณนี้ผู้ปฏิบัติจะตั้งสติพิจารณารูปนามไปด้วยอาการปกติ
ไม่มีความกระวนกระวายอย่างคราวที่แล้วมากนัก ผู้ปฏิบัติที่มีอินทรีย์แก่กล้า จะผ่านเข้ามัคคญาณไปได้โดยง่าย
ผู้ปฏิบัติจะพูดว่า
กำหนดอะไรเป็นปกติทุกอย่าง
กำหนดได้ง่าย ๆ คล่อง ๆ ลางคนกำหนดเวทนาที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะกำหนดอะไรดูมันง่ายไปหมด กำหนดไป
ก็มีอาการโงกหรือสะบัดมือสะบัดเท้า
กระตุกที่แขนที่ไหล่
ลองสอบถามดู
ขณะที่โบกไปหรือสะบัดไปนั้นเป็นในขณะไหน
คือตรงพอง หรือตรงยุบ
โดยมากผู้ปฏิบัติจะตอบไม่ได้เพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าเพียงพอสติยังอ่อนอยู่
ผู้ปฏิบัติที่มีพอง – ยุบ ถี่เร็ว
กำหนดไป หายไปเฉย ๆ รู้สึกตัวก็เริ่มกำหนดไปใหม่ มีอาการโงกบ้างเป็นครั้งคราว ผู้ที่มีอาการแน่น จะเสียดอย่างแรงกล้าคงมีอาการอย่างเดิม
กำหนดที่แน่นที่เสียดจนทนไม่ไหวก็ผ่านการกำหนดลง บางคนพอง – ยุบห่างไป เบาไป
จางไป แล้วก็หายไป รู้สึกก็เริ่มกำหนดไปใหม่ มีอาการโงกงุบเป็นครั้งคราว จิตใจของผู้ปฏิบัติจะมีอาการเฉยเมย กำหนดได้มาก
ไม่ขี้เกียจ ไม่ขยัน กำหนดอยู่เรื่อย ๆ ไม่กระตือรือร้น นั่งกำหนดอยู่ได้นาน ๆ มีอาการขี้เกียจขี้ลืม
องค์คุณของสังขารุเปกขาญาณ
๑. กำหนดอารมณ์ต่าง
ๆ ที่มากระทบได้ง่ายและว่องไว
๒. ไม่มีเวทนา เช่น
เมื่อย
คันแต่ผู้ซึ่งพิจารณาที่เวทนาอาการแน่นมาก
ยังปรากฏให้กำหนดอยู่
๓. นั่งได้นาน
ๆ ไม่รู้สึกเมื่อยหรือขี้เกียจ
๔. จิตอยู่ในอารมณ์เดียว พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่วอกแวกซัดส่าย
๕. อารมณ์เฉย
ๆ ไม่ยินดียินร้าย
๖. อารมณ์กับจิตที่กำหนดละเอียดมาก
ผู้ปฏิบัติมีองค์คุณในญาณนี้อย่างพร้อมเพรียงเด่นชัด ยังรอให้อินทรีย์ ๕
แก่รอบ เมื่อใจเข้าขีดพละ ๕
ก็จะผ่านมัคคญาณในขณะนั้น
การให้กรรมฐานต่อ ให้เดินระยะที่
๖ “ ยกส้นหนอ ยกหนอ
ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ
กดหนอ “ เตือนให้กำหนดทางอายตนะและต้นจิตให้มาก
ๆ
ญาณที่ ๑๒ สัจจนุโลมิกญาณ หรืออนะโลมญาณ
เป็นญาณที่ปัญญาพิจารณาเห็นอริยสัจ
๔ ได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
ญาณที่ ๑๓ โคตรภูญาณ
เป็นญาณที่ปัญญาทิ้งรูปนาม
ยึดนิพพานเป็นอารมณ์
ญาณที่ ๑๔ มัคคญาณ
เป็นญาณที่ปัญญาละทิ้งกิเลสได้
เป็นสมุจเฉทปหาน
มีนิพพานเป็นอารมณ์
ญาณที่ ๑๕ ผลญาณ
ญาณที่เป็นผลของมรรค มีนิพพานเป็นอารมณ์
ญาณที่ ๑๖ ปัจจเวกขณญาณ
ญาณที่ปัญญาย้อนกลับไปพิจารณากิเลสที่ละได้ ละไม่ได้
มรรค ผล นิพพาน
ในญาณ ๑๖ ญาณที่
๑ - ๑๓
