วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2565

วิปัสสนากรรมฐาน ญาณ ๑๖

 



ญาณที่      นามรูปปริจเฉทญาณ

                เป็นญาณที่ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญารู้ว่า  อะไรเป็นรูป  อะไรเป็นนาม  ที่เรียกว่ารูปนามนั้นแท้จริงเป็นอย่างไร  ผู้ปฏิบัติจะรู้แยกรูปแยกนามออกจากกันอย่างชัดเจน  ไม่ปะปนกัน  ในญาณต้น ๆนี้   ผู้ปฏิบัติยังไม่รู้จักทางดี   ผู้สอบอารมณ์ต้องซักถามให้ผู้ปฏิบัติเคยชิน  เพราะผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถเล่าอาการที่เป็นมาได้ถนัดจึงจำเป็นต้องสอบกันมาก

                หลักการในญาณที่    

            .   รู้แยกรูป  เช่น

            -      ขวาย่าง   กับซ้ายย่าง  เป็นคนละอัน

-          ซ้ายย่างอันก่อนกับซ้ายย่างอันหลังคนละอัน

-          พองกับยุบเป็นคนละอัน

-          พองแรกกับพองหลังและยุบแรกกับยุบหลังเป็นคนละอัน

.   รู้แยกนาม

-     รู้ซ้ายย่างกับขวาย่าง   เป็นคนละอัน

-          รู้พองกับรู้ยุบเป็นคนละอัน

-          รู้พองแรกกับรู้พองหลังเป็นคนละอัน

.   รู้แยกรูปรู้แยกนาม

-          รู้กับซ้ายย่าง  ขวาย่าง  เป็นคนละอัน

-          รู้กับพอง  รู้กับยุบ  เป็นคนละอัน

.   ทางอายตนะ

-     รูปกับรู้ว่าเห็น   เสียง  กับได้ยิน   กลิ่นกับได้กลิ่น   รสกับรู้รส  สัมผัสกับรู้ถูกเป็นคนละอัน

            .     เบ็ดเตล็ด

-          เวทนาที่เกิดขึ้นกำหนดไม่หาย  เดี๋ยวอย่างโน้นเกิดอย่างนี้เกิด

-          จิตที่แวบออกไปนาน  กำหนดไม่ทัน  หรือไม่ได้กำหนด

ญาณที่     ปัจจยปริคคหญาณ

                เป็นญาณที่ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญารู้แจ้งในสภาวะของรูปกับนามที่กำหนดอยู่อย่างนั้น  ทั้งรูป  ทั้งนาม  เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันอยู่ทุกขณะ  ในญาณนี้ผู้สอบอารมณ์จำเป็นต้องชักถามผู้ปฏิบัติให้มากเช่นกัน   เพราะผู้ปฏิบัติยังไม่ค่อยชำนาญในการแจ้งอารมณ์

หลักการในญาณที่    สรุปได้ดังนี้

            .    พองขึ้นก่อน   รู้ตาม   การกำหนดที่เท้าในขณะเดินและกำหนดอายตนะต่าง ๆ  คงเป็นเช่นเดียวกัน

                .   รู้จิตที่สั่งหรือต้นจิตชัดเจน

                .   เวทนากำหนดไม่ทันหาย   อันอื่นเกิด  หรือกำหนดเวทนาแล้วกลับไปกำหนดพอง ยุบ  เวทนาจะหายไปโดยไม่รู้ตัว

                .   นิมิตก็มีลักษณะเดียวกันกับเวทนา

                .   จิตที่แวบออกไปรับอารมณ์  กำหนดได้ทันและเร็วขึ้น  กำหนดครั้งสองครั้งก็กลับมาอยู่ในกรรมฐาน

                เมื่อเห็นว่าผู้ปฏิบัติมีความรู้แจ้งในญาณนี้แล้ว  ให้เดินระยะที่สอง  คือ  ยกหนอ   เหยียบหนอ

                การเพิ่มจังหวะกำหนดพอง ยุบ  นั่ง  ผู้สอบอารมณ์ควรถามผู้ปฏิบัติก่อน   เพื่อทราบว่า  พอง ยุบ ถี่ห่างประการใด  ถ้าห่างพอจะเพิ่มได้ก็ควรจะเพิ่ม     นั่งหนอ   แต่ปกติ  พอง ยุบ  ของผู้ปฏิบัติมักจะไม่ห่างกันคือ  มักจะโรยท้องลงมาเวลายุบ  ให้ได้จังหวะกันกับคำว่า  หนอ  อย่างไรก็ตาม  พอง ยุบ  ปกติของคนธรรมดาเช่นเวลานอนหลับสนิท  พองมักจะยาว   ยุบมักจะฮวบเดียวหมด  คือ  สั้น  ดังนั้น  ย่อมมีจังหวะที่จะแทรก  นั่งหนอ   ได้เสมอ  นอกจากจะถี่จริง ๆ ในขั้นตอนแรกควรลองให้  นั่งหนอ   ดูก่อน   ถ้าแทรกไม่ได้จริง ๆ  จังสั่งถอน  แต่ถ้าบอกไปด้วยว่า   ดูพอง  - ยุบ  ของตน  ถ้าใส่  นั่งหนอ   ได้ก็ให้ใส่  ถ้าใส่ไม่ได้ก็ไม่ต้องใส่อธิบายอย่างนี้โดยมากจะไม่ได้   เพราะความไม่ชำนาญ  เป็นเหตุให้เกิดพัลวันกัน  ผู้ปฏิบัติจะบอกว่าใส่ไม่ได้ดังเช่น  ขั้นแรกควรบอกให้ผู้ปฏิบัติใส่ก่อน  แล้วจึงพิจารณาขั้นหลังก็ควร

