ที่มาของ ๑๒
เดือน
๑. January ( มกราคม ) เป็นเดือนแรกของปี ( ตกราวๆ เดือนยี่ของไทย ( ได้ชื่อมาจาก
“ Janus “ เทวรูป ๒ หน้าสมัยโบราณ จัดเป็นเดือนแห่งสุนัขป่า หรือหลังคริสตมาสนของแซกซอน ( After Yule )
๒. Fabruary ( กุมภาพันธ์ ) จัดเป็นเดือนที่ ๒
ของปี ( ตกราว
ๆ เดือน
๓ ของไทย ) แต่เดิมเมื่อ “ นูมา “ ( Nama ) นำมาใช้ในปฏิทินโบราณชาวโรมันจัดไว้เป็นเดือนสุดท้ายของปี อยู่ก่อนเดือนมกราคม กระทั้งเมื่อราว ๔๕๐ ปี ก่อนคริสตศักราช จึงได้เปลี่ยมมาเป็นเดือนที่ ๒ ต่อจากเดือนมกราคม
๓. March ( มีนาคม ) เป็นเดือนที่ ๓
ของปี ( ราวเดือน ๔
ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก ด้าวอังคาร
( Mar ) ถือเป็นเดือนแห่งพายุ ( Fly
Monath ) แต่เดิม “ นูมา “ จัดไว้เป็นเดือนแรกตามปฏิทินโบราณของโรมัน มาเปลี่ยนใหม่เมื่อราว ๔๕๐
ปีก่อน คริสตศักราช
๔. April ( เมษายน ) นับเป็นเดือนที่ ๔
ของปี ( ราวเดือน ๕
ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก “ Apillis” ซึ่งแปลว่า “เปิด “ เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนเปิด
หรือเริ่มคลี่คลายขยับขยายตังของพืชพันธ์ธัญญาหารต่าง ๆ
หลังจากจมหรือปิดตัวเองอยู่กับอากาศที่หนาวเย็นมานาน
๕. Mar ( พฤษภาคม ) เป็นเดือนที่ ๕
ของปี (ราวเดือน
๖ ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก “ MariaW “ ชนิกา ( ผู้ให้กำเนิด ) ของดาวพุทธ ( Merdury
) แต่เดิมเป็นเดือนที่
๓ ตามปฏิทินโบราณของโรมัน ซึ่งจัดเอาเดือนมีนาคม ( March )ไว้เป็นเดือนแรกดังกล่าวแล้ว มีการกระทำพิธีอุทิศให้ “ มาริอา “ ( Maria )
หรือ “ มาเรีย “ ในเดือนนี้ ถือเป็นการกระทำพิธีต่าง ๆ ซึ่งเขาถือกันว่าเป็นสวัสดิมงคล
๖. June ( มิถินายน ) เป็นเดือนที่ ๖
ของปี ( ราวเดือน
๗ ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก
“ Juno “ ถือเป็นเดือนแห้งแล้งของชาวแซกซอน ( Sear Monath )
๗. July ( กรกฎาคม ) เป็นเดือนที่ ๗ ของปี
( ราวเดือน
๘ ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก “ Julius Zezar “
กษัตริย์ผู้เกรียงไกรของชาวโรมัน เป็นเดือนทำไร่ไถนาของชาวแซกซอน (
Maed Monath )
๘. August ( สิงหาคม ) เป็นเดือนที่ ๘
ของปี ( ราวเดือน ๙
ของไทย ) ได้ชื่อมาจากกษัตริย์ชื่อว่า “ Augustus “ เนื่องจากพระองค์ทรงประสบโชคดีเสมอ
ๆ ในเดือนนี้นี่เอง
๙. September ( กันยายน ) นับเป็นเดือนที่ ๙
ของปี (ราวเดือน ๑๐
ของไทย ) ได้ชื่อมาจากคำว่า
“ Septimus “ ซึ่งแปลว่า
“ เจ็ด ) อันเป็นลำดับการนับเดือนตามปฏิทินโบราณของโรมัน
ต่อมาการเปลี่ยนชื่อกันหลายชื่อผลที่สุดใช้ชื่อว่า “
September “
๑๐. October ( ตุลาคม ) นับเป็นเดือนที่ ๑๐
ของปี ( ราวเดือน ๑๑ ของไทย ) ถือเป็นเดือนแสดงความเคารพต่อดาวอังคาร
๑๑. Movember ( พฤศจิกายน ) เป็นเดือนที่ ๑๑ ของปี ( ราวเดือน ๑๒
เดือนอ้ายของไทย ) แต่เดิมเคยเป็นเดือน ๙
แต่เมื่อ “ นูมา
“ ได้เพิ่มเดือน “ กุมภาพันธ์ “ และ “ มกราคม
“ เข้าในปฏิทินอีก ๒
เดือน เมื่อ ๗๑๓ ปีก่อน
ค.ศ. จึงเลื่อนมาเป็นเดือน ๑๑ ( ครั้นเมื่อ ๔๑๐
ปีก่อน ค.ศ. จึงเลื่อนเดือนกุมภาพันธ์มาไว้หลังมกราคมดังกล่าวแล้ว
)
๑๒. December ( ธันวาคม ) เป็นเดือนที่ ๑๒
ของปี ( ราวเดือนอ้ายของไทย) พวกแองโกลแซกซอน เรียกว่า “ เดือนคริสตมาส
“ หรือ “ เดือนกลางฤดูหนาว “ (Yule
Monath )
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ชนชาติต่าง ๆ แต่โบราณนั้นมีอาชีพกสิกรรมเป็นหลัก
สภาพดินฟ้าอากาศจึงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตเกษตรกร ชนชาติไทยสมัยเมื่อยังอยู่ตอนใต้ของจีน ซึ่งมีฤดูกาลใกล้กัน
จีนจึงกำหนดเอาฤดูกาลเริ่มเพาะปลูกในแถบถิ่นนั้นเป็นเดือนตั้งต้นเริ่มปีใหม่ เรียกว่า
“ เดือนอ้าย “ ( เดือนแรก ) ตกในราวเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม
ตามปกติในปฏิทินปัจจุบันดังความปรากฏในจดหมายเหตุของ “ บาทหลวง เด ซัวร์
ซา “ ผู้ช่วยราชทูต
เซวาเลีย เดอ โซมองต์
ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศสยามเราสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์พระมหาราชแห่งศรีอยุธยา ความปรากฏตอนหนึ่งว่า “ พระราชพิธี กระทำกันมาทุก
ๆ ปีใหม่ วันขึ้น ๑ ค่ำ
เดือนอ้าย
ซึ่งตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเสมอ
วันนี้แหละ เป็นวันขึ้นปีใหม่ “
อนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ เคยทรงมีพระบรมราชาธิปไตยไว้ปรากฏตามความในพระราชพิธี ๑๒ เดือน
ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ความว่า
“
….. แรกที่จะกำหนดปีนี้ โบราณคิดเห็นว่า ฤดูหนาวเป็นเวลาพ้นจากมืดมน สว่างขึ้นเปรียบเหมือนเวลาเช้า คนโบราณตังได้คิดนับเอาฤดูหนาวเป็นต้นปี ฤดูร้อนเหมือนกลางวันจังได้คิดว่า เป็นกลางปี
ฤดูฝนเป็นเวลามืดครึ้มโดยมาก และฝนพรำเที่ยวไปไหนไม่ค่อยได้ จังคิดเห็นว่าเป็นเหมือนกลางคืน คนทั้งปวงเป็นอันมากถือว่า เวลาเช้าเป็นต้นวันกลางคืนเป็นปลายวัน ฉันใด
คนโบราณก็คิดเห็นว่า “ ฤดูเหมันต์ “ คือ “ ฤดูหนาว “ เป็นต้นปี “ ฤดูคิมหันต์” เป็นกลางปี ฤดูวัสสานะ” คือ “ฤดูฝน” เป็นปลายปี เพราะเหตุนั้น
จังได้นับชื่อเดือนเป็น หนึ่ง มาแต่เดือนอ้าย “
ครั้นภายหลังต่อมาเมื่อชนชาติไทยอพยพเคลื่อนถิ่นฐานลงมาสู่แถบถิ่นที่เรียกว่า “ แหลมทอง “ ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันไปจากแถบถิ่นเดิม ฤดูกาลเพาะปลูกแตกต่างกันประมาณ ๖
เดือน คือจากระยะช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม มาเป็นเดือนเมษายน
การตั้งต้นปีใหม่จึงอนุวัติแปรเปลี่ยนไปตามสภาพภูมิอากาศและภูมประเทศ ทั้งนี้
อาจสรุปสาเหตุได้เป็น ๒ ประการาคือ
๑. เป็นเพราะเหตุที่ต้องปรับสภาพชีวิตไปตามสภาพภูมิอากาศของแถบถิ่น ซึ่งฤดูเพาะปลูกเลื่อนไปจาก “ เดือนอ้าย “ เป็น “ เดือนห้า “ อันเป็นการคำนวณนับทางจันทรคติ คือ จาก
“ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย “ มาเป็น
“ ขึ้น ๑ ค่ำเดือนห้า “ ตามสภาพความเป็นจริง
๒. เป็นเพราะอิทธิพลคติศาสนาพราหมณ์ หรือโหราศาสตร์ ทีนิยมกำหนดนับตาม “ สุริยคติ” ถือเอาช่วงที่ดาวอาทิตย์โคจรพ้นจาก
“ ราศีมีน “ ย่างขึ้นสู่ “
ราศีเมษ “ เรียกว่า “ มหาสงกรานต์
“ ตกราววันที ๑๓ -
๑๔ เมษายนโดยประมาณ
นับเป็นสมัยเปลี่ยนศักราช
หรือขึ้นปีใหม่
แต่เนื่องจากชนชาติไทยมีความเชื่อ
ชินกับกับการนับวันเดือนปีทางจันทรคติที่ถือว่า “ เดือนอ้าย “ เป็นสมัยผลัดเปลี่ยนปีมาก่อน
ครั้นเมื่อมารับเอาอิทธิพลพราหมณ์ที่ถือคติการจับทางสุริยคติ ซึ่งนับเอา
“ เดือนอ้าย “ อันเป็นคราวสมัยที่ดาวอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ ตากราวกลางเดือนเมษายน ( ๑๓ - ๑๔ เมษายน ) เป็นเกณฑ์จึงมีความรู้สึกลักษณะตะคนเคล้า คือ
ยึดถือปฏิบัติทั้งเก่าและใหม่ปนกันและถือปฏิบัติอยู่อย่างนั้นต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ ๕
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
จึงมีประกาศให้ถือโดยกำหนดเอาเดือนห้าเป็นสมัยเปลี่ยนปี หรือขึ้นปีใหม่แต่คราวเดียว ทั้งนี้ด้วยว่าในปี พ.ศ.๒๔๓๒ เผอิญ “ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า “ ตรงกับ “ วันที่ ๑ เมษายน
“ จึงมีประกาศเป็นทางการให้ถือเอาเดือนห้าเป็นวันขึ้นปีใหม่แต่ครั้งเดียวจากนั้นมา แม้กระนั้นก็ตาม การถือปฏิบัติก็ยังประกักประเดิกอยู่อีกเนื่อจากวิธีคำนวณทางจันทรคติและสุริยคติแตกต่างกัน จึงกลายเป็นว่าแม้ขึ้น ปีใหม่แล้ว
ก็ยังไม่นับศักราชหรือเปลี่ยนศกใหม่
จนกลายเป็นว่าแม้วันขึ้นปีใหม่แล้ว
ก็ยังไม่นับศักราชหรือเปลี่ยนศกใหม่
จนกว่าจะถึงวันมหาสงกรานต์ ซึ่งระยะเวลาก็จะล่วงเลยไปตกราววันที่ ๑๓ - ๑๕ เมษายน
จังเปลี่ยนศกนับศักราชใหม่
การณ์นี้สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลของสมเก็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่
๘ สมัยรัฐบาลจอมพล ป.
( แปลก) พิบูลสงคราม
ได้ตังคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งมีหน้าที่พิจารณาเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ให้เป็นไปตามหลักสากลอันเป็นยุคสมัยที่เรียกว่า “ เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย “ ซึ่งได้มีการปฏิรูปวัฒนธรรมไทยเป็นการใหญ่ คณะกรรมการชุดนี้ได้ประชุมกันครั้งแรกที่ “ ห้องประชุมราชบัณฑิตสถาน
“ เมื่อวันที่
๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๓ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ของไทยจากเดือนห้า ที่มีมาแต่ดั้งเดิมมาเป็นวันที่ ๑ มกราคม
เยี่ยงสากลนิยม โดยให้มีผลปฏิบัติตั้งแต่
“ วันที่ ๑
มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ปีมะโรง “ เป็นต้นไป ดังนั้นปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๘๔ จึงมีเพียง ๙ เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม
ทางคติโหราศาสตร์กังยังคงถือปฏิบัติอยู่อย่างเดิม คือยังนับ
“ เดือนห้า “ เป็นเดือนตั้งต้นอายุปีเกิดและนับ “ เดือนสี่ “ เป็นเดือนสุดท้ายอยู่อย่างเดิมเหมือนอย่างที่เคยกำหนดกันมาแต่โบราณกาลที่มาของคำว่า “ ศักราช “ หรือ “ ศก “
คำว่า “ ศก “ ในรูปคำภาษาเขมร แปลว่า
“ ผม “ เช่นคำว่า “พระศก, หยัก, ( ผมหยิกน้อย ) พิธีโศกันต์ ( พิธีโกนจุก ศก + กันต์ ) ส่วนคำว่า “ ศก “
เป็นคำกร่อน
ตัดมาจากรูปคำว่า “ ศํกราช” มีความหมาย ว่า “
ปีหนึ่ง ๆ
ยุคหมวดปีซึ่งตั้งขึ้นเป็นที่หมายเหตุการณ์สำคัญ เช่น “
พุทธศก “
คำว่า “ ศักราช
“ อันมีความหมายว่า “ปีหนึ่ง ๆ “ ปรากฏรูปเค้าของคำในพระราชพงศาวดารเหนือว่า “ พระเจ้าแผ่นดินตักสิลานคร พระนามว่า
“ พระยาศักรดัม “ โปรดให้ตั้งจุลศักราชไว้ใช้สำหรับกุลบุตรกุลธิดาสืบไปภายหน้า
เมื่อวัน ๕ฯ๕ ปีชวด (
วันพฤหัสบดี เดือนห้า แรม ๑
ค่ำ ปีชวด ) พ.ศ.
๓๐๖ ตั้งได้ ๑ ปี
พระองค์ก็เสด็จสวรรคต เมื่อ จ.ศ. ๑ พระราชบัณฑิต
อุดมราชาปิ่นเกล้า
พระเจ้าอยู่หัวพระโอรสพระยาพาน
ได้โปรดให้ยกเลิกจุลศักราชเสียเมื่อ
จ.ศ. ๙๕๕ ปีระกา
เพื่อกันมิจฉาทิฏฐิ
จะพากันใช้แต่จุลศักราช
หนักเข้าพุทธศักราชจะเสื่อมสูญหายไป
ด้วยอำนาจความสำคัญแห่งพระนามของ “
พระยาศักรดัม “ ผู้ทรงตั้งเกณฑ์กำหนดนับปีหนึ่ง ๆ
ขึ้นใช้นั้นเอง จึงกำหนดเรียกเอานาม ผู้ก่อตั้งคือ “ ศักราชา
“ ( ศักร+ราชา) ใช้เป็นที่หมายเหตุการณ์แห่งกาลเวลาที่ผ่านล่วงไปปีหนึ่ง
ๆ ว่า “ ศักรราช ศักราช
ศก
ซึ่งนิยมใช้กันต่อมาเหมือนอย่างมาตรากำหนดต่าง ๆ
ที่นิยมนำชื่อผู้ประดิษฐ์เป็นชื่อเรียกมาตรานั้น ๆ อย่างเช่น
“ กิโลเฮิร์ส “ เป็นต้น
เกี่ยวกับการตั้งจุลศักราชนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ ทรงกล่าวในพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า “ ส่วนจุลศักราชนั้น ในพงศาวดารเหนือของเรากล่าวว่า “ พระร่วง “ ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม ณ
กรุงสุโขทัยเป็นผู้ตั้ง
ฝ่ายพม่าเขาก็ว่า
มีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งชื่อสังฆราชเป็นผู้ตั้งขึ้น แต่ศักราชใช้ได้ทั่วไปทั้งเมืองไทย เมืองพม่า
เมืองมอญ เมืองงิ้ว เมืองอัสสัมที่เรียกว่า “ ไทยใหญ่ “ เมืองลาว
อนึ่ง
ปรากฏความในตำราโหราศาสตร์ว่า “
จุลศักราช “ ตั้งขึ้นโดยสังฆราชา
บุพพโสรหัน
ซึ่งลาสิกขาออกมาชิงราชสมบัติในพม่า
เมื่อปีกุน พ.ศ. ๑๑๘๒
“ มหาศักราช “ ตั้งโดย พระเจ้าสาลิวาหนะ แห่งอินเดีย
เมื่อ พ.ศ.
๕๖๐ ปี
ส่วนคำว่า “ ศก “ ซึ่งตัดมาจากคำว่า “ ศักราช “ นั้น โบราณนิยมใช้หมายเอา “ ปีจุลศักราช “ ซึ่งกำหนดโดยรอง ๑๐ ปี หรือทศวรรษหนึ่ง ๆ เป็นเกณฑ์กำหนดชื่อว่าศก เริ่มแต่ ๑
ถึง ๐ หรือ ๐ ( ศูนย์ ) มีชื่อเรียกตามจุลศักราชที่ลงด้วยตัวเลขนั้น
ๆ ตามลำดับดังนี้ เช่น
จ.ศ. ๑๑๘๑ เรียก เอกศก
จ.ศ. ๑๑๘๒ เรียก โทศก
จ.ศ. ๑๑๘๓ เรียก ตรีศก
จ.ศ. ๑๑๘๔ เรียก จัตวาศก
จ.ศ. ๑๑๘๕ เรียก เบญจศก
จ.ศ. ๑๑๘๖ เรียก ฉศก
จ.ศ. ๑๑๘๗ เรียก สัปตศก
จ.ศ. ๑๑๘๘ เรียก อัฏศก
จ.ศ. ๑๑๘๙ เรียก นพศก
จ.ศ. ๑๑๙๐ เรียก สัมฤทธิศก
ทั้งนี้นิยมเรียก เฉพาะชื่อศก
ควบกับปี เช่น “ปีจอ เบญจศก” โดยมีช่วงกำหนดรอบหนึ่ง ๖
ปี หรือชั่วอายุคนหนึ่ง ซึ่งถือว่า
เรียนรู้เข้าใจกันทั่วไปเพราะในช่วงรอบ
๖๐ ปีนั้น ปีที่จะลงท้ายด้วยชื่อศกตรงกันนั้นไม่ค่อยเกิดซ้ำบ่อยนักจึงเพียงพอต่อการกำหนดใช้ของคนสมัยก่อน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น