สารท
ความหมาย
“ สารท “ เป็นรูปคำภาษาบาลี มีรูปคำภาษาสันสกฤตว่า “ ศารท “ มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า “ เกิดในฤดูสรทะ หรือฤดูใบไม้ร่วง “ และมีความหมายที่นำมาใช้ในประเพณีไทยว่า “ เทศกาลทำบุญเดือน ๑๒ “ จัดเป็นเทศกาลทำบุญกลางปีนับจากวันขึ้นปีใหม่ เริ่มแต่เทศกาลสงกรานต์เดือนห้า เป็นต้นมา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เปรต เหล่าญาติที่ล่วงลับไปสู่ปรโลก
ซึ่งมีมูลมาจากแนวความเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ปล่อยเปรตให้กลับมาเยี่ยมบ้านเพื่อรับส่วนบุญที่เหล่าญาติบำเพ็ญอุทิศให้
ซึ่งเมื่อเปรตเหล่านั้นอนุโมทนาในผลบุญอุทิศนั้นแล้ว ก็จะได้เสวยผลอบายภูมิ พ้นทุกข์ทรมาน
ได้อัตภาพใหม่ที่ดีกว่าเป็นสุขกว่าต่อไป
ความเป็นมา
คำว่า “ สารท
“ มาจากรูปคำเดิมว่า “สรท “ ซึ่งแปลว่า “ ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn
) “
“ ฤดูสรท “ เป็นฤดูที่พืชผลและธัญญาหารเริ่มสุก
ถือเป็นฤดูเก็บเกี่ยว
จึงเป็นฤดูที่น่ายินดีปรีดาสำหรับชาวไร่
เป็นผลแรกได้แห่งผลธัญญาหารในรอบปี
ต่างจึงถือเป็น “ เทศกาลที่รื่นเริงสำราญจัดงานฉลองเลี้ยงดูกัน “ ( Seadonal
Festivals ) เรียกเทศกาลพิธีนี้ว่า “ เทศกาลผลแรกได้ “ ( Firsrt
Fruit ) คล้ายทำนองพิธีในอินเดียตอนเหนือที่มีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า “ อาครยเษษฏิ “ ( พิธีบูชาพระอินทร์
และพระอัคคี
ด้วยยาคูซึ่งทำมาจากข้าวใหม่อันเป็นผลแรกได้ นำมาคั้นต้ม ) ในอินเดียตอนใต้ก็มีพิธีเกี่ยวกับผลแรกได้เช่นเดียวกัน เรียกชื่อว่า
“ พิธีปงคัล “ โดยเอาข้าวแรกได้มาต้มผสมนมและเนยทำเป็น “ ทิพปายาส หรือมธุปายาส “ เพื่อบูชา “ พระพิฆเณศ “ แต่เขาทำกันในเดือนมากราคม
สำหรับในแถบยุโรป
ได้จัดเป็นวันพิเศษวันหนึ่งเรียกว่า
“ วันขอบคุณพระเจ้าประจำฤดูเก็บเกี่ยว “ ( Harves
Thankgivng Day ) โดยจัดเป็นงานพิธีเฉลิมฉลองขึ้นเรียกว่า “ พิธีฉลองการเก็บเกี่ยว “ Harvent Festival “
มีการแห่ตุ๊กตาที่ทำขึ้นจากรวงข้าว ( Harvent Queen )
ซึ่งบางทีก็เลือกสรรสาวสวยขึ้นเป็นราชินีเก็บเกี่ยวแทนตุ๊กตาทำนาง “ ราชินีโภสพ “ อะไรทำนองนั้น
ส่วยไทยเรา เราไม่มีสารทฤดูโดยตรง
แต่ที่เรามีประเพณีสารทด้วยการรับเอาอิทธพลที่ผ่านเข้ามาทางลัทธิฮินดู
