วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2565

สมถกรรมฐาน

 



สมถกรรมฐาน   กรรมฐานเป็นอุบายทำใจให้สงบ   หรืออีกอย่างหนึ่ง   การกระทำที่อำนาจกิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์    เป็นต้น   สงบระงับลงเรียกว่า  สมถกรรมฐาน   เป็นวิธีฝึกจิตให้เกิดสมาธิมีอารมณ์   ๔๐  อย่างคือ  กสิณ  ๑๐  อสุภ ๑๐  อนุสติ ๑๐  พรหมวิหาร    สัญญา    ธาตุ ๑  อรูป    แบ่งเป็น    หมวด คือ

.   หมวดกสิณ  ๑๐  คือ

                .   ปฐวีกสิณ   เพ่งดินเป็นอารมณ์

                .   อาโปกสิณ   เพ่งน้ำเป็นอารมณ์

                .   วาโยกสิณ   เพ่งลมเป็นอารมณ์

                .   เตโชกสิณ   เพ่งไฟเป็นอารมณ์

                .   นีลกสิณ   เพ่งสีเขียวเป็นอารมณ์

                .   ปีตกสิณ   เพ่งสีเหลืองเป็นอารมณ์

                .   โลหิตกสิณ   เพ่งสีแดงเป็นอารมณ์

                .   โอทาตกสิณ   เพ่งสีขาวเป็นอารมณ์

                .   อาโลกกสิณ   เพ่งดูช่องว่างเป็นอารมณ์

                ๑๐. อากาสกสิณ   เพ่งอากาศเป็นอารมณ์

 

.   หมวดอสุภะ   ๑๐    คือ

                .   อุทธุมาตะกัง   เพ่งซากศพที่พองขึ้นเป็นอารมณ์

                .   วินิลกัง   เพ่งซากศพที่มีสีเขียวเป็นอารมณ์

                .   วิปุพพะกัง   เพ่งซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลออกเป็นอารมณ์

                .   วิจฉิททะกัง   เพ่งซากศพที่ขาดเป็นท่อนเป็นอารมณ์

                .   วิกขายิตะกัง   เพ่งซากศพที่ถูกสัตว์กัดขาดเป็นอารมณ์

                .   วิกขิตตะกัง   เพ่งซากศพที่ถูกสัตว์กัดขาดกระจุยกระจายเป็นอารมณ์

                .   หะตะวิกขิตตะกัง   เพ่งซากศพที่ถูกฆ่าตายเป็นอารมณ์

                .   โลหิตะกัง   เพ่งซากศพที่มีโลหิตไหลออกอยู่เป็นอารมณ์

                .   ปุฬุกัง   เพ่งซากศพที่มีหมู่หนอนไหลออกอยู่เป็นอารมณ์

                ๑๐. อัฏฐิกัง   เพ่งซากศพที่เป็นโครงกระดูกเป็นอารมณ์

อนุสสติ  ๑๐  คือ

                .   พุทธานุสสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า

                .   ธัมมานุสสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงคุณของพระธรรม

                .   สังฆานุสสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงคุณของพระสงฆ์

                .   สีลานุสสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงคุณของศีล

                .   จาคานุสสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงคุณของการบริจาค

                .   เทวตานุสสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้คนเป็นเทวดา

                .   อุปสมานุสสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงคุณของพระนิพพานที่สงบระงับกิเลส

                .   มรณานุสสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงความตายอันจะมาถึง

                .   อานาปานสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงลมหายใจเข้าออก

                ๑๐. กายคตาสติ   ตั้งสติตามระลึกถึงกายตนที่ประกอบด้วยผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เป็นอารมณ์

.   พรหมวิหารหรืออัปปมัญญา

                .   เมตตา   ความรักใคร่  ปรารถนาจะให้เป็นสุข  ไม่มีเวรภัย  ไม่เบียดเบียนกัน  ดำรงชีพอยู่เป็นสุข  ตามสมควรแก่อัตภาพของตน

                .   กรุณา   ความสงสาร  คิดหวังที่จะเห็นคน   สัตว์   ผู้กำลังประสบความทุกข์  ให้หลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านั้น

                .   มุทิตา   คิดหวังให้คนและสัตว์ที่ได้รับความสุข  หรือได้รับความดีให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป  และอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติและความสุข

                .   อุเบกขา   ความวางเฉยในอารมณ์ที่น่าปรารถนาและอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา    ไม่ดีใจหรือเสียใจ   โดยพิจารณาให้ถึงกรรมและกฎของกรรม

.   หมวดสัญญา  ๑ คือ

                .   อาหาเรปฏิกูลสัญญา   การกำหนดพิจารณาให้เห็นอาหารโดยความเป็นของปฏิกูลที่บริโภคเข้าไป  จนทำให้เกิดความไม่ยินดพในรสอาหารเหล่านั้น

.   หมวดธาตุววัตถาน    คือ

                .   การกำหนดพิจารณาธาตุ     คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  โดยการกำหนดพิจารณาให้เห็นว่า   ร่างกายของตนและคนอื่นล้วนประกอบด้วยธาตุ 