เป็นโลกิยญาณ ส่วนญาณที่ ๑๔
และ ๑๕ เป็นโลกุตรญาณ
การได้ดวงตาเห็นธรรม
การมีดวงตาเห็นธรรมนั้น
ท่านกล่าวว่าเป็นพระโสดาบัน
ผู้ปฏิบัติส่วนมากไม่ทราบว่า
การมีดวงตาเห็นธรรมนั้นเห็นอย่างไร
ธรรมอะไรที่ตนเห็น ผู้ปฏิบัติที่ไม่เคยเรียนปริยัติ หรือไม่ได้เป็นพหูสูตร ขณะฟังเทศน์
ลำดับญาณอยู่นั้น
ย่อมจะส่งจิตของตนฟังและใคร่ครวญอาการต่าง ๆ ที่เทศน์อยู่ ในญาณต่าง ๆ
ตามลำดับขึ้นไปด้วยความปีติ
เมื่อรู้ว่าอาการของตนที่เป็นอยู่นั้นถูกต้องตรงกันกับที่ได้ฟังขณะมีอาการขั้นสุดท้ายคือ มัคคญาณที่เทศน์อยู่นั้น
มีลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตรงกันกับที่ตนได้ปฏิบัติมาแล้ว ความปีติก็ทวียิ่งขึ้นจนแทบจะไม่ได้ฟังต่อไป ในตอนที่กล่าวถึง
มัคคญาณผลญาณนั้นเป็นเหตุให้รู้แจ้งซึ่งอริยสัจ ๔
ได้อย่างไร
ใจขณะเดียวกันนั้น ความปีติยินดีทีเกิดมีอยู่ไม่ขาดนั้นกลับให้ใคร่ครวญต่อแต่อาการอันถูกต้องตรงกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทอดทิ้งตอนสำคัญอันกล่าวถึงการแจ้งอริสัจธรรม และแล้วก็ข้ามไปตรวจสอบตนเองถึงคุณสมบัติต่าง ๆ
อันเป็นผลของการปฏิบัติหรือบางคนแม้จะได้ฟังเทศน์ตามลำดับญาณ ตรวจอาการของตนที่เคยอยู่ในขณะปฏิบัติถูกต้องตรงกันแล้วก็ตามแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าตนได้อะไร ได้พบธรรมอะไร ได้สำเร็จผลการปฏิบัติมาแล้วอย่างไร แม้ว่าจะมีคุณสมบัติถูกต้องตรงกับหลักการที่กำหนดไว้ก็ยังไม่วายสงสัย เข้าใจไปว่าตนยังไม่ถึงธรรม ยิ่งมีนักปฏิบัติมาถามถึงผลที่ได้จากการปฏิบัติ ตนตอบไม่ไดหรือตอบไม่ถูก
ตามตำราทางปริยัติที่วางไว้ก็ยิ่งทำให้สงสัยพะวักพะวงบางคนถึงกับจะเข้าปฏิบัติใหม่ก็มี
การเป็นเช่นนี้จะว่าการปฏิบัติไม่ถูกต้องก็ไม่เชิง เพราะผลที่ได้รับกล่าวคือ คุณสมบัติเช่นการมั่นอยู่ในศีล ไม่ตระหนี่
ไม่อิจฉาริษยา ของตนก็มีอยู่ จะว่ามีความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ ก็ไม่ใช่ เพียงแต่ว่าไม่รู้ว่าตนได้ถึงธรรมอะไร
หรือไม่แน่ใจว่าตนได้ธรรมนั้นเพราะขณะปฏิบัติอยู่นั้นไม่มีอะไรเป็นเครื่องชี้บอกว่านี้เป็นทุกข์ นี้เป็นสมุทัย
นี้เป็นนิโรธ นี้เป็นมรรค แม้ในเทศน์ลำดับญาณจะได้พรรณาถึงลักษณะของอริยสัจทั้ง
๔
ที่เกิดขึ้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ชี้ให้เห็นว่า
นี่แหละคือธรรมที่ผู้ปฏิบัติได้เข้าถึงแล้ว ผู้ได้ดวงตาเห็นธรรมนี้ก็คือ การเห็นแล้วซึ่งอริยสัจ ๔
นี้ด้วยประการอย่างนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น