วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประวัติการฉลองปีใหม่

 


ประวัติการฉลองปีใหม่

                การฉลองปีใหม่ตามปรากฏที่ได้มีการบันทึกไว้มีขึ้นในเรื่องราวของชนชาติชาวบิโลน  หรือบาบิโลเนียนมาก่อนเมื่อราว  ,๐๐๐  ปีก่อน  ..  ชาวบาบิโลนได้จัดงานพิธีขึ้นอย่างหนึ่งเรียกว่า  “ ZAKMUK” มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงบูชา “ MARDUK “ สุริยเทพ  โดยชาวบาบิโลนเชื่อว่า  พระองค์จะเสด็จมาประทับในท่ามกลางที่ชุมชนเทพเจ้าทั้งหลายในมหาวิหารกรุงบาบิโลนเพื่อทรงกำหนดเหตุการณ์ของโลก  และเหตุการณ์ในพระชะตาชีวิตของกษัตริย์  กรุงบาบิโลน  พิธี “ ZAKMUK “ จะเริ่มตั้งแต่ราวปลายเดือนมีนาคมรวมเวลาเฉลิมฉลองราว ๆ ๑๑ - ๑๒  วันเนื่องมาแต่เดือนมีนาคม  นั้นแต่นับเป็นเดือนแรกแห่งการเริ่มปีใหม่ดังกล่าวแล้วในเรื่องของเดือน

                ต่อมาชาวโรมัน  ซึ่งได้กำหนดเอาวันที่    เดือนมกราคม  เป็นวันขึ้นปีใหม่ได้จัดการสมโภชหรือฉลอง  ปีใหม่ขึ้นโดยจัดให้เป็นวันหยุดงานเป็นสากล  มีพิธีบวงสรวงสังเวยเทพเจ้า  และพิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  มีการไปเยี่ยมกันตามญาติและเพื่อนบ้าน  มีการแลกเปลี่ยนของขวัญปีใหม่มอบให้แก่กันและกัน   โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้ก็คือจะต้องนำกิ่งไม้ชนิดหนึ่งอันมีความหมายแห่งโชคดีไปมอบให้กันด้วย  ซึ่งสันนิษฐานว่า  ต้นไม้ดังกล่าวนั้น  น่าจะเป็น  กิ่งสน หรือที่เรียกกันต่อมาในกาลภายหลังว่า  ต้นคริสมาส นั่นเอง  เนื่องจากเป็นต้นไม้ชนิดเดียวที่เขียวสดไม่ผลัดใบสามารถดำรงชีวิตต้านความหนาวอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง  แสะถึงความสามารถเอาชนะความตายได้เช่นเดียวกับพระเยซูครีสต์  ซึ่งคริสตศาสนิกชนถือว่าพระองค์ทรงเอาชนะความตาย  คือตายแล้วกลับฟื้นคืนชีพใหม่ได้  จึงถือเป็นสัญญลักษณ์แทน  พระเยซูคริสต์ หรือ  จีซัส  ไครัต   ซึ่งก็คงจะมีความหมายเป็นการอวยพรทำนองให้มีอายุ  วรรณะ  สุข  พละ อะไรทำนองนั้นกระมัง

                สำหรับการฉลองปีใหม่ของไทยเรานั้นแตกต่างออกไป  เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์และชีวิตชาวบ้านมีความผูกพันธ์แนบแน่นกันอยู่อย่างแยกไม่ออก  การดำรงชีวิตผ่านพ้นไปปีหนึ่งจึงถือว่าเป็นพระบารมีแผ่คุ้มปกเกล้าให้ชีวิตร่มเย็นอยู่ได้  ดังนั้น  การแสดงออกในเรื่องการสมโภชปีใหม่  จึงมักเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

                ในครั้งกรุงสุโขทัยเน้นหนักถึงพระราชจริยานุวัตรของพระเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรของพระองค์  ดังความปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์   หรือตำรับนางนพมาศว่า  ครั้นถึง    วันพระบรมทินกรจรจากมีนราศี  ประเวศขึ้นสู่เมษาราศีเถลิงศกขึ้นปีใหม่  แต่บรรดาข้าเฝ้าพระบาททั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในก็ประชุมกัน  รับพระราชทานน้ำพระพัฒน์  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งพนักงานโปรดให้พระราชทานเงินประจำปี  แต่พัสตราภรณ์แก่พระราชวงศ์  ทั้งพระยาข้าเฝ้าทั้งในกรุงนอกกรุงตลอดไปจนไพร่ประจำของพระสนมกำนัลชาวชะแม่จ่าชา  ตามตำแหน่งฐานานุศักดิ์ทุกหน้า

                สมัยกรุงศรีอยุธยา  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ได้มีการประดับตกแต่งไฟตามบ้านเรือนสว่างไสวไปทั่วรวมทั้งมีการตั้งโต๊ะหมู่บูชา เหมือนอย่างการจัดงานเฉลิมฉลองพระชนพรรษาในสมัยปัจจุบัน  ปรากฏความตามจดหมายเหตุของ  บาทหลวง เดอ  ซัวซีร์ ผู้ช่วยของ ท่านเซวาเลีย  เดอ  โซมองต์ ราชทูตพระเจ้าหลุยที่  ๑๔ แห่งฝรั่งเศส  ซึ่งเดินทางเข้าเจริญพระราชไมตรีได้จัดลงไว้  เมื่อวันที่  ๒๗ พฤศจิกายน พ..  ๒๒๒๘  ว่า

                ค่ำวันนี้   พวกเราได้พากันไปดูประทีปโคมไฟที่ช่องประตูหน้างต่างตามบ้านเรือนราษฎร   มีโคมไฟจุดแขวนและมีตะเกียงจุดตั้งไว้ดูสว่างไสวช่วงโชติน่าทัศนายิ่งนัก  บางแห่งก็ตั้งโต๊ะบูชา มีลับแลและแจกันอันมีดอกไม้สดปักเต็ม  ข้างหลังแจกันมีเชิงเทียนตั้งอยู่   มีเทียนปักอยู่บนนั้นและจุดไฟไว้ด้วย  เครื่องบูชาทั้งนี้ประกอบกันเข้าเป็นชุดแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าใคร่น่าชมยิ่งนัก  ขุนนางผู้ใหญ่  ผู้น้อยทั้งหลายได้พากันเข้าเฝ้าในพระราชวังเพื่อถวายพระพรชัยหรือจะพูดไดว่าเพื่อกล่าวคำยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ผิด พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จออกประทับที่ช่องพระแกลให้ช้าราชการเฝ้า  และพระราชทานเสื้อกักหลายชนิดให้แก่ข้าราชการตามลำดับยศ  บรรดาภรรยาข้าราชการทั้งหลายพากันไปเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง พระราชธิดาทำนองเดียวกันกับสามีของตน  พระราชพิธีนี้เคยกระทำกันมาทุกปี ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งมักตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเสมอ  วันนี้แหละเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย  แต่จงจำไว้ว่า   คนไทยจะเถลิงศกเมื่อถึงเดือน   ขึ้น  ๑ ค่ำตกอยู่ในราวเดือนมีนาคม

                สำหรับพิธีขึ้นปีใหม่สมัยปัจจุบันนั้น   พระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังจะมีการอาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวนเท่ากับพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ในอดิตมาสวดพระพุทธมนต์    พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย  และมีพิธีสดัปกรณ์ในวันรุ่งขึ้น  เวลาเช้าของวันสิ้นปีเก่าคือวันเก่าคือวันที่  ๓๑ ธันวาคม  และเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงบาตรพระสงฆ์  ๑๕๐ รูป    ประตูฉนวน


วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

                สำหรับข้าราชการและคนทั่วไปต่างนิยมประกอบพิธีตักบาตรปีใหม่เช่นกัน   เช่นที่ท้องสนานหลวง  และที่ทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นที่สาธารณะซึ่งชุมชนจะรวมกันได้โดยสะดวก

                เทศกาลขึ้นปีใหม่  มักนิยมอวยพรด้วยการมอบ  ของขวัญ   และส่ง  บัตร  . . .” ทางไปรษณีย์พร้อมด้วยคำอวยพรตามประสงค์อันเป็นการแสดงออกถึงสัมพันธ์ไมตรี  มีความปรารถนาดีต่อกัน