ญาณที่    สัมมญาณ

                ผู้ปฏิบัติผ่านมาถึงญาณที่    นี้   จะเกิดปัญญารู้แจ้งในลักษณะของรูปนามที่กำหนดอยู่โดยอาการ    นั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา  เป็นเหตุให้ได้ทราบความจริงของรูปนามทั้งหลายว่ามีแต่อาการทั้ง    อย่างนี้เท่านั้น  อันเรียกได้ว่าผู้ประเสริฐกว่าผู้ที่เกิดมามีอายุ  ๑๐๐ ปี  แต่ไม่มีปัญญารู้แจ้งในลักษณะทั้ง    อย่างนี้

                หลักการของญาณที่    มีดังนี้

                .   เวทนาในญาณนี้   ผู้ปฏิบัติจะพบว่า  เวทนามากมายหลายอย่าง  หลายประการ  ผู้สอบอารมณ์จะต้องสอบถามและให้ผู้ปฏิบัติเล่าให้ละเอียดเพื่อเป็นแนวทางวินิจฉัย

                ลักษณะของเวทนาโดยมากมักมีอาการปวดตามร่างกาย  เมื่อยหลัง   เมื่อยขา  คัน  ชา  เสียด  ยอก  แน่น  การกำหนดเวทนาในญาณนี้  ผู้ปฏิบัติจะกำหนดให้หายไปได้  โดยต้องกำหนดตั้งแต่  - ๔ ครั้ง   จึงจะหาย  ลักษณะของเวทนาที่หายจะค่อย ๆ  หายไปที่ละครั้งที่กำหนด   จนกระทั่งหายขาดแล้วเวทนาอื่นจึงจะเกิดขึ้น 

                ถ้ากำหนดไปหลายครั้งยังไม่หายขาด  เวทนาอื่นเกิดซ้อนมาอีกแสดงว่ายังอยู่ในญาณที่ 

                .   นิมิต  นิมิตก็เช่นเดียวกันกับเวทนา  จะเกิดในญาณนี้มาก  เพราะจิตของผู้ปฏิบัติเป็นจิตวิสุทธิตั้งอยู่ได้นานแต่การกำหนดยังอ่อน  จิตของผู้ปฏิบัติยังมีโลภะมากอยู่  เมื่อเห็นนิมิตก็ยินดี  ชอบดี  จึงกำหนดไม่ค่อยหายและต้องกำหนดหลายครั้ง  - ๔ ครั้งจึงจะหาย  พออันนี้หาย  อันอื่น ๆ ก็เกิดตามมาอีกทั้งสองลักษณะนี้  แสดงว่าผู้ปฏิบัติยังมีสติอ่อนอยู่  กำหนดเวทนาหรือนิมิตยังไม่ได้เป็นปัจจุบัน   ผู้สอบอารมณ์จะต้องเตือนให้ใช้สติให้มากกำหนดให้ทันท่วงที   โดยไม่ต้องพิจารณาหรือวิจารณ์ให้เป็นอดีตหรืออนาคต  กล่าวคือ  เมื่อเวทนาเกิดขึ้น  ก็กำหนดทันทีโดยไม่ต้องคิดไปต่าง ๆ นานา  เพราะการวิจารณ์ไปเช่นนี้จะเป็นเหตุให้สมาธิตก  ดังนั้น  ให้กำหนดหยุดทันทีที่รู้ว่า  เวทนาเกิดขึ้น  นิมิตก็เช่นเดียวกัน  ให้กำหนดทันทีที่เมื่อมันเกิดขึ้น  โดยไม่ต้องไปวิจารณ์ว่าเป็นอะไร

                .   การเดิน   การเดินของผู้ปฏิบัติในญาณนี้   จะเดินเพลิน  เดินได้นาน  ไม่ขี้เกียจ  เดินคล่อง  เท้าเบา  ในขณะกำหนด  หนอ   จะมีอาการวูบวาบหรือเฉย  คือหมดความรู้สึก  เพราะจิตที่รับรู้กับอารมณ์ที่กำหนดดับลง  หมดลงพร้อมกัน  อาการเช่นนีปรากฏแก่ผู้ปฏิบัติที่มีสติและสมาธิถึงขนาดบางคนก็จะปรากฏอาการนี้แต่เพียงครั้งเดียว  เฉพาะเวลาที่มีสมาธิดี  จิตไม่เผลอ  ไม่แวบออกไปหาอารมณ์อื่น

                .   การกำหนดพอง ยุบ  ผู้ปฏิบัติจะกำหนดพอง ยุบ  ได้ชัดเจนเป็น    ระยะ  คือ  ต้น  กลาง  สุด  เมื่อกำหนด  หนอ   จะรู้ว่าอารมณ์กับจิตที่รับรู้หมดไป  ดับไปพร้อมกัน  แสดงว่าผู้ปฏิบัติมีสติกับสมาธิ