นำเข้ามาผสมผสานกับความเชื่อพื้นฐานดั้งเดิม “ลัทธิเชื่อผีสาง “ และผนวกเข้ากับคติทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะการสอนให้รู้บุญคุณคนและรู้จักทำตอบแทนบุญคุณคน อันถือเป็นคุณสมบัติของคนดี ได้หลอมรวมกันเข้าเป็น “ คติไทย “ ปรากฏเป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับประเพณีพิธีกรรมต่าง
ๆ เช่น
เดียวกับพิธีสารทอย่างที่ปรากฏ
พิธีสารท่ไทยซึ่งเป็นชื่อเรียกตามฤดูกาลอย่างภาษาสามัญ ส่วนพิธีอย่างของหลวงเรียกว่า “
พระราชพิธีภัทรบท “
นั้นคงมีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้วเป็นเวลาเนิ่นนาน
อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยสุโขทัยดังหลักฐานปรากฏใน “ ตำรับนางนพมาส
“
“ ครันเดือนสิบสอง
ถึงการพระราชพิธีภัทรบท ( เดือนสิบ ) เป็นนักขัตฤกษ์ มหาชนกระทำมธุปายาสทาน และจะเด็ดรวงข้าวสาลีเป็นปฐมเก็บเกี่ยว ( ผลแรกได้ )
……… อันว่าหมู่พราหมณ์
บรรดาซึ่งได้เล่าเรียนไตรเพทย่อมถือลัทธิว่า เดือนสิบเป็นปฐมครรภสาลี มหาชนจะเก็บเกี่ยวมากระทำมธุปายาส ยาคูเลี้ยงดูพราหมณ์ เพื่อจะได้เป็นมงคลแก่ข้าวในนา
ฝ่ายข้างพุทธศาสน์
พระราชพิธีภัทรบทนี้เป็นสมัยหมู่มหาชนกระทำมธุปายาส ยาคู อังคาสพระสงฆ์ (อังคาส ยกให้
เลี้ยงพระ ) และเลี้ยงพราหมณ์ทั้งบูชาพระรัตนตรัยด้วยพรรณผ้ากระทำเป็นธง
แล้วอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้แก่ญาติอันไปสู่ปรโลก “ ปรทัตตูปชีวีเปรต “
( เปรตทีมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาศัยผลบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ )
……. “
กระยาสารท
“ กระยาสารท “ คืออะไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า
“ กระยาสารท “ น
เครื่อง สิ่งของ เครื่องเงิน
“ กระยาสารท “ น
ขนมที่ทำด้วยงาและข้าวเม่าข้าวตอกกวนกับน้ำตาล แต่เดิมนิยมทำเฉพาะในเทศกาลสารท
ส่วยผสมของกระยาสารท มีเครื่องปรุงที่ชาวบ้านกระทำกันประกอบด้วย ข้าวเม่า
ข้าวตอก ถั่วงา น้ำตาล น้ำผึ้ง
และน้ำตาลกรวด
ปัจจุบันนิยมใส่ “ แปะแซะ “ ( น้ำผึ้งขาว )
ของจีน
ซึ่งเป็นหัวน้ำเชื่อมชนิดเข้าข้นลงไปแทนน้ำผึ้งซึ่งหายาก เพื่อทำให้กระยาสารทเหนียวไม่ร่วน
กระยาสารทดังกล่าวนี้
น่าจะเป็นกรรมวิธีแบบชาวบ้านจัดทำขึ้นในลักษณะ “ มธุปายาส ) อย่างของหลวงที่ปรากฏในตำรับนางนพมาสนั่นเอง
เนื่องจากมีความปรากฏกล่าวถึงวิธีทำมธุปายาสของหลวงไว้ มีลักษณะเครื่องปรุงคล้าย
“
….. นายนักการละหานหลวง ก็เก็บเกี่ยวครรภสาลี และรวงข้าวมาตากตำทำเป็นข้าวเม่า ข้าวตอก
ส่งต่อมณเฑียรบาลวังเวรเครื่อง
นายพระโคก็รีดน้ำขีรารสมาส่ง
ครั้นถึงวันรับพระราชพิธีภัทรบท
คือวันขึ้น ๑๓ ค่ำ
เพลาเช้าเป็นธรรมดาฤกษ์ จึงสมเด็จพระอัครชายา ดำรัสสั่งให้จ่าชา ชาวเวรเครื่องทั้งมวลตกแต่ง มธุปายาส
ปรุงระคนเจือล้วนแต่ของโอชารส
มีขัณฑสกร และน้ำผึ้ง น้ำอ้อย
น้ำตาล ทธิ ( นมส้ม ) นมสด เป็นต้น
ใส่ลงในภาชนะตั้งบนเตาเพลิง
จึงให้สาวสำอางกวนมธุปายาส
ครั้นมธุปายาสสำเร็จแล้ว
ก็กวนข้าวยาคู เอาถั่วงา ระคนปนครรภสาลีที่แย้มยอด ( ข้าวสาลีที่กำลังตั้งท้อง มีลักษณะเป็นน้ำนม ( เจือด้วยขีรารส ขัณฑสกร
น้ำตาลกรวด ให้โอชารส สำเร็จเป็นอันดี… “
พิธีกวน “ ข้าวมธุปายาส
“ ในที่นี้ชวนให้เข้าใจว่า
ที่แท้ก็คือข้าวทิพปายาส ( ข้าวทิพ ) หรือกระยาสารทชั้นดีสมบูรณ์ด้วยเครื่องปรุงนั่นเอง
อนึ่ง มีคำว่า “ ข้าวเม่า “ ปรากฏอยู่
ชื่อและชนิดของข้าวเม่านั้นเอ่ยขึ้นก็เป็นที่รู้ แต่ความหมายของมันคือ อะไรเล่า ?
มีคำภาษาไทยพื้นบ้านบางคำที่อยู่ในความสงสัยและสนใจอยากรู้ความหมายมานาน เช่นคำ “ ข้าวเม่า “ และจาวตาล จาวมะพร้าว
แต่เพิ่งจะได้เค้าความหมายเอาก็ต่อเมื่อภายหลังจากที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสพรียนรู้ภาษาพื้นบ้านชาวหัวถนนในเขตอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีเชื้อสายเขมร ( เขมรปากท่อ ?
) ที่นี่เขาพูดสำเนียง และ “สระไอ “ ลางคำเป็นเสียง “ สระเอา “ เช่นคำว่า (ใจ) เป็นเจา ใหม่เป็นเหม่า เม่ว “
จึงมาถึงบางอ้อทันทีว่า
“ จาวมะพร้าวที่แท้ก็คือ
ใจมะพร้าว” และ “ ข้าวเม่า
ก็คือ ข้าวใหม่ “ นั่นเองมิใช่อื่นเลย
วัตถุประสงค์ของการทำขนมกระยาสารทนั้น
มีเค้าเงื่อนมาแต่ ( ผลแรกได้ ) คือ ความเชื่อที่ถือว่า ผลผลิตใด ๆ ในเรือกสวนไร่นานั้น ถ้าได้นำผลที่ได้รับครั้งแรก หรือผลแรกได้
ไปทำบุญอุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้วก็จะได้บุญอานิสงส์มาก อนึ่ง
ด้วยความประสงค์ที่จะให้เป็นเสบียงที่เหล่าญาติจะนำไปเก็บได้นาน ๆ จึงนำ (
ผลแรกได้ ) ต่าง ๆ มาทำเป็นของแห้งเพื่อเป็น “เสบียงกรัง “ ( กรัง แห้ง ) สำหรับเก็บไว้ใช้ได้นานไม่บูดเน่า
จะเห็นได้ในของที่ทำขึ้นในแนวความคิดและความมุ่งหมายทำนองเดียวกัน เช่น
ข้าวเหนียวแดง กะละแม ( Caramell ) ในเทศกาลตรุษสงกรานต์ และขนมพอง
ขนมลา ขนมบ้า ขนมเผา
เป็นต้น ในเทศกาลพิธีตั้งเปรต ชิงเปรต
ของชาวไทยภาคใต้ล้วนเป็นของเก็บไว้ได้นานเช่นเดียวกัน
ต้นเค้าของพิธีสารท
ท่าน “ เสฐียรโกเศศ “ หรือ “
พรยาอนุมานราชธน “ ได้ให้ข้อมูลสันนิษฐานได้ว่า “ พิธีสารท “ น่าจะได้ต้นเค้ามาจาก “พิธีเปตมาส” ชองชาวฮินดู ด้วยว่ามีลักษณะพิธีทำบุญให้ผู้ตาย และทำใน
“ เดือนภัทรบท “ ( เดือนสิบ ) คล้ายคลึงกัน
“พิธีเปตมาส” เป็นเทศกาลที่เกี่ยวกับผู้ตายมีลักษณะพิธีสรุปกล่าวได้ ดังนี้
- เป็นเทศกาลพิธีทำบุญอุทิศให้วิญญาณผู้ตาย
เช่นเดียวกับพิธีสารทของไทย
จัดขึ้นในวันข้างแรมเดือนสิบ
- เป็นพิธีทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและสมาชิกในครอบครัวที่ตายไปแล้ว
- มีการสังเวยน้ำแก่วิญญาณผู้ตายในวันดิถีทางจันทรคติที่ตรงกับวันตายของผู้ตาย
- มีการเชิญพราหมณ์มาทำพิธีด้วยการถวายของสังเวยแก่พราหมณ์ เช่น
เงิน ข้าวสุก นมเปรี้ยว
ผัก พืชผล และอาหารคาวหวานอื่น ๆ
- มีการเชิญดวงวิญญาณของผู้ตายในรอบปีให้มาสถิตร่วมอยู่กับวิญญาณบรรพบุรุษอื่น
ๆ ที่มุมหนึ่งของบ้าน
ความสับสนปะปนระหว่าง “ สารท “ กับ “ ศราทธ์ “
“ ศราทธ์ “ มิใช่เทศกาลพิธี แต่เป็นพิธีกรรมของชาวฮินดู หมายถึง
“ พิธีส่งดวงวิญญาณของผู้ตายขึ้นสวรรค์” ซึ่งการประกอบพิธีนั้นจะต้องกระทำโดย “ ลูกชาย เป็นผู้ที่เปลื้องพ่อแม่ให้หลุดจากนรกขุมปุตตะได้
“
“ ศราทธ์ “ แปลตามรูปศัพท์ว่า “ พิธีที่ทำด้วยความเชื่อ ความมุ่งมั่น
ความเพียรพยายามของญาติผู้ตาย “
เนื่องจากเป็นพิธีกรรมที่ต้องทำก้นตลอด ไม่มีฤดูกาล
อาจจะทำทุกวันในปีแรกแห่งการตาย
หรือทำเดือนละครั้งตามลัทธิความเชื่อ
ความเชื่อเรื่องศราทฤธ์
ชาวฮินดูพากันเชื่อว่า
ร่างกายของคนตายสูญสลายไป
เพราะการเผาหรือฝังดิน วิญญาณ (
อาตมัน ) ของผู้ตายจึงอยู่สภาพแห่งเปรต
เที่ยวได้วนเวียนอยู่ในสถานที่ที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน ไม่เป็นอันเดินทางไปสู่ปรโลกของผู้ตายได้ เนื่องจากขาดกำลัง ดังนั้น
ญาติจึงต้องทำพิธีส่งกำลังไปให้เรียกว่า
“ พิธีปัญฑะ “ คือ “ พิธีเซ่นสังเวยวิญญาณของผู้ตายด้วยก้อนข้าว” ( ปัณฑะ ก้อนข้าว ) เพื่อให้วิญญาณได้มีกำลังพอสามารถที่จะเดินทางไปถึงปรโลกได้
ลำดับพิธีของศราทธ์
วันแรกของการตาย
ลูกชายผู้ตายจะนำก้อนข้าวปิณฑ์ปั้นเท่าขนาดผลมะตูม จำนวน
๖ ก้อน ทำจากแป้งข้าวจ้าว ข้าวสาลี
ข้าวเหนียว หรือข้าวบาเลย์
ผสมน้ำมันเนยกับน้ำผึ้ง
ใส่ภาชนะหรือวางบนใบตอง ( แบบแขก ) พร้อมทั้งน้ำ ทำพิธีเซ่นสังเวยวิญญาณผู้ตาย โดยทำในวันตาย
๔ ครั้ง และหลังวันตายทุกวันจนครบกำหนด ๑๐
วัน เหตุที่ต้องทำครบ ๑๐ วัน
ก็ด้วยเหตุที่ชาวฮินดู ถือว่า “ วิญญาณ” ( อาตมัน ) ของผู้ตายนั้นจะได้สุขุมรูปอันสมบูรณ์ได้ ก็วันที่ ๑๐ แห่งการตาย ทั้งนี้
จะต้องประกอบพิธีศพอย่างถูกต้อง ฉันจะมีผลให้วิญญาณได้อวัยวะครบถ้วน
คือวันที่ ๑ วิญญาณจะได้ศรีษะ วันที่ ๒
จะได้ตัว วันที่ ๓ ได้หัวใจ วันที่
๔ ได้หลัง วันที่ ๕ ได้สะดือ วันที่ ๖ ได้ของลับ (เครื่องเพศ)วันที่ ๗ ได้ขา วันที่ ๘ ได้ขา
วันที่ ๙ ได้เข่า วันที่ ๑๐ ได้ มือและเท้า ครบ
๑๐ วัน จึงได้ร่างทั้งร่าง ถ้าประกอบพิธีไม่ถูก วิญญาณจะได้ร่างเพียงบางส่วน และเร่ร่อนไปในที่ว่าว เป็นผีเลวไม่สมประกอบ
ในวันที่ ๑๑ นับแต่วันตาย เป็นวันพิธีศราทธ์ใหญ่ มีการพิธีสรุปกล่าวได้ ดังนี้
ญาติ ๆ
ผู้ตายพากันประกอบพิธีแต่งงานให้วัวคู่หนึ่ง
- ประทับตรา “ ตรีศูล “ สัญญลักษณ์แห่ง “ พระอิศวร ผู้เป็นเจ้า ทำพิธีขอพรจาวัว แล้วปล่อยวัวไป
- ญาติ ๆ พากันสวดวิงวอนขอพรจากพระเจ้าให้ทรงช่วยเปรตหรือวิญญาณ
- มีการเลี้ยงพราหมณ์ ๑๑ คน
เนื่องในการพิธีศราทธ์ที่ทำในวันที่ ๑๑
นี้
-มีการกรวดน้ำ ( กรวด ข ริน
หลั่ง เท ) อุทิศส่วนบุญที่ทำไปให้ผู้ตาย
ชะรอยว่าเสียงคำว่า “ สารท “ กับ “ศราทธ์ “ ใกล้เคียงกันจึงได้นำเอาพิธีทั้งสองผสมผสานเข้าด้วยกันโดยถือเอาเป็นเรื่องเดียวกัน
การพิธีทำบุญในเทศกาลสารทจึงมีการผนวกเอาการทำบุญอุทิศให้ผู้ตายแบบพิธีศราทธควบคู่กันไปด้วย เผอิญสอดคล้องกลมกลืนกันแนวคำสอนขสองพระพุทธศาสนาในเรื่อง “ กตัญญูกตเวที “ ซึ่งได้เน้นการทำ “บุพพเปตพลี “(ทำบุญเพิ่มผลให้บุพพการี ) ถือเป็นหน้าที่ของผู้เคยได้รับอุปการะคือลูกหลานเป็นต้น
ที่จะพึงทำอุทิศผลให้เป็นการตอบแทนต่อผู้มีคุณตามโอกาสอันควร
อนึ่ง “ พิธีศราทธ์ “ ที่นำมาใช้เป็นเอกเทศโดยเฉพาะก็มี แต่เป็นการทำตามคติทางพระพุทธศาสนา อย่างที่เรียกว่า “ สวดศราทธพรต “ ซึ่งแปลว่า “ พิธีทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว
“ ( พรต การปฏิบัติ
ธรรมเนียม ประเพณี )อย่างที่มีปฏิบัติมา
“ การทำสังฆทาน “ ผู้ทำเป็นผู้นิมนต์พระสงฆ์ให้มารับหรือไม่ก็นำของไปทำกับพระสงฆ์ที่วัด
“ การตักบาตรธารณะ “ พระสงฆ์เป็นผู้มารับบาตรเองโดยผู้ให้มิได้เจาะจง หรือผู้ถวายบาตรตามวัดต่าง ๆ
คามชนบทที่ทำกันอยู่
พิธีสารททางภาคกลางที่มีข้อน่าศึกษาเป็นพิเศษ
เห็นจะเป็นพิธีปฏิบัติของชุมชนในเขตจังหวัดราชบุรี ที่เป็นเชื้อสายลาวซึ่งนิยมเลี้ยงผีเรือน เขามีพิธีปฏิบัติแตกต่างไปอย่างเห็นได้ชัด คือ
ถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐
ทุกบ้านจะจัดสำหรับคาวหวานคู่หนึ่ง
มีเสื้อผ้า ๑ สำหรับ
พร้อมทั้งกระยาสารทสำหรับเซ่นไหว้ผีเรือน
โดยจัดวางของที่เตรียมทั้งหมดลงบนผ้าขาวที่ปูไว้กลางเรือน ลูกหลานทั้งหลายจะพากันมานั่งล้อมรอบผ้าขาว
จุดธูปเทียนบูชาออกชื่ออันเชิญผูปู่ย่าตายายและผีญาติที่ล่วงลับที่เลี้ยงไว้เป็นผีเรือนมากินเครื่องเช่นสังเวย ครั้นเวลาล่วงไปประมาณ ๕
นาที
ซึ่งกะว่าผีกินเครื่องเซ่นสังเวยเสร็จแล้วก็จะลาเอาเครื่องเซ่นนั้นมาเลี้วงดูกันในวงญาติ ถือเป็นสิริมงคล
ในวันรุ่งขึ้น ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน
๑๑
จนสว่างจะทำพิธีลอยกระทงส่งข้าวบิณฑ์
เป็นการส่งผีปูย่าตายาย
เช่นเดียวกับพิธีประเพณีของเขมร
โดยนำ “ ข้าวปากหม้อ
“ ( ทำนองผลแรกได้) กับเสบียงกรังและผลไม้
บรรดามีใส่กระทงหยวกกล้วยลงน้ำไป
โดยทำไม้พายเล็ก ๆ ๒ เล่ม ใส่ลงไปด้วย
ถ้าเป็นบ้านที่อยู่ห่างน้ำก็จะนำกระทงหยวกกล้วยดังกล่าว ( ไม่มีพาย) เอาไปวางไว้ที่ทาง ๓ แพร่ง (
แพร่ง แยก ) เช่นอย่างวิธีเสียกบาล ( สะเดาะเคราะห์ร้ายให้หายเจ็บป่วยใส่กระทงหยวกไปวางไว้ที่ทาง ๓ แพร่ง
หรือลอยน้ำ )
ส่วนชุมชนเผ่าไทย ในเคล้นตังเกีย
นิยมเอาข้าวที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกไปหุงเซ่นไหว้ผีเรือน
ถือว่าถ้ายังมิได้เซ่นไหว้ผีเรือนก่อนห้ามผู้ใดแตะต้องเด็ดขาด ซึ่งน่าจะเป็นทำนองเดียวกับที่ชุมชนไทยทางภาคกลางนำผลแรกได้มาทำเป็น “ กระยาสารท “ ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
เช่นเดียวกับชุมชนชนลาวในเขตจึงหวัดราชบุรีนำไปเซ่นสังเวยผีเรือน