.   หมวดอรูป    คือ

                .   อากาสานัญจายตนะ   เพ่งความว่างเปล่าไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ว่า   อากาศนี้หาที่สุดมิได้

                .   วิญญานัญจายตนะ   เพ่งวิญญาณไม่มีที่สุดเป็นอารมณ์ว่า   วิญญาณนี้หาที่สุดมิได้

                .   อากิญจัญจายตนะ   เพ่งความไม่มีอะไรเป็นที่สุดเป็นอารมณ์ว่า    ไม่มีอะไรเป็นที่สุด

                .   เนวสัญญานาสัญญายตนะ   เพ่งความมีสัญญาก็ไม่ใช่   ความไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่  เป็นอารมณ์ว่า  ประณีตนัก  ละเอียดนัก  จะมีสัญญาก็ไม่ใช่   ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

                ผู้เจริญสมถกรรมฐานจำเป็นจะต้องรู้จักเลือกจริต   เพื่อให้เหมาะสมกับจริตของตนมี    อย่างคือ  ราคจริต  โทสจริต  โมหจริต  สัทธาจริต  พุทธิจริต  วิตกจริต

                .   คนมีราคจริต    มาปกติรักสวยรักงาม  ควรเลือกเจริญกรรมฐาน  ๑๑  ประการ  คืออสุภะ  ๑๐  และกายคตาสติ

                .   คนมีโทสจริต   มีปกติฉุนเฉียว  หงุดหงิด  ควรเจริญกรรมฐาน    อย่าง  คือ  วรรณกสิณ    คือ  นีลกสิณ  ปีตกสิณ   โลหิตกสิณ   โอทาตกสิณ  และพรหมวิหาร 

                .   คนมีโมหจริตกับวิตกจริต   ควรเจริญอานาปานสติกรรมฐาน

                .   คนมีสัทธาจริต   ควรเจริญกรรมฐาน    คือ  พุทธานุสสติ  ธัมมานุสสติ  สังฆานุสสติ  สีลานุสสติ  จาคานุสสติ  และเทวตานุสสติ

                .   คนมีพุทธิจริต   ควรเจริญกรรมฐาน    อย่างคือ   มรณานุสสติ   อุปสมานุสสติ   อาหาเรปฏิกูลสัญญา  และจตุธาตุววัตถาน  คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม

                ส่วนกรรมฐาน  ๑๐  อย่างที่เหลือ  ปฐวี  อาโป  เตโช  วาโย   และอรูป     เหมาะแก่คนทุกจริต

ภาวนา 

                .   ปริกัมมภาวนา    มีได้ในกรรมฐานทุกชนิด

                .   อุปจารภาวนา   มีได้ในกรรมฐาน  ๑๐  คือ  อนุสสติ    อาหาเรปฏิกูลสัญญา    และจตุธาตุววัตถาน ๑

                .   อัปปนาภาวนา   มีได้ในกรรมฐาน  ๓๐  อย่าง   คือ  อนุสสติ  ๑๐  อานาปานสติ    ให้ได้ฌานที่ ๑ -    อสุภะ ๑๐กายคตาสติ    ให้ได้ปฐมฌาน  พรหมวิหาร    เมตตา   กรุณา   มุทิตา   ให้ได้ฌานที่  -     อุเบกขาพรหมวิหาร   ให้ได้ฌานที่    อรุปกรรมฐาน    ให้ได้อรูปฌานที่ 

นิมิต 

                .   ปริกัมมนิมิต

                .   อุคคหนิมิต

                                นิมิตทั้ง    นี้   เกิดมีได้ในกรรมฐานทุกอย่าง

                .   ปฏิภาคนิมิต  เกิดมีได้ในกรรมฐาน  ๒๒  อย่าง  คือ  กสิณ  ๑๐  อสุภะ ๑๐  กายคตาสติ    อานาปานสติ ๑

                กรรมฐานที่สามารถเข้าถึงเพียงอุปจารสมาธิแต่ไม่สามารถเข้าถึงอัปปนาสมาธิได้  ได้แก่   กรรมฐาน  ๑๐  คือ  พุทธานุสสติ   ธัมมานุสสติ  สังฆานุสสติ  สีลานุสสติ  จาคานุสสติ  จาคานุสสติ  เทวตานุสสติ  อุปสมานุสสติ  มรณานุสสติ  อาหาเรปฏิกูลสัญญา  จตุธาตุววัตถาน

วสี  

                .   อาวัชชนวสี   ชำนาญในการนึก

                .  สมาปัชชนวสี   ชำนาญในการเข้า

                .   อธิษฐานวสี   ชำนาญในการอธิษฐาน

                .   วุฏฐานวสี   ชำนาญในการออก

                .   ปัจจเวขณวสี   ชำนาญในการพิจารณา

วิธีปฏิบัติสมถกรรมฐาน  ๔๐

กสิณ  ๑๐

                .   ปฐวีกสิณ   เพ่งดูวงกลมดินทำด้วยดินสีแดงล้วน  ทำเป็นวงกลมเหมือนวงเดือน  กว้าง    คืบ    นิ้ว  อย่างใหญ่แต่ไม่ควรใหญ่กว่าปากขันน้ำ   วางดวงกสิณไว้ในระดับสายตา  กำหนดจิตบริกรรมว่า  ปฐวี  ๆ ๆ ๆ  ดิน ๆ ๆ ด้วยการหลับตาบ้างลืมตาบ้าง  ความสงบก็มีตามลำดับต้นเรียกว่า   นิมิต

                .   อาโปกสิณ   เพ่งดูน้ำหรือเพ่งดูดวงวงกลม   โดยตักน้ำใสใส่ลงในบาตรหรือในขันน้ำให้เต็มเสมอขอบปากแล้วตั้งใจในที่เงียบ  กำหนดจิตบริกรรมว่า  น้ำ ๆ   ด้วยการหลับตาบ้าง  ลืมตาบ้าง  จนเกิดความสงบตามลำดับที่เรียกว่า  นิมิต

                .   เตโชกสิณ   เพ่งดูไฟหรือตรงไป  โดยติดไว้ในหนังสือหรือแขนไปหรือตะเกียงเอาผ้าหรือเสื่อลำแพนหรือแผ่นหลังกั้นไว้  เจาะให้เป็นช่องกลม    ช่อง  กว้าง ๑ คืบ    นิ้ว  สำหรับมองดูแล้วกำหนดจิตบริกรรมว่า  ไฟ ๆ จนกว่าจิตจะสงบตามลำดับเรียกว่า   นิมิต

                .   วาโยกสิณ   เพ่งดูลม   ดูวงกลมของลมโดยถือเอานิมิตไฟลมที่พัดมาถูกต้องร่างกายหรือที่เห็นพัดถูกต้องยอดต้นไม้หรือปลายผมแล้วกำหนดจิตบริกรรมว่า  ลม ๆ

                .   นีลกสิณ   เพ่งสีเขียวหรือวงกลมสีเขียวโดยใช้ใบไม้สีเขียวหรือดอกอัญชันหรือทาสีผ้าหรือแผ่นหนังหรือเสื่อรำแพนขึงติดไว้กว้าง  ๑ คืบ  ๔ นิ้ว  ขัดให้เกลี้ยงเกลา  แล้วนั่งเพ่งดูกำหนดจิตบริกรรมว่า  สีเขียว ๆ

                .   ปีตกสิณ   เพ่งดูสีเหลืองหรือวงกลมสีเหลืองล้วนโดยทาสีในแบบวงกลม  เหมือนสีเขียวแล้วไปนั่งเพ่งดู  กำหนดจิตบริกรรมว่า   สีเหลือง ๆ

                .   โลหิตกสิณ   เพ่งดูสีแดงหรือวงกลมสีแดงใช้สีแดงล้วนทาลงในแบบเหมือนสีเหลืองแล้วนั่งเพ่งดูกำหนดจิตบริกรรมว่า  สีแดง ๆ

                .   โอทาตกสิณ   เพ่งดูสีขาวหรือวงกลมสีขาวโดยใช้สีขาวล้วนทาลงในแบบเหมือนสีแดงแล้วนั่งเพ่งดูกำหนดจิตบริกรรมว่า  สีขาว ๆ

                .  อาโลกกสิณ   เพ่งดูแสงสว่างหรือวงกลมแสงสว่างโดยเจาะฝาหรือผ้าหรือเสื่อลำแพนเป็นวงกลมกว้าง ๑ คืบ    นิ้ว  เพื่อให้แสงตะวันหรือแสงเดือนส่องเข้ามาหรือจุดประทีปใส่ในหม้อปิดปากหม้อไห้ดีเจาะข้างหม้อให้เป็นรูวงกลมตั้งหม้อหันรูไปฝาให้แสงประทีปส่องออกไปดูดฝาแล้วนั่งเพ่งดูโดยกำหนดจิตบริกรรมว่า    แสงสว่าง ๆ

                ๑๐.   อากาสกสิณ   เพ่งดูอากาสหรือวงกลมข่องว่างโดยการเจาะฝาหรือแผ่นหนังหรือเสื่อลำแพนขึงไว้หรือกับไว้ให้เป็นช่องวงกลมกว้าง    คืบ    นิ้ว   นั่งเพ่งดูโดยการกำหนดจิตบริกรรมว่า   ช่องว่าง ๆ

                การปฏิบัติตามกสิณ  ๑๐   เราไม่ต้องคำนึงถึงพิธีและรูปแบบเหมือนที่กล่าวมาแล้วคือเพียงแต่เพ่งดูดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  สีเขียว  สีเหลือง  สีขาว  แสงสว่าง  และอากาศ  ที่มีตามปกติ  แล้วกำหนดบริกรรมว่า  ดิน  ดิน  เป็นต้นก็ได้สำเร็จเป็นสมาธิเหมือนกัน

อสุภะ  ๑๐

                .   อุทธุมาตกอสุภะ   เพ่งซากศพที่ขึ้นพองในขณะที่เพ่งอยู่นั้นให้จำสี  เพศ  สัณฐาน  ทิศ  ที่ตั้ง  โอกาสที่ตั้งซากศพว่าเป็นอย่างไร   กำหนดซากศพที่พองตรงไหนเมื่อจำได้ทั้ง    อย่างนี้แล้ว  ให้จำอีก    อย่างคือ  ที่ต่อแห่งร่างกายของซากศพเรียกว่ากระดูกต่อ    ช่องว่างแห่งกายของซากศพหรือคือระหว่างมือ  เท้า  ท้อง  หู  ตา  ปาก    ที่ต่ำแห่งซากศพคือหลุมตา  หลุมคอในปาก   ที่ต่ำแห่งซากศพหรือที่ซากศพอยู่ ๑  ที่สูงแห่งซากศพคือเข่า  หน้าอก  หน้าผาก  และที่สูงแห่งตนยืนหรือที่ซากศพอยู่    ที่รอบซากได้แก่ตลอดทั้งซากศพให้ดูว่าจะเห็นชัดที่ตรงไหนว่าขึ้นพอง ๑

                เมื่อจำเครื่องหมายดังกล่าวที่กล่าวมาแล้วได้ให้ตั้งใจดูเฉพาะตรงพองขึ้นพองด้วยการกำหนดว่า   ขึ้นพองน่าเกลียด  ขึ้นพองน่าเกลียด

                .   วินีลกอสุภะ   เพ่งดูซากศพที่มีสีเขียว  ในขณะที่เพ่งอยู่นั้นพยายามจำเครื่องหมายตามที่กล่าวมาแล้วเช่น  เพศ  สัณฐาน  ทิศ  อสุภะเห็นความไม่งามที่อวัยวะต่าง ๆ  ปริจเฉทคือการกำหนดอาการ  ๓๒  มีผม  ขน  เป็นต้น  แล้วพิจารณาด้วยการกำหนดจิตว่า   ซากศพสีเขียวนี้เป็นของน่าเกลียด   ซากศพสีเขียวนี้เป็นของน่าเกลียด

                .  วิปุพพกอสุถะ   เพ่งซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลออก   โดยจำเครื่องหมายดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑  ได้   แล้วพิจารณาด้วยการกำหนดจิตว่า    ซากศพนี้มีน้ำเหลืองไหลออกเป็นของน่าเกลียด  ซากศพนี้มีน้ำเหลืองไหลออกเป็นของน่าเกลียด

                .   วิจฉิททกอสุภะ    เพ่งซากศพที่ขาดเป็นท่อนโดยการจำเครื่องหมายที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑  ได้โดยการพิจารณากลับไปกลับมาด้วยการกำหนดว่า    ซากศพนี้ที่ขาดเป็นท่อนนี้เป็นของน่าเกลียด ๆ

                .   วิกขายิตกอสุภะ   เพ่งดูซากศพที่ถูกสัตว์กัดขาดวิ่นไป  โดยจำเครื่องหมายที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑  ได้  แล้วตั้งจิตกำหนดพิจารณากลับไปกลับมาว่า  ซากศพที่ถูกสัตว์กัดขาดวิ่นเป็นของน่าเกลียด

                .   วิกขิตกอสุภะ   เพ่งซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายอยู่ในที่นั้น    โดยจำเครื่องหมายตามที่กล่าวมาแล้วในข้อที่ ๑  ได้แล้วตั้งจิตกำหนดพิจารณากลับไปกลับมาว่า   ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายอยู่ในที่นี้เป็นของน่าเกลียดนำ

                .   หตวิกขิตตกอสุภะ   เพ่งซากศพที่ถูกฆ่าตายโดยจำเครื่องหมายต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วในข้อที่    แล้วตั้งจิตกำหนดพิจารณากลับไปกลับมาว่า   ซากศพที่ถูกฆ่าตายนี้เป็นของน่าเกลียดนัก

                .   โลหิตอสุภะ   เพ่งซากศพที่โลหิตไหลออกอยู่โดยการจำเครื่องหมายต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑ ได้  ด้วยการตั้งจิตกำหนดพิจารณากลับไปกลับมาว่า   ซากศพที่มีโลหิตไหลออกอยู่นี้เป็นของน่าเกลียดนัก 

                .   ปุฬุวกอสุภะ   เพ่งซากศพที่มีหมู่หนอนไหลออกอยู่โดยการจำเครื่องหมายต่าง ๆ  ตามที่กล่าวแล้วในข้อ    ได้แล้วตั้งจิตกำหนดพิจารณากลับไปกลับมาว่า  ซากศพที่หมู่หนอนไหลออกอยู่นี้เป็นของน่าเกลียดนัก

                ๑๐.   อัฏฐิกอสุภะ  เพ่งซากศพที่เป็นโครงกระดูกโดยการจำเครื่องหมายต่าง ๆ  ตามที่กล่าวแล้วในข้อ    ได้แล้วตั้งจิตกำหนดกลับไปกลับมาว่า  ซากศพที่เป็นโครงกระดูกนี้เป็นของน่าเกลียดนัก

เมื่อกำหนดพิจารณาอย่างนี้แล้วนิมิตทั้ง    ประการก็จะปรากฏเช่นเดียวกันกับการเจริญกสิณ  จิตก็จะสงบโดยลำดับรูปลักษณะแห่งนิมิตของอสุภะก็จะปรากฏเกิดขึ้นตามลำดับแห่งนิมิต

อนุสสติ   ๑๐

                .   พุทธานุสสติ   ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า  โดยให้นึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า    อย่างว่า  อิติปิโส  ภควา  ฯลฯ  พุทโธ  ภควา    พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้วนั้น  พระองค์ไม่มีกิเลส  รู้ชอบเอง  เต็มเปี่ยมด้วยความรู้และความประพฤติ  เสด็จไปดีแล้ว   ทรงรู้โลกอย่างดี  เป็นผู้ฝึกคนได้ดีไม่มีใครเปรียบเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เป็นผู้ปลุกสัตว์โลกให้ตื่น    ทรงจำแนกคำสั่งสอนแก่สัตว์โลก  โดยตั้งจิตกำหนดภาวนาว่า  พุทโธ ๆ หรือ  สัมมาอรหัง ๆ จนกระทั่งจิตเป็นสมาธิดีแล้วปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อด้วยการกำหนดพองหนอ  ยุบหนอ  ก็ได้

                .   ธัมมานุสสติ   ระลึกถึงคุณของพระธรรม    อย่าง  อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดก็ได้ว่า  สวากขาโต  ภควตา  ธัมโม  ฯลฯ  เวทิตัพโพ  วิญญูหิ   พระธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า   เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว  ถูกต้องดีแล้ว  ผู้ศีกษาและปฏิบัติจะพึงเห็ซนได้เองให้ผลไม่จำกัดเวลาควรเรียกให้มาพิสูจน์ดูได้   ควรนำเข้ามาใส่ใจ  ผู้มีปัญญาจะพึงรู้ได้โดยเฉพาะ

                .   สังฆานุสสติ   ระลึกถึงคุณพระสงฆ์    อย่าง  ว่า  สุปฏิปันโน  ภควโต  สาวกสังโฆ  ฯลฯ  เป็นต้น   เฉพาะบทใดบทหนึ่งหรือทั้ง    บท  หรือจะนึกเป็นภาษาไทยก็ได้  ว่าพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดี  เป็นผู้ปฏิบัติตรงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพาน   เป็นผู้ปฏิบัติสมควร  เป็นผู้สมควรแก่ของการคำนับ  เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ  เป็นผู้สมควรแก่ทักษิณาทาน  เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้  เป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมของโลก

                .   สีลานุสสติ   ระลึกถึงศีลของตนด้วยการระลึกว่า  สีลัง  เม  ปริสุทธัง  ศีลของเราบริสุทธิ์ดีแล้ว  ศีลของเราบริสุทธิ์ดีแล้ว  หรือว่า  ศีลของเราไม่ขาดไม่ทะลุ  ไม่ด่าง  ไม่พร่อง  ผู้รู้สรรเสริญ  สมควรให้เกิดสมาธิได้

                .   จาคานุสสติ   ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคแล้วว่า  จาโค เม ปริสุทโธ  ๆ การบริจาคของเราตาบริสุทธิดีแล้วๆหรือจะว่า ทานัง เม ปริสุทธัง ทานของข้าพเจ้าบริสุทธิ์ดีแล้ว             

.   เทวตานุสสติ    ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำคนให้เป็นเทวดา มีสัทธา หิริ โอตัปปะ เป็นต้น โดยการตั้งเทวดาไว้เป็นงานว่า เทวดาชั้นจาตุม ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวัสสวตี ก็มีอยู่ เทวดาจำพวกพรหมก็มีอยู่ เทวดาชั้นสูงกว่าพรหมก็มีเทวดาเหล่านั้นประกอบด้วย สัทธา สุตะ จาคะ ปัญญา อย่างใดอย่างหนึ่งหรือจะภาวนาโดยย่อว่า มัยหัง สัทธา ทิคุณา สังวิชชันติ คุณทั้งหลายมีสัทธาเป็นต้นของเราก็มี

           .   อุปสมานุสสติ    ระลึกถึงคุณพระนิพานอันเป็นที่ระงับกิเลสและกองทุกข์โดยการระลึกว่า   มะทะนิมมะทะโน   ปิปาสะวินะโย   อาละยะสะมุคหฆาโต   วัฏฏะปัจเฉโท   ตัณหักขะโย   วิราโค   นิโรโธ   นิพพานัง   นิพพานเป็นที่กำจัด    ความเมา  กำจัดวามหิว

                .   มรณานุสสติ   ระลึกถึงความตายอันจะมาถึงตนว่า  ความตายจักมีแต่เรา   เราต้องตายแน่ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด  ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง  ความตายเป็นของเที่ยง   ใจขณะที่ระลึกถึงความตายนั้น  จะต้องประกอบด้วยองค์    คือ  สติ  ความระลึกถึงความตายของตนและคนอื่น ๆ    ญาณ  ความรู้ว่าเราจักต้องตายแน่   เพราะชีวิตของคนเราทุกคนต้องตาย ๑  ความสังเวชสลดจิต   เพราะพิจารณาเห็นสภาวะที่แท้จริงของชีวิต

                .  กายคตาสติ   ตั้งสติไว้ในกายคือระลึกถึงกายของตน  โดยอาการ  ๓๒  ประการในร่างกายว่า  อัตถิ   อิมัสมิง   กาเย   เกสา   โลมา   นะขา   ทันตา   ตะโจ  เป็นต้น  จนกระทั่งเห็นว่าแต่ละส่วนของร่างกายของคนเรานั้นเป็นของน่าเกลียด  ประดุจหม้อใส่อุจจาระและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ แต่ภายนอกดูงาม  แต่ความเป็นจริงแล้ว   มีสิ่งที่สกปรกนานาประการซ่อนอยู่ภายในกายนี้

                ๑๐.   อานาปานสติ   ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก  โดยมีวิธีดังต่อไปนี้  คือ

                .   คณนานัย   นับลม

                .   อนุพันธนานัย  ติดตามลม

                .   ผิสสนานัย   ลมที่กระทบ

                .   ฐปนานัย   ตั้งจิตมั่น

                .   สัลลักขณานัย   กำหนดได้ชัดได้แต่กำหนดขันธ์    ให้ชัดทันปัจจุบันเห็นรูป

                .   วิวัฏฏนานัย   วิธีปฏิบัติเพื่อให้โพธิปักขิยธรรม  ๓๗  ประการ  เข้ารวมกันได้    มีโสดาปัตติมรรค  เป็นต้น

                .   ปาริสุทธินัย   วิธีปฏิบัติต่อจากมรรคได้แก่ผลมีโสดาปัตติผล  เป็นต้น

                .   เตสัง  ปฏิปัสสนานัย   วิธีปฏิบัติหลังจากเกิดผลแล้ว  ปัจจเวกขณญาณ

                การนับในการกำหนดลมหายใจเข้าออก   ยาวสั้นให้นับไปด้วยเพราะการนับนั้นเป็นตรึงจิตให้ติดแน่นแบ่งออกเป็น    คือ

                .   นับช้า ๆ  โดยให้นับไม่ต่ำกว่า    แต่ไม่ให้เกิน  ๑๐  และให้เรียงเลขตามลำดับอย่าข้ามไปข้ามมา  โดยให้นับที่ลมหายใจเข้าออกอย่างสบาย ๆ นับเป็นคู่ ๆ  ลมออกว่า ๑  ลมเข้าว่า ๑  ลมออกว่า ๒ ลมเข้าว่า ๒  ลมออกว่า ๓   ลมเข้าว่า  ๓ ลมออกว่า     ลมเข้าว่า     ลมออกว่า   ๕ ลมเข้าว่า ๕  แล้วตั้งต้นนับใหม่โดยเพิ่มทีละคู่  , ๑ ถึง  ,  จนถึง ๑๐ คู่  ดังนี้

            ,   ,   ,   ,   ,

            ,   ,   ,   ,   ,   ,

            ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,

            ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,

            ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,

            ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,   ,   ๑๐,๑๐

            . นับเร็ว  เมื่อลมหายใจเข้าออกปรากฏแก่ใจชัดเจนแล้ว   คือจิตมีสมาธิมั่นคงแน่วแน่อยู่  กับลมหายใจเข้าออกแล้ว  เราก็เริ่มนับอย่างรวดเร็วได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงลมหายใจเข้าหรือออก  โดยกำหนดแต่ลมที่มากระทบที่ช่องจมูก  แล้วนับเร็ว    จาก    ถึง    แล้วขึ้นนับ    ใหม่จนถึง     แล้วขึ้นนับ    ใหม่จนถึง  ๑๐  ดังนี้

                              

                             

                                 

                                    

                                         

                                           ๑๐

                นับอยู่อย่างนี้เรื่อย่ไปจนกว่าจะนับแล้ว  สติก็ยังแน่วแน่อยู่ในอารมณ์  คือ  ลมหายใจเข้าออก

                การติดตามลม   เมื่อแน่วแน่มั่นคงอยู่ในอารมณ์  คือลมหายใจเข้าลมหายใจออก  แล้วก็หยุดนับเสีย  แล้วใช้สติติดตามลมไม่ให้ขาดระยะ  ตรงบริเวณที่ลมกระทบ   ตรงปลายจมูกหรือริมฝีปากบน  เมื่อเราตั้งสติไว้ตรงจุดที่ลมกระทบแล้วไม่ส่งใจไปตามลมที่มาหรือลมที่ไปได้   ก็สามารถจะรู้ถึงลมที่มาและลมที่ไปได้โดยวิธีนี้  แล้วนิมิตทั้ง    ก็จะปรากฏเกิดขึ้นตามลำดับ

พรหมวิหาร    

                .   เมตตา   ความรักใคร่  ปรารถนาจะให้เป็นสุข   โดยการเว้นจากบุคคล    จำพวก  คือ

                                .   บุคคลผู้ไม่เป็นที่รัก

                                .   บุคคลที่รักมาก

                                .   บุคคลที่ไม่รักไม่ชัง

                                .   บุคคลที่มีเพศตรงข้ามกับตน

                                .   บุคคลที่ตายไปแล้ว

-          แผ่เมตตาไปในตนก่อน  คือ 

อะหัง   สุขิโต  โหมิ   ขอให้เราจงถึงความสุข

อะหัง   นิททุกโข   โหมิ   ขอให้เราจงปราศจากทุกข์

อะเวโร   โหมิ   ขอให้เราจงอย่าได้มีเวรภัย

อัพยาปัชโฌ   โหมิ   ขอให้เราอย่ามีความเบียดเบียนกันเลย

อะนีโฆ   โหมิ   ขอให้เราอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี   อัตตานัง   ปะริหะรามิ   ขอให้เราเป็นผู้มีความสุขรักษาตนอยู่เถิด

-          แผ่ไปในสัตว์อื่น

สัพเพ   สัตตา   สุขิตา   โหนตุ   ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด   

            สัพเพ   สัตตา   นิททุกขา   โหนตุ   ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงปราศจากทุกข์เถิด    

            สัพเพ   สัตตา   อะเวรา   โหนตุ   ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงอย่ามีเวรมีภัยเถิด

สัพเพ   สัตตา   อัพะยาปัชฌา   โหนตุ   ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงอย่ามีความพยาบาทเบียดเบียนกันเลย

สัพเพ   สัตตา   อะนีฆา   โหนตุ   ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงอย่ามีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สัพเพ   สัตตา   สุขี   อัตตานัง   ปะริหรันตุ   ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงมีความสุขรักษาตนอยู่เถิด

-          แผ่เมตตาโดยไม่เจาะจง

สัพเพ   สัตตา  สัพเพ   ปาณา   สัพเพ   ภูตา   สัพเพ  ปุคคะลา   สัพเพ   อัตตภาวะปะริยาปันนา   สัพเพ   อิตถิโย  สัพเพ   ปุริสา   สัพเพ   อริยา   สัพเพ   อะนะริยา   สัพเพ   เทวา   สัพเพ   มนุสสา  สัพเพ  วินิปาติกา   อะเวรา  อัพะยาปัชฌา  อะนีฆา   โหนตุ  สุขี   อัตตานัง   ปะริหะรันติ

ขอสัตว์ทุกจำพวกตั้งแต่   กลละ   เป็นต้นไป   สัตว์มีชีวิต  สัตว์ที่ปรากฏชัด  บุคคลทุกคน   สัตว์ที่มีอัตตะภาพทั้งมวล  ชาย  หญิง  และพระอริยะ  ปุถุชน   เทวดา  มนุษย์  และอสูรทั้งหลาย  จงเป็นผู้ไม่มีเวร  ไม่มีภัย  ไม่มีความเบียดเบียนกัน ไม่มีความทุกข์กายทุกข์ใจ  ขอจงเป็นผู้มีความสุขรักษาตนอยู่เถิด

นิมิต    กับภาวนา 

.   ปริกรรมนิมิต   ตั้งแต่เริ่มต้นแผ่เมตตาให้กับตนเองแล้วตลอดจนบุคคลอื่น

.   อุคคหนิมิต   เมื่อเมตตาจิตมีทั่วไปในบุคคลทั้ง    จำพวก  แต่ยังไม่ถึงสีมสัมเภท

.   ปฏิภาคนิมิต   เมื่อสำเร็จเป็นสีมสัมเภทแล้วเรียกว่า     ปฏิภาคนิมิต   ในนิมิตทั้ง    อย่างนี้

อุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตเป็นนิมิตโดยอ้อม   เพราะเป็นกัมมัฏฐานที่ใช้ใจอย่างเดียว  ไม่ได้อาศัยการเห็นและการกระทบ  ทำการเจริญ   เพราะฉะนั้นอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิตจึงไม่มีโดยตรง

.   บริกรรมภาวนา   ขณะที่นึกบริกรรมด้วยใจว่า    อเวโร   โหมิ  หรือ  อเวโร   โหติ  หรือ  อเวรา  โหนตุ  เป็นต้นที่เป็นไปในตนบุคคลเป็นที่รัก   บุคคลกลาง ๆ  และบุคคลผู้มีเวร

.   อุปจารภาวนา  ได้แก่การแผ่เมตตาในระหว่างที่ไดุอุคคหนิมิตและปฏิภาคนิมิต

.   อัปปนาภาวนา  มีอรูปฌานที่เกิดขึ้นแล้ว

อานิสงส์ของการแผ่เมตตา  ๑๑  ประการ

            .   หลับก็เป็นสุข

                .   ตื่นก็เป็นสุข

                .   ไม่ฝันร้าย

                .   เป็นที่รักของคนทั่วไป

                .   เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

                .   เทวดารักษา

                .   ไฟ  หรือ  ยาพิษ  หรือ  ศัตราวุธ  ทั้งหลายทำร้ายไม่ได้

                .   มีจิตใจสงบได้เร็ว

                .   มีสีหน้าผ่องใส

                ๑๐. ไม่หลงตาย

                ๑๑. จะไปสู่สุคติโลกสวรรค์

.   กรุณา   ความสงสารสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก  ปรารถนาจะช่วยให้พ้นทุกข์  โดยการแผ่โดยลำดับ  ดังนี้

                .   แผ่ให้แก่ตนเองก่อน

                .  บุคคลที่กำลังได้รับความลำบาก

                .  บุคคลที่เป็นที่รัก

                .  บุคคลผู้มีเวร

                โดยการกำหนดว่า    ขอสัตว์ผู้ประสบทุกข์จงหลุดพ้นจากความทุกข์เถิด   โดยการกำหนดอย่างนี้บ่อย ๆ  ก็จะสามารถขจัดความรู้สึกเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายลงไปได้   และจะไม่เศร้าโศกเสียใจ  เพื่อคนหรือสัตว์เหล่านั้นไม่พ้นจากทุกข์ตามที่ต้องการ

                .   มุทิตา   ความพลอยยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี  ความรื่นเริงบรรเทิงใจใจความสุขความสมบูรณ์ของผู้อื่นด้วยการกำหนดในใจว่า     ขอให้สัตว์ทั้งหลายอย่าได้เสื่อมจากทรัพย์สมบัติที่ตนได้แล้ว   จนกระทั่งใจสงบด้วยอำนาจมุทิตา  และสามารถขจัดความริษยาในความดีของคนอื่นได้

                .   อุเบกขา   คือการทำจิตใจให้วางเฉยในอารมณ์ทีปรารถนาและอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาไม่แสดงความยินดีในกรณีศัตรูประสบความวิบัติและแสดงความเสียใจในกรณีที่คนอันเป็นที่รักประสบความวิบัติ  เพราะการกระทำของเขาเองโดยสร้างความรู้สึกว่า    สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน  ย่อมเป็นไปตามกรรม  กำหนดอยู่  อย่างนี้เรื่อยไป  จนใจเกิดความสงบ  จากราคะคือความยินดีและปฏิฆะคือความยินร้ายในสุขทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายลงไปได้

                อาหาเรปฏิกูลสัญญา   การพิจารณาอาหารโดยความเป็นของปฏิกูล   โดยเริ่มพิจารณาความปฏิกูลของอาหาร    อย่างคือ    ปฏิกูลด้วยการบริโภค  โดยที่อยู่อาศัยของอาหารเหล่านั้น  โดยการเก็บสะสมอยู่นานในเวลาที่อาหารไม่ย่อย   ในเวลาที่อาหารเหล่านั้นย่อยแล้ว  โดยมูลที่เกิดจากอาหาร  โดยการหลั่งไหลออกมาของอาหารเหล่านั้น   โดยการที่อาหารเหล่านั้นทำให้แปดเปื้อนในโอกาสนั้น    เมื่อได้พิจารณาโดยฐานะดังกล่าวนี้แล้ว   จิตย่อมสงบจากนิวรณธรรมและก็จะตั้งมั่นเป็นสมาธิ

                จตุธาตะววัฏฐาน   หรือธาตุกรรมฐาน   การกำหนดพิจารณาธาตุ     คือ  ธาตุดิน   ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  และธาตุลม  ที่ปรากฏในร่างกายจนกระทั่งเห็นแต่เพียงกองแห่งธาตุ  ไม่ต้องจำว่าเป็นหญิงหรือชาย  สัตว์บุคคลคือส่วนใดที่แข้นแข็ง  เช่น  ผม  ขน  เล็บ   ฟัน   หนัง  เนื้อ   กระดูก  เป็นต้น  เป็นธาตุดิน  ส่วนใดที่ไหลเจิบอาบไปมาได้เช่น   น้ำลาย  น้ำมูก  น้ำตา  เปลวมัน  น้ำเหงื่อ   น้ำเลือด  เป็นต้นเป็นธาตุน้ำ   ส่วนใดที่พัดผันไปมาได้ที่ปรากฏในกายนี้   เช่น  ลมหายใจ   ลมในท้อง  ลมในใส้  ลามตามตัว   เป็นธาตุลม  ส่วนใดที่ทำให้กายเร่าร้อน  ทำให้กายอบอุ่น  ทำให้กายทรุดโทรม  เผาอาหารให้ย่อย  เป็นต้น  เรียกว่า     ธาตุไฟ   กำหนดพิจารณาให้เห็นว่า     ร่างกายนี้ล้วนแล้วแต่ธาตุมาประชุมกัน  ธาตุเหล่านี้ผสมกันถูกสัดส่วนไม่มากไม่น้อยเสมอกัน   ร่างกายของคนเราก็ปกติ  เมื่อธาตุเปลี่ยนแปลงไปในร่างกายพลอยเปลี่ยนแปลงไปตาม  จนจิตมีความรู้สึกไม่ยินดีไม่ยินร้ายในกายตนและคนอื่น  ความสงบก็จะมีขึ้นตามลำดับไป



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...