                เมื่อผู้ปฏิบัติรู้แจ้งในญาณนี้แล้ว   ให้เดินระยะที่    คือ  ยกหนอ  ย่างหนอ  เหยียบหนอ   แล้วให้เดินระยะที่ ๑  และระยะที่    อย่างน้อยระยะละ  ๑๐  นาที   ระยะที่    อย่างน้อย  ๒๐  นาที

                การกำหนดที่พอง ยุบ  นั้นต้องสอบถามผู้ปฏิบัติให้แน่ใจก่อนว่า   เมื่อยุบแล้วกว่าจะพองเว้นระยะนานไหม  การกำหนด  นั่งหนอ   กำหนดได้สะดวกดีไหม  พัลวันกับพองไหม  ถ้าผู้ปฏิบัติตอบว่ากำหนดได้สะดวกดี  และเมื่อกำหนด  นั่งหนอ   แล้วยังรู้ว่ายังห่างอยู่อีก  ก็ให้เพิ่ม  ถูกหนอ   หมั่นเตือนให้ผู้ปฏิบัติกำหนดทางอายตนะและต้นจิตอยู่เสมอ ๆ

                ในญาณนี้  ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเกิดศรัทธามากขึ้นกว่าปกติ  เพราะเหตุว่า  เห็นผลของการปฏิบัติชัดเจนขึ้น  การกำหนดเวทนาต่าง ๆ ที่เคยท้อถอยอยู่ก็มีวิริยะเพิ่มขึ้น  เพราะรู้ว่าเวทนาต่าง ๆ  ที่เคยกลัว ๆ  อยู่นั้นก็สามารถกำหนดให้หายไปได้โดยไม่กี่ครั้ง  ต้องละทิฏฐิและมานะให้มากขึ้น  เป็นการเร่งรัดตัวเองให้เข้าญาณที่    ตามลำดับ

ญาณที่    อุทยัพพญาณ

                ในญาณนี้มีอาการเป็นสองตอน  คือ   อย่างอ่อนกับอย่างแก่   อุทยัพพญาณอย่างอ่อนนั้น  คือ  ปฏิบัติรู้แจ้งในรูปที่กำหนดอยู่ว่า  มีอาการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  ทุกระยะโดยไม่ขาดสายจนหมดความสงสัยในสภาพของรูปนาม  มีความเชื่ออย่างแน่วแน่   แท้จริงในลักษณะของรูปนามที่กำหนดอยู่นั้น  ถ้าเข้าใจว่าตนได้เข้าถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว   รู้ว่าตนนี้วิเศษอย่างยิ่ง  จนกระทั่งเพลิดเพลินไปตามอำนาจของวิปัสสนูปกิเลส   ซึ่งหมายถึง   อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา  หรือ ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ให้วิปัสสนาอ่อน ๆ ทำให้เข้าใจผิดว่าบรรลุมรรคผลแล้ว  เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ

                ส่วนอุทยัพพญาณอย่างแก่  ผู้ปฏิบัติจะพ้นไปจากอำนาจของวิปัสสนูปกิเลส  อารมณ์จะแจ่มใสประกอบด้วยวิปัสสนาญาณที่บริสุทธิ์  ผุดผ่อง  สามารถกำหนดรูปนามที่เกิดดับได้อย่างรวดเร็ว  ผู้ปฏิบัติที่ได้บำเพ็ญเพียรวิปัสสนามาเมื่อเข้าถึงอุทยัพพญาณอย่างแก่นี้แล้ว   เป็นอันหวังได้ว่าจะผ่านญาณทั้ง  ๑๖  ญาณไปได้อย่างแน่นอน  มีอินทรีย์ทั้ง    เพียบพร้อมสม่ำเสมอ

                สรุปอาการของผู้ที่ได้ญาณนี้  คือ

                .   การเดิน   การกำหนดพองยุบจับได้ชัดเจน

                .   การกำหนดที่เวทนาจะหายไปอย่างรวดเร็ว  เพียงกำหนด  - ๒ ครั้ง

                .   การกำหนดนิมิตก็รวดเร็วจนกระทั่งไม่เกิดนิมิตอีกเลย

                .   จิตไม่วอกแวก  ซัดส่าย  มีสมาธิอยู่กับกรรมฐานเป็นอย่าดี

                .   มีอาการโงกเงก   หรืองุไปข้างหน้าบ้าง   ข้างหลังบ้าง

                การให้กรรมฐานต่อเมื่อผู้ปฏิบัติอยู่ในญาณนี้บริบูรณ์แล้ว   ให้เดินระยะที่    คือ  ยกส้นหนอ  ยกหนอ  ย่างหนอ  เหยียบหนอ   โดยเดินระยะที่ ๑ - -   อย่างละ  ๑๐  นาที  ระยะที่ ๔  ให้เดิน  ๒๐  นาที  การนั่งไม่ควรให้น้อยกว่า  ๑ ชั่วโมง  

ญาณที่    ภังคญาณ

                ในญาณนี้   ผู้ปฏิบัติจะพบแต่การดับของรูปนามที่กำหนดอยู่แต่อย่างเดียว  เนื่องจากได้เข้าไปในวิปัสสนาญาณที่บริสุทธิ์อันเป็นทางนำส่งไปสู่พระนิพพานอันแน่นอนแล้ว  อินทรีย์ทั้ง    ของผู้ปฏิบัติกำลังเพียบพร้อมสม่ำเสมออยู่   การกำหนดรูปนามจึงละเอียดและรวดเร็ว   ช่ำชอง   ว่องไว  จนกระทั่งเห็นแต่การดับของรูปนามถ่ายเดียว

                การเดิน  กำหนดคล่องแคล่วและชัดเจน  โดยเฉพาะตอนคำว่า  หนอ   จะรู้สึกทั้งเท้าที่ก้าวกับจิตที่รู้ดับหายไปพร้อมกันทุก ๆ คำว่า  หนอ  ถ้าผู้ปฏิบัติมีสมาธิพอประมาณจะเห็นอาการเช่นนี้ชัดตอนจังหวะที่    คือ  เหยียบหนอ    บางคนมีอาการเสียวที่เท้า  หรือพร่า ๆ  ซ่า ๆ ที่เท้าเวลาลง  หนอ   เนื่องจากการขาดการหายไปบ่อย ๆ  เช่นนี้เองจะทำให้ผู้ปฏิบัติมีอาการตัวโคลงเคลง  ขาสั่น  ก้าวไม่ค่อยออก  บางครั้งคล้ายกับมองเห็นพื้นสูง    ต่ำ ๆ   เท้าหวิว ๆ  บางแกว่ง  เดินตัวลอย    เบา ๆ ตรงกับคำว่า  หนอ   จะรู้สึกว่าสิ่งที่กำหนดอยู่กับจิตที่รู้ดับหายไปพร้อมกันทันทีทันใด

                การนั่งก็เช่นเดียวกันกับการเดิน   พองยุบที่กำหนดอยู่จะเห็นได้ชัดเจน  คำว่า  หนอ   ท้องพองที่กำหนดอยู่กับจิตที่รู้จะดับหายไปพร้อมกันทันทีทันได  ทุก ๆ คำว่า  หนอ   พองขึ้นครั้งหนึ่งหรือยุบลงครั้งหนึ่งจะเห็นการดับการหายไปหลายตอนเป็นท่อน ๆ  ระยะ ๆ มีอาการคล้ายสะอื้นหรือพอง  เป็นกระท่อนกระแท่น  หรือมีอาการวูบวาบเป็นระยะ ๆ

                ลักษณะของการพองยุบ  เบา ๆ จาง ๆ กำหนดไม่ชัดเจนเหมือนก่อน ๆ  แต่ก็ยังกำหนดได้ดีอยู่การกำหนดดูจืด ๆ  ซืด ๆ หาย ๆ   บางคนจะบอกว่ากำหนดไม่ได้ดี  บางคนกำหนดการคู้  การเหยียด  รู้สึกว่ามันพรู ๆ ซ่า ๆ คือรู้ถึงการดับของจิตที่ส่งให้คู้ให้เหยียดหลายครั้งติด ๆ กัน

                จิตใจของผู้ปฏิบัติจะมีอาการซบเซา   เพราะการกำหนดที่ว่าไม่ค่อยดีนั่นเอง  มีอาการเบื่อ ๆ  จืด ๆ  ผู้ควบคุมจะต้องชี้แจงให้กำลังใจ  ให้ผู้ปฏิบัติพยายามกำหนดต่อไป   บอกผู้ปฏิบัติให้เพิ่มสติระมัดระวังการกำหนดให้ยิ่งขึ้น  เพราะอยู่ในวิปัสสนาญาณที่แท้จริงแล้วการกำหนดย่อมจะเบาและละเอียดเป็นธรรมดา  ขอให้พยายามให้ยิ่งขึ้น

ญาณที่  - - ๘ ภยญาณ  อาทีนวญาณ  นิพพิทาญาณ

                ทั้ง      ญาณนี้เป็นญาณเดียวกัน   แต่เป็นอย่างอ่อน   อย่างกลาง   อย่างแก่   ผู้ปฏิบัติจะเห็นแต่ภัยและโทษที่บังเกิดแก่รูปนามที่กำหนดอยู่  จนรู้สึกเกิดความเบื่อหน่ายในรูปนามที่กำลังกำหนดอยู่นั้น

                ในญาณทั้ง      นี้  จะมีการบังเกิดแก่ผู้ปฏิบัติแตกต่างกันเป็น     ลักษณะ  คือ

                .   ผู้ปฏิบัติบางคนจะมีอาการพอง ยุบ  ถี่ขึ้น  กำหนด  นั่งหนอ   ถูกหนอ   ไม่ทัน  ผู้ควบคุมต้องแนะนำว่า  ถ้ามีอาการพองยุบถี่ขึ้นจนกำหนด  นั่งหนอ    ถูกหนอ   ไม่ทันก็ให้ตัด  นั่งหนอ   ทิ้งเสียตามลำดับ  กำหนดอยู่เฉพาะ  พองหนอ   และถ้าถี่ขึ้นอีกจนกำหนด  พองหนอและยุบหนอ  ไม่ทัน  ก็ให้กำหนดเพียง  รู้หนอ คือรู้อาการที่ถี่ขึ้นนั้น  หรือพอง ยุบหายไป   ก็ให้กำหนด  นั่งหนอ   ถูกหนอ   เรื่อยไปจนกว่าอาการพอง ยุบ  จะปรากฏขึ้นให้กำหนดต่อไปได้อีก

                ผู้มีอาการพอง ยุบ  ถี่ขึ้นเช่นนี้  จะรู้สึกหายใจแทบไม่ทัน  ก็บังเกิดความกลัวและเบื่อที่จะกำหนดต่อไป   บางคนบอกว่าขึ้นพอง ยุบอยู่ที่หน้าอก  บางคนบอกว่าพอง ยุบ  ลึกลงไปและน้อยเบาเต็มที  บางครั้งก็หายไปเลย   บางคนบอกว่าเมื่อพอง ยุบ ถี่ขึ้นมีอาการแน่นผสมขึ้นมาด้วยอาการต่าง ๆ  เหล่านี้เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติมีความกลัวและเบื่อหน่ายที่จะกำหนดต่อไป

                .   ผู้ปฏิบัติบางคนเมื่อญาณนี้จะมีทุกข์กับโทษ  นั่งกำหนดพอง ยุบ  อยู่จะมีแต่อาการทุกข์  เช่น  แน่น  จุกเสียด  ปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย  ปวดศรีษะ  ปวดฟันคือมีแต่อาการทุกข์ทั้งสิ้น

                พอง ยุบ  คงมีอาการเป็นปกติ   แต่บางคนขณะจะมีอาการเช่นแน่นขึ้น   ผู้ปฏิบัติบังเกิดความกลับและเลิกกำหนด  พอนั่งกำหนดใหม่ก็เกิดขึ้นอีก  กำหนด  แน่นหนอ  แน่นหนอ   เท่าไรก็ไม่หายแน่นขึ้น ๆ   ก็เลิกเสียและเบื่อที่จะกำหนดต่อไปอีก  บางคนไม่ว่าจะกำหนดอะไรเป็นของไม่ได้ทั้งนั้นก็มีเวทนาต่าง ๆ เหมือนเข็มทิ่มแทงหรือมดต่อย  ผู้ควบคุมจะต้องคอยให้สติ  บอกให้พยายามกำหนดรู้อาการที่เป็นนั้นอย่าทิ้ง  อย่าหนี  เพราะเราต้องยอมตายให้สมกับที่ได้ปฏิญาณไว้ขณะเมื่อรับกรรมฐาน  หาเรื่องตัวอย่างให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติ  อย่าให้ท้อแท้  ให้เร่งรัดการกำหนดให้ยิ่งขึ้น

                .   ผู้ปฏิบัติบางคนกำหนดพอง ยุบ  จะกำหนดได้ถึงนั่งและลุกเป็นปกติ  แต่กำหนดไป  มีอาการเบาลงไป  อ่อนลงไป  แล้วในที่สุดก็หายไป  ไม่มีอะไรจะกำหนด  ก็ให้กำหนด  รู้หนอ   คือรู้อาการที่หายนั่นเอง

                ในญาณทั้ง     นี้   ผู้ปฏิบัติจะบ่นว่ามีแต่อาการพอง ยุบ  ถี่ขึ้นจนหายใจไม่ทันบ้าง  มีแต่แน่นเสียดจนกำหนดไม่ได้   ไม่ไหวบ้าง   มีแต่พอง ยุบเบาไป  หายไปบ้าง  ล้วนแต่งุ่นง่านรำคาญใจในการกำหนดทั้งสิ้น  บางคนเกิดร้องไห้ขึ้นมาก็มี  เพราะมีแต่ทุกข์โรคภัยทั้งสิ้น  บางคนไม่ยอมบอกว่า  เบื่อหน่ายเต็มทีเพราะกลัวจะถูกดุ  แต่สังเกตได้จากอาการที่เป็นจิตใจของผู้ปฏิบัติจะหดหู่   ไม่เบิกบานแห้งแล้งไม่อยากพูดคุยกับใคร 

                ลักษณะการเดินในญาณทั้ง    นี้  จะรู้สึกง่วง ๆ  เดินเซ  ตัวโคลง  ตาลืมไม่ค่อยขึ้น  เดิน ๆ ไปง่วงอยากจะพักผ่อนนอนก็นอนไม่หลับ   บางคนมีอาการปวดหลัง  ปวดเอว  ปวดขา  ขาหนัก   ก้าวขาไม่ออก  อาการที่เกิดขึ้นใน     ญาณนี้มักจะเป็นอาการของจิตใจเสียโดยมาก

ญาณที่      มุญจิตุกัมยตาญาณ

            เมื่อผู้ปฏิบัติผ่านญาณที่  - - ๘ ได้เห็นภัยเห็นโทษตลอด  จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่ายต่อรูปนามที่กำหนดอยู่นั้นแล้ว  ก็จะเกิดความกลัดกลุ่มรำคาญอย่างยิ่งอยากที่จะให้พ้นไปเสียจากรูปนามที่กำหนดอยู่นั้น

                ญาณที่      นี้เรียกกันตามภาษาสามัญว่า   ญาณม้วนเสื่อ    กล่าวคือ  ผู้ปฏิบัติบางคนเกิดความกลัดกลุ่มถึงกับหอบเสื่อหอบหมอนจะลาอาจารย์กลับบ้าน   บางคนอยากเลิกปฏิบัติ  อยากพักผ่อนเดินเที่ยวดูโน่นดูนี่   แต่จิตก็มักกำหนดอยู่ร่ำไป

                บางคนตอนนั่งกลางคืนกลัดกลุ่มขึ้นมา   เลิกกำหนดจะนอนก็นอนไม่หลับ   ผุดลุกผุดนั่ง   ตั้งใจไว้ว่า  เช้าจะกลับบ้านพอถึงเวลาเช้าจริง ๆ  อาการดังกล่าวก็หายไป   บางคนจะเดิน   จะนั่ง   จะนอนไม่มีความสุขเลย   คันยุบยิบไปทั่วกาย   ต้องตากมุ้งตากหมอนกระพือเสื่อเข้าใจว่าคงมีตัวเลือด  ตัวไรมากมายบางคนมีอาการร้อนกระวนกระวาย  ต้องอาบน้ำ  บางคนแม้อากาศหนาวจัดก็ยังอาบน้ำได้สบาย  แต่แม้จะมีอาการกลัดกลุ่มมากมายเพียงไร   ก็ยังอุตส่าห์กำหนดอยู่เสมอ  อาการต่าง ๆ  เหล่านี้บางคนเป็นมากบางคนเป็นน้อย  มีความรู้สึกอยากจะพ้น  เลิกไป  แต่อย่างเดียว   หมายความว่าอยากจะไปอยู่ในที่ที่ไม่มีสังขารรูปนาม   ผู้ควบคุมต้องชี้แจงสั่งสอน   ให้มีความมานะพยายามกำหนดไป   กำหนดอาการเบื่อรำคาญ  วุ่นวาย  ลุกลี้ลุกลนนี้ให้หายไป  ให้กำลังใจให้มากกว่าปฏิบัติมาจวนจะได้  จวนจะถึงแล้วจะละความพยายามเสียเป็นที่น่าเสียดาย           

            ผู้ที่มีอาการของญาณนี้อยู่นานหรือหลายวัน   มักเป็นผู้มีสติอ่อน  แม้ผู้ควบคุมจะอธิบาย  ชี้แจงให้เกิดศรัทธาและวิริยะขึ้น   แต่เพราะสติอ่อน   มีอาการเกิดขึ้นไม่ค่อยได้กำหนดให้เป็นปัจจุบัน   อาการนี้จะเป็นอยู่นาน    ผู้ที่มีอินทรีย์เพียบพร้อมอยู่เสมอจะปรากฏอาการแต่เพียงเล็กน้อยและจะผ่านขึ้นญาณต่อไป

ญาณที่   ๑๐   ปฏิสังขาณาณ

            เป็นญาณต่อจากญาณที่      คือเมื่อผู้ปฏิบัติใคร่จะพ้นไปจากอาการที่เห็นเป็นภัยเป็นโทษอันบังเกิดแก่รูปนามที่กำหนดอยู่   จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่าย   และใครจะพ้นไปจากรูปนามที่กำหนดอยู่   แล้วในญาณนี้ผู้ปฏิบัติจะรวบรวมกำลังหาทางที่จะหนีพ้นไปให้ได้   โดยหนีกลับมาพิจารณาลักษณะอาการของรูปนามอีกระยะหนึ่ง

                ในญาณนี้  ผู้ปฏิบัติจะพบลักษณะอาการของรูปนามชัดเจนมาก  พร้อมลักษณะของทุกข์   โทษภัยก็จะบังเกิดรุนแรงขึ้น  จิตใจของผู้ปฏิบัติยึดถือรูปนามที่กำหนดนี้เป็นของตนอยู่   ยังไม่ต่อสู้อย่างแท้จริง   ญาณของผู้ปฏิบัติจะปรากฏคล้ายกับขึ้น ๆ ลง ๆ จะพิจารณาลักษณะอาการของรูปนามในทางใดก็กำหนดไม่ถึงที่สุด   จะมีอาการเวทนาปรากฏบ่อย ๆ หนัก ๆ  กำหนดหายบ้างไม่หายบ้าง  มีอาการเบื่อหน่ายเป็นครั้งคราว  ผู้ที่คิดมาก  วิจารณ์มาก   จะติดอยู่ในญาณนี้นาน  อาการต่าง ๆ  ที่ปรากฏในญาณนี้มักพบอาการเดิม ๆ ที่แล้ว ๆ มา  ในอาการเหล่านี้นั้นจะปรากฏเด่นชัดตามลักษณะเป็นอย่าง ๆ ไป   บางคนมีอาการหลายอย่าง  ไม่แน่นอนที่เดียว

                สรุปอาการนี้เป็นหลักพิจารณาในญาณนี้มีดังนี้

                .   การกำหนดยังต้องเพ่งและปักใจจึงจะกำหนดได้ดี   เช่น   เวทนาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นต้องกำหนดอย่าปักใจ ๑ - ๒ ครั้งหาย

                .   เวทนาต่าง ๆ  หนัก ๆ  ยังเกิดขึ้นบ่อย ๆ เวทนาบางอัน  เช่น  แน่น  กำหนดไม่หายยังคงตั้งขึ้นติด ๆ กันขึ้นไปเป็นสาย

                .   จะบังเกิดความรำคาญในการกำหนดอยู่บ่อย ๆ

                .   อารมณ์อย่างอื่นที่เกิดขึ้น   กำหนดได้ว่องไวดี

                การให้กรรมฐานต่อ   ให้เดินระยะที่     คือ   ยกส้นหนอ  ยกหนอ  ย่างหนอ  ลงหนอ  ถูกหนอ    เตือนให้กำหนดอายตนะกับต้นจิตให้ถี่ ๆ  พยายามกำหนดให้ได้มาก ๆ บ่อย ๆ

ญาณที่   ๑๑   สังขารูเปกขาญาณ

                เมื่อผู้ปฏิบัติแสวงหาทางพ้นด้วยการพิจารณารูปนาอย่างหนักในญาณที่  ๑๐  ก็ยังไม่มีอาการอย่างใดที่จะพ้นจากรูปนาม  อันมีแต่ทุกข์โทษภัยต่าง    เข้าเป็นอยู่อย่างนั้นได้  ก็หมดปัญญาหาทางที่จะหลีกหนีให้พ้นไปผู้ปฏิบัติก็เริ่มมีอาการวางเฉยในรูปนามที่กำหนดอยู่

                ในญาณนี้ผู้ปฏิบัติจะตั้งสติพิจารณารูปนามไปด้วยอาการปกติ    ไม่มีความกระวนกระวายอย่างคราวที่แล้วมากนัก  ผู้ปฏิบัติที่มีอินทรีย์แก่กล้า   จะผ่านเข้ามัคคญาณไปได้โดยง่าย

                ผู้ปฏิบัติจะพูดว่า   กำหนดอะไรเป็นปกติทุกอย่าง  กำหนดได้ง่าย ๆ คล่อง ๆ ลางคนกำหนดเวทนาที่เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย  ไม่ว่าจะกำหนดอะไรดูมันง่ายไปหมด   กำหนดไป  ก็มีอาการโงกหรือสะบัดมือสะบัดเท้า   กระตุกที่แขนที่ไหล่  ลองสอบถามดู  ขณะที่โบกไปหรือสะบัดไปนั้นเป็นในขณะไหน   คือตรงพอง   หรือตรงยุบ  โดยมากผู้ปฏิบัติจะตอบไม่ได้เพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้าเพียงพอสติยังอ่อนอยู่

                ผู้ปฏิบัติที่มีพอง ยุบ  ถี่เร็ว  กำหนดไป  หายไปเฉย ๆ  รู้สึกตัวก็เริ่มกำหนดไปใหม่  มีอาการโงกบ้างเป็นครั้งคราว  ผู้ที่มีอาการแน่น   จะเสียดอย่างแรงกล้าคงมีอาการอย่างเดิม  กำหนดที่แน่นที่เสียดจนทนไม่ไหวก็ผ่านการกำหนดลง   บางคนพอง ยุบห่างไป  เบาไป  จางไป   แล้วก็หายไป  รู้สึกก็เริ่มกำหนดไปใหม่  มีอาการโงกงุบเป็นครั้งคราว  จิตใจของผู้ปฏิบัติจะมีอาการเฉยเมย  กำหนดได้มาก  ไม่ขี้เกียจ  ไม่ขยัน  กำหนดอยู่เรื่อย ๆ  ไม่กระตือรือร้น   นั่งกำหนดอยู่ได้นาน ๆ  มีอาการขี้เกียจขี้ลืม

                องค์คุณของสังขารุเปกขาญาณ

                .   กำหนดอารมณ์ต่าง ๆ  ที่มากระทบได้ง่ายและว่องไว

                .   ไม่มีเวทนา  เช่น  เมื่อย  คันแต่ผู้ซึ่งพิจารณาที่เวทนาอาการแน่นมาก  ยังปรากฏให้กำหนดอยู่

                .   นั่งได้นาน ๆ  ไม่รู้สึกเมื่อยหรือขี้เกียจ

                .   จิตอยู่ในอารมณ์เดียว   พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ  ไม่วอกแวกซัดส่าย

                .   อารมณ์เฉย ๆ  ไม่ยินดียินร้าย

                .   อารมณ์กับจิตที่กำหนดละเอียดมาก

                ผู้ปฏิบัติมีองค์คุณในญาณนี้อย่างพร้อมเพรียงเด่นชัด  ยังรอให้อินทรีย์    แก่รอบ   เมื่อใจเข้าขีดพละ    ก็จะผ่านมัคคญาณในขณะนั้น

                การให้กรรมฐานต่อ  ให้เดินระยะที่ ๖   ยกส้นหนอ   ยกหนอ   ย่างหนอ   ลงหนอ   ถูกหนอ   กดหนอ    เตือนให้กำหนดทางอายตนะและต้นจิตให้มาก ๆ

ญาณที่   ๑๒  สัจจนุโลมิกญาณ   หรืออนะโลมญาณ

                เป็นญาณที่ปัญญาพิจารณาเห็นอริยสัจ    ได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง

ญาณที่  ๑๓  โคตรภูญาณ

                เป็นญาณที่ปัญญาทิ้งรูปนาม   ยึดนิพพานเป็นอารมณ์

ญาณที่  ๑๔  มัคคญาณ

                เป็นญาณที่ปัญญาละทิ้งกิเลสได้   เป็นสมุจเฉทปหาน   มีนิพพานเป็นอารมณ์

ญาณที่   ๑๕   ผลญาณ

ญาณที่เป็นผลของมรรค   มีนิพพานเป็นอารมณ์

ญาณที่   ๑๖   ปัจจเวกขณญาณ

                ญาณที่ปัญญาย้อนกลับไปพิจารณากิเลสที่ละได้   ละไม่ได้   มรรค  ผล  นิพพาน

                ในญาณ  ๑๖  ญาณที่  - ๑๓  เป็นโลกิยญาณ  ส่วนญาณที่   ๑๔  และ  ๑๕   เป็นโลกุตรญาณ

การได้ดวงตาเห็นธรรม

                การมีดวงตาเห็นธรรมนั้น  ท่านกล่าวว่าเป็นพระโสดาบัน  ผู้ปฏิบัติส่วนมากไม่ทราบว่า   การมีดวงตาเห็นธรรมนั้นเห็นอย่างไร   ธรรมอะไรที่ตนเห็น  ผู้ปฏิบัติที่ไม่เคยเรียนปริยัติ  หรือไม่ได้เป็นพหูสูตร   ขณะฟังเทศน์   ลำดับญาณอยู่นั้น  ย่อมจะส่งจิตของตนฟังและใคร่ครวญอาการต่าง ๆ    ที่เทศน์อยู่  ในญาณต่าง ๆ  ตามลำดับขึ้นไปด้วยความปีติ  เมื่อรู้ว่าอาการของตนที่เป็นอยู่นั้นถูกต้องตรงกันกับที่ได้ฟังขณะมีอาการขั้นสุดท้ายคือ   มัคคญาณที่เทศน์อยู่นั้น   มีลักษณะอาการอย่างใดอย่างหนึ่งตรงกันกับที่ตนได้ปฏิบัติมาแล้ว   ความปีติก็ทวียิ่งขึ้นจนแทบจะไม่ได้ฟังต่อไป   ในตอนที่กล่าวถึง   มัคคญาณผลญาณนั้นเป็นเหตุให้รู้แจ้งซึ่งอริยสัจ    ได้อย่างไร   ใจขณะเดียวกันนั้น   ความปีติยินดีทีเกิดมีอยู่ไม่ขาดนั้นกลับให้ใคร่ครวญต่อแต่อาการอันถูกต้องตรงกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ทอดทิ้งตอนสำคัญอันกล่าวถึงการแจ้งอริสัจธรรม  และแล้วก็ข้ามไปตรวจสอบตนเองถึงคุณสมบัติต่าง ๆ อันเป็นผลของการปฏิบัติหรือบางคนแม้จะได้ฟังเทศน์ตามลำดับญาณ   ตรวจอาการของตนที่เคยอยู่ในขณะปฏิบัติถูกต้องตรงกันแล้วก็ตามแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าตนได้อะไร   ได้พบธรรมอะไร   ได้สำเร็จผลการปฏิบัติมาแล้วอย่างไร  แม้ว่าจะมีคุณสมบัติถูกต้องตรงกับหลักการที่กำหนดไว้ก็ยังไม่วายสงสัย  เข้าใจไปว่าตนยังไม่ถึงธรรม  ยิ่งมีนักปฏิบัติมาถามถึงผลที่ได้จากการปฏิบัติ  ตนตอบไม่ไดหรือตอบไม่ถูก  ตามตำราทางปริยัติที่วางไว้ก็ยิ่งทำให้สงสัยพะวักพะวงบางคนถึงกับจะเข้าปฏิบัติใหม่ก็มี

                การเป็นเช่นนี้จะว่าการปฏิบัติไม่ถูกต้องก็ไม่เชิง   เพราะผลที่ได้รับกล่าวคือ   คุณสมบัติเช่นการมั่นอยู่ในศีล  ไม่ตระหนี่   ไม่อิจฉาริษยา   ของตนก็มีอยู่   จะว่ามีความสงสัยในพระพุทธ   พระธรรม  พระสงฆ์   ก็ไม่ใช่  เพียงแต่ว่าไม่รู้ว่าตนได้ถึงธรรมอะไร   หรือไม่แน่ใจว่าตนได้ธรรมนั้นเพราะขณะปฏิบัติอยู่นั้นไม่มีอะไรเป็นเครื่องชี้บอกว่านี้เป็นทุกข์  นี้เป็นสมุทัย  นี้เป็นนิโรธ  นี้เป็นมรรค  แม้ในเทศน์ลำดับญาณจะได้พรรณาถึงลักษณะของอริยสัจทั้ง ๔  ที่เกิดขึ้นก็ดูเหมือนจะไม่ได้ชี้ให้เห็นว่า  นี่แหละคือธรรมที่ผู้ปฏิบัติได้เข้าถึงแล้ว   ผู้ได้ดวงตาเห็นธรรมนี้ก็คือ   การเห็นแล้วซึ่งอริยสัจ    นี้ด้วยประการอย่างนี้




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...