วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

อาชีวปาริสุทธิศีล

 


อาชีวปาริสุทธิศีล

            บัดนี้  จะอรรถาธิบายในอาชีวปาริสุทธิศีล ซึ่งตรัสไว้ในลำดับแห่งอินทรีย์สังวรศีล ต่อไปดังนี้

คำว่า ด้วยอำนาจแห่งการล่วงละเมิดซึ่งสิกขาบท ๖ ประการ  ซึ่งทรงบัญญัติไว้เพราะ  มีอาชีพ

เป็นเหตุ  อธิบายว่า   ด้วยอำนาจการล่วงละเมิดสิกขาบท ๖ ประการเหล่านี้   ซึ่งทรงบัญญัติไว้อย่างนี้

            ๑.ภิกษุมีความปรารถนาลามก  อันความอยากครอบงำแล้ว  ย่อมพูดอวดอุตริมนุษยธรรม คือธรรมอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ อันไม่มีจริงอันไม่เป็นจริง  เพราะมีอาชีพเป็นเหตุ เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ  ต้องอาบัติปาราชิก

            ๒. ภิกษุทำการชักสื่อ  (ให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน)   เพราะมีอาชีพเป็นเหตุ  เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส

            ๓.ภิกษุพูดไก๋ว่า ภิกษุใดอยู่ในวัดของท่านภิกษุนั้นเป็นพระอรหันต์ ดังนี้ เพราะมีอาชีพเป็นเหตุ เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ เมื่อยังยืนยันอยู่ ต้องอาบัติถุลลัจจัย

            ๔. ภิกษุไม่ต้องอาพาธขอโภชนะอันประณีตเพื่อตนมาฉันเพราะมีอาชีพเป็นเหตุ เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

            ๕. ภิกษุณีไม่ได้ต้องอาพาธ ขอโภชนะอันประณีตเพื่อตนมาฉันเพราะมีอาชีพเป็นเหตุ  เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ ต้องปาฏิเทสะนียะ

๖. ภิกษุไม่ได้ต้องอาพาธ ขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อตนเองมาฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ        

บาปธรรม ๕ อย่างในพระบาลี

            ๑. ในบาปธรรมเหล่านั้น การหลอกลวง เป็นอย่างไร ?

            การสยิ้วหน้า กิริยาสยิ้วหน้า การหลอกลวง  กิริยาหลอกลวง  ภาวะที่หลอกลวง ด้วยกุหนวัตถุคือ การเสพปัจจัย ๔  หรือด้วยการพูดกระซิบ หรือ การสยิ้วหน้า  กิริยาสยิ้วหน้า  การหลอกลวง  กิริยาหลอกลวง  ภาวะที่หลอกลวง คือการวางท่า การตั้งท่า   การแต่งท่าแห่งอิริยาบถทั้ง ๔ อันใด ของภิกษุผู้อิงอาศัยลาภสักการะและความสรรเสริญ ผู้มีความปรารถนาลามก ผู้อันความปรารถนาครอบงำแล้ว นี้เรียกว่า การหลอกลวง

            ๒. ในบาปธรรมเหล่านั้น การพูดเลาะเล็ม เป็นอย่างไร ?

การพูดทัก การพูดอวด   การพูดเอาใจ  การพูดยกยอ  การพูดยกยอให้หนักขึ้น  การพูดผูกมัด การพูดผูกมัดให้หนักขึ้น  การพูดยกตน  การพูดยกตนให้หนักขึ้น   การพูดให้รักอย่างพร่ำเพรื่อ การพูดลดตนเอง  การพูดแกงถั่ว  การพูดรับเป็นพี่เลี้ยงเด็กแก่คนอื่นๆอันใดของภิกษุ  ผู้อิงอาศัยลาภสักการะและความสรรเสริญ   ผู้มีความปรารถนาลามก   ผู้อันความปรารถนาครอบงำแล้ว  นี้เรียกว่า   การพูดเลาะเล็ม 

            ๓.ในบาปธรรมเหล่านั้น  การกระทำนิมิต  เป็นอย่างไร ?

การกระทำกายและวาจาเป็นนิมิต   ความฉลาดในการกระทำนิมิต   คำพูดเป็นปัจจัย    ทำคำพูดเป็นนัย  การพูดกระซิบ  การพูดเลียบเคียง แก่คนอื่น ๆ อันใด  ของภิกษุผู้อิงอาศัยลาภสักการะและ

ความสรรเสริญ  ผู้มีความปรารถนาลามก ผู้อันความปรารถนาครอบงำแล้ว นี้เรียกว่า การกระทำนิมิต

            ๔.ในบาปธรรมเหล่านั้น  การด่าแช่ง  เป็นอย่างไร ?

            การพูดด่า  การพูดข่ม  การพูดครหา  การพูดสาด   การพูดสาดหนักขึ้น   การพูดติเตียน   การพูดติเตียนหนักขึ้น   การพูดให้ร้าย  การพูดให้ร้ายหนักขึ้น   การนำโทษไปโพนทนา   การพูดให้โทษลับหลัง  แก่คนอื่น ๆ อันใด  ของภิกษุผู้อิงอาศัยลาภสักการะและความสรรเสริญ ผู้มีความปรารถนาลามก  ผู้อันความปรารถนาครอบงำแล้ว  นี้เรียกว่า  การด่าแช่ง

            ๕.ในบาปธรรมเหล่านั้น   การแสวงหาลาภด้วยลาภ  เป็นอย่างไร ?

            ภิกษุผู้อิงอาศัยลาภสักการะและความสรรเสริญ ผู้มีความปรารถนาลามกผู้อันความปรารถนาครอบงำแล้ว  นำเอาอามิสที่ได้แล้วจากตระกูลนี้ไปตระกูลโน้น หรือนำเอาอามิสทีได้แล้ว ที่ตระกูลโน้นมาที่ตระกูลนี้   การเสาะหา  การซอกหา  การแสวงหา  กิริยาเสาะหา  กิริยาซอกหา   ซึ่งอามิสเห็นปานฉะนี้  อันใด นี้เรียกว่า  การแสวงหาลาภด้วยลาภ

อธิบายความพระบาลี

ก็แหละ  อรรถาธิบายความแห่งพระบาลีนี้  นักศึกษาพึงทราบดังจะบรรยายต่อไปนี้                           

๑ - ในกุหนนิเทศ

            พึงทราบอรรถาธิบาย  ในกุหนนิเทศเป็นประการแรกดังนี้   คำว่า  ผู้อิงอาศัยลาภสักการะ และความสรรเสริญ  ความว่า  ผู้อิงอาศัยคือปรารถนาลาภสักการะและชื่อเสียง  คำว่า  ผู้มีความปรารถนาลามก  คือมีความใคร่ที่จะแสดงถึงคุณที่ไม่มีอยู่ คำว่า ผู้อันความปรารถนาครอบงำแล้ว คือ ผู้อันความปรารถนาครอบงำแล้ว  คือเข้าประทุษร้ายแล้ว

            ต่อแต่นี้ไป  โดยเหตุที่กุหนวัตถุ    อย่างมาในคำภีร์มหานิเทศ  โดยแยกเป็น กุหนวัตถุ คือการเสพปัจจัย,  กุหนวัตถุคือการกระซิบและกุหนวัตถุ คือ การอาศัยอิริยาบถ ฉะนั้น เพื่อที่จะแสดงวัตถุแม้ ๓ อย่างนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงทรงปรารภคำมีอาทิอย่างนี้ ว่า  ปจจยปฏิเสวนสงขาเตน  วา  ที่แปลว่า

ด้วยกุหนวัตถุคือการเสพปัจจัย  ๔ หรือการทำให้พิศวง  ด้วยการปฏิเสธ  เพราะเป็นผู้อาศัยความเป็นผู้มีความปรารถนาลามก   เมื่อถูกคหบดีทั้งหลายนิมนต์ด้วยปัจจัยทั้งหลายมีจีวร  เป็นต้น   ทั้ง ๆ ที่ตนมีความต้องการปัจจัยนั้นอยู่แล้ว  และด้วยหยั่งรู้ถึงคหบดีเหล่านั้น  เป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่นในตนแล้ว   เมื่อเขาพูดว่า “โอ! พระผู้เป็นเจ้ามักน้อย  ไม่ต้องการที่จะรับปัจจัยอะไร ๆ ถ้าหากว่า พระผู้เป็นเจ้าจะพึงรับปัจจัยอะไร ๆ แม้สักเล็กน้อยก็จะพึงเป็นอันเราทั้งหลายได้ดีแล้วหนอ”  ดังนี้แล้ว    จึงพากันน้อมปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น ที่ปราณีตๆมาด้วยอุบายมีวิธีมีประการต่าง ๆ เธอจึงรับโดยทำให้รู้ความประสงค์ที่จะอนุเคราะห์เขาเหล่านั้นเท่านั้น  ตั้งแต่นั้น  ก็เป็นเหตุ ให้เขาน้อมนำมาด้วยปัจจัยทั้งหลาย   แม้เป็น

เล่มเกวียน ๆ  การทำให้พิศวงทำนองนี้  นักศึกษาพึงทราบว่า เป็นกุหนวัตถุ คือ  การเสพปัจจัยประการหนึ่ง  ในบรรดากุหนวัตถุ ๓ ประการนั้น  สมดังพระผู้ทีพระภาคตรัสไว้ใน คัมภีร์มหานิเทศ

(๑)  กุหนวัตถุคือการเสพปัจจัย

            กุหนวัตถุคือการเสพปัจจัย  เป็นอย่างไร ?

            ในศาสนานี้ คหบดีทั้งหลายนิมนต์ภิกษุด้วยจีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะและคิลานปัจจยเภสัชบริขาร   ภิกษุนั้นเป็นผู้มีความปรารถนาลามก  อันความปรารถนาครอบงำแล้ว  มีความต้องการ  จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนและคิลานปัจจยเภสัฃบริขารอยู่เพราะอาศัยความอยากได้ให้ยิ่งขึ้น จึงบอกปัดจีวร   บอกปัดบิณฑบาตบอกปัดเสนาสนะบอกปัดคิลานปัจจยเภสัชบริขารเธอพรรณนาอย่างนี้ว่า“ประโยชน์อะไรของสรณะด้วยจีวรที่มีค่ามาก  การที่สมณะเก็บเอาผ้าที่เขาทิ้งแล้ว  จากป่าช้าบ้าง  จากกองอยากเยื่อบ้าง  จากร้านตลาดบ้าง   มาทำผ้าสังฆาฏิครอง  นี้เป็นการสมควร,   ประโยชน์อะไรของสมณะกับการบิณฑบาตที่มีค่ามาก  การที่สมณะพึงสำเร็จ การเลี้ยงชีพด้วยคำข้าวที่ทำให้เป็นก้อนซัง  ได้มาด้วยภิกขาจารวัตร   นี้เป็นการสมควร,   ประโยชน์อะไรของสมณะกับเสนาสนะที่มีค่ามาก   การที่สมณะพึงอยู่โคนต้นไม้หรือพึงอยู่กลางแจ้ง   นี้เป็นการสมควร,    ประโยชน์อะไรของสมณะกับคิลานปัจจยเภสัชบริขารอันมีค่ามาก  การที่สมณะพึงทำยาด้วยน้ำมูตรเน่าหรือด้วยชิ้นส่วนแห่งผลเสมอเป็นการสมควร, “อาศัยเหตุนั้น เธอจึงครองจีวรปอนๆ ฉันบิณฑบาตเลวๆ เสพเสนาสนะอย่างมัวหมอง เสพคิลานปัจจยเภสัชบริขารอย่างถูกๆ คหบดีทั้งหลายจึงรู้จักเธอนั้นทำนองนี้ว่า “ สมณะนี้เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ  ชอบสงัด  ไม่คลุกคลี  มีความเพียรปรารถนาแล้ว  มีวาทะกำจัดกิเลส ”   จึงนิมนต์เธอด้วยจีวร,  บิณฑบาต,เสนาสนะและปัจจยเภสัชบริขาร  เธอจึงสาธยาย  ดังนี้ว่า “กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมจะประสบบุญเป็นอันมาก  เพราะความพร้อมหน้าแห่งวัตถุ ๓ ประการ  คือ  กุลบุตรผู้มีศรัทธาประสบบุญเป็นอันมาก เพราะความพร้อมหน้าแห่งศรัทธา ๑ กุลบุตรมีศรัทธาปนระบุญเป็นอันมากเพราะความพร้อมหน้าแห่งเครื่องไทยธรรม ๑  กุลบุตรมีศรัทธาประสบบุญเป็นอันมาก   เพราะ ความพร้อมหน้าแห่งทักขิเณยยบุคคลทั้งหลาย๑ท่านทั้งหลายมีศรัทธานี้อยู่แล้วเครื่องไทยธรรมก็มีอยู่และอาตมาก็เป็นปฏิคาหกด้วยถ้าอาตมาจักไม่รับท่านทั้งหลายจะเป็นผู้เสื่อมจากบุญไปเสียด้วยอาการอย่างนี้อาตมาไม่ต้องการด้วยปัจจัยนี้แต่ที่รับไว้ก็เพื่ออนุเคราะห์ท่านทั้งหลายเท่านั้น” อาศัยเหตุนั้นเธอจึงรับจีวรบ้าง บิณฑบาตบ้าง  เสนาสนะบ้าง  คิลานปัจจยเภสัชบริขารบ้างๆไว้อย่างละมากๆ การสยิ้วหน้า กิริยาสยิ้วหน้า การหลอกลวง กิริยาหลอกลวง  ภาวะที่หลอกลวง   เห็นปานฉะนี้อันใด  นี้ชื่อว่า  กุหนวัตถุคือการเสพปัจจัย      

๑. ขุ.  ม.  ๒๙/๒๖๘ - ๙     

(๒) กุหนวัตถุคือการพูดกระซิบ

อนึ่ง การทำให้เกิดพิศวงด้วยประการนั้น ๆ   ด้วยอาการที่แสดงถึงการได้บรรลุอุตริมนุษยธรรมของภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกนั่นแล  นักศึกษาพึงทราบว่ากุหนวัตถุ คือการพูดกระซิบเหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

กุหนวัตถุคือการพูดกระซิบเป็นอย่างไร

            ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำแล้วมีความต้องการความสรรเสริญ   สำคัญว่าคนจักสรรเสริญเราด้วยอาการอย่างนี้     แล้วจึงพูดถ้อยคำอิงอาศัยอริยธรรม  คือพูดว่า  “ภิกษุใดครองจีวรเห็นปานฉะนี้  ภิกษุนั้นเป็นสมณะผู้มีศักดิ์ใหญ่”   พูดว่าภิกษุใดใช้บาตร ใช้ถาดโลหะ ใช้กระบอกกรองน้ำ  ใช้ผ้ากรองน้ำ  ใช้กุญแจ  ใช้ผ้าประคต   สวมรองเท้าชนิดนี้ ภิกษุนั้นเป็นสมณะผู้มีศักดิ์ใหญ่“ พูดว่า “ พระอุปัชฌายะพระอาจารย์ภิกษุผู้ร่วมพระอุปัชฌายะ  ภิกษุผู้ร่วมพระอาจารย์ ภิกษุผู้เป็นมิตร  เป็นเพื่อนเห็น เป็นเพื่อนคบ เป็นสหาย เห็นปานฉะนี้ๆ ของภิกษุใด, ภิกษุอยู่ในวิหาร   ในโรงยาว   ในปราสาท   ในเรือนล้น  ในคูหา  ในที่เร้น   ในกระท่อม ในเรือนยอด ในป้อม ในโรงกลม ในศาลายาว ในโรงประชุม ในมณฑป  และในรุกขมูล ชนิดนี้ ๆ ภิกษุนั้นเป็นสมณะผู้มีศักดิ์ใหญ่”

อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกนั้นตีหน้ายู่ยี่อย่างยิ่งสยิ้วหน้าอย่างหนัก หลอก-  ลวงอย่างเจนชัด พูดเลาะเล็มอย่างคล่องแคล่ว  ชอบสรรเสริญด้วยปากย่อมพูดถ้อยคำอันลึกซึ้งเร้นลับ ละเอียด ปิดบังชั้นโลกุตตระ ประกอบด้วยความว่างเช่นนั้นว่า สมณะนี้ได้วิหารสมาบัติอันสงบเห็นปานฉะนี้   การสยิ้วหน้า  กิริยาสยิ้วหน้า  การหลอกลวง  กิริยาหลอกลวง  ภาวะที่หลอกลวง  เห็นปานฉะนี้  อันใด  นี้ชื่อว่า  กุหนวัตถุคือการพูดกระซิบ               

(๓) กุหนวัตถุคืออิริยาบถ

อนึ่ง  การทำให้พิศวงด้วยอิริยาบถที่กระทำเพื่อประสงค์สรรเสริญ ของภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกนั่นแล นักศึกษาพึงทราบว่า  กุหนวัตถุที่อาศัยอิริยาบถ เหมือนอย่างที่  พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า         

กุหนวัตถุคืออิริยาบถ  เป็นอย่างไร ?

            ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปารถนาครอบงำแล้ว มีความประสงค์ความสรรเสริญ  สำคัญว่า  คนจักสรรเสริญเราด้วยอาการอย่างนี้แล้ว  ประจงเดิน  ประจงยืน  ประจงนั่ง ประจงนอน ตั้งใจแล้วจึงเดิน ตั้งใจแล้วจึงนั่ง ตั้งใจแล้วจึงนอน เดินเป็นเหมือนคนมีจิตตั้งมั่น

๑. ขุ.  ม. ๒๙/๒๗๐,๒๗๑                      

นั่งทำเป็นเหมือนคนมีจิตตั้งมั่น  นอนทำเป็นเหมือนคนมีจิตตั้งมั่ง  ทำเป็นเหมือนเช้าฌานต่อหน้าคน 

            การสยิ้วหน้า  กิริยาสยิ้วหน้า  การหลอกลวง  กิริยาหลอกลวง  ภาวะที่หลอกลวง  คือ การวางท่า  การตั้งท่า  การแต่งท่า  แห่งอิริยาบถ  เห็นปานฉะนี้  นี้เรียกว่า  คือ อิริยาบถ 

อธิบายศัพท์บาลี

            ในบทเหล่านั้น   บทว่า  ปจฺจยฏิเสวนสงฺขาเตน   แปลว่า   ด้วยกุหนวัตถุที่บัณฑิตกล่าวอย่างนี้ว่า   การเสพปัจจัย  อีกนัยหนึ่ง   แปลว่า   ด้วยกุหนวัตถุคือการเสพปัจจัย    บทว่า     สามนฺตชปฺปิเตน

แปลว่า  ด้วยการพูดกระซิบ (พูดใกล้) บทว่า  อิริยาปถสฺส  วา  แปลว่า  หรือ….แห่งอิริยาบถ    บทว่า

อฏฺปนา  ความว่า การวางท่าไว้แต่ต้น  หรือวางท่าไว้ด้วยความเอื้อเฟื้อ  บทว่า  อปนา  ได้แก่  อาการ

ตั้งท่า  บทว่า สณปนา ได้แก่ การแต่งท่า อธิบายว่า การทำภาพให้เกิดความเลื่อมใส บทว่า  ภากุฏิกา คือ การกระทำความสยิ้วหน้าโดยแสดงถึงภาวะแห่งผู้เคร่งเครียดด้วยความเพียร  อธิบายว่า    เป็นผู้มีหน้ายู่ยี่การกระทำความสยิ้วหน้าเป็นปกติของภิกษุนั้น   เหตุนั้นภิกษุนั้น  ชื่อว่า ภากุฏิโก  แปลว่า  ผู้มีความสยิ้วหน้าเป็นปกติภาวะแห่งภิกษุผู้มีการกระทำความสยิ้วหน้าเป็นปกติ  ชื่อว่า  ภากุฏิยํ   แปลว่า ภาวะแห่งภิกษุผู้มีการกะทำความสยิ้วหน้าเป็นปกติ  บทว่ากุหนา  แปลว่า การหลอกลวง   คือ  การทำให้พิศวง  กิริยาเป็นไปแห่งการหลอกลวง  ชื่อว่า  กุหายนา  แปลว่า  กิริยาที่หลอกลวง   ภาวะแห่งบุค-คลผู้หลอกลวง  ชื่อว่า  กุหิตตตํ แปลว่า  ภาวะของบุคคลที่หลอกลวง 

๒.ในลปนานิเทศ

            ใน  ลปนานิเทศ   มีอรรถาธิอบายดังต่อไปนี้ –

            การที่ภิกษุทั้งหลายพากันมาวัด   แล้วรีบทักก่อนอย่างนี้ว่า  “ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย    พากันมาเพื่อต้องการอะไรหรือ ?  เพื่อจะนิมนต์ภิกษุทั้งหลายหรือ?  ถ้าเช่นนั้นเชิญกลับไปได้ อาตมาจะพาภิกษุทั้งหลายไปในภายหลัง ”  ดังนี้ ชื่อว่า อาลปน ที่แปลว่า พูดทัก  อีกประการหนึ่ง การที่ภิกษุพูดเสนอตนเข้าไปชักเข้าหาตนอย่างนี้ว่า   “อาตมาชื่อติสสะ   พระราชาทรงเลื่อมใสในอาตมา   มหาอำมาตย์ของ-พระราชาโน้นและมหาอำมาตย์ของพระราชาโน้น   ก็เลื่อมใสในอาตมา “  ดังนี้ก็ชื่อว่า   อาลปน    เมื่อ

ภิกษุถูกถามแล้วพูดมีประกรดังกล่าวมาแล้วนั่นแล  ชื่อว่า  อาลปน   แปลว่า   พูดอวด  การที่ภิกษุกลัวในอันคหบดีทั้งหลายจะหน่ายแหนง  จึงพูดเอาใจให้โอกาสเสียเรื่อย ๆ ชื่อว่า สลลปนา  แปลว่า พูดเอา

๑. คำว่า “อาปาถกชฌายี จ โหติ “ นั้น ในมหานิเทศเป็น “อาปาถกชฌายี    โหติ ” ตัดบทเป็น   อิว  เหมาะกว่า      

๒. ขุ.  ม.  ๒๙/๒๗๐.

ใจ การที่ภิกษุพูดยกให้สูงขึ้นอย่างนี้ว่า “ ท่านกุฎุมพีก์ใหญ่ ท่านนายเรือใหญ่ ท่านทานบดีใหญ่ “  ดังนี้

ชื่อว่า  อุลลปนา   แปลว่า  การพูดยกยอ   การพูดยกให้สูงขึ้นโดยส่วนอย่างสิ้นเชิง  ชื่อว่า   สมุลลปนา

แปลว่า การยกยอให้หนักขึ้น  การพูดผูกมัด  คือพูดผูกพันให้หนัก ๆ ขึ้นอย่างนี้ว่า  “ ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย   เมื่อก่อน   ในกาลเช่นนี้พวกท่านย่อมถวายนวทาน ( ให้สิ่งของแรกเกิดขึ้นใหม่ ๆ )

แต่บัดนี้  ทำไมจึงไม่ถวายเล่า    ทั้งนี้จนกว่าอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายจะกล่าวรับรอง   ซึ่งคำมีอาทิว่า

“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้เจริญ  พวกกระผมจักถวายอยู่ แต่ยังไม่ได้โอกาส” ดังนี้  ชื่อว่า อุนนหนา  การพูดผูกมัด  อีกประการหนึ่ง ภิกษุเห็นอ้อยในมือแล้วถามว่า “เอามาจากไหน  อุบาสก ? “ เอามาจากไร่อ้อยขอรับ” จึงถามต่อไปว่า “อ้อยที่ไร่นั้นหวานไหม?” เมื่อเขาตอบว่า “ต้องเคี้ยวดูถึงจะทราบขอรับ” ภิกษุพูดต่อไปว่า “ ดูก่อนอุบาสก  การที่ภิกษุจะพูดว่า  ท่านทั้งหลายจงถวายอ้อยแก่ภิกษุ   ดังนี้  หาสมควรไม่”  การพูดผูกพันแม้ของภิกษุผู้ปฏิเสธอยู่เห็นปานฉะนี้นั้น  ชื่อว่า  อุนนหนา  การพูดผูกมัดบ่อย ๆโดยส่วนอย่างสิ้นเชิง  ชื่อว่า สมุนนหนา  แปลว่า  พูดผูกมัดหนักขึ้น

            บทว่า อุกกาจนา  ความว่า  การพูดยกตนอย่างนี้ว่า  “ ตระกูลนี้รู้จักแต่อาตมาเท่านั้น   ถ้าไทยธรรมเกิดขึ้นในตระกูลนี้   เขาก็ถวายแต่อาตมาเท่านั้น “  ดังนี้  ชื่อว่า  อุกกาจนา  พูดยกตน  อธิบายว่า พูดเชิดตน  ก็แหละ   ในบทนี้   นักศึกษาพึงนำเอาเรื่องของนางเตลกันทริกามาเล่าประกอบด้วย  อนึ่ง 

การพูดยกตนบ่อย ๆ โดยส่วนอย่างสิ้นเชิง  ชื่อว่า สมุกกาจนา แปลว่า  การพูดยกตนให้หนักขึ้น

            การพูดให้เป็นที่รักอย่างพร่ำเพรื่อไปอย่างเดียว    โดยไม่แลเหลียวถึงความสมควรแก่สัจจะสมควรแก่ธัมมะหรือไม่   ชื่อว่า  อนุปิยภาณิตา   การพูดให้รักอย่างพร่ำเพรื่อ   ความประพฤติตนต่ำ   คือ

ประพฤติตั้งตนไว้ต่ำ  ชื่อว่า  จาฏุกมยตา  การพูดลดตนเอง   บทว่า   มุคคสูปตา  แปลว่า   ความเป็นผู้เช่นกับแกงถั่ว  อธิบายว่า  เมื่อเขาแกงถั่วอยู่  ถั่วบางเมล็ดเท่านั้นจะไม่สุก  ส่วนที่เหลือสุกหมด   ฉันใด

ถ้อยคำของบุคคลใด   มีความจริงเป็นบางคำเท่านั้น   ส่วนคำที่เหลือเป็นคำพล่อย ๆ บุคคลนี้  เรียกว่า

 มุคคสูโป   แปลว่า  คนเหมือนแกงถั่ว  ฉันนั้น   ภาวะแห่งบุคคลผู้เหมือนแกงถั่วนั้น  ชื่อว่า  มุคคสูปตา

ความเป็นคนพูดเหมอนแกงถั่ว บทว่า ปาริภฏยตา  แปลว่า ความเป็นผู้รับเป็นพี่เลี้ยง การงานของภิกษุผู้เลี้ยงเด็กนั้น  ชื่อว่า ปาริภฏยํ  ภาวะของการงานของภิกษุผู้เลียงเด็ก ชื่อว่า ปาริภฏยตา แปลว่า ภาวะแห่งการงานของภิกษุผู้เลี้ยงเด็ก

๓. ในเนมิตติกตานิเทศ

            ใน  เนตติกตานิเทศ   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้

การกระทำทางกายและทางวาจาอย่างใดอย่างหนึ่ง    ซึ่งเป็นเหตุให้คนอื่น ๆ หยั่งรู้    ในอันจะถวายปัจจัย  ชื่อว่า  นิมิตต  การเห็นคนทั้งหลายถือของเคี้ยวเดินผ่านไป แล้วกระทำนิมิตโดยนัยมีอาทิ

ว่า“พวกท่านได้ของเคี้ยวอะไร “  ดังนี้  ชื่อว่า  นิมิตตกมม  การกะทำนิมิต  การพูดประกอบด้วยปัจจัยสี่

ชื่อว่า  โอภาส (การประกาศความปรารถนาของตน) การที่ภิกษุเห็นพวกเด็กเลี้ยงโคแล้วถามว่า   ลูกโคเหล่านี้เป็นลูกโคนมหรือลูกโคเปรียง  เมื่อเขาตอบว่า  ลูกโคนม  ขอรับ   ดังนี้แล้ว  จึงสั่งให้เด็กเหล่านั้นบอกแก่บิดามารดาให้ถวายนมโดยนัย   มีอาทิอย่างนี้ว่า   ลูกโคเหล่านี้จะไม่ใช่ลูกโคนม   ถ้าเป็นลูกโคนมพวกภิกษุก็จะได้น้ำนมกันบ้าง  ดังนี้ชื่อว่า   โอภาสกมม – การกระทำโอภาส   การพูดกระซิบใกล้ ๆ

สามนตชปปา  ก็แหละในบาลีนี้  นักศึกษาควรนำเอง  กุลูปกภิกษุ  มาเล่าปะกอบด้วย   

เรื่องกุลูปกภิกษุ

            ได้ยินว่า  ภิกษุกุลูปกใคร่จะฉันอาหาร  จึงเข้าไปในบ้านแล้วนั่งอยู่ หญิงแม่บ้านเห็นเธอแล้วไม่ประสงค์จะถวายจึงพูดว่า “ ข้าวสารไม่มี”ดังนี่แล้วพลางเดินไปเรือนคนคุ้นเคยกัน  ทำเป็นเสมือนจะไปเอาข้าวสารมา    ฝ่ายภิกษุเข้าไปห้องเห็นอ้อยลำหนึ่งพิงอยู่ที่ซอกประตู   เห็นน้ำอ้อยงบวางอยู่ภาชนะ

เห็นปลาเกลือผ่าแบะอยู่ในกระเซ้า เห็นข้าวสารอยู่ในโอ่ง  เห็นเปรียงอยู่ในหม้อ แล้วจึงออกมานั่งรออยู่

หญิงแม่บ้านกลับมาถึงพูดว่า  “ข้าวสารหาไม่ได้”  ภิกษุพูดเปรยขึ้นว่า  “อุบาสิกา อาตมาได้เห็นลางมาก่อนแล้วว่า วันนี้ภิกษาหารจักไม่สำเร็จ   หญิงแม่บ้านพูดว่า “เห็นลางอะไร  เจ้าคะ”   ภิกษุพูดต่อไปว่า

“อาตมาเห็นงูเหมือนอ้อยที่พิงไว้ที่ซอกประตู  คิดว่าจะติมัน  มองไปได้แผ่นหินเหมือนก้อนอ้อยงบที่เก็บไว้งบในโภชนะ    เห็นพังพานที่งูถูกตีด้วยก้อนหินแล้วแผ่ออก  เหมือนปลาเกลือที่แบะเก็บไว้ในกระเช้า 

ได้เห็นเขี้ยวของมันเมื่องูจะขบก้อนดินนั้น  เหมือนข้าวสารที่อยู่ในโอ่ง แต่นั่นได้เห็นน้ำลายเจือพิษกำลังไหลออกมาจากปากของมัน ซึ่งมีความโกรธจัดเหมือนเปรียงที่ใส่ไว้ในหม้อ“ หญิงแม่บ้านคิดว่า “เราไม่อาจลวงภิกษุหัวโล้นได้เลย”  จึงจำถวายอ้อยลำและหุงข้าวเสร็จได้ถวายสิ่งทั้งปวงพร้อมด้วย เปรียงน้ำอ้อยงบและปลาทั้งหลาย   ด้วยประการฉะนี้

การพูดกระซิบใกล้ ๆ  ด้วยประการดังกล่าวมา  นักศึกษาพึงทราบว่า   การพูดกระซิบ  การพูดอ้อมไปอ้อมมาโดยประการที่จะได้มาซึ่งปัจจัยนั้น  ชื่อว่า  ปริกถา  แปลว่า พูดเลียบเคียง  ด้วยประการฉะนี้  

๔. ในนิปเปสิกตานิเทศ

            ใน  นิปเปสิกตานิเทศ   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้-

การด่าด้วยอักโกสวัตถุ  ๑๐  ประการ ชื่อว่า  อกโกสนา  การพูดข่ม  ชื่อว่า วมภนา  การพูดยกโทษโดยนัยมีอาทิว่า  เป็นผู้ไม่ศรัทธา  เป็นผู้ไม่เลื่อมใส  ชื่อว่า  ครหณา  การพูดสาดด้วยวาจาว่า  ท่าน

ทั้งหลายอย่ามาพูดอย่างนี้     ที่นี้  ชื่อว่า  อุเปกขนา   การพูดสาด   อันประกอบไปด้วยวัตถุประกอบด้วยเหตุโดยส่วนอย่างสิ้นเชิง  ชื่อว่า  สมุเปกขนา   อีกนัยหนึ่ง   เห็นคนไม่ให้ทานแล้วพูดยกขึ้นอย่างนี้

ว่า  โอ!ท่านทานบดี  ดังนี้  ชื่อว่า  อุกเขปนา   การพูดยกให้ดีขึ้นไปอีกอย่างนี้ว่า  ท่านมหาทานบดี   ชื่อว่า  สมุกเขปนา  การพูดติเตียนอย่างนี้ว่า   ชีวิตของคนนี้เขาชอบบริโภคพืชอย่างไรล่ะ   ชื่อว่า   ขิปนา  การพูดติเตียนหนักยิ่งขึ้นว่า   ผู้ใดให้คำพูดว่า ไม่มีแม้แก่คนทั้งปวงตลอดกาลเป็นนิตย์    ท่านทั้งหลายจะพูดปฏิเสธบุคคลผู้นี้ว่าไม่ใช่ทายกได้อย่างไร  ดังนี้ชื่อว่า  สํขิปนา การให้เขาถึงแก่ความไม่เป็นทายกหรือให้ถึงแก่ความเป็นโทษ  ชื่อว่า   ปาปนา   การพูดให้เขาถึงแก่ความไม่เป็นทายกหรือให้ถึงแก่ความเป็นโทษโดยส่วนอย่างสิ้นเชิง  ชื่อว่า  สมปาปนา    การนำความเสียหาย จากเรือนโน้นมาสู่เรือนนี้ จากบ้านโน้นสู่บ้านนี้ จากตำบลโน้นสู่ตำบลนี้ โดยหมายความว่าเขาจักให้แก่เราแม้เพราะกล่าวคำเสียหายด้วยอาการอย่างนี้  ชื่อว่า  อาวณณหาริกา  ต่อหน้าพูดดีลับหลังพูดเสีย ชื่อว่า ปรปิฏมํสิกตา   จริงอยู่  การพูดเช่นนี้  จะมีได้ก็แต่แก่คนที่ไม่อาจอยู่สู้หน้า   สำหรับคนอยู่ลับหลังแล้วทำเหมือนจะกินเนื้อเอาทีเดียว  เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาค  จึงตรัสว่า  ปรปิฏิมํสิกตา  คำว่า  นี้เรียกว่าการด่าแช่ง   ความว่า โดยที่ภิกษุนี้ย่อมกวาดล้างคุฯความดีของคนอื่นให้พังพินาศไป  ดุจกวาดล้าง ด้วยซี่ไม้ไผ่ อีกอย่างหนึ่ง โดยที่วาจานี้เป็นสิ่งที่บดป่นคุณความดีของผู้อื่นแสวงหาลาภ    เหมือนคนบดไม้หอมแสวงหาของหอม  ฉะนี้  จึงเรียกว่า  นิปเปสิกตา

๕- ในนิเทศแสวงหาลาภด้วยลาภ

            ในนิเทศแสวงหาลาด้วยลาภ  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ –

บทว่า  นิคึสนตา  แปลว่า  แสวงหา  บทว่า  อิโต ลทธํ  แปลว่า  ได้จาก  เรือนนี้  บทว่า 

อมุตร  แปลว่า  เรือนโน้น  บทว่า  เอฏิ แปลว่า  เสาะหา  บทว่า   คเวฏิ  แปลว่า  แสวางหาบ่อย ๆ

อนึ่ง  ในอธิการนี้นักศึกษาพึงเล่าเรื่อง ภิกษุผู้ให้ภิกษาที่ได้มาแล้ว ๆ ตั้งแต่แรก ๆ แก่พวกเด็กๆ ในตระกูล ณ ที่นั้นแล้ว  ในที่สุดก็ได้ข้าวยาคูเจือน้ำนมไป  มาประกอบด้วย

บทว่า  เอสนา  ที่แปลว่า  กิริยาที่แสวงหา  เป็นต้น   เป็นไวพจน์ของบทว่า   เอฏิ    ที่แปลว่า  เสาะหา  นั่นเอง   เพราะฉะนั้นคำว่า  เสาะหา  ได้แก่กิริยาที่เสาะหา  คำว่าแสวงหา  ได้แก่กิริยาที่แสวงหา  คำว่า  แสวงหาบ่อย ๆ  ได้แก่กิริยาแสวงหาบ่อย ๆ นักศึกษาพึงทราบการเข้าประโยค ณ ที่นี้  ด้วยประการฉะนี้นั่นเทียว

อรรถาธิบายแห่งกุหนนิเทศ เป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

            บัดนี้  นักศึกษาพึงทราบว่าด้วย  อาทิ  ศัพท์ในคำว่า แห่งบาปธรรมทั้งหลาย มีอาทิ อย่างนี้นั้น  ได้แก่การถือเอาบาปธรรมทั้งหลายเป็นเอนกประการ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรโดยนัยมีอาทิว่า    ก็แหละ   อีกอย่างหนึ่ง   เหมือนอย่างสมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกหนึ่ง   ฉันโภชนะทั้งหลายที่เขาถวายด้วยศรัทธาแล้ว  ย่อมสำเร็จเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีพ   ด้วยดิรัจฉานวิชา    เห็นปานฉะนี้คือ 

ทำนายองค์อวัยวะ  ทำนายลาง  ทำนายอุบาทว์  ทำนายฝัน  ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้าบูชาไฟ   บังหวนควัน “                                          

            มิจฉาอาชีพที่เป็นไปโดยอำนาจ การล่วงละเมิดสิกขาบท  ๖ ประการ   ที่ทรงบัญญัติไว้  เพราะอาชีวะเป็นเหตุเหล่านี้   และ  มิจฉาชีพที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งบาปธรรมทั้งหลาย    มีอาทิอย่างนี้  ว่า

การหลอกลวง  การพูดเลาะเล็ม  การกระทำนิมิต  การด่าแช่ง  การแสวงหาลาภนี้ อันใดการงดเว้นจากมิจฉาชีพแม้ทุก ๆ ประการ  อันใด  อันนี้ชื่อว่า   อาชีวะปาริสุทธิศีล  ด้วยประการฉะนี้

            อรรถวิเคราะห์แห่งถ้อยคำในบทอาชีวปาริสุทธินั้น  ดังนี้

            ภิกษุทั้งหลายอาศัยการงานนั้นเป็นอยู่ เหตุนั้นการงานนั้น ชื่อว่า อาชีวะ  อาชีวะนั้นคืออะไร ?  คือการพยายามแสวงหาปัจจัย ๔,  ความบริสุทธิ์ชื่อว่า  ปาริสุทธิ,  ความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ  ชื่อว่า  อาชีวปาริสุทธิ   ฉะนี้

อธิบายปัจจยสันนิสสิตศีล

            อนึ่งใน ปัจจยสันนิสสิตศีล ซึ่งตรัสไว้ในลำดับแห่งอาชีวปาริสุทธิศีลนี้ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้

อธิบายบทจีวร

            คำว่า  พิจารณาแล้วโดยแยบคาย  ความว่า  พิจารณาแล้ว  รู้แล้ว  คือเห็นประจักษ์แล้ว  โดยอุบายคือโดยถูกทางจริงอยู่  การพิจารณาที่กล่าวไว้โดยนัยมิอาทิว่า   เพื่อบำบัดความเย็น  ดังนี้นั่นเอง  นักศึกษาพึงทราบว่า  พิจารณาแล้วโดยแยบคาย  ณ ที่นี้  ในคำเหล่านี้  คำว่า จีวร  ได้แก่  ผ้าผืนใดผืนหนึ่ง    ผืนมีผ้าอันตรวาสก เป็นต้น  คำว่า ย่อมเสพ  คือ ย่อมใช้สอยได้แก่นุ่งหรือห่ม  คำว่า  ยาวเทว  เป็นคำกำหนดเขตแห่งประโยชน์อย่างแน่นอนจริงอยู่ ประโยชน์ในกานเสพจีวรของโยคีบุคคลมีกำหนดเพียงเท่านี้ คือ ประโยชน์มีว่า  เพื่อบำบัดความเย็น  เป็นต้น  ไม่ยิ่งไปกว่านี้  บทว่า ซึ้งความเย็น  ความว่า    ซึ่งความเย็นอย่างใดอย่างหนึ่ง   ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุที่ธาตุภายในกำเริบบ้าง   เพราะเหตุที่อุตุภายนอกเปลี่ยนแปลงไปบ้าง  บทว่า  เพื่อบำบัด  ความว่า  เพื่อบรรเทา คือ เพื่อบรรเทาเสียซึ่งความเย็นนั้น  โดยประการที่จะไม่ให้มันทำความอาพาธให้เกิดขึ้นในร่างกายจริงอยู่  โยคีบุคคล  ผู้มีจิตฟุ้งไปในเพราะเหตุร่างกายกระทบความเย็น   ย่อมไม่อาจที่จะตั้งความเพียรโดยแยบคายได้   เพราะเหตุนั้น   พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาติว่า ภิกษุพึงเสพจีวรเพื่อบำบัดความเย็น ดังนี้นักศึกษาพึงทราบนัยในประโยชน์ที่เหลือทั้งหมดเช่นเดียวกันนี้  เพราะ ในบทมีอรรถาธิบายอย่างครบถ้วนบทว่า  ซึ่งความร้อน   ความว่าซึ่งความร้อนอันเกิดแต่ไฟ นักศึกษาพึงทราบแดนที่เกิดของความร้อนนั้นในเพราะไฟป่า เป็นต้น

                        ๑. ที.  สี.  ๙/๑๑

            อนึ่ง  ในบทว่า  ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมผสสาน นี้  มีอรรถาธิบายดังนี้  ๒ บทว่า  ฑํสา  แปลว่า  เหลือบ  บางอาจารย์กล่าวว่า ได้แก่แมลงวันหัวเขียวก็มี  บทว่า  มกสา  ได้แก่ยุงโดยเฉพาะ  บทว่า วาตาได้แก่ลมทั้งหลายอันต่างด้วยลมปนฝุ่นและไม่ใช่ลมปนฝุ่นเป็นต้น บทว่าอาตาปได้แก่แสงอาทิตย์ สัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เสือกคลานไปมีตัวยาวเช่นงูเป็นต้น ชื่อว่าสิรึสปสัมผัสของสัตว์เหล่านั้นมี ๒อย่าง  คือ สัมผัสด้วยการกัด ๑ สัมผัสด้วยการถูกต้อง ๑ แม้สัมผัสนั้นย่อมเบียดเบียนภิกษุผู้นุ่งห่มจีวรแล้ว ไม่ได้  เพราะฉะนั้นภิกษุจึงเสพจีวรเพื่อประโยชน์ป้องกันสัมผัสทั้งหลาย  ในสถานที่ทั้งหลายเช่นนั้น   ตรัสคำว่า   ยาวเทว   ซ้ำอีก   ก็เพื่อแสดงถึงกำหนดเขตประโยชน์ที่แน่นอนของจีวรนั้น  จริงอยู่   การปกปิดอวัยวะส่วนที่ทำความละอายสูญหายนับเป็นประโยชน์ที่แน่นอน  ส่วนประโยชน์นอกนั้นเช่น การบำบัด ความเย็นเป็นต้น ย่อมมีได้เป็นบางครั้งบางคราว อวัยวะที่แคบๆนั้น ชื่อว่า หิริโกปิน  ในบทว่า หิริโกปิน

ปฏิจฉาทนํ นั้น  จริงอยู่  เมื่อองค์อวัยวะส่วนใดๆถูกเปิดอยู่  ความละอายย่อมสูญย่อมหายไป  แหละที่เรียกว่า  หิริโกปินปฏิจฉาทนตถํ   เพราะอรรถว่า เพื่อปกปิดอวัยวะส่วนที่ทำให้ความละอายสูญหายไปนั้น  บาลีว่า หิริโกปินํ  ปฏิจฉาทนตถํ  ดังนี้ก็มี

อธิบายบทบิณฑบาต

            คำว่า ซึ่งบิณฑบาต  คือซึ่งอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง  จริงอยู่  อาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง  ท่านเรียกว่า  บิณฑบาต  เพราะอาหารนั้นตกลงในบาตรด้วยภิกขาจารวัตรของภิกษุ   อีกอย่างหนึ่ง  ความตกลงทั้งหลายแห่งก้อนข้าว  ชื่อว่า  บิณฑบาต   อธิบายว่า  ได้แก่  ความรวมกันความเป็นกลุ่มกันแห่งภิกษาหารทั้งหลายที่ภิกษุได้แล้ว ณ ที่นั้น ๆ  คำว่า  ไม่ใช่เพื่อเล่น  อธิบายว่า  เพื่อเล่น คือทำเป็นเครื่องหมาย

กีฬา  เหมือนอย่างพวกเด็กชาวบ้านเป็นต้น  หามิได้  คำว่า  ไม่ใช่เพื่อความเมา  อธิบายว่า   เพื่อความเมาคือ เป็นเครื่องหมายของความเมากำลัง และ เป็นเครื่องหมายความเมาของความเป็นบุรุษ  เหมือนพวกนักมวย เป็นต้น  คำว่า ไม่ใช่เพื่อประดับ  อธิบายว่า เพื่อประดับคือ เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นผู้มีองค์อวัยวะน้อยใหญ่อิ่มเต็ม  เหมือนกับพวกหญิงชาววังและหญิงแพศยา เป็นต้น หามิได้ คำว่า ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง อธิบายว่า เพื่อตกแต่งคือ เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นผู้มีผิวพรรณผ่องใสเหมือนพวกหญิงละครและพวกหญิงช่างฟ้อน เป็นต้น  หามิได้

            ก็แหละ ในบรรดาคำเหล่านี้ คำว่า ไม่ใช่เพื่อเล่น นี้  พระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพื่อปะหานอุปนิสัยแห่งโมหะ  คำว่า ไม่ใช่เพื่อความเมา นี้  ตรัสไว้เพื่อประหาอุปนิสัยแห่งโทสะ    คำว่าไม่ใช่เพื่อประดับ  ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง นี้ ตรัสไว้เพื่อประหานอุปนิสัยแห้งราคะ  อนึ่ง ๒ คำว่า  ไม่ใช่เพื่อเล่น   ไม่ใช่เพื่อความเมา  นี้  ตรัสไว้เพื่อป้องกันการบังเกิดขึ้นสังโยชน์ของตน  ๒ คำว่า ไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง นี้ ตรัสไว้  เพื่อป้องกันการเกิดขึ้นแห่งสังโยชน์แม้ของผู้อื่น   อนึ่ง  นักศึกษาพึงทราบว่า การประหารซึ่งข้อ

ปฏิบัติโดยไม่แยบคายและกามสุขัลลิกานุโยค  พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วแม้ด้วยบททั้ง ๔ บทนี้

            บทว่า  ยาวเทว  มีอรรถาธิบายดังกล่าวมาแล้วนั่นแล  คำว่า  แห่งกายนี้   คือ   แห่งรูปกายอันประกอบด้วยมหาภูตทั้ง    นี้  คำว่า  เพื่อดำรงอยู่  คือ  เพื่อความดำรงอยู่ สืบเนื่องกันไป  คำว่า  เพื่อความเป็นไป  คือเพื่อต้องการแก่ความเป็นไปอย่างไม่ขาดสายหรือเพื่อดำรงอยู่ตลอดกาล  จริงอยู่ภิกษุนี้ย่อมเสพบิณฑบาต เพื่อความดำรงอยู่และเพื่อความเป็นไปของกาย   เหมือนเจ้าของเรือนที่ทรุดโทรม

ทำการค้ำจุนเรือน  และเหมือนพ่อค้าเกวียนทำการหยอดเพลาเกวียน   ฉะนั้น  ไม่ใช่เสพบิณฑบาตเพื่อเล่นเพื่อความเมาเพื่อประดับและเพื่อตกแต่ง   อีกประการหนึ่ง   คำว่า   ติ   ที่แปลว่า   ความดำรงอยู่

เป็นชื่อของอินทรีย์คือชีวิต  เพราะเหตุนั้นนักศึกษาพึงทราบว่าด้วยคำว่า  เพื่อความดำรงอยู่  เพื่อความเป็นไปแห่งกายนี้  เพียงเท่านี้  จะอธิบายว่า  เพื่อยังอินทรีย์คือชีวิตแห่งกายนี้ให้เป็นไปดังนี้ก็ได้

             คำว่า   เพื่อระงับความเบียดเบียน   มีอรรถาธิบายว่า    ความหิวชื่อว่า   วิหึส      โดยอรรถว่า

เบียดเบียน   ภิกษุนี้ย่อมเสพบิณฑบาต  แม้เพื่อระงับความเบียดเบียนนั้น    เหมือนคนเป็นแผลทาแผล

และเหมือนเมื่อคนไข้ในเพราะฤดูร้อนและฤดูหนาวเป็นต้น  รับประทานยา เพื่อป้องกันความร้อนความหนาวนั้น  ฉะนั้น  คำว่า  เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์  มีอรรถาธิบายว่า   เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ คือศาสนาทั้งมวลอย่างหนึ่ง   เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์คือมรรคอย่างหนึ่ง  จริงอยู่  ภิกษุนี้ได้อาศัยกำลังกาย  เพราะอันเสพบิณฑบาต  เป็นปัจจัย  ปฏิบัติอยู่เพื่อสลัดออกจากความกันดารคือภพ  ด้วยอำนาจการประกอบเนืองๆ ในสิกขา ๓ ชื่อว่าย่อมเสพบิณฑบาตเพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ เหมือนมารดาบิดาผู้มีความต้องการข้ามทางกันดาร  จำกินเนื้อของบุตร   เหมือนพวกคนที่กำลังต้องการ ข้ามแม่น้ำ  ย่อมอาศัยแพ  และเหมือนพวกคนที่ต้องการข้ามมหาสมุทรย่อมอาศัยเรือ ฉะนั้น

คำว่า จักกำจัดเวทนาเก่าและไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นนี้ มีอรรถาธิบายดังนี้ภิกษุเสพบิณฑบาตโดยประสงค์ว่า  ด้วยเหตุที่เสพบิณฑบาตนี้เราจักกำจัดเวทนาคือความหิวเก่า และ จักไม่ให้เวทนาใหม่ซึ่งมีการฉันเกินประมาณเป็นปัจจัยเกิดขึ้น    เหมือนพราหมณ์ชื่ออาหรหัตถกะ ๑   ชื่ออลังสาฏกะ๑ ชื่อตัตรวัฏฏกะ ๑  ชื่อกากมาสกะและชื่อภุตตวมิตกะ  คนใดคนหนึ่ง  ทำนองเดียวกันกับคนไข้รับประทานยา  อีกประการหนึ่ง  พึงทราบอรรถาธิบายในคำนี้  แม้อย่างนี้ว่า  เวทนาใดที่เรียกว่าเวทนาเก่า   เพราะเกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัยคือกรรมเก่าโดยอาศัยการฉันบิณฑบาตอันเป็นสัปปายะ และ ฉันพอประมาณ  ชื่อว่า จักกำจัดเวทนาเก่านั้น  อนึ่ง เวทนาใดที่เรียกว่า  เวทนาใหม่  เพราะเกิดขึ้นต่อไปโดยอาศัยความสั่งสมกรรม  คือ การฉันอันไม่สมควรที่ภิกษุทำแล้วในปัจจุบันเราไม่ให้มูลเหตุแห่งเวทนาใหม่นั้นบังเกิดได้ด้วยอำนาจการฉันอันสมควร  ชื่อว่า  จักไม่ยังเวทนาใหม่นั้นให้เกิดขึ้น นักศึกษาพึงทราบว่า ด้วยบท

ทั้ง    นี้  เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดง  ถึงการสงเคราะห์เอาการฉันอันสมควรด้วย  การประหาน

กามสุขัลลิกานุโยคด้วย   และการไม่ยอมเสียสละความสุขอันเกิดโดยธรรมด้วย

            คำว่า  แหละความเป็นไปจักมีแก่เรา   มีอรรถาธิบายว่า   ภิกษุเสพบิณฑบาต  โดยประสงค์ว่า

ก็แหละ  ความเป็นไป  คือความดำเนินไปตลอดกาลนาน  จักมีแก่เรา  คือ  แก่กายนี้  อันมีความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย   โดยไม่มีอันตรายอันจะเข้าไปตัดชีวิตินทรีย์   หรือตัดทอนอิริยาบถ   เพราะการฉันพอประมาณ ดังนี้บ้าง เหมือนคนมีโรคติดต่อ  รับประทานยา อันเป็นปัจจัยแก่โรคนั้น  ฉะนั้น คำว่า  ความเป็นผู้ไม่มีโทษและความอยู่ผาสุก มีอรรถาธิบายว่า  ภิกษุเสพบิณฑบาตโดยประสงค์ว่า ความไม่มีโทษจักมีแก่เรา  โดยงดเว้นการแสวงหาการรับและการฉันอันไม่สมควร  ความอยู่ผาสุก จักมีแก่เราโดยการฉันพอประมาณ  อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีโทษ จักมีแก่เรา เพราะไม่มีโทษเช่นความกระสัน, ความหลับ, ความบิดกาย ซึ่งมีการฉันบิฑบาตรอันไม่เป็นสัปปายะและการฉันเกินประมาณเป็นปัจจัยและอันวิญญูชนครหาเป็นต้น  ความอยู่ผาสุก  จักมีแก่เรา  ด้วยความบังเกิดแห่งกำลังกาย เพาะมีการฉันบิณฑบาตอันเป็นสัปปายะและการฉันพอประมาณเป็นปัจจัย  อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีโทษเพราะละเสียซึ่งความสุขในการเอนหลัง,  ความสุขในการเอกเขนก  แลความสุขในการหลับ จักมีแก่เรา ด้วยการหลีกเว้นการฉันจนแน่นท้องตามที่ต้องการ และ  ความอยู่ผาสุก  เพราะยังความประกอบด้วยอิริยาบถทั้ง    ให้ถึงพร้อมจักมีแก้เรา  โดยการฉันให้หย่อนไว้สัก ๔ - ๕ คำ  สมด้วยพุทธนิพนธคาถาที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ” พึงหยุดฉันเสียเมื่อ  ๔ - ๕  คำจะอิ่ม   แล้วพึงดื่มน้ำแทน   เป็นการเพียงพอเพื่อความอยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีตนส่งไปแล้ว “

            นักศึกษาพึงทราบว่า  ด้วยคำทั้ง    ตามอรรถาธิบายมานี้   เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงการกำหนดเอาประโยชน์และมัชฌิมาปฏิปทา  ด้วยประการฉะนี้

   อธิบายบทเสนาสนะ

            คำว่า  เสนาสนะ  แยกเป็น  เสนะ  คำหนึ่ง  อาสนะ  คำหนึ่ง  อธิบายว่า  ภิกษุนอน    ที่ใดๆ จะเป็นวิหารหรือเรือนโรงมีเพิง เป็นต้น ก็ตาม   ที่นั้น ชื่อว่า เสนะ แปลว่า  ที่นอน   ภิกษุนั่ง    ที่ใด ๆ

ที่นั่นชื่อว่าอาสนะ   แปลว่า  ที่นั่ง    คำนั้นท่านบวกเข้าเป็นคำเดียวกัน แล้ว   จึงกล่าวว่า   เสนาสนะ

แปลว่า   ที่นอนและที่นั่ง    คำว่า   เพื่อบรรเทาอันตราย คือ ฤดู  และ ความยินดีในการหลีกเร้นอยู่    มีอรรถาธิบาย อุตุนั่นเอง ชื่อว่าอันตรายคือฤดู  เพราะอรรถว่าเบียดเบียน  เพื่อบรรเทาซึ่งอันตรายคือฤดู

และเพื่อความ ความยินดีในการหลีกเร้นอยู่   อธิบายว่า   ฤดูกาลอันใดที่เบียดเบียนร่างกายและทำให้จิตฟุ้งซ่านไม่เป็นสัปปายะ  เป็นสิ่งอันภิกษุพึงบรรเทาเสียด้วยการเสพเสนาสนะ  เพื่อบรรเทาซึ่งฤดูกาล

๑. ขุ.  เถรคาถา.  ๒๖/๔๐๑

นั้น และเพื่อความสุขในความเป็นบุคคลผู้เดียวการบรรเทาอันตรายคือ ฤดู พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วด้วยพระพุทธพจน์มีอาทิว่า  สีตสส  ปฏิฆาตาย  ดังนี้โดยแท้  แต่ถึงอย่างนั้น  นักศึกษาพึงทราบว่า  ที่นี้พระผู้มีพระภาคตรัสคำนี้ซ้ำอีก  โดยหมายเอาการบรรเทา อันตรายคือฤดูที่แน่นอน เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ในบทเสพจีวรว่า   การปกปิดอวัยวะที่ทำให้ ความละอายสูญหายไป   เป็นประโยชน์ที่แน่นอน  ส่วนประโยชน์นอกนั้นมีได้  เป็นบางครั้งบางคราว  ดังนี้  อีกประการหนึ่ง  ฤดูซึ่งมีประการดังที่กล่าวมาแล้ว  ชื่อว่า ฤดูคงที่  ส่วนอันตรายมี  ๒ อย่าง อันตรายที่ปรากฏหนึ่ง  อันตรายที่ปกปิดหนึ่ง   ใน ๒ อย่างนั้น  สัตว์ร้ายทั้งหลายมีราชสีห์และเสือเป็นต้น ชื่อว่าอันตรายปรากฏกิเลสทั้งหลายมีราคะและโทสะเป็นต้นชื่อว่าอันตรายปกปิด   อันตรายเหล่านั้นย่อม ไม่ทำความเบียดเบียน  โดยที่ไม่ได้รักษาทวารและ โดยที่เห็นรูปอันไม่เป็นสัปปายะ ณ เสนาสนะใด ภิกษุรู้คือพิจารณาเสนาสนะนั้นอย่างนี้แล้วเสพอยู่ พึงทราบว่า  ชื่อว่าพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงเสพเสนาสนะ  เพื่อบรรเทาอันตรายคือฤดู  ฉะนี้

อธิบายบทคิลานปัจจยเภสัชบริขาร

            ในคำว่า  ซึ่งคิลานปัจจยเภสัชบริขาร   นี้  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้

            เภสัช  ชื่อว่า  ปจจย เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องต่อต้านโรค อธิบายว่า   เพราะอรรถว่า  ซึ่งความเป็นข้าศึกของโรค  คำว่า  ปจจย  นี้ เป็นชื่อของความสัปปายะอย่างใดอย่างหนึ่ง, กิจกรรมของหมอนั้นอนุญาติแล้ว ฉะนั้นจึงชื่อว่า เภสชช,  เภสัชเป็นปัจจัยแห่งคนไข้  ชื่อว่า  คิลานปจจยเภสชช   อธิบายว่า  ได้แก่ กิจกรรมของหมออันเป็นสัปปายะแก่คนไข้ชนิดใดชนิดหนึ่ง  มีน้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อย เป็นต้น  ส่วนคำว่า บริขาร  พระผู้มีพระภาคตรัสเอาเครื่องล้อมก็มี  ในพระบาลีมีอาทิว่า “พระนครเป็นอันล้อมดีแล้วด้วยเครื่องล้อมพระนครถึงเจ็ดชั้น “    ตรัสหมายเอาเครื่องอลังการก็มี ในพระบาลีมีอาทิว่า “รถมีศีลเป็นเครื่องอลังการ  มีฌาณเป็นเพลา  มีวิริยะเป็นล้อ”    ตรัสหมายเอา สัมภาระก็มี   ในพระบาลีมีอาทิว่า  “เครื่องสัมภาระแห่งชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง  อันบรรพชิตพึงนำมาโดยชอบ”   แต่ในที่นี้ ศัพท์ว่า  บริขาร  แม้หมายเอาสัมภาระก็ควร แม้หมายเอาเครื่องล้อมก็ควร  เพราะว่าคิลานปัจจยเภสัชนั้น  ย่อมเป็นเครื่องล้อมชีวิตก็ได้ เพราะเป็นเครื่องรักษาไม่ให้ช่องแก่ความบังเกิดขึ้นแห่งอาพาธอันจะทำชีวิตให้พินาศไป เป็นสัมภาระของชีวิตก็ได้เพราะเป็นเหตุแห่งชีวิตนั้น  โดยประการที่ชีวิตจะดำเนินไปได้ตลอดกาลนาน  เพราะเหตุนั้นคิลานปัจจยเภสัช  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เป็นบริขาร คิลานปัจจยเภสัช ดังกล่าวมาแล้วนั้นด้วย เป็นบริขารด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า คิลานปัจจยเภสัชบริขาร ซึ่งอธิบายว่า ซึ่งเภสัชอันเป็นสัปปายะแห่งคนไข้ชนิดใดชนิดหนึ่งอันหมออนุญาตแล้ว  มีน้ำมัน น้ำผึ้ง และ น้ำอ้อย  เป็นต้น

๑. อง.  สตตก.  ๒๓/๑๕๗.          ๒. สํ.  มหาวาร.  ๑๙/๗.          ๓. ม.  มู.  ๑๒/๑๐๙.       

อันเป็นบริขารแห่งชีวิต ,  คำว่า  เกิดขึ้นแล้ว  คือ  เกิดแล้ว  เป็นแล้ว  บังเกิดแล้ว , ความกำเริบแห่งธาตุและอาพาธต่างๆ มีโรคเรื้อนโรคฝีและพุพอง เป็นต้น ซึ่งมีความกำเริบแห่งธาตุนั้นเป็นสมุฏฐาน  ชื่อว่า  พยาพาธ (บทว่า  เวยฺยาพาธิกานํ ) เวทนาทั้งหลายชื่อว่า เวยํยาพาธิก เพราะเกิดแต่อาพาธต่างๆ คำว่า ซึ่งเวทนาทั้งหลาย ได้แก่ ทุกขเวทนา คือ เวทนาอันเป็นอกุศลวิบากเกิดแต่อาพาธต่างๆเหล่านั้น  บทว่า  อพยาปชฺฌปรมตาย  แปลว่า  เพื่อความเป็นผู้ไม่มีทุกข์อย่างยิ่ง อธิบายว่า ทุกข์ทั้งหมดนั้นย่อมเป็นอันภิกษุละได้แล้วเพียงใดเพื่อความเป็นผู้ไม่มีทุกข์เป็นอย่างยิ่งเพียงนั้น ปัจจยสันนิสสิตศีล อรรถวิเคราะห์แห่งถ้อยคำในบทว่า  ภัณฑะทั้งหลายมีจีวร เป็นต้น เรียกว่า  ปัจจัย  เพราะ เป็นที่เป็นไป เป็นที่ดำเนินไปของผู้มีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งอิงอาศัยบริโภคปัจจัยเหล่านั้น  ศีลอาศัยแล้วซึ่งปัจจัยเหล่านั้น  ฉะนี้แล                                                               

ธรรมเป็นเหตุให้ปาริสุทธิศีล    สำเร็จ

๑. ศรัทธาเป็นเหตุให้ปาติโมกขสังวรศีลสำเร็จ

ในศีล ๔ อย่างดังที่พรรณนามาแล้วนี้ ปาติโมกขสังวรศีล อันโยคีบุคคลพึงให้สำเร็จด้วยศรัทธา

จริงอยู่  ปาติโมกขสังวรศีลนั้น  ชื่อว่า  มีศรัทธาเป็นเหตุให้สำเร็จ  เพราะการบัญญัติสิกขาบทเป็น สิ่งที่เกินวิสัยของพระสาวก  ก็ในข้อนี้ มีการทรงห้ามการขอบัญญัติสิกขาบทเป็นตัวอย่าง เพราะเหตุนั้น อันโยคีบุคคลพึงสมทานเอาสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้แล้วอย่างไม่ให้มีเศษเหลือไม่กระทำความอาลัยแม้ในชีวิตพึงทำ ปาติโมกขสังวรศีลให้สำเร็จเป็นอย่างดีด้วยศรัทธาเถิด   สมด้วยพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่าพวกเธอจงเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก  มีความเคารพศีล  ตามรักษาศีล  ในกาลทุกเมื่อ  เหมือนนกต้อยตีวิดรักษาฟองไข่  เหมือนจามรีรักษาขนหางเหมือนมารดารักษาบุตรที่รัก   เหมือนคนตาเอกรักษาหน่วยตาข้างเดียวฉะนั้นเถิด

            แม้ตรัสไว้อย่างอื่นอีกว่า “  มหาสมุทรมีความดำรงอยู่เป็นธรรมดา  ไม่ไหลล้นฝั่งไป   แม้ฉันใด ดูก่อนปหาราทะ  สาวกทั้งหลายของเรา ก็เหมือนอย่างนั้น   ไม่ล่วงข้ามสิกขาบท    ที่เราบัญญัติไว้แล้วสำหรับสาวกทั้งหลาย  แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ”        ก็แหละ  ในอรรถาธิบายนี้  นักศึกษาพึงเล่าเรื่องทั้ง

หลายของพระเถระ ที่ถูกมัดไว้ในดงประกอบด้วย ดังนี้   

เรื่องพระเถระถูกโจรมัด

ได้ยินว่า  โจรทั้งหลายมัดพระเถระด้วยเครือหญ้านาง ให้นอนอยู่ในดงชื่อมหาวัตตนี พระเถระได้เจริญวิปัสสนาตลอด ๗ วัน  ทั้ง ๆ ที่นอนอยู่นั่นเทียว  ได้บรรลุอนาคามิผลแล้ว ถึงซึ่งมรณภาพไปในดงนั่นเอง  แล้วไปบังเกิดในพรหมโลก

            ๑. อง.  อฏฐก.  ๒๓/๒๐๓.

ยังมีพระเถระรูปอื่นๆ อีก  ในตัมพปัณณิทวีป (ประเทศลังกา) ถูกพวกโจรเอาเถาหัวด้วนมัดให้นอนอยู่เมื่อไฟป่าลามมา  ท่านก็หาได้ตัดเถาวัลย์ไม่ เริ่มเจริญวิปัสสนา  ได้สำเร็จเป็น พระอรหันต์สมสีสีปรินิพพานแล้ว  พระอภยผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์ทีฆนิกายพร้อมภิกษุห้าร้อยรูปมาเห็นเข้า  ได้ทำฌาปนกิจศพของพระเถระนั้น    แล้วให้สร้างเจดีย์บรรจุอัฏิไว้เพราะฉะนั้น  กุลบุตรผู้มีศรัทธาแม้อื่น  เมื่อจะชำระปาติโมกสังวรศีลให้บริสุทธิ์   พึงยอมสละแม้กระทั่งชีวิตโดยแท้    ไม่พึงทำลายปาติโมกขสังวรศีล    อันพระโลกนาถเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว

๒. สติเป็นเหตุให้อินทรียสังวรศีลสำเร็จ

อนึ่ง  ปาติโมกขสังวรศีล  อันโยคีบุคคลพึงให้สำเร็จด้วยศรัทธา  ฉันใด อินทรียสังวรศีล  อันโยคีบุคคลก็พึงให้สำเร็จด้วย  สติ  ฉันนั้น  จริงอยู่  อินทรียสังวรศีลนั้น  ชื่อว่า  มีสติเป็นเหตุให้สำเร็จ  เพราะอินทรีย์ทั้งหลายที่ตั่งมั่นอยู่ด้วยสติแล้ว  เป็นสภาพบาปธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นจะพึงรั่วไหลเข้าไปมิได้เพราะเหตุนั้น อันโยคีบุคคลพึงระลึกถึงพระอาทิตตปริยายสูตรโดยนัยมีอาทิว่า  “จักขุน-ทรีย์    อินทรีย์คือจักษุ ถูกกดทิ่มแทงแล้วด้วยซี่เหล็กที่เผาอย่างร้อนลุกโชนมีแสงโชติช่วงอยู่  ยังนับว่าประเสริฐ   ส่วน   การยึดถือนิมิตโดยอนุพยัญชนะในรูปทั้งหลายอันจะพึงรู้ด้วยจักษุ   ไม่ประเสริฐเลย”     ดังนี้แล้ว   เมื่อวิญญาณเกิดทางจักษุทวารเป็นต้น  ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น  พึงกั้นความยึดถือซึ่งนิมิตเป็นต้น ทีบาปธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น จะพึงรั่วไหลเข้าไป   พึงทำอินทรียสังวรศีลนี้ให้สำเร็จเป็นอย่างดี   ด้วย  สติ  อันไม่หลงลืมเถิด

            ก็แหละ  เมื่ออินทรียสังวรศีลนี้    อันภิกษุไม่ทำให้สำเร็จแล้วด้วยประการดังกล่าวมา   แม้ปาติโมกขสังวรศีลก็พลอยเป็นอันตั้งอยู่ไม่นานดำงอยู่ไม่นานไปด้วย  เหมือนข้าวกล้าที่เขาไม่ได้จัดการล้อมรั้ว  ฉะนั้น   อนึ่ง  ภิกษุผู้ไม่ทำให้อินทรีย์สังวรศีลสำเร็จนี้ ย่อมจะถูกพวกโจรคือกิเลสปล้นเอาได้เหมือนบ้านที่เปิดประตูทิ้งไว้ย่อมจะถูกพวกโจรขโมยเอาได้ฉะนั้น   สมด้วยพระพุทธวจนะ ที่ตรัสไว้ว่า

จงรักษาอินทรีย์  ที่รูป,เสียง,กลิ่น,รส,และผัสสะทั้งหลาย  เพราะว่าทวารเหล่านี้ถูกเปิด ทิ้งไว้ไม่รักษาย่อมจะถูกโจรคือกิเลสปล้นเอา    เหมือนพวกโจรปล้นบ้าน  ฉะนั้น

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดี  ฉันใด  ราคะย่อมจะรั่วไหลไปสู่จิตที่ไม่ได้อบรมแล้ว  ฉันนั้น

แต่เมื่ออินทรียสังวรศีลนั้นอันภิกษุทำให้สำเร็จแล้ว แม้ปาติโมกขสังวรศีลก็พลอยเป็นอันตั้งอยู่ได้นานดำรงอยู่ได้นานไปด้วย   เปรียบเหมือนข้าวกล้าที่เขาจัดล้อมรั้วดีแล้ว  อนึ่ง  ภิกษุผู้ทำให้อินทรีย

สังวรศีลสำเร็จแล้วนี้ ย่อมจะไม่ถูกพวกโจรคือกิเลสปล้นเอาได้ เปรียบเหมือนบ้านที่ปิดประตูดีแล้วพวก

. สํ. สฬายตน.๑๘/๑๒๐.          ๒. ธ.  ขุ.  ๒๕/๑๖.

โจรทั้งหลายก็ขโมยไม่ได้  ฉะนั้น   อนึ่ง  ราคะย่อมจะรั่วไหลไปสู่จิตของภิกษุนั้นไม่ได้   เหมือนฝนรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉะนั้น  สมด้วยพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

จงรักษาอินทรีย์ที่  รูป,  เสียง,  กลิ่น,  รส,  และผัสสะทั้งหลาย  เพราะว่าทวารเหล่านี้ที่ปิดแล้วระวังดีแล้ว  อันพวกโจรคือกิเลส  ปล้นไม่ได้  เหมือนพวกโจรปล้นบ้านที่ปิดประตูดีแล้วไม่ได้  ฉะนั้น

            ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้   ฉันใด   ราคะย่อมรั่วไหลเข้าไปสู่ จิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้  ฉันนั้น 

            ก็แหละ พระธรรมเทศนานี้  นับเป็นพระธรรมชั้นอุกฤษฏ์อย่างยิ่ง 

            ขึ้นชื่อว่า  จิตนี้นั้นเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  เพราะฉะนั้น  อันโยคีบุคคลพึงบรรเทาราคะที่เกิดขึ้น   แล้วด้วยมนสิการถึงอสุภกัมมัฏฐาน   แล้วพึงทำให้อินทรียสังวรศีล   พึงสำเร็จ เหมือนอย่างพระวังคีสเถระผู้บวชไม่นานเถิด

เรื่องพระวังคีสะเถระ

            ได้ยินว่า  เมื่อพระวังคีสเถระผู้บวชแล้วไม่นาน  กำลังเดินบิณฑบาตไปนั้นความกำหนัดเกิดขึ้น

แก่ท่านเพราะได้เห็นสตรีคนหนึ่ง  เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงเรียนพระอานันทะเถระว่า

กระผมถูกไฟคือกามราคะเผาเข้าแล้ว จิตของกระผมถูกเผาจนเกรียมสาธุท่านผู้โคตมโคตร  ขอท่านได้กรุณาโปรดบอกอุบายเครื่องดับไฟให้ด้วย

พะอานันทะเถระได้กล่าวแนะนำว่า

จิตของเธอถูกเผาเกรียมเพราะ สัญญาวิปลาส  เธอจงเว้นอสุภนิมิต   อันประกอบด้วยความกำหนัดเสีย  จงอบรมจิตด้วยอสุภกัมมัฏฐาน   ทำให้ตั้งมั่นด้วยดี   มีอารมณ์เป็นหนึ่งเธอจงพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลาย    โดยเป็นอื่น   โดยเป็นทุกข์   และ  โดยมิใช่ตน    จงทำความกำหนัดอันยิ่งใหญ่ให้ดับไปเสีย  จงอย่าได้มีความเร้าร้อนต่อไปเลย 

 พระวังคีสเถระบรรเทาความกำหนัดได้แล้ว  ก็เที่ยวบิณฑบาตต่อไป

            อีกประการหนึ่ง  อันภิกษุผู้บำเพ็ญอินทรียสังวรศีล  พึงเป็นเหมือนพระจิตตคุตตเถระ   ผู้อยู่ในถ้ำใหญ่ชื่อกุรัณฑกะ   และพระมหามิตตเถระ  ผู้อยู่ในมหาวิหารชื่อโจรกะ

เรื่องพระจิตตคุตตเถระ

ได้ยินว่า  ในถ้ำใหญ่กุรัณฑกะ  ได้มีจิตรกรรมเกี่ยวกับเรื่องเสด็จออกทรงผนวช    ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายถึง ๗ พระองค์   เป็นสิ่งที่น่าจับใจ  ภิกษุเป็นจำนวนมากพากันเที่ยวจาริกชมเสนาสนะมอง

๑. ธ.  ขุ.  ๒๕/๑๖.           ๒. สํ.  ส.  ๑๕/๒๗๗  

เห็นจิตรกรรมแล้ว เรียนพระเถระว่า  จิตรกรรมเป็นสิ่งที่น่าจับใจมาก  ขอรับ พระเถระพูดว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ฉันอยู่ในถ้ำเกินกว่าหกสิบปีมาแล้วไม่ทราบดอกว่ามีจิตรกรรมหรือไม่มีอาศัยพวกเธอผู้มีตาจึงทราบในวันนี้เดี๋ยวนี้เอง ได้ยินว่า  พระเถระถึงจะอยู่ตลอดกาลเท่านั้น  ก็ไม่เคยลืมตาขึ้นมองดูถ้ำเลย  อนึ่ง  ตรงที่ปากถ้ำของพระเถระนั้น  ได้มีต้นกากะทิงต้นใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง  แม้ต้นไม้นั้นพระเถระก็ไม่เคยมองขึ้นดูเลย ครั้นเห็นเกสรล่วงลงมาที่พื้นดินตามลำดับปี  จึงทราบว่าต้นไม้นั้นบาน 

            พระราชาทรงสดับคุณสมบัติของพระเถระแล้ว  มีพระราชประสงค์เพื่อจะทรงนมัสการจึงได้ส่งราชบุรุษไปนิมนต์ถึง ๓ ครั้ง  ครั้นพระเถระไม่มา  จึงทรงรับสั่งให้ผูกถันของสตรีผู้มีลูกอ่อนทั้งหลาย ในบ้านนั้น   แล้วประทับตราพระราชลัญจกรไว้  ได้มีพระราชโองการว่า ทารกทั้งหลาย อย่าได้ดื่มน้ำนม   ตลอดเวลาที่พระเถระยังไม่มา   พระเถระจึงได้มาสู่หมู่บ้านใหญ่   เพราะความเอ็นดูแก่ทารกทั้งหลาย พระราชาทรงทราบแล้ว  ทรงรับสั่งให้พาไปในพระราชวังว่า พนาย พวกเธอจงพาพระเถระเข้าไป  ฉันจักรับศีล ครั้นทรงนมัสการทรงให้ฉันเสร็จแล้วทรงมีพระราชดำรัสว่า พระคุณเจ้า วันนี้ยังไม่มีโอกาสพรุ่งนี้หม่อมฉันจึงจักรับศีล ครั้นแล้วทรงรับบาตรพระเถระ เสด็จตามส่งไปหน่อยหนึ่งแล้ว  พร้อมด้วยพระราชเทวีทรงนมัสการแล้วเสด็จกลับพระราชาจะทรงไหว้ก็ช่างพระราชเทวีจะทรงไหว้ก็ช่าง พระเถระคงถวายพระพรว่า ขอพระราชาจงทรงพระเกษมสำราญเถิด เป็นทำนองนี้ล่วงไปถึง ๗ วัน พวกภิกษุจึงเรียนถามว่า  ท่านขอรับ เมื่อพระราชาทรงไหว้อยู่ก็ดีเมื่อพระราชเทวีทรงไหว้อยู่ก็ดีทำไมท่านถวายพระพรเพียงอย่างเดียวว่า ขอพระมหาราชาจงทรงพระเกษมสำราญเถิด   พระเถระตอบว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลายฉันไม่ได้ทำความกำหนดแยกว่า  พระราชา หรือ พระราชเทวี   โดยล่วงไปได้หนึ่งสัปดาห์ พระราชาทรงดำริว่า การที่พระเถระอยู่    ที่นี้ เป็นความลำบาก    จึงทรงพระกรุณาโปรดปล่อยไป พระเถระไปถึงถ้ำใหญ่กุรัณฑกะ ได้ขึ้นสู่ที่จงกรมในส่วนแห่งราตรี  เทวดาที่สิงอยู่ต้นกากะทิง  ได้ยืนถือประทีปด้ามให้อยู่ ครั้งนั้น กัมมัฏฐานของท่านได้ปรากฏบริสุทธิ์ยิ่งนัก พระเถระดีใจว่า วันนี้ทำไมหนอ กัมมัฏฐานของเรา จึงปรากฏชัดเสียเหลือเกิน   แล้วทำภูเขาให้สะเทือนสะท้านไปทั้งลูก   ได้บรรลุพระอรหัตแล้วในลำดับแห่งมัชฌิมยาม  

เพราะฉะนั้น  แม้กุลบุตรอื่นๆ  ผู้ใคร่ต่อประโยชน์ของตน  ไม่พึงเป็นผู้มีมีหน่วยตาล่อกแล่ก เหมือนลิงในป่า  เหมือนมฤคาตกใจตื่นในวนา และเหมือนทารกาตื่นสะดุ้งกลัว

พึงทอดจักษุ  พึงแลดูชั่วแอก  อย่าพึงไปสู่อำนาจของจิตอันมีปกติหลุกหลิกเหมือนลิงในป่า

                                                            เรื่องพระมหามิตตเถระ

            ฝ่ายมารดาของพระมหามิตตเถระ ได้เกิดเป็น โรคฝีมีพิษ   แม้ธิดาของท่านก็บวชในสำนักของภิกษุณีทั้งหลาย ท่านจึงพูดกับธิดาว่า แม่ ! ไปเถอะ  จงไปสำนักของพี่ชายเรียนถึงภาวะที่แม่ไม่สบาย

แล้วนำเอายามานางได้ไปกราบเรียนพี่ชายแล้ว  พระเถระพูดว่า ฉันไม่รู้ที่จะเก็บทั้งหลายมียารากไม้เป็นต้น  มาปรุงให้เป็นเภสัชได้  ก็แต่ว่าฉันจักบอกยาให้แก่เธอว่า  นับจำเดิมตั้งแต่บวชมา  ฉันไม่เคยทำลายอินทรีย์ทั้งหลาย แลดูรูปอันเป็นวิสภาค   ด้วยจิตอันประกอบด้วยโลภะเลย   ด้วยสัจวาจานี้  ขอความสบายจงมีแก่โยมมารดาของฉัน   เธอจงไปแล้วกล่าวคำนี้  พลางลูบร่างกายให้แก่โยมมารดาไปด้วย   ภิกษุณีนั้น ไปเรียนข้อความนี้แก่มารดาแล้ว   ได้กระทำตามพระเถระแนะนำทุกประการ  ฝีของอุบาสิกาได้ฝ่ออันตรธานหายไป เหมือนก้อนฟองน้ำในทันทีทันใดนั้นนั่นแล  มารดาของพระเถระนั้นลุกขึ้นมาเปล่งวาจาแสดงถึงความดีใจว่า    ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่    ทำไมจะไม่พึงทรงลูบศีรษะของภิกษุผู้เช่นบุตรของเราด้วยพระหัตถ์อันวิจิตรไปด้วยลายตาข่ายเล่า         

          เพราะฉะนั้น   แม้บุคคลอื่นซึ่งถือตนว่าเป็นกุลบุตร  บวชในศาสนาแล้ว  พึงดำรงอยู่ในอินทรียสังวรศีลอันประเสริฐเหมือนอย่าง พระมหามิตตเถระ นั่นเถิด

 .วีริยะเป็นต้นเหตุให้อาชีวปาริสุทธิศีลสำเร็จ

          อนึ่ง  อินทรียสังวรศีล  อันโยคีบุคคลพึงให้สำเร็จด้วยสติ ฉันใด อาชีวปาริสุทธิศีลอันโยคีบุคคลพึงให้สำเร็จด้วยวีริยะ  ฉันนั้น  จริงอยู่ อาชีวปาริสุทธิศีลนั้น ชื่อว่า มีวีริยะเป็นเหตุให้สำเร็จ เพราะวีริยะที่ปรารภโดยชอบแล้วเป็นการประหานมิจฉาอาชีวะเพราะฉะนั้น อันภิกษุพึงละอเนสนาคือการแสวงหาอันไม่สมควรอันไม่เหมาะสมแล้ว  เสพอยู่ซึ่งปัจจัยทั้งหลายอันเกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์เท่านั้น หลีกเว้นอยู่ซึ่งปัจจัยทั้งหลายอันเกิดขึ้นโดยความไม่บริสุทธิ์ เหมือนหลีกเว้นอสรพิษทั้งหลาย พึงทำอาชีวะปาริ-สุทธิศีลให้สำเร็จด้วยวีริยะ  ด้วยการแสวงหาโดยชอบมีกาเที่ยวบิณฑบาต เป็นต้นเถิด

            ในปัจจัย    อย่างนั้น  สำหรับภิกษุผู้ไม่ได้ถือธุดงค์  ปัจจัยทั้งหลายทีเกิดจากสงฆ์   จากคณะและจากสำนัก  ของคฤหัสถ์ทั้งหลายผู้เลื่อมใสโดยคุณทั้งหลายของภิกษุนั้น มีการแสดงธรรม เป็นต้น

ชื่อว่าปัจจัยอันเกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์ ส่วนปัจจัยที่จากการบิณฑบาต เป็นต้น ชื่อว่า เกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์อย่างยิ่งนั่นเทียว  สำหรับภิกษุผู้ถือธุดงค์  ปัจจัยทั้งหลายที่เกิดจากการเที่ยวบิณฑบาต เป็นต้น และที่เกิดจากสำนักของผู้เลื่อมใสในธุดงคคุณของภิกษุนั้นโดยอนุโลมแก่ธุดงคนิยม   ชื่อว่า   ปัจจัยอันเกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์  อนึ่ง เมื่อสมอดองด้วยมูตรเน่าและมธุรเภสัช ๔ อย่างเกิดขึ้น เพื่อบำบัดพยาธิชนิดหนึ่ง  ภิกษุนั้นคิดว่า แม้เพื่อนพรหมจรรย์อื่นๆ จักฉันมธุรเภสัช ๔ ดังนี้แล้วจึงฉันแต่ชิ้นแห่งสมอเท่านั้น  การสมาทานธุดงค์ของเธอ  จัดว่าเป็นการสมควร จริงอยู่  ภิกษุนี้เรียกได้ว่าเป็นภิกษุผู้ประกอบอยู่ในอริยวงศ์ชั้นอุดม

            อนึ่ง  ในบรรดาปัจจัย  ๔ มีจีวรเป็นต้นนี้นั้น  สำหรับภิกษุผูชำรพอาชีวะให้บริสุทธิ์รูปใดรูปหนึ่ง  นิมิต,  โอภาส,  ปริกถาและวิญญัติ   ย่อมไม่ควรใน จีวร และ บิณฑบาต    ส่วนภิกษุผู้ถือธุดงค์   นิมิต, 

โอภาส และ ปริกถา ย่อมไม่ควรในเสนาสนะ  ในนิมิต โอภาส และ ปริกถานั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้  เมื่อภิกษุกำลังทำการปราบพื้น เป็นต้น  เพื่อสร้างเสนาสนะ มีพวกคฤหัสถ์ถามว่าจะสร้างอะไร  ขอรับ  ใครจะเป็นผู้สร้าง ? ให้คำตอบว่า ยังไม่มีใครดังนี้ก็ดีหรือแม้การกระทำนิมิตอย่างอื่นใดเห็นปานฉะนี้ ชื่อว่า  นิมิต  ภิกษุถามว่า อุบาสก  อุบาสิกาทั้งหลาย  พวกท่านอยู่ที่ไหน ?  เมื่อเขาบอกว่า พวกกระผมอยู่ที่ปราสาท  ขอรับ ภิกษุพูดว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย  ก็ปราสาทย่อมไม่สมควรแก่ภิกษุทั้งหลาย  ดังนี้ก็ดี  ก็หรือแม้การกระทำโอภาสอย่างอื่นใดเห็นปานฉะนี้  ชื่อว่า  โอภาส การพูดว่า เสนาสนะของภิกษุสงฆ์คับแคบ ดังนี้ก็ดี  แหละหรือแม้การกล่าวโดยปริยายอย่างอื่นใดเห็นปานฉะนี้  ชื่อว่า ปริกถา  ในปัจจยเภสัชสมควรแม้ทุกๆ  ประการ  แต่ครั้นโรคหายแล้วจะฉันเภสัชที่เกิดขึ้น  ด้วยอาการอย่างนั้นย่อมไม่ควร

            ในอธิการแห่งเภสัชนั้น   อาจารย์ผู้ทรงพระวินัยทั้งหลาย  กล่าวไว้ว่า    พระผู้มีพระภาคทรง -ประทานประตูไว้ให้แล้ว    เพราะฉะนั้น  จึงสมควร ส่วนพวกอาจารย์ที่ชำนาญพระสูตรกล่าวไว้อย่างเด็ดขาดว่า  ถึงแม้จะไม่เป็นอาบัติก็จริง   แต่ทำอาชีวะให้เสียหาย  เพราะฉะนั้นจึงไม่สมควร

            ก็แหละ  ภิกษุใด ไม่ยอมกระทำนิมิต, โอภาส, ปริกถาและวิญญัติ  ทั้ง ๆ ที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาติแล้ว อาศัยคุณมีความมักน้อย เป็นต้นเท่านั้น แม้ถึงความจะสิ้นชีวิตปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าก็คงเสพปัจจัยที่เกิดขึ้น โดยเว้นจากการแสวงหาโดยไม่สมควรมีโอภาสเป็นต้นนั่นเทียว ภิกษุนี้ เรียกได้ว่า ผู้มีความประพฤติขัดเกลาชั้นยอด  แม้ทำนองเดียวกับ พระสารีปุตตเถระ

เรื่องพระสารีปุตตเถระต้องอาพาธ

          ได้ยินว่า  สมัยหนึ่ง ท่านพระสาปุตตเถระนั้น จะเพิ่มพูนความสงัด  จึงพร้อมกับ  ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระไปพักอยู่ในป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง  อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระสารีปุตตเถระนั้นได้เกิดอาพาธลมเสียดท้องขึ้น  มันได้ทำความทุกข์อย่างหนักให้แก่ท่าน   พระมหาโมคคัลลานเถระ ไปยังที่ อุปัฏฐากของท่านในเวลาเย็น  เห็นพระเถระนอนอยู่  สอบถามซึ่งพฤติการณ์นั้น  แล้วเรียนถามว่า    ท่านขอรับ  ครั้งก่อนท่านหายด้วยเภสัชอะไรพระเถระสารีปุตตะเรียนบอกว่า ท่าน เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์มารดาของผมได้ให้ข้าวปายาสหุงด้วยน้ำนมล้วนๆประสมกับเนยใสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด  ผมได้หายโรคนั้นด้วยข้าวปายาสนั้น  ฝ่ายพระมหาโมคคัลานเถระนั้นเรียนว่า เอาเถอะ ถ้าบุญของกระผมหรือบุญของท่านมีอยู่  พรุ่งนี้เราจักต้องได้อย่างแน่นอน

            ก็แหละ   ยังมีเทวดาที่สิงอยู่บนต้นไม้ท้ายที่จงกรม  ได้ยินพระเถระทั้งสองสนทนากัน   เช่นนั้น  จึงคิดว่า พรุ่งนี้เราจักบันดาลให้ข้าวปายาสเกิดขึ้นแก่พระผู้เป็นเจ้าทันใดนั้นได้ไปยังตระกูลอุปัฏฐากของพระเถระ   เข้าสิงร่างกายบุตรคนโต   บันดาลให้เกิดความดิ้นรนอยู่  ลำดับนั้นเทวดาจึงได้กล่าวกับ

พวกญาติ ๆ ของบุตรคนโตนั้น  ซึ่งมาประชุนกันหมายจะเยียวยารักษาว่า   ถ้าพวกท่านรับจะ จัดข้าวปายาสเห็นปานฉะนี้   ถวายแด่พระเถระในวันพรุ่งนี้  ฉันจึงจักปล่อยมัน    พวกญาติ ๆ เหล่านั้น รับว่า แม้ถึงท่านไม่บอก พวกเราก็ถวายภิกษาหารแก่พระเถระทั้งหลายเป็นการประจำอยู่แล้วครั้นถึงวันที่สองได้พากันจัดข้าวปายาสเห็นปานดังนั้นไปถวายแล้ว พระมหาโมคคัลลานะมาถึงแต่เช้าตรู่   เรียนว่า  ท่านขอรับ นิมนต์อยู่ ณ ที่นี้แหละจนกว่าผมจะไปบิณฑบาตกลับมา แล้วก็เข้าไปในบ้านพวกมนุษย์เหล่านั้นรับบาตรของพระเถระใส่ให้เต็มด้วยข้าวปายาส มีประการ  ดังกล่าวแล้วจึงถวายไป   พระเถระแสดงอาการที่จะไป  พวกมนุษย์เหล่านั้นเรียนว่า  นิมนต์ท่านฉันเถิด  ขอรับ  พวกกระผมจะถวายข้าวปายาสแม้อื่นอีก  ครั้นให้พระเถระฉันเสร็จแล้ว  ได้ถวายไปอีกจนเต็มบาตรพระเถระไปแล้ว  น้อมข้าวปายาสเข้าไปพร้อมกับพูดว่า  ดูก่อนท่านสารีปุตตะ นิมนต์ฉันเสียเถอะ ฝ่ายพระสารีปุตตะเถระเห็นข้าวปายาสนั้นแล้วพิเคราะห์ดูว่า ข้าวปายาสเป็นที่น่าพึงใจยิ่งนัก  เกิดขึ้นมาได้อย่างไรหนอครั้นเห็นมูลเหตุเกิดของข้าวปายาสนั้นแล้วจึงพูดว่า ท่านโมคคัลลานะ  เอาไปเสียเถิด  บิณฑบาตไม่ควรแก่อันบริโภค  ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานะเถระ แม้แต่จะคิดว่า พระสารีปุตตะไม่ยอมฉันบิณฑบาตที่คนอย่างเรานำมาถวาย  ก็ไม่มีคำพูดเพียงคำเดียวเท่านั้น   ก็รีบคว้าจับบาตรที่ขอบปากบาตรไปเทคว่ำลง    ส่วนข้างหนึ่ง    อาพาธของพระเถระได้หายไป พร้อมกับข้าวปายาสจรดพื้นดิน   จำเดิมแต่นั้นมาตลอด  ๔๕  พรรษา   อาพาธก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีกเลย    ด้วยเหตุนั้น  พระสารีปุตตเถระจึงกล่าวกับ พระมหาโมค-คัลลานเถระว่า ดูก่อน ท่านโมคคัลลานะข้าวปายาสที่เกิดขึ้นเพราะอาศัย วจีวิญญัติ เป็นสิ่งไม่สมควรเพื่อจะฉัน  ถึงแม้ไส้จะไหลออกมาเที่ยวเพ่นพ่านอยู่ที่พื้นดินก็ตาม  แหละได้เปล่งคำอุทานดังนี้ว่า

ถ้าเราจะพึงฉันข้าวมธุปายาส   อันเกิดขึ้นเพราะเปล่ง วจีวิญญัติไซร้ อาชีวะของเรา ก็จะพึงถูกบัณฑิตครหา      

แม้ว่าไส้ของเราจะไหลออกมาเที่ยวเพ่นพ่านอยู่ข้างนอกก็ตาม  เรายอมเอาชีวิตเข้าแลก  จะไม่พึงทำลายอาชีวะเป็นอันขาด

เราทำจิตของเราให้รื่นรมย์   เราหลีกเว้น อเนสนา คือ การแสวงหาอันไม่สมควร  และเราจักไม่กระทำอเนสนา ที่พระพุทธองค์ทรงรังเกียจแล้ว

อนึ่ง  ในอธิการแห่งอาชีวะปาริสุทธิศีลนี้   นักศึกษาพึงเล่าเรื่อง ของพระอัมพขาทกมหาติสเถรซึ่งอยู่ประจำจีวรคุมพวิหาร ประกอบด้วย นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบาย แม้ในทุกๆบทดังอรรถาธิบายมานี้

นักพรตผู้มีวิจารณญาณ   บวชแล้วด้วยศรัทธา  แม้แต่คิดก็อย่าให้เกิดอเนสนา  พึงชำระอาชีวะให้บริสุทธิ์เถิด

. ปัญญาเป็นเหตุให้ปัจจยสันนิสสิตศีลสำเร็จ

                             อนึ่ง  อาชีวะปาริสุทธิศีล อันโยคีบุคคลพึงให้สำเร็จด้วย  วีริยะ  ฉันใด  ปัจจยสันนิสสิตศีล  อันโยคีบุคคลพึงให้สำเร็จด้วย ปัญญา  ฉันนั้น  จริงอยู่  ปัจจยสันสสิตศีลนั้น   ชื่อว่า  มีปัญญาเป็นเหตุให้สำเร็จ   เพราะผู้มีปัญญาจึงจะสามารถมองเห็นโทษและอานิงส์ของปัจจัยทั้งหลายได้    เพราะเหตุนั้น

ภิกษุ พึงละความกำหนัดยินดีในปัจจัยแล้ว  พึงพิจารณาปัจจัยทั้งหลายอันเกิดขึ้นโดยธรรม  สม่ำเสมอ  ด้วยวิธีดังได้พรรณนามาแล้วจึงบริโภค  พึงทำปัจจยสันนิสสิตศีลนี้ให้สำเร็จด้วยปัญญา  เถิด

            การพิจารณาปัจจัยทั้งหลาย  ในปัจจยสันนิสสิตศีลนั้นมี    อย่าง  คือ  พิจารณาในเวลารับ๑พิจารณาในเวลาบริโภค ๑  อธิบายว่า  ปัจจัยทั้งหลายมีจีวร เป็นต้น ที่พึ่งได้พิจารณาด้วยสามารถแห่งความเป็นทาส หรือ ความเป็นของปฏิกูลแม้ในเวลารับแล้วเก็บไว้   เมื่อภิกษุบริโภคเลยจากเวลารับนั้นไปการบริโภคก็หาโทษมิได้เลย   การบริโภคแม้ในเวลาบริโภคก็หาโทษมิได้เหมือนกัน

การบริโภค    อย่าง

          ในการพิจารณาในเวลาบริโภคนั้น  มีวินิจฉัยที่ทำการตกลงไว้ดังนี้

            ก็แหละ   การบริโภคมี    อย่าง  คือ   เถยยปริโภค   บริโภคเป็นขโมย ๑   อิณปริโภค  บริโภคเป็นหนี้    ทายชชปริโภค  บริโภคเป็นทายาท ๑   สามิปริโภค  บริโภคเป็นนาย      ใน    อย่างนั้น  การบริโภคของภิกษุผู้ทุศีล  แม้นั่งบริโภคอยู่ในท่ามกลางสงฆ์   ชื่อว่า   เถยยปริโภค    การบริโภคไม่ได้พิจารณาของภิกษุผู้ทุศีล   ชื่อว่า   อิณปริโภค   เพราะเหตุนั้น   จีวรพึงพิจารณาในทุก ๆ ขณะที่บริโภค  บิณฑบาตพึงพิจารณาในทุกๆคำข้าว  เมื่อภิกษุไม่สามารถปฏิบัติเหมือนอย่างนั้น  ในเวลาก่อนอาหาร,  หลังอาหาร, ในปุริมยาม, มัชฌิมยามและปัจฉิมยาม  ถ้าไม่ได้พิจารณาเลย  ปล่อยให้อรุณขึ้น ภิกษุนั้น  ชื่อว่า  ย่อมตั้งอยู่ในฐานะเป็น อิณบริโภค แม้เสนาสนะก็พึงพิจารณาในทุกๆขณะบริโภค  สำหรับเภสัชเมื่อมีสติเป็นปัจจัยทั้งในขณะรับทั้งในขณะบริโภคจึงจะควร แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น  เมื่อภิกษุทำสติในเวลารับแล้วขณะบริโภคไม่ได้ทำอีก  เป็นอาบัติ  ไม่ทำขณะรับแต่ทำในขณะบริโภค ไม่เป็นอาบัติ

สุทธิ    อย่าง

            ก็แหละ  สุทธิมี ๔ อย่าง คือ  เทสนาสุทธิ ๑  สังวรสุทธิ ๑  ปริเยฏฐิสุทธิ ๑  ปัจจเวกขณสุทธิ ๑       

ใน ๔ อย่างนั้น  ปาติโมกขสังวรศีล   ชื่อว่า เทสนาสุทธิ  จริงอยู่ ปาติโมกขสังวรศีลนั้นเรียกว่า  เทสนาสุทธิ   เพราะบริสุทธิ์ด้วยการแสดงอาบัติ      อินทรียสังวรศีล  ชื่อว่า  สังวรสุทธิ  จริงอยู่ อินทรียสังวศีลนั้นเรียกว่า  สังวงรสุทธิ  เพราะบริสุทธิ์ด้วยสังวร  คือ ตั้งใจ  จักไม่กระทำอย่างนี้ต่อไป   อาชีวปาริสุทธิศีลชื่อว่า  ปริเยฏฐิสุทธิ  จริงอยู่   อาชีวปาริสุทธิศีลนั้นเรียกว่า   ปฏิเยฏฐิสุทธิ    เพราะบริสุทธิ์ด้วย การ

แสวงหาของภิกษุผู้ละอเนสนาแล้วจึงยังปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นอยู่ โดยธรมโดยสม่ำเสมอ    ปัจจยสัน

นิสสิตศีล ชื่อว่า ปัจจเวกขณสุทธิ จริงอยู่ ปัจจยสันนิสสิตศีลนั้นเรียกว่า ปัจจเวกขณสุทธิ เพราะบริสุทธิด้วยการพิจารณา มีประการดังพรรณนามาแล้ว   ด้วยเหตุนั้น   ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้ว่า   เมื่อไม่ทำสติในขณะรับแต่ทำในขณะบริโภค  ไม่เป็นอาบัติ   ดังนี้                                                                              การบริโภคปัจจัยของ  พระเสกขบุคคลทั้งหลาย    จำพวก  ชื่อว่า    ทายัชชบริโภค     จริงอยู่  พระเสกขบุคคลเหล่านั้นเป็นพระบุตรของพระผู้มีพระภาค   เพราะเหตุนั้น  พระเสกขบุคคลเหล่านั้นย่อบริโภคปัจจัยทั้งหลาย    โดยฐานเป็นทายาทแห่งปัจจัยทั้งหลาย  อันเป็นสมบัติของพระบิดา

            ถาม ก็พระเสกขบุคคลเหล่านั้น    บริโภคปัจจัยทั้งหลาย  ของพระผู้มีพระภาคหรือ ?   ไม่ใช่บริโภคปัจจัยทั้งหลายของคฤหัสถ์ดอกหรือ

            ตอบ แม้ปัจจัยทั้งหลายอันพวกคฤหัสถ์ถวายแล้ว  ก็จัดเป็นของแห่งพระผู้มีพระภาค  เพราะเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาติไว้ เพราะเหตุนั้น  นักศึกษาพึงทราบว่า  พระเสกขบุคคลทั้งหลาย   ย่อมบริโภคปัจจัยทั้งหลายของพระผู้มีพระภาค  อนึ่ง  ธัมมทายาทสูตรเป็นเครื่องสาธกในอธิการนี้

            การบริโภคของพระขีณาสพทั้งหลาย  ชื่อว่า  สามิบริโภค  จริงอยู่   พระขีณาสพเหล่านั้นชื่อว่าบริโภคเป็นนาย  เพราะล่วงพ้นเป็นทาสของตัณหาไป

            ในการบริโภคเหล่านั้น  สามิบริโภค    ทายัชชบริโภค    ย่อมสมควรแกพระอริยะและปุถุชนทั้งหมด   อิณบริโภค  ไม่สมควรทั้งหมด   ในเถยยบริโภคไม่จำมีอันพูดถึงกันละ   อนึ่ง  การบริโภคที่ได้พิจารณาแล้วของภิกษุผู้มีศีลนี้ใด   การบริโภคนั้นจัดเป็น  การบริโภคที่ไม่เป็นหนี้   เพราะเป็นข้าศึกแก่การบริโภคเป็นหนี้    หรือจะจัดสงเคราะห์เข้าในทายัชชบริโภค นั่นแหละ  ก็ได้  แม้ภิกษุผู้มีศีลก็ย่อมถึงซึ่งอันนับเป็นเสกขะได้เหมือนกัน เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลสิกขานี้ อนึ่ง ในบรรดาบริโภค ๔ อย่างนี้   เพราะสามิบริโภคจัดเป็นการบริโภคชั้นยอด   ฉะนั้น  อันภิกษุปรารถนาซึ่งสามิบริโภคนั้น  พึงพิจารณาด้วยวิธีพิจารณาอันมีประการดังกล่าวมาแล้วจึงบริโภค  พึงยังปัจจยสันนิสสิตศีลให้สำเร็จเถิด  ก็แหละเมื่อภิกษุกระทำได้ดังกล่าวมานี้ย่อมจัดเป็น กิจจการี  ผู้มีปกติกระทำกิจ สมด้วยนิพนธ์พจน์อันบัณฑิตประพันธ์ไว้ว่า

พระสาวกผู้มีปัญญาอันประเสริฐได้สดับธรรมอันพระสุคตเจ้าทรงแสดงแล้ว  พึงพิจารณาก่อนจึงเสพ  บิณฑบาต,  วิหาร,  ที่นอน,  ที่นั่ง,  และน้ำสำหรับซักล้างธุลีจับผ้าสังฆาฏิ

เพราะเหตุนั้นแหละ   ภิกษุจึงเป็นผู้ไม่ติดใน  ปัจจยธรรมเหล่านี้  คือ  บิณฑบาต,  นอน,  ที่นั่งและน้ำสำหรับซักล้างธุลีจับผ้าสังฆาฏิ เหมือนหยาดน้ำที่ไม่ติดในใบบัว  ฉะนั้น  ภิกษุนั้น ครั้นได้อาหาร โดยการ อนุเคราะห์จากคนอื่นตามกาลแล้ว   พึงเป็นผู้มีสติตั้งมั่น  ติดกันไป  จักประมาณในของเคี้ยว,  ของฉัน,  และของลิ้มเลียทั้งหลาย  เหมือนคนไข้รู้จักประมาณในการทาแผล  และ พอกยา  ฉะนั้น

ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่หลงติด   ฉันอาหารเพียงเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป   เหมือนมารดาบิดา กินเนื้อแห่งบุตรในทางกันดาร  และเหมือนพ่อค้าเกวียน  หยอดน้ำมันเพลาเกวียน  ฉะนั้น

            อนึ่ง  ในความผู้กระทำปัจจยสันนิสสิตศีลนี้ให้บริสุทธิ์ นักศึกษาพึงเล่าเรื่องสามเณรสังฆรักขิตผู้หลานประกอบด้วย จริงอยู่ สามเณรนั้นพิจารณาโดยชอบแล้วจึงบริโภค สมดังคำประพันธ์ที่สามเณรนั้นกล่าวไว้ว่า

พระอุปัชฌายะได้สอน  ข้าพเจ้าซึ่งกำลังฉันข้าวสาลีอันเย็นสนิทว่า    พ่อสามเณร   เจ้าจงอย่าเป็นคนไม่สำรวม   เผาลิ้นตัวเองเสียนะ

ข้าพเจ้า ได้ฟังคำสอนของพระอุปัชฌายะแล้ว    ก็ได้ความสังเวช  ในขณะนั้น   นั่งอยู่ที่อาสนะเดียวก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว

ข้าพเจ้านั้น เป็นผู้มีความดำริเต็มบริบูรณ์   เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ  เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว    บัดนี้ภพไม่มีอีกแล้ว

เพราะเหตุนั้น  กุลบุตรแม้อื่นปรารถนาความสิ้นไปแห่งทุกข์    พึงพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงเสพปัจจัยทั้งหลายเถิด

            ศีล ๔ อย่างโดยแยกเป็นปาติโมกขสังวรศีลเป็นต้น    ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    อย่าง   หมวดที่ 

          ปัญจกะที่ ๑  ของส่วนที่จัดเป็นศีล    อย่าง    นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบาย    โดยแยกเป็นอนุปสัมปันนศีลเป็นต้น  ดังต่อไปนี้         

ก็แหละ  พระธรรมเสนาบดีสาปุตตะกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์   ดังนี้

- ปริยันตปาริสุทธิศีล  เป็นอย่างไร ?

ศีลของอนุปสัมบันทั้งหลายผู้มีสิกขาบทเป็นที่สุด   นี้จัดเป็น  ปริยันตปาริสุทธิศีล

- อปริยันตปาริสุทธิศีล  เป็นอย่างไร  ?

ศีล ของอนุปสัมบันทั้งหลายผู้มีสิกขาไม่มีที่สุด  นี้จัดเป็น  อปริยันตปาริสุทธิศีล

-ปริปุณณปาริสุทธิศีล   เป็นอย่างไร  ?

ศีล ของกัลยานปุถุชนทั้งหลาย   ผู้ประกอบในกุศลธรรม   ผู้กระทำให้บริบูรณ์  ในธรรมอันจรดแดนของพระเสกขะ ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต  ผู้มีชีวิตอันสละแล้วนี้จัดเป็น  ปริปุณณปาริสุทธิศีล

- อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล   เป็นอย่างไร ?

ศีลของพระเสกขบุคคลทั้งหลาย    จำพวก  นี้จัดเป็น  อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล

            -ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล  เป็นอย่างไร ?

ศีลของพระขีณาสพทั้งหลาย   ผู้เป็นสาวกของพระตถาคตเจ้า    ศีลของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ศีลของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย นี้จัดเป็น ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธศีล

ในบรรดาศีลเหล่านั้น  ศีลของอนุปสัมปันทั้งหลาย พึงทราบว่าเป็น   ปริยันตปาริสุทธิศีล เพราะเป็นศีลมีที่สุดด้วยอำนาจแหงการนับ   ศีลของอุปสัมปันทั้งหลายถึงแม้จะมีที่สุดด้วยสามารถแห่งการนับอย่างนี้ว่า

สังวรวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วเหล่านี้   คือเก้าพันโกฏิสิกขาบท แปดสิบร้อยโกฏิสิกขาบท  ห้าสิบแสนสิกขาบท  และอื่น ๆ อีก  ๓๖ สิกขาบท ( รวมเป็นหนึ่งหมื่นเจ็ดพันโกฏิห้าล้านสามสิบหกสิกขาบท )  สิกขาทั้งหลายในวินัยปิฏกทรงแสดงไว้ด้วยมุข  คือ เปยยาล

ดังนี้ก็ตาม   พึงทราบว่า  คงเป็นอปริยันตปาริสุทธิศีล  เพราะหมายเอาภาวะสมาทานโดยไม่มีส่วนเหลือ  และภาวะที่ไม่แสดงที่สุดได้ด้วยอำนาจลาภ,  ยศ,  ญาติ, องค์อวัยวะและชีวิต   ศีลของพระอัมพขาทกมหาติสสเถระผู้อยู่ในจีวรคุมพวิหาร

เรื่องพระอัมพขาทกมหาติสสเถระ

จริงอย่างนั้น  ท่านพระมหาเถระนั้น  ไม่ละสัปปุริสานุสสติข้อนี้คือ

นรชน  พึงยอมสละทรัพย์เพราะ   เหตุแห่งองค์อวัยวะอันประเสริฐ   เมื่อจะรักษาไว้ซึ่งชีวิต  ก็พึงยอมเสียสละองค์อวัยวะ   เมื่อระลึกถึงธรรมะ  ก็พึงยอมเสียสละทรัพย์   องค์อวัยวะและชีวิต    แม้หมดทุกอย่าง

            แม้เมื่อความสงสัยในชีวิตมีอยู่   ท่านก็ไม่ยอมล่วงละเมิดสิกขาบท    อาศัยปริยันตปาริสุทธิศีลนั่นแหละ  ได้บรรลุพระอรหัตทั้งที่อยู่บนหลังอุบาสกนั่นเทียว  สมดังที่ท่านพระมหาเถระนั้นกล่าวนิพนธคาถาไว้ว่า

อุบาสกนี้  มิใช่บิดา  มิใช่มารดา  มิใช่ญาติ  ทั้งมิใช่เผ่าพันธ์ของเธอเขากระทำกิจเช่นนั้นให้แก่เธอ  ก็เพราะเหตุแห่งเธอเป็นผู้มีศีล

            ท่านทำความสังงเวชให้เกิดขึ้นแล้วพิจารณาสังขารทั้งหลายโดยแยบคายได้บรรลุพระอรหัตทั้ง ๆ ที่อยู่บนหลังของอุบาสกนั้น  ฉะนี้

ศีล  ของกัลยาณปุถุชนทั้งหลาย   แม้ปราศจาก มลทินเพียงชั่งจิตตุปบาทหนึ่ง    ก็สำเร็จเป็นปทัฏฐานแก่พระอรหัตได้เหมือนกัน   เพราะเป็นศีลที่บริสุทธิ์ยิ่งนับแต่อุปสมบทมา   เหมือนชาติมณี  ที่นายช่างเจียระไนดีแล้ว    และเหมือนทองคำที่นายช่างทำบริกรรมดีแล้ว     เพราะเหตุนั้น จึงเรียกได้ว่า

            ๑. ขุ.  ป.   ๓๑/๖๑.

เป็น  ปริปุณณปาริสุทธิศีล   เหมือนศีลของ พระมหาสังฆรักขิตเถระและพระสังฆรักขิตเถระ ผู้หลาน

เรื่องพระมหาสังฆรักขิตเถระ

          ได้ยินว่า   ภิกษุสงฆ์ได้เรียนถามถึง   การบรรลุโลกุตตรธรรม กะ พระมหาสังฆรักขิตเถระ   ผู้มีพรรษาเกิน  ๖๐  ไปแล้ว   ซึ่งนอนอยู่บนเตียงที่จะถึงแก่มรณภาพ  พระเถระตอบว่า “โลกุตตรธรรมของฉันไม่มี  “ ลำดับนั้น  ภิกษุหนุ่มอุปัฏฐากของท่านกราบเรียนว่า “ ท่านขอรับ  พวกมนุษย์ตั้ง  ๑๒  โยชน์โดยรอบประชุมกันด้วยสำคัญว่า  ท่านจะปรินิพพาน    ความเดือดร้อนใจจักมีแก่มหาชน    เพราะท่านถึงแก่มรณภาพเป็นปุถุชน ”   พระเถระพูดว่า     เธอ   ฉันไม่เริ่มทำวิปัสสนาด้วยคิดว่า    จักรอพบพระผู้มีพระภาคเจ้าเมตไตย  ถ้าเช่นนั้น เธอจึงพยุงให้ฉันนั่ง  กระทำโอกาสให้ฉัน     พระภิกษุหนุ่มนั้นพยุงให้พระเถระนั่ง แล้วก็ออกไปข้างนอก   พร้อมกับการออกไปข้างนอกของภิกษุหนุ่มนั้นแล   พระเถระได้บรรลุพระอรหัต   แล้วได้ให้สัญญาด้วยการดีดนิ้วมือ  สงฆ์ประชุมกันแล้วเรียนว่า “ ท่านขอรับ  ท่านทำให้โลกุตตรธรรม  บังเกิดในเวลาใกล้จะมรณภาพ เห็นปานฉะนี้   ชื่อว่า  ท่านกระทำสิ่งที่ กระทำได้ด้วยยาก ”  พระเถระตอบว่า “ นี้ไม่ใช่สิ่งกระทำได้ด้วยยากดอก  อาวุโสทั้งหลาย  นับจำเดิมตั้งแต่เวลาที่ฉันบวชแล้วมาฉันระลึกไม่ได้เลยว่ามีกรรมที่ฉันกระทำไปด้วยความไม่รู้โดยไม่มีสติ ”

            ฝ่ายพระสังฆรักขิตเถระผู้หลานของท่าน   ก็ได้บรรลุพระอรหัตเหมือนอย่างเดียวกัน  ในเวลามีพรรษา ๕๐  ฉะนี้แล     

ภิกษุใด  ถ้าเป็นผู้มีสุตะน้อยทั้งเป็นผู้ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีล  บัณฑิตทั้งหลายย่อมจะครหาภิกษุนั้นได้   โดยศีลและโดยสุตะทั้งสองสถาน

ภิกษุใด   ถ้าเป็นผู้มีสุตะน้อย  แต่เป็นผู้ตั้งมั่นดีแล้วในศีล    บัณฑิตทั้งหลาย  ย่อมจะสรรเสริญภิกษุนั้นโดยศีล   แต่สุตะย่อมไม่สำเร็จแก่เธอ

ภิกษุใด    ถ้าเป็นผู้มีสุตะมาก  ทั้งเป็นผู้ตั้งมั่นดีแล้วในศีล    บัณฑิตทั้งหลาย  ย่อมจะสรรเสริญภิกษุนั้น  โดยศีลและสุตะทั้งสองสถาน

ใครเล่า   ควรที่จะนินทาพระพุทธสาวกนั้น   ผู้พหุสูตรทรงธรรม   มีปัญญาดี   ดุจแท่งแห่งทองคำชมพูนท   พระพุทธสาวกนั้น   แม้ฝูงเทวดาก็เชยชม  ทั้งพรหมก็สรรเสริญ 

          อนึ่ง  ศีลของพระเสกขบุคคลทั้งหลาย  พึงทราบว่าเป็น  อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล   เพราะเป็นศีลที่ไม่ได้ลูบคลำ ด้วย อำนาจแห่งทิฏฐิ   อีกนัยหนึ่ง   ศีลที่ไม่ลูบคลำด้วยอำนาจแห่งราคะ  ของปุถุชนทั้ง

.  อง.  จตุกก.  ๒๑/.

หลายพึงทราบว่า  อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล  เหมือนศีลของพระกุฏุมพิยปุตตติสเถระ

เรื่องพระกุฏุมพิยปุตตติสเถระ

          ก็แหละ  พระผู้เป็นเจัากุฏุมพิยปุตตติสเถระ   อาศัยศีลเห็นปานนั้นแล้ว เป็นผู้ปรารถนาที่จะตั้งตนไว้ในพระอรหัต  จึงได้กล่าวรับรองกับหมู่โจรผู้ไพรีก์ว่า

อาตมาจักทำลายเท้าทั้งสอง  แล้วทำสัญญาให้แก่ท่านทั้งหลาย  ข้าพเจ้าย่อมรังเกียจย่อมละอายต่อความตายที่ยังมีราคะ

ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้วจึงพิจารณาสังขารทั้งหลายโดยแยบคาย  ก็ได้บรรลุพระอรหัตเมื่อรุ่งอรุณพอดี

เรื่องพระมหาเถระรูปใดรูปหนึ่ง

          แม้พระมหาเถระรูปใดรูปหนึ่งนั้น  ต้องอาพาธอย่างหนัก ไม่อาจที่จะฉันแม้อาหารด้วยมือของตนได้  นอนกลิ้งเกลือกอยู่ในมูตรและและกรีสของตน  ภิกษุหนุ่มรูปใดรูปหนึ่ง เห็นอาการของท่านแล้วพูดว่า โอ !สังขารคือชีวิตเป็นทุกข์   พระมหาเถระได้พูดกับภิกษุนั้นว่า เธอ ฉันตายลงเดี๋ยวนี้ก็จกได้สวรรค์สมบัติ ฉันไม่มีความสงสัยในข้อนี้   ขึ้นชื่อว่าสมบัติที่ได้มาเพราะทำลายศีลนี้  ก็เป็นเช่นเดียวกับได้ความเป็นคฤหัสถ์เพราะบอกคืนสิกขา ครั้นแล้วจึงได้ตั้งใจว่า เราจักตายพร้อมกับศีลนี้นั้นเทียว นอนอยู่  ณ ที่นั้นนั่นแหละพิจารณาโรคนั้น   ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว   จึงได้พยากรณ์แก่ภิกษุสงฆ์  ด้วย    นิพนธคาถาเหล่านี้ว่า

เมื่อข้าพเจ้าต้องพยาธิ อย่างใดอย่างหนึ่ง     ถูกโรคเสียดแทง  เป็นทุกข์ขนาดหนัก -    กเฬวรากอันนี้ก็เหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว  เหมือนดอกไม้ที่เขาหมกไว้ในฝุ่นกลางแดด         

กเฬวรากนี้   เป็นสิ่งไม่น่าพึงใจ   คนพาลกลับถือว่าเป็นสิ่งที่น่าพึงใจ   กเฬวรากนี้เป็นของไม่สะอาด คนพาลกลับเห็นว่าเป็นของสะอาด กเฬวรากนี้เต็มเพียบด้วยซากศพนานาชนิด   ก็ยังเป็นรูปที่น่าพึงใจสำหรับผู้มองไม่เห็นความจริง

ทุด ! ทุด !  ประชาชนทั้งหลาย  มัวเป็นผู้ประมาทเริงหลงอยู่ในกเฬวรากนี้    อันอาดูร  เปื่อยเน่า  มีกลิ่นเหม็น  ไม่สะอาด  มีพยาธิประจำ  จนทำทางสำหรับสู่สุคติให้เสียไป

อนึ่ง   ศีลของสัตบุรุษทั้งหลาย  มีพระอรหันต์   เป็นต้น   พึงทราบว่า    ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล  เพราะ เป็นศีลบริสุทธิ์โดยทำความกระวนกระวายทั้งปวงให้สงบระงับ

ศีล    อย่าง  โดยแยกเป็นปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

๑.   อรรถกถา   ทีฆนิกายเล่ม  ๒.                                                                             

อธิบายศีล    อย่าง  หมวดที่ ๒

          นักศึกษาพึงทราบอรรถาธิบาย  ในศีล    อย่าง   หมวดที่    ด้วยสามารถแห่ง  การประหานบาปทั้งหลายมีปาณาติบาต  เป็นต้น  ดังต่อไปนี้    สมดังที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏอสัมภิทามัคค์ว่า

            ศีล    คือ  ๑. ปหาน  การประหานซึ่งปาณาติบาต เป็นต้น  ชื่อว่า  ศีล  ๒.  เวรมณี   ความงดเว้น  ชื่อว่า ศีล ๓.  เจตนา  ความจงใจ  ชื่อว่า ศีล  ๔.  สํวร  ความระวัง  ชื่อว่า ศีล  ๕. อวีติกกม  ความไม่ล่วงละเมิด  ชื่อว่าศีล

            การประหาน  ความงดเว้น  ความจงใจ   ความระวัง   ความไม่ล่วงละเมิด   ซึ่งอทินนาทาน….

กาเมสุมิจฉาจาร….  มุสาวาท….ปิสุณาวาจา….ผรุสวาจา….สัมผัปปลาปะ….อภิชฌา….พยาบาท….มิจฉาทิฏฐิ   ชื่อว่าศีล

            การประหานกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ,  ประหานพยาบาทด้วยอัพยาบาท,  ประหานถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา,   ประหานอุทธัจจะด้วยอวิกเขปะ,   ประหานวิจิกิจฉาด้วยธัมมววัตถาน,   ประหานอวิชชาด้วยญาณ,   ประหานอรติด้วยปราโมช,   ประหานนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน,  ประหานวิตกวิจารด้วยทุติฌาน,   ประหานปีติด้วยตติยฌาน,   ประหานสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน,   ประหานรูป-สัญญา  ปฏิฆสัญญา  อนัตตสัญญา  ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ,   ประหานอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ,    ประหานวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตน-สมาบัติ,   ประหานอากิญจัญญายนตสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

            ประหานนิจจสัญญา  ด้วยอนิจจานุปัสสนา,   ประหานสุขสัญญา  ด้