                อนึ่ง  ในเทศกาลปีใหม่  พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรเพื่อความเจริญและเป็นสิริมงคลแก่วิถีชีวิตตนในปีใหม่สืบไป  และมักนิยมจัดงานเลี้ยงรื่นเริงกันในหมู่ญาติเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยมุ่งแสวงหาความสุขความสวัสดีเป็นที่ตั้งเป็นไปตามคติที่ว่า  เริ่มต้นด้วยดีแล้ว  ก็เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า  ส่วนมากจะมุ่งเอาแต่เรื่องอบายมุข  คือ  สุรา  และการพนัน เป็นหลักประกอบในการจัดงานสนุกสนานรื่นเริง  ซึ่งเป็นเรื่องที่มักจะลงเอยด้วยความสิ้นเปลืองทั้งปวง

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประวัติที่มาของ 12 เดือน

 



ที่มาของ  ๑๒ เดือน  

                .   January   ( มกราคม )  เป็นเดือนแรกของปี   ( ตกราวๆ  เดือนยี่ของไทย ( ได้ชื่อมาจาก “ Janus “  เทวรูป  ๒ หน้าสมัยโบราณ  จัดเป็นเดือนแห่งสุนัขป่า  หรือหลังคริสตมาสนของแซกซอน  ( After  Yule )

                .   Fabruary  ( กุมภาพันธ์ )  จัดเป็นเดือนที่    ของปี    ( ตกราว ๆ  เดือน    ของไทย ) แต่เดิมเมื่อ  นูมา   ( Nama ) นำมาใช้ในปฏิทินโบราณชาวโรมันจัดไว้เป็นเดือนสุดท้ายของปี   อยู่ก่อนเดือนมกราคม  กระทั้งเมื่อราว  ๔๕๐ ปี ก่อนคริสตศักราช  จึงได้เปลี่ยมมาเป็นเดือนที่  ๒ ต่อจากเดือนมกราคม

                .   March   ( มีนาคม )   เป็นเดือนที่    ของปี  ( ราวเดือน    ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก  ด้าวอังคาร  ( Mar )  ถือเป็นเดือนแห่งพายุ  ( Fly  Monath )  แต่เดิม  นูมา   จัดไว้เป็นเดือนแรกตามปฏิทินโบราณของโรมัน  มาเปลี่ยนใหม่เมื่อราว  ๔๕๐  ปีก่อน  คริสตศักราช

                .   April   ( เมษายน )  นับเป็นเดือนที่    ของปี  ( ราวเดือน    ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก  “ Apillis” ซึ่งแปลว่า เปิด    เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนเปิด  หรือเริ่มคลี่คลายขยับขยายตังของพืชพันธ์ธัญญาหารต่าง ๆ  หลังจากจมหรือปิดตัวเองอยู่กับอากาศที่หนาวเย็นมานาน

                .   Mar   ( พฤษภาคม )  เป็นเดือนที่    ของปี   (ราวเดือน ๖  ของไทย )  ได้ชื่อมาจาก  “ MariaW “  ชนิกา  ( ผู้ให้กำเนิด ) ของดาวพุทธ  ( Merdury )  แต่เดิมเป็นเดือนที่ ๓  ตามปฏิทินโบราณของโรมัน  ซึ่งจัดเอาเดือนมีนาคม  ( March )ไว้เป็นเดือนแรกดังกล่าวแล้ว  มีการกระทำพิธีอุทิศให้  มาริอา   ( Maria )  หรือ  มาเรีย   ในเดือนนี้  ถือเป็นการกระทำพิธีต่าง ๆ  ซึ่งเขาถือกันว่าเป็นสวัสดิมงคล

                .   June   ( มิถินายน )  เป็นเดือนที่    ของปี   ( ราวเดือน ๗ ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก  “ Juno “ ถือเป็นเดือนแห้งแล้งของชาวแซกซอน  ( Sear  Monath )

                .   July   ( กรกฎาคม )   เป็นเดือนที่  ๗ ของปี  ( ราวเดือน    ของไทย )  ได้ชื่อมาจาก  “ Julius  Zezar “  กษัตริย์ผู้เกรียงไกรของชาวโรมัน  เป็นเดือนทำไร่ไถนาของชาวแซกซอน  (   Maed  Monath )

                .   August  ( สิงหาคม )  เป็นเดือนที่    ของปี  ( ราวเดือน    ของไทย )  ได้ชื่อมาจากกษัตริย์ชื่อว่า  “ Augustus “  เนื่องจากพระองค์ทรงประสบโชคดีเสมอ ๆ   ในเดือนนี้นี่เอง

                .   September   ( กันยายน )  นับเป็นเดือนที่    ของปี  (ราวเดือน  ๑๐  ของไทย )  ได้ชื่อมาจากคำว่า “ Septimus “ ซึ่งแปลว่า  เจ็ด ) อันเป็นลำดับการนับเดือนตามปฏิทินโบราณของโรมัน  ต่อมาการเปลี่ยนชื่อกันหลายชื่อผลที่สุดใช้ชื่อว่า    September “

                ๑๐. October  ( ตุลาคม )  นับเป็นเดือนที่  ๑๐  ของปี  ( ราวเดือน  ๑๑ ของไทย )  ถือเป็นเดือนแสดงความเคารพต่อดาวอังคาร

                ๑๑. Movember  ( พฤศจิกายน )  เป็นเดือนที่  ๑๑ ของปี  ( ราวเดือน  ๑๒   เดือนอ้ายของไทย ) แต่เดิมเคยเป็นเดือน    แต่เมื่อ  นูมา   ได้เพิ่มเดือน  กุมภาพันธ์ และ  มกราคม เข้าในปฏิทินอีก  ๒ เดือน  เมื่อ ๗๑๓  ปีก่อน  ..  จึงเลื่อนมาเป็นเดือน  ๑๑  ( ครั้นเมื่อ  ๔๑๐  ปีก่อน  ..  จึงเลื่อนเดือนกุมภาพันธ์มาไว้หลังมกราคมดังกล่าวแล้ว )

                ๑๒. December  ( ธันวาคม )  เป็นเดือนที่  ๑๒  ของปี   ( ราวเดือนอ้ายของไทย)  พวกแองโกลแซกซอน  เรียกว่า เดือนคริสตมาส หรือ เดือนกลางฤดูหนาว   (Yule  Monath )

                ดังได้กล่าวมาแล้วว่า  ชนชาติต่าง ๆ  แต่โบราณนั้นมีอาชีพกสิกรรมเป็นหลัก  สภาพดินฟ้าอากาศจึงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตเกษตรกร  ชนชาติไทยสมัยเมื่อยังอยู่ตอนใต้ของจีน  ซึ่งมีฤดูกาลใกล้กัน  จีนจึงกำหนดเอาฤดูกาลเริ่มเพาะปลูกในแถบถิ่นนั้นเป็นเดือนตั้งต้นเริ่มปีใหม่  เรียกว่า  เดือนอ้าย “ ( เดือนแรก )  ตกในราวเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม  ตามปกติในปฏิทินปัจจุบันดังความปรากฏในจดหมายเหตุของ  บาทหลวง เด  ซัวร์  ซา ผู้ช่วยราชทูต  เซวาเลีย  เดอ  โซมองต์  ชาวฝรั่งเศส  ซึ่งเดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศสยามเราสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์พระมหาราชแห่งศรีอยุธยา  ความปรากฏตอนหนึ่งว่า  พระราชพิธี  กระทำกันมาทุก  ๆ ปีใหม่ วันขึ้น ๑ ค่ำ  เดือนอ้าย  ซึ่งตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเสมอ  วันนี้แหละ  เป็นวันขึ้นปีใหม่

                อนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่    เคยทรงมีพระบรมราชาธิปไตยไว้ปรากฏตามความในพระราชพิธี  ๑๒ เดือน  ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   รัชกาลที่ ๕  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ความว่า

                “ …..  แรกที่จะกำหนดปีนี้  โบราณคิดเห็นว่า  ฤดูหนาวเป็นเวลาพ้นจากมืดมน  สว่างขึ้นเปรียบเหมือนเวลาเช้า  คนโบราณตังได้คิดนับเอาฤดูหนาวเป็นต้นปี  ฤดูร้อนเหมือนกลางวันจังได้คิดว่า  เป็นกลางปี  ฤดูฝนเป็นเวลามืดครึ้มโดยมาก  และฝนพรำเที่ยวไปไหนไม่ค่อยได้  จังคิดเห็นว่าเป็นเหมือนกลางคืน  คนทั้งปวงเป็นอันมากถือว่า  เวลาเช้าเป็นต้นวันกลางคืนเป็นปลายวัน  ฉันใด  คนโบราณก็คิดเห็นว่า  ฤดูเหมันต์ คือ ฤดูหนาว   เป็นต้นปี ฤดูคิมหันต์เป็นกลางปี  ฤดูวัสสานะคือ  ฤดูฝน  เป็นปลายปี  เพราะเหตุนั้น  จังได้นับชื่อเดือนเป็น  หนึ่ง  มาแต่เดือนอ้าย

                ครั้นภายหลังต่อมาเมื่อชนชาติไทยอพยพเคลื่อนถิ่นฐานลงมาสู่แถบถิ่นที่เรียกว่า  แหลมทอง   ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันไปจากแถบถิ่นเดิม  ฤดูกาลเพาะปลูกแตกต่างกันประมาณ    เดือน คือจากระยะช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม  มาเป็นเดือนเมษายน  การตั้งต้นปีใหม่จึงอนุวัติแปรเปลี่ยนไปตามสภาพภูมิอากาศและภูมประเทศ  ทั้งนี้  อาจสรุปสาเหตุได้เป็น    ประการาคือ

                .   เป็นเพราะเหตุที่ต้องปรับสภาพชีวิตไปตามสภาพภูมิอากาศของแถบถิ่น  ซึ่งฤดูเพาะปลูกเลื่อนไปจาก  เดือนอ้าย   เป็น   เดือนห้า   อันเป็นการคำนวณนับทางจันทรคติ  คือ จาก  ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย มาเป็น ขึ้น ๑ ค่ำเดือนห้า ตามสภาพความเป็นจริง

                .   เป็นเพราะอิทธิพลคติศาสนาพราหมณ์  หรือโหราศาสตร์  ทีนิยมกำหนดนับตาม  สุริยคติถือเอาช่วงที่ดาวอาทิตย์โคจรพ้นจาก  ราศีมีน ย่างขึ้นสู่ ราศีเมษ   เรียกว่า  มหาสงกรานต์ ตกราววันที  ๑๓ - ๑๔ เมษายนโดยประมาณ  นับเป็นสมัยเปลี่ยนศักราช  หรือขึ้นปีใหม่

                แต่เนื่องจากชนชาติไทยมีความเชื่อ  ชินกับกับการนับวันเดือนปีทางจันทรคติที่ถือว่า  เดือนอ้าย เป็นสมัยผลัดเปลี่ยนปีมาก่อน  ครั้นเมื่อมารับเอาอิทธิพลพราหมณ์ที่ถือคติการจับทางสุริยคติ  ซึ่งนับเอา  เดือนอ้าย อันเป็นคราวสมัยที่ดาวอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ   ตากราวกลางเดือนเมษายน  ( ๑๓ - ๑๔  เมษายน )  เป็นเกณฑ์จึงมีความรู้สึกลักษณะตะคนเคล้า  คือ  ยึดถือปฏิบัติทั้งเก่าและใหม่ปนกันและถือปฏิบัติอยู่อย่างนั้นต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่    แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  จึงมีประกาศให้ถือโดยกำหนดเอาเดือนห้าเป็นสมัยเปลี่ยนปี  หรือขึ้นปีใหม่แต่คราวเดียว   ทั้งนี้ด้วยว่าในปี  ..๒๔๓๒  เผอิญ  ขึ้น ๑ ค่ำ  เดือนห้า   ตรงกับ  วันที่  ๑ เมษายน    จึงมีประกาศเป็นทางการให้ถือเอาเดือนห้าเป็นวันขึ้นปีใหม่แต่ครั้งเดียวจากนั้นมา  แม้กระนั้นก็ตาม  การถือปฏิบัติก็ยังประกักประเดิกอยู่อีกเนื่อจากวิธีคำนวณทางจันทรคติและสุริยคติแตกต่างกัน  จึงกลายเป็นว่าแม้ขึ้น  ปีใหม่แล้ว  ก็ยังไม่นับศักราชหรือเปลี่ยนศกใหม่  จนกลายเป็นว่าแม้วันขึ้นปีใหม่แล้ว  ก็ยังไม่นับศักราชหรือเปลี่ยนศกใหม่  จนกว่าจะถึงวันมหาสงกรานต์  ซึ่งระยะเวลาก็จะล่วงเลยไปตกราววันที่  ๑๓ - ๑๕   เมษายน   จังเปลี่ยนศกนับศักราชใหม่    การณ์นี้สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลของสมเก็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  รัชกาลที่    สมัยรัฐบาลจอมพล  .  ( แปลก)  พิบูลสงคราม  ได้ตังคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งมีหน้าที่พิจารณาเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ให้เป็นไปตามหลักสากลอันเป็นยุคสมัยที่เรียกว่า  เชื่อผู้นำ   ชาติพ้นภัย ซึ่งได้มีการปฏิรูปวัฒนธรรมไทยเป็นการใหญ่  คณะกรรมการชุดนี้ได้ประชุมกันครั้งแรกที่  ห้องประชุมราชบัณฑิตสถาน เมื่อวันที่  ๑๗  กุมภาพันธ์  ..  ๒๔๘๓  มีมติเป็นเอกฉันท์   ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ของไทยจากเดือนห้า  ที่มีมาแต่ดั้งเดิมมาเป็นวันที่  ๑ มกราคม  เยี่ยงสากลนิยม  โดยให้มีผลปฏิบัติตั้งแต่ วันที่  ๑ มกราคม  ..  ๒๔๘๔   ปีมะโรง เป็นต้นไป  ดังนั้นปีมะโรง  .. ๒๔๘๔   จึงมีเพียง  ๙ เดือนเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม  ทางคติโหราศาสตร์กังยังคงถือปฏิบัติอยู่อย่างเดิม  คือยังนับ  เดือนห้า เป็นเดือนตั้งต้นอายุปีเกิดและนับ  เดือนสี่   เป็นเดือนสุดท้ายอยู่อย่างเดิมเหมือนอย่างที่เคยกำหนดกันมาแต่โบราณกาลที่มาของคำว่า  ศักราช หรือ ศก  

                คำว่า ศก   ในรูปคำภาษาเขมร  แปลว่า  ผม  เช่นคำว่า  พระศก, หยัก, ( ผมหยิกน้อย )  พิธีโศกันต์  ( พิธีโกนจุก   ศก + กันต์ )  ส่วนคำว่า  ศก    เป็นคำกร่อน  ตัดมาจากรูปคำว่า   ศํกราช  มีความหมาย  ว่า  ปีหนึ่ง ๆ  ยุคหมวดปีซึ่งตั้งขึ้นเป็นที่หมายเหตุการณ์สำคัญ  เช่น  พุทธศก

                คำว่า   ศักราช   อันมีความหมายว่า  ปีหนึ่ง ๆ   ปรากฏรูปเค้าของคำในพระราชพงศาวดารเหนือว่า  พระเจ้าแผ่นดินตักสิลานคร  พระนามว่า  พระยาศักรดัม โปรดให้ตั้งจุลศักราชไว้ใช้สำหรับกุลบุตรกุลธิดาสืบไปภายหน้า เมื่อวัน  ๕ฯ๕  ปีชวด  ( วันพฤหัสบดี   เดือนห้า  แรม  ๑ ค่ำ  ปีชวด )  .. ๓๐๖  ตั้งได้  ๑ ปี  พระองค์ก็เสด็จสวรรคต  เมื่อ จ..    พระราชบัณฑิต  อุดมราชาปิ่นเกล้า  พระเจ้าอยู่หัวพระโอรสพระยาพาน  ได้โปรดให้ยกเลิกจุลศักราชเสียเมื่อ  .. ๙๕๕    ปีระกา  เพื่อกันมิจฉาทิฏฐิ  จะพากันใช้แต่จุลศักราช  หนักเข้าพุทธศักราชจะเสื่อมสูญหายไป  ด้วยอำนาจความสำคัญแห่งพระนามของ  พระยาศักรดัม   ผู้ทรงตั้งเกณฑ์กำหนดนับปีหนึ่ง ๆ  ขึ้นใช้นั้นเอง จึงกำหนดเรียกเอานาม ผู้ก่อตั้งคือ ศักราชา   ( ศักร+ราชา)  ใช้เป็นที่หมายเหตุการณ์แห่งกาลเวลาที่ผ่านล่วงไปปีหนึ่ง ๆ  ว่า ศักรราช  ศักราช  ศก   ซึ่งนิยมใช้กันต่อมาเหมือนอย่างมาตรากำหนดต่าง ๆ  ที่นิยมนำชื่อผู้ประดิษฐ์เป็นชื่อเรียกมาตรานั้น ๆ  อย่างเช่น  กิโลเฮิร์ส เป็นต้น

                เกี่ยวกับการตั้งจุลศักราชนี้  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่    ทรงกล่าวในพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า  ส่วนจุลศักราชนั้น  ในพงศาวดารเหนือของเรากล่าวว่า   พระร่วง   ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม ณ กรุงสุโขทัยเป็นผู้ตั้ง  ฝ่ายพม่าเขาก็ว่า  มีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งชื่อสังฆราชเป็นผู้ตั้งขึ้น  แต่ศักราชใช้ได้ทั่วไปทั้งเมืองไทย  เมืองพม่า  เมืองมอญ  เมืองงิ้ว  เมืองอัสสัมที่เรียกว่า  ไทยใหญ่ เมืองลาว

                อนึ่ง  ปรากฏความในตำราโหราศาสตร์ว่า  จุลศักราช    ตั้งขึ้นโดยสังฆราชา  บุพพโสรหัน  ซึ่งลาสิกขาออกมาชิงราชสมบัติในพม่า  เมื่อปีกุน  ..  ๑๑๘๒

                มหาศักราช   ตั้งโดย  พระเจ้าสาลิวาหนะ  แห่งอินเดีย  เมื่อ พ..  ๕๖๐  ปี

                ส่วนคำว่า  ศก   ซึ่งตัดมาจากคำว่า  ศักราช   นั้น  โบราณนิยมใช้หมายเอา  ปีจุลศักราช ซึ่งกำหนดโดยรอง  ๑๐ ปี  หรือทศวรรษหนึ่ง ๆ  เป็นเกณฑ์กำหนดชื่อว่าศก  เริ่มแต่ ๑  ถึง ๐  หรือ ๐ ( ศูนย์ )  มีชื่อเรียกตามจุลศักราชที่ลงด้วยตัวเลขนั้น ๆ ตามลำดับดังนี้  เช่น

                ..                         ๑๑๘๑                    เรียก                       เอกศก        

..                         ๑๑๘๒                    เรียก                       โทศก    

..                         ๑๑๘๓                    เรียก                       ตรีศก

..                         ๑๑๘๔                    เรียก                  จัตวาศก

..                         ๑๑๘๕                    เรียก                      เบญจศก

..                         ๑๑๘๖                    เรียก                  ฉศก

..                         ๑๑๘๗                    เรียก                  สัปตศก

..                         ๑๑๘๘                    เรียก                      อัฏศก

..                         ๑๑๘๙                    เรียก                  นพศก

..                         ๑๑๙๐                    เรียก                      สัมฤทธิศก

ทั้งนี้นิยมเรียก  เฉพาะชื่อศก  ควบกับปี  เช่น  ปีจอ  เบญจศก   โดยมีช่วงกำหนดรอบหนึ่ง    ปี  หรือชั่วอายุคนหนึ่ง  ซึ่งถือว่า  เรียนรู้เข้าใจกันทั่วไปเพราะในช่วงรอบ  ๖๐  ปีนั้น  ปีที่จะลงท้ายด้วยชื่อศกตรงกันนั้นไม่ค่อยเกิดซ้ำบ่อยนักจึงเพียงพอต่อการกำหนดใช้ของคนสมัยก่อน


 


ตามคติของชาวตะวันตก  วันต่าง ๆ  มีชื่อตามที่มาดังนี้

                .   Sunday   (วันอาทิตย์ )  นับเป็นวันแรกของสัปดาห์  ถือเป็นวันของพระเจ้า  สมัยโบราณใช้เป็นวันทำการบูชา พระอาทิตย์   ( Sunnies  Daeg ) หรือวันแห่งดวงอาทิตย์  พวกแองโกแซกซอน  ถือปฏิบัติเคร่งครัดเริ่มแต่  เวลา  ๑๕.๐๐ น.  บ่ายของวันอาทิตย์เป็นต้นไป   ( อันเป็นที่มาของการหยุดงานวันอาทิตย์ครึ่งวัน) จนถึงวันรุ่งเช้าของวันจันทร์

            .   Monday   ( วันจันทร์ ) นับเป็นวันที่    ของสัปดาห์  ถือเป็นวันที่ทำการบูชาพระจันทร์  ตามปกรณัมนิกายกรีกถือว่า   พระจันทร์  เป็นเพศหญิง  หรือ  ไดอาน่า   เป็นน้องสาวคู่แฝดของเทพเจ้า  อพอลโล่

                .   Tuesday   (วันอังคาร )  นับเป็นวันที่  ๓ ยองสัปดาห์  ได้ชื่อมาจากพระของชาวแซกซอนชื่อว่า  ทิวโค  Tuesco )  ในโรมันถือเป็นวันแห่งดาวอังคาร  ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม  ( Twies  Daeg )

                .   Wednesday   ( วันพุธ )  เป็นวันที่    ของสัปดาห์  ได้ชื่อมาจาก  โวเด็น  นักรบผู้กล้าหาญ   หรือ โวดิน เจ้าแห่งสแกนดิเนเวียนสมัยโบราณผู้เป็นเจ้าแห่งสงคราม

                .   Thursday   ( วันพฤหัสบดี )  เป็นวันที่    แห่งสัปดาห์  ได้ชื่อว่าจากพระของชาวสแกนดิเนเวียนชื่อ  กอรในโรมันถือเป็นวันแห่งดาวพฤหัสบดี  ( Jypiter  Diy  Jayis )

                .   Friday  (วันศุกร์ )  เป็นวันที่    ได้ชื่อมาจาก  เทวีฟริกกา ชายาของ โวดินถือเป็นวันงดเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์อุ่นของชาวโรมันคาทอลิก  ตามที่เชื่อกันมาว่า  เป็นวันโชคไม่ดี  และลางร้ายปนกัน

                .   Saturday  ( วันเสาร์ )   เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ได้ชื่อมาจาก “ Satum”   หรือ  ดาวพระเสาร์   ชาวแชกซอน  บูชาเทวรูป   “ Satum “  ซึ่งยังมีการบูชากันอยู่ในสมัยปัจจุบันนี้

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ตานก๋วยสลาก

 




ตานก๋วยสลาก

            ตานก๋วยสลาก เป็นบุญประเพณีของชาวไทยภาคเหนือ  เป็นคำเมือง  ต๋านแปลว่า  ทาน “ ( ของถวายคำว่า  ก๋วย   หมายถึง ชะลอม   หรือ  ตะกร้าใส่ของ  ดังนั้น   ตานก๋วยสลาก จึงแปลตรงๆ ว่า  สลากภัต คือถวายทานแด่พระสงฆ์ตามสลากที่ท่านจับได้  มีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน  สังฆทาน คือถวายไม่เจาะจงบุคคล คือ มี ๒ ชนิด คือ

                .   สลากหลวง  ( หลวง  ใหญ่ )  จัดเป็นตะกร้า  หรือสลากขนาดใหญ่  ทำเป็นรูปปราสาทหรือเรือนไม้ก็มี  และบรรจุเครื่องเรือนสำหรับถวายไว้ครบครัน  นิยมเรียกว่า  สลากโชค เพราะใครจับสลากได้ก็รวยไป

                .  สลากธรรมดา  เป็นชะลอมหรือตะกร้าสลากทั่ว ๆ ไป  บรรจุอาหาร  คาว  หวาน  ชุดหนึ่งและของบริวารที่ต้องการถวายบนยอดก๋วยมีดอกไม้ธูปเทียนรวมทั้งจตุปัจจัยหรือธนบัตรเสียบก้านไม้ประดับไว้ด้วย

วิธีตานหรือถวายสลาก

                เหล่า  ศรัทธา  คือทายกทายิกาทั้งหลายจะตั้งวาง   ของถวาย   หรือ  ตาน  ของตน ๆ  ไว้บนเสื่อหรือโต๊ะที่ตั้งไว้เรียงราย  ณ ลานวัด  แล้วเขียนชื่อและคำอุทิศของตน ๆ  ลงบนลานหรือกระดาษยาว ๆ  เรียกว่า   เส้นสลาก  นำไปรวมกันไว้ที่หน้าพระประธานในวิหารหรืออุโบสถ  แบ่งเส้นสลากออกว่าจะได้แก่พระภิกษุสามเณรรูปละกี่เส้น  โดยแบ่งส่วนไว้เป็นของกลางวัดแล้วถวายก๋วยสลากไปตามพระภิกษุสามเณรรูปนั้น ๆ  ที่จัดได้สลากของตน     ทำให้เกิดความสนุกสนานรื่นเริงในบุญและวิธีทำบุญทั้งสองด้วย

วัตถุประสงค์

            เพื่อทำบุญอุทิศให้เปรตญาติทั้งหลายโดยเชื่อว่า  วันสิ้นเดือน  ๑๒  ของทางภาคเหนือ  ( ซึ่งตรงกันวันสิ้นเดือน ๑๐ ของภาคกลาง )  เป็นวันที่ยมบาลปล่อยเปรตอนุญาติให้กลับมารับส่วนบุญที่ลูกหลานทำอุทิศให้ความเป็นมาของตานก๋วยสลากหรือสลากภัตมีเรื่องเล่าว่า

                เมื่อพุทธกาล  มีเด็กเลี้ยงวัวกลุ่มหนึ่งนั่งพักอยู่ใต้ร่มโคนต้นไม้  ขณะนั้นมีพระสงฆ์หมู่หนึ่งเดินทางผ่านมาเด็ก ๆ  ต่างมีศรัทธาจะถวายข้าวห่อของตน ๆ  และเกี่ยงกันจะถวายแก่พระเถระที่เป็นหัวหน้า  เมื่อตกลงกันไม่ได้พระเถระจึงแนะอุบายให้ต่างคนต่างนำกิ่งไม้เล็ก ๆ  มาทำเป็นสลาก    ( สลาก ซี่ไม้ )  ให้พระสงฆ์แต่ละรูปจับ  ถ้าพระสงฆ์รูปใดจับได้ซี่ไม้ของใครก็ให้ผู้นั้นถวายรูปนั้น   ซึ่งต่างก็ทำตาม  จังถือนิยมปฏิบัติตามกันมาด้วยมีลักษณะตรงกับเจตนาการถวายสังฆทาน  ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่ามีอานิสงส์ยิ่ง  เพราะมีเจตนาไม่เจาะจงเฉพาะบุคคลมีแต่จิตบริสุทธิ์มุ่งทานเป็นเป้าหมาย

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

พิธีตั้งเปรต – ชิงเปรต

 




พิธีตั้งเปรต
ชิงเปรต

ความหมาย

                พิธีตั้งเปรต ชิงเปรต    เป็นบุญประเพณีของชาวไทยภาคใต้เช่นเดียวกัน  แต่จัดทำขึ้นในวันสิ้นเดือน  ๑๐  หรือวันสารทไทย  โดยมุ่งหมายเพื่อส่งปู่ย่าตายายในวันเดินทางกลับไปสู่ปรโลก

                “ การตั้งเปรต”  หมายถึง  การวางเครื่องสังเวยบูชาเปรต  ณ  ที่ซึ่งได้จัดเตรียมไว้ในวันแรม  ๑๕  ค่ำ เดือน  ๑๐  โดยมีพิธี  ดังนี้

                เช้าวันแรม  ๑๕  ค่ำ  สิ้นเดือน  ๑๐  หลังจากทำบุญตักบาตรพระสงฆ์เสร็จแล้ว  ชาวบ้านจะนำอาหารแห้ง คาวหวาน  โดยเฉพาะขนมประจำเทศกาล  คือ  ขนมพอง  ขนมลา  ขนมบ้า  ขนมเผา  ฯลฯ  พร้อมทังมวลผลไม้ไปวางรวมกันไว้  ที่ร้านซึ่งจัดเตรียมทำประดับธงทิวเป็นพิเศษ  หรือตามโคนต้นไม้   เป็นของสำหรับเปรตญาติทั้งหลายและผีไม่มีญาติได้นำไปเป็นเสบียงกินใช้ในยามเดินทางกลับปรโลก  หลังจากกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญแล้ว  ต่างคนต่างจะรู้เข้าแย่งของสังเวยเหล่านั้นมากินเพื่อเป็นสิริมงคลในฐานะเป็นของเหลือจากบรรพบุรุษ  เรียกอาการอย่างนี้ว่า  ชิงเปรต

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

บุญข้าวสลาก ( สาก สลาก ) ( บุญสลากวัด ) พิธีบูชาข้าวบิณฑ์

 


บุญข้าวสลาก  ( สาก  สลาก  )  ( บุญสลากวัด )

ความหมาย

                บุญข้าวสลาก  เป็นบุญประเพณีของชาวไทยอีสานและชาวลาว  โดยมีความมุ่งหมายเพื่อส่งมอบเสบียงเดินทางให้ผีบรรพบุรุษนำไปใช้ในวันเดินทางกลับไปสู่ภูมิแห่งตน ๆ  ทำนองเดียวกัน  พิธีตั้งเปรต  ชิงเปรต ของชุมชนไทยทางภาคใต้โดยการนำอาหารคาว  หวานและอาหารแห้งห่อใบตองดังกล่าวเช่นเดียวกับข้าวประดับดิน  นำมาให้พระสงฆ์จับฉลาก ( สลาก )  แล้วถวายทานตามสลาก  เรียกว่า  บุญข้าวสาก   มีกำหนดกระทำกันในวันขึ้น  ๑๕ ค่ำ หรือกลางเดือน  ๑๐ ก่อนสารทไทยครึ่งเดือน  เสร็จแล้วก็กรวดน้ำอุทิศให้ผีญาติทั้งหลายพ้นจากทุกข์เสพผลบุญเสวยสุขโดยทั่วกัน

พิธีบูชาข้าวบิณฑ์

ความหมาย

                พิธีบูชาข้าวบิณฑ์ “ ( บิณฑะ  ก้อนข้าว ) เป็นบุญประเพณีของชาวภาคใต้  เรียกกันว่า  วันรับตายายและบูชาข้าวบิณฑ์ มีความหมายว่าเป็นเทศกาลพิธีต้อนรับวิญญาณบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วซึ่งได้รับการปล่อยตัวให้กลับมาเยี่ยมบ้าน  ลูกหลานจึงพากันยินดีต้อนรับด้วยการสังเวยเลี้ยงดูด้วยข้าวบิณฑ์  ทั้งนี้มีมูลเหตุมาจากแนวความเชื่อว่า  เปรตญาติทั้งหลายจะได้รับการอนุญาติให้กลับบ้านมารับส่วนบุญ  ในช่วงระหว่างสิ้นเดือน    ถึงวันสิ้นเดือน  ๑๐  รวมเวลา  ๑ เดือน เมื่อถึงวันสิ้นเดือน  ๑๐  ยมบาลจะเรียกตัวกลับ

พิธีการ

                ในคืนวันแรม  ๑๔  ค่ำ  เดือน ๙  อันเป็นวันสิ้นเดือน  มีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวด  ติโรกูฑฑสูตร

                รุ่งขึ้นเช้าวันขึ้น  ๑ ค่ำ  เดือน  ๑๐ แต่ละบ้านจะนำข้าวบิณฑ์ ซึ่งหุงจากข้าวใหม่  ( ผลแรกได้ )  พร้อมทั้งอาหารคาวหวานไปทำบุญที่วัดโดยจัดแบ่งออกเป็น  ๒ ส่วน คือ

                - ส่วนหนึ่งเป็นของเฉพาะแต่ละบ้าน

-อีกส่วนหนึ่งเป็นของส่วนรวม  โดยแต่ละบ้านจะแบ่งส่วนนำมาวางไว้รวมกันไว้รวมกัน    ที่จัดเตรียมไว้  ซึ่งมีการประดับด้วยธงทิวต่าง ๆ 

                -พระสงฆ์สวดถวายพรพระจบแล้วถวายข้าวบิณฑ์พระสงฆ์

            -พระสงฆ์ฉันเสร็จ  มีการบังสุกุลเป็นส่วนรวม   และกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญ เป็นเสร็จพิธี

บุญข้าวประดับดิน


บุญข้าวประดับดิน

ความหมาย

            ข้าวประดับดิน   เป็นบุญประเพณีของชายไทยอีสานและชนชาวลาวในเวียงจันทร์  เป็นต้น   เป็นการทำบุญให้เปรตชน  เนื่องในวันที่ยมบาลปล่อยเปรตให้มารับส่วนบุญ  ถือปฏิบัติกันในวันสิ้นเดือน ๙  และขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ 

พิธีการ

                ถึงเวลากลางคืนของวันแรม  ๑๔ ค่ำ  หรือสิ้นเดือน    ชาวบ้านจะพากันเตรียมของแห้งทั้งคาวหวาน   พร้อมด้วยบุหรี่  หมากพลู  ห่อใบตอง  ใช้ตอกมัดเป็นปล้อง ๆ  คล้ายข้าวต้มมัด  ขมวดตอกทำเป็นห่วงสำหรับคล้องแขวนกิ่งไม้ได้

                ครั้นรุ่งขึ้นเช้าตรู่ประมาณตี ๔  ตี ๕  ของวันขึ้น ๑ ค่ำ  เดือน ๑๐  ต่างจะนำของที่จัดเตรียมไว้แล้วนั้นไปแขวนหรือวางไว้บริเวณโคนไม้ตรงทาง  ๓ แพร่ง  หรือบริเวณวัด  เพื่อให้ญาติที่ล่วงลับมาเยี่ยมบ้านได้กินใช้   แต่บางท้องที่นำของที่จัดนั้นวางเรียงรายจากเรือนไปจนถึงถึงนาตาลแฮก   ซึ่งเป็นศาลเล็ก ๆ  ที่ทำไว้  ณ มุมนา  อันเป็นที่มาแห่งคำว่า  ข้าวประดับดิน

                ลักษณะความหมายเฉพาะของการทำบุญข้าวประดับดินนี้ดูจะมุ่งเอาการต้อนรับผีบรรพบุรุษ  เช่นปู่ย่าตายาย  หรือ เหล่าญาติที่ล่วงลับทั้งหลาย  ซึ่งได้รับการปล่อยให้มาเยี่ยมบ้าน  เพื่อขอส่วนบุญทำนองเดียวกัน  พิธีบูชาข้าวบิณฑ์ ของชาวไทยภาคใต้

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

สารท ความเป็นมา

 




สารท

ความหมาย

                สารท   เป็นรูปคำภาษาบาลี   มีรูปคำภาษาสันสกฤตว่า  ศารท   มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า  เกิดในฤดูสรทะ  หรือฤดูใบไม้ร่วง และมีความหมายที่นำมาใช้ในประเพณีไทยว่า  เทศกาลทำบุญเดือน  ๑๒    จัดเป็นเทศกาลทำบุญกลางปีนับจากวันขึ้นปีใหม่  เริ่มแต่เทศกาลสงกรานต์เดือนห้า  เป็นต้นมา   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เปรต   เหล่าญาติที่ล่วงลับไปสู่ปรโลก  ซึ่งมีมูลมาจากแนวความเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ปล่อยเปรตให้กลับมาเยี่ยมบ้านเพื่อรับส่วนบุญที่เหล่าญาติบำเพ็ญอุทิศให้  ซึ่งเมื่อเปรตเหล่านั้นอนุโมทนาในผลบุญอุทิศนั้นแล้ว  ก็จะได้เสวยผลอบายภูมิ  พ้นทุกข์ทรมาน  ได้อัตภาพใหม่ที่ดีกว่าเป็นสุขกว่าต่อไป

ความเป็นมา

                คำว่า  สารท   มาจากรูปคำเดิมว่า  สรท   ซึ่งแปลว่า  ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn )    ฤดูสรท   เป็นฤดูที่พืชผลและธัญญาหารเริ่มสุก  ถือเป็นฤดูเก็บเกี่ยว  จึงเป็นฤดูที่น่ายินดีปรีดาสำหรับชาวไร่  เป็นผลแรกได้แห่งผลธัญญาหารในรอบปี  ต่างจึงถือเป็น  เทศกาลที่รื่นเริงสำราญจัดงานฉลองเลี้ยงดูกัน     ( Seadonal   Festivals )  เรียกเทศกาลพิธีนี้ว่า  เทศกาลผลแรกได้   ( Firsrt  Fruit  )  คล้ายทำนองพิธีในอินเดียตอนเหนือที่มีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า  อาครยเษษฏิ   ( พิธีบูชาพระอินทร์ และพระอัคคี  ด้วยยาคูซึ่งทำมาจากข้าวใหม่อันเป็นผลแรกได้  นำมาคั้นต้ม )  ในอินเดียตอนใต้ก็มีพิธีเกี่ยวกับผลแรกได้เช่นเดียวกัน  เรียกชื่อว่า  พิธีปงคัล   โดยเอาข้าวแรกได้มาต้มผสมนมและเนยทำเป็น  ทิพปายาส  หรือมธุปายาส    เพื่อบูชา  พระพิฆเณศ   แต่เขาทำกันในเดือนมากราคม

                สำหรับในแถบยุโรป  ได้จัดเป็นวันพิเศษวันหนึ่งเรียกว่า  วันขอบคุณพระเจ้าประจำฤดูเก็บเกี่ยว   ( Harves  Thankgivng  Day )  โดยจัดเป็นงานพิธีเฉลิมฉลองขึ้นเรียกว่า  พิธีฉลองการเก็บเกี่ยว  “ Harvent  Festival “  มีการแห่ตุ๊กตาที่ทำขึ้นจากรวงข้าว   ( Harvent   Queen )  ซึ่งบางทีก็เลือกสรรสาวสวยขึ้นเป็นราชินีเก็บเกี่ยวแทนตุ๊กตาทำนาง  ราชินีโภสพ   อะไรทำนองนั้น

                ส่วยไทยเรา  เราไม่มีสารทฤดูโดยตรง  แต่ที่เรามีประเพณีสารทด้วยการรับเอาอิทธพลที่ผ่านเข้ามาทางลัทธิฮินดู  นำเข้ามาผสมผสานกับความเชื่อพื้นฐานดั้งเดิม  ลัทธิเชื่อผีสาง    และผนวกเข้ากับคติทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะการสอนให้รู้บุญคุณคนและรู้จักทำตอบแทนบุญคุณคน  อันถือเป็นคุณสมบัติของคนดี  ได้หลอมรวมกันเข้าเป็น  คติไทย   ปรากฏเป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ  เช่น  เดียวกับพิธีสารทอย่างที่ปรากฏ

                พิธีสารท่ไทยซึ่งเป็นชื่อเรียกตามฤดูกาลอย่างภาษาสามัญ  ส่วนพิธีอย่างของหลวงเรียกว่า    พระราชพิธีภัทรบท   นั้นคงมีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้วเป็นเวลาเนิ่นนาน  อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยสุโขทัยดังหลักฐานปรากฏใน ตำรับนางนพมาส

                ครันเดือนสิบสอง  ถึงการพระราชพิธีภัทรบท  ( เดือนสิบ )  เป็นนักขัตฤกษ์  มหาชนกระทำมธุปายาสทาน  และจะเด็ดรวงข้าวสาลีเป็นปฐมเก็บเกี่ยว  ( ผลแรกได้ ) ………  อันว่าหมู่พราหมณ์  บรรดาซึ่งได้เล่าเรียนไตรเพทย่อมถือลัทธิว่า  เดือนสิบเป็นปฐมครรภสาลี  มหาชนจะเก็บเกี่ยวมากระทำมธุปายาส  ยาคูเลี้ยงดูพราหมณ์  เพื่อจะได้เป็นมงคลแก่ข้าวในนา

                ฝ่ายข้างพุทธศาสน์   พระราชพิธีภัทรบทนี้เป็นสมัยหมู่มหาชนกระทำมธุปายาส   ยาคู  อังคาสพระสงฆ์ (อังคาส  ยกให้  เลี้ยงพระ ) และเลี้ยงพราหมณ์ทั้งบูชาพระรัตนตรัยด้วยพรรณผ้ากระทำเป็นธง  แล้วอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้แก่ญาติอันไปสู่ปรโลก  ปรทัตตูปชีวีเปรต “ ( เปรตทีมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาศัยผลบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ ) ……. “

กระยาสารท

กระยาสารท   คืออะไร

                พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  ..  ๒๕๒๕  ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า

                กระยาสารท    เครื่อง  สิ่งของ  เครื่องเงิน

                กระยาสารท   ขนมที่ทำด้วยงาและข้าวเม่าข้าวตอกกวนกับน้ำตาล  แต่เดิมนิยมทำเฉพาะในเทศกาลสารท 

                ส่วยผสมของกระยาสารท  มีเครื่องปรุงที่ชาวบ้านกระทำกันประกอบด้วย  ข้าวเม่า  ข้าวตอก  ถั่วงา น้ำตาล  น้ำผึ้ง   และน้ำตาลกรวด  ปัจจุบันนิยมใส่  แปะแซะ   ( น้ำผึ้งขาว  )   ของจีน  ซึ่งเป็นหัวน้ำเชื่อมชนิดเข้าข้นลงไปแทนน้ำผึ้งซึ่งหายาก  เพื่อทำให้กระยาสารทเหนียวไม่ร่วน

                กระยาสารทดังกล่าวนี้   น่าจะเป็นกรรมวิธีแบบชาวบ้านจัดทำขึ้นในลักษณะ   มธุปายาส )  อย่างของหลวงที่ปรากฏในตำรับนางนพมาสนั่นเอง   เนื่องจากมีความปรากฏกล่าวถึงวิธีทำมธุปายาสของหลวงไว้  มีลักษณะเครื่องปรุงคล้าย

                “ …..  นายนักการละหานหลวง  ก็เก็บเกี่ยวครรภสาลี   และรวงข้าวมาตากตำทำเป็นข้าวเม่า  ข้าวตอก  ส่งต่อมณเฑียรบาลวังเวรเครื่อง  นายพระโคก็รีดน้ำขีรารสมาส่ง  ครั้นถึงวันรับพระราชพิธีภัทรบท  คือวันขึ้น  ๑๓  ค่ำ  เพลาเช้าเป็นธรรมดาฤกษ์  จึงสมเด็จพระอัครชายา   ดำรัสสั่งให้จ่าชา  ชาวเวรเครื่องทั้งมวลตกแต่ง  มธุปายาส  ปรุงระคนเจือล้วนแต่ของโอชารส  มีขัณฑสกร  และน้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  น้ำตาล  ทธิ ( นมส้ม )  นมสด  เป็นต้น   ใส่ลงในภาชนะตั้งบนเตาเพลิง  จึงให้สาวสำอางกวนมธุปายาส    ครั้นมธุปายาสสำเร็จแล้ว  ก็กวนข้าวยาคู  เอาถั่วงา   ระคนปนครรภสาลีที่แย้มยอด  ( ข้าวสาลีที่กำลังตั้งท้อง  มีลักษณะเป็นน้ำนม (  เจือด้วยขีรารส  ขัณฑสกร  น้ำตาลกรวด  ให้โอชารส  สำเร็จเป็นอันดี… “

                พิธีกวน  ข้าวมธุปายาส ในที่นี้ชวนให้เข้าใจว่า  ที่แท้ก็คือข้าวทิพปายาส  ( ข้าวทิพ )  หรือกระยาสารทชั้นดีสมบูรณ์ด้วยเครื่องปรุงนั่นเอง

                อนึ่ง  มีคำว่า  ข้าวเม่า   ปรากฏอยู่  ชื่อและชนิดของข้าวเม่านั้นเอ่ยขึ้นก็เป็นที่รู้  แต่ความหมายของมันคือ  อะไรเล่า ?

                มีคำภาษาไทยพื้นบ้านบางคำที่อยู่ในความสงสัยและสนใจอยากรู้ความหมายมานาน   เช่นคำ ข้าวเม่า   และจาวตาล  จาวมะพร้าว  แต่เพิ่งจะได้เค้าความหมายเอาก็ต่อเมื่อภายหลังจากที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสพรียนรู้ภาษาพื้นบ้านชาวหัวถนนในเขตอำเภอปากท่อ   จังหวัดราชบุรี   ซึ่งมีเชื้อสายเขมร  ( เขมรปากท่อ ? )  ที่นี่เขาพูดสำเนียง  และ สระไอ   ลางคำเป็นเสียง  สระเอา  เช่นคำว่า  (ใจ) เป็นเจา  ใหม่เป็นเหม่า เม่ว จึงมาถึงบางอ้อทันทีว่า  จาวมะพร้าวที่แท้ก็คือ  ใจมะพร้าว     และ  ข้าวเม่า ก็คือ ข้าวใหม่   นั่นเองมิใช่อื่นเลย

                วัตถุประสงค์ของการทำขนมกระยาสารทนั้น  มีเค้าเงื่อนมาแต่  ( ผลแรกได้ ) คือ ความเชื่อที่ถือว่า  ผลผลิตใด ๆ ในเรือกสวนไร่นานั้น   ถ้าได้นำผลที่ได้รับครั้งแรก หรือผลแรกได้   ไปทำบุญอุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้วก็จะได้บุญอานิสงส์มาก  อนึ่ง  ด้วยความประสงค์ที่จะให้เป็นเสบียงที่เหล่าญาติจะนำไปเก็บได้นาน ๆ  จึงนำ  ( ผลแรกได้ )  ต่าง ๆ มาทำเป็นของแห้งเพื่อเป็น  เสบียงกรัง   ( กรัง   แห้ง ) สำหรับเก็บไว้ใช้ได้นานไม่บูดเน่า  จะเห็นได้ในของที่ทำขึ้นในแนวความคิดและความมุ่งหมายทำนองเดียวกัน  เช่น  ข้าวเหนียวแดง   กะละแม  ( Caramell )  ในเทศกาลตรุษสงกรานต์  และขนมพอง  ขนมลา  ขนมบ้า  ขนมเผา  เป็นต้น  ในเทศกาลพิธีตั้งเปรต  ชิงเปรต  ของชาวไทยภาคใต้ล้วนเป็นของเก็บไว้ได้นานเช่นเดียวกัน

ต้นเค้าของพิธีสารท

                ท่าน เสฐียรโกเศศ หรือ พรยาอนุมานราชธน ได้ให้ข้อมูลสันนิษฐานได้ว่า  พิธีสารท น่าจะได้ต้นเค้ามาจาก  พิธีเปตมาส  ชองชาวฮินดู ด้วยว่ามีลักษณะพิธีทำบุญให้ผู้ตาย  และทำใน  เดือนภัทรบท   ( เดือนสิบ )  คล้ายคลึงกัน

                พิธีเปตมาสเป็นเทศกาลที่เกี่ยวกับผู้ตายมีลักษณะพิธีสรุปกล่าวได้  ดังนี้

                - เป็นเทศกาลพิธีทำบุญอุทิศให้วิญญาณผู้ตาย  เช่นเดียวกับพิธีสารทของไทย   จัดขึ้นในวันข้างแรมเดือนสิบ

- เป็นพิธีทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและสมาชิกในครอบครัวที่ตายไปแล้ว

            - มีการสังเวยน้ำแก่วิญญาณผู้ตายในวันดิถีทางจันทรคติที่ตรงกับวันตายของผู้ตาย 

            - มีการเชิญพราหมณ์มาทำพิธีด้วยการถวายของสังเวยแก่พราหมณ์  เช่น  เงิน  ข้าวสุก  นมเปรี้ยว   ผัก  พืชผล  และอาหารคาวหวานอื่น ๆ

- มีการเชิญดวงวิญญาณของผู้ตายในรอบปีให้มาสถิตร่วมอยู่กับวิญญาณบรรพบุรุษอื่น ๆ  ที่มุมหนึ่งของบ้าน ความสับสนปะปนระหว่าง สารท กับ  ศราทธ์

                ศราทธ์ มิใช่เทศกาลพิธี  แต่เป็นพิธีกรรมของชาวฮินดู  หมายถึง  พิธีส่งดวงวิญญาณของผู้ตายขึ้นสวรรค์ซึ่งการประกอบพิธีนั้นจะต้องกระทำโดย ลูกชาย  เป็นผู้ที่เปลื้องพ่อแม่ให้หลุดจากนรกขุมปุตตะได้

                ศราทธ์ แปลตามรูปศัพท์ว่า  พิธีที่ทำด้วยความเชื่อ  ความมุ่งมั่น  ความเพียรพยายามของญาติผู้ตาย   เนื่องจากเป็นพิธีกรรมที่ต้องทำก้นตลอด  ไม่มีฤดูกาล  อาจจะทำทุกวันในปีแรกแห่งการตาย  หรือทำเดือนละครั้งตามลัทธิความเชื่อ


ความเชื่อเรื่องศราทฤธ์

                ชาวฮินดูพากันเชื่อว่า  ร่างกายของคนตายสูญสลายไป  เพราะการเผาหรือฝังดิน วิญญาณ  ( อาตมัน ) ของผู้ตายจึงอยู่สภาพแห่งเปรต  เที่ยวได้วนเวียนอยู่ในสถานที่ที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน   ไม่เป็นอันเดินทางไปสู่ปรโลกของผู้ตายได้  เนื่องจากขาดกำลัง  ดังนั้น  ญาติจึงต้องทำพิธีส่งกำลังไปให้เรียกว่า  พิธีปัญฑะ   คือ พิธีเซ่นสังเวยวิญญาณของผู้ตายด้วยก้อนข้าว   ( ปัณฑะ  ก้อนข้าว )  เพื่อให้วิญญาณได้มีกำลังพอสามารถที่จะเดินทางไปถึงปรโลกได้

ลำดับพิธีของศราทธ์

                วันแรกของการตาย  ลูกชายผู้ตายจะนำก้อนข้าวปิณฑ์ปั้นเท่าขนาดผลมะตูม  จำนวน    ก้อน  ทำจากแป้งข้าวจ้าว  ข้าวสาลี  ข้าวเหนียว หรือข้าวบาเลย์   ผสมน้ำมันเนยกับน้ำผึ้ง  ใส่ภาชนะหรือวางบนใบตอง  ( แบบแขก )  พร้อมทั้งน้ำ   ทำพิธีเซ่นสังเวยวิญญาณผู้ตาย  โดยทำในวันตาย    ครั้ง  และหลังวันตายทุกวันจนครบกำหนด  ๑๐  วัน   เหตุที่ต้องทำครบ  ๑๐  วัน ก็ด้วยเหตุที่ชาวฮินดู  ถือว่า  วิญญาณ  ( อาตมัน )  ของผู้ตายนั้นจะได้สุขุมรูปอันสมบูรณ์ได้  ก็วันที่ ๑๐ แห่งการตาย    ทั้งนี้  จะต้องประกอบพิธีศพอย่างถูกต้อง ฉันจะมีผลให้วิญญาณได้อวัยวะครบถ้วน คือวันที่ ๑ วิญญาณจะได้ศรีษะ  วันที่    จะได้ตัว  วันที่ ๓ ได้หัวใจ วันที่ ๔ ได้หลัง  วันที่ ๕ ได้สะดือ  วันที่ ๖ ได้ของลับ (เครื่องเพศ)วันที่ ๗ ได้ขา  วันที่ ๘  ได้ขา  วันที่ ๙  ได้เข่า  วันที่ ๑๐ ได้ มือและเท้า   ครบ  ๑๐  วัน  จึงได้ร่างทั้งร่าง   ถ้าประกอบพิธีไม่ถูก  วิญญาณจะได้ร่างเพียงบางส่วน  และเร่ร่อนไปในที่ว่าว  เป็นผีเลวไม่สมประกอบ

                ในวันที่ ๑๑  นับแต่วันตาย  เป็นวันพิธีศราทธ์ใหญ่  มีการพิธีสรุปกล่าวได้  ดังนี้

ญาติ ๆ ผู้ตายพากันประกอบพิธีแต่งงานให้วัวคู่หนึ่ง

                - ประทับตรา ตรีศูล   สัญญลักษณ์แห่ง พระอิศวร    ผู้เป็นเจ้า  ทำพิธีขอพรจาวัว  แล้วปล่อยวัวไป

                - ญาติ ๆ พากันสวดวิงวอนขอพรจากพระเจ้าให้ทรงช่วยเปรตหรือวิญญาณ

            - มีการเลี้ยงพราหมณ์ ๑๑ คน  เนื่องในการพิธีศราทธ์ที่ทำในวันที่ ๑๑  นี้

-มีการกรวดน้ำ  ( กรวด ข  ริน  หลั่ง  เท ) อุทิศส่วนบุญที่ทำไปให้ผู้ตาย

                ชะรอยว่าเสียงคำว่า  สารท กับ ศราทธ์   ใกล้เคียงกันจึงได้นำเอาพิธีทั้งสองผสมผสานเข้าด้วยกันโดยถือเอาเป็นเรื่องเดียวกัน  การพิธีทำบุญในเทศกาลสารทจึงมีการผนวกเอาการทำบุญอุทิศให้ผู้ตายแบบพิธีศราทธควบคู่กันไปด้วย   เผอิญสอดคล้องกลมกลืนกันแนวคำสอนขสองพระพุทธศาสนาในเรื่อง  กตัญญูกตเวที   ซึ่งได้เน้นการทำ บุพพเปตพลี “(ทำบุญเพิ่มผลให้บุพพการี )  ถือเป็นหน้าที่ของผู้เคยได้รับอุปการะคือลูกหลานเป็นต้น  ที่จะพึงทำอุทิศผลให้เป็นการตอบแทนต่อผู้มีคุณตามโอกาสอันควร

                อนึ่ง พิธีศราทธ์ ที่นำมาใช้เป็นเอกเทศโดยเฉพาะก็มี  แต่เป็นการทำตามคติทางพระพุทธศาสนา  อย่างที่เรียกว่า  สวดศราทธพรต    ซึ่งแปลว่า  พิธีทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว   ( พรต   การปฏิบัติ   ธรรมเนียม  ประเพณี )อย่างที่มีปฏิบัติมา

                การทำสังฆทาน    ผู้ทำเป็นผู้นิมนต์พระสงฆ์ให้มารับหรือไม่ก็นำของไปทำกับพระสงฆ์ที่วัด

                การตักบาตรธารณะ   พระสงฆ์เป็นผู้มารับบาตรเองโดยผู้ให้มิได้เจาะจง  หรือผู้ถวายบาตรตามวัดต่าง ๆ คามชนบทที่ทำกันอยู่

                พิธีสารททางภาคกลางที่มีข้อน่าศึกษาเป็นพิเศษ  เห็นจะเป็นพิธีปฏิบัติของชุมชนในเขตจังหวัดราชบุรี  ที่เป็นเชื้อสายลาวซึ่งนิยมเลี้ยงผีเรือน  เขามีพิธีปฏิบัติแตกต่างไปอย่างเห็นได้ชัด คือ

                ถึงวันแรม  ๑๕ ค่ำ  เดือน ๑๐ ทุกบ้านจะจัดสำหรับคาวหวานคู่หนึ่ง  มีเสื้อผ้า    สำหรับ  พร้อมทั้งกระยาสารทสำหรับเซ่นไหว้ผีเรือน   โดยจัดวางของที่เตรียมทั้งหมดลงบนผ้าขาวที่ปูไว้กลางเรือน   ลูกหลานทั้งหลายจะพากันมานั่งล้อมรอบผ้าขาว   จุดธูปเทียนบูชาออกชื่ออันเชิญผูปู่ย่าตายายและผีญาติที่ล่วงลับที่เลี้ยงไว้เป็นผีเรือนมากินเครื่องเช่นสังเวย  ครั้นเวลาล่วงไปประมาณ    นาที  ซึ่งกะว่าผีกินเครื่องเซ่นสังเวยเสร็จแล้วก็จะลาเอาเครื่องเซ่นนั้นมาเลี้วงดูกันในวงญาติ  ถือเป็นสิริมงคล

                ในวันรุ่งขึ้น  ขึ้น ๑ ค่ำ  เดือน  ๑๑  จนสว่างจะทำพิธีลอยกระทงส่งข้าวบิณฑ์  เป็นการส่งผีปูย่าตายาย  เช่นเดียวกับพิธีประเพณีของเขมร  โดยนำ  ข้าวปากหม้อ   ( ทำนองผลแรกได้)  กับเสบียงกรังและผลไม้ บรรดามีใส่กระทงหยวกกล้วยลงน้ำไป  โดยทำไม้พายเล็ก ๆ  ๒ เล่ม  ใส่ลงไปด้วย   ถ้าเป็นบ้านที่อยู่ห่างน้ำก็จะนำกระทงหยวกกล้วยดังกล่าว  ( ไม่มีพาย) เอาไปวางไว้ที่ทาง    แพร่ง  ( แพร่ง  แยก )  เช่นอย่างวิธีเสียกบาล ( สะเดาะเคราะห์ร้ายให้หายเจ็บป่วยใส่กระทงหยวกไปวางไว้ที่ทาง  ๓ แพร่ง  หรือลอยน้ำ )

                ส่วนชุมชนเผ่าไทย  ในเคล้นตังเกีย   นิยมเอาข้าวที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกไปหุงเซ่นไหว้ผีเรือน  ถือว่าถ้ายังมิได้เซ่นไหว้ผีเรือนก่อนห้ามผู้ใดแตะต้องเด็ดขาด  ซึ่งน่าจะเป็นทำนองเดียวกับที่ชุมชนไทยทางภาคกลางนำผลแรกได้มาทำเป็น  กระยาสารท ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับไปแล้ว  เช่นเดียวกับชุมชนชนลาวในเขตจึงหวัดราชบุรีนำไปเซ่นสังเวยผีเรือน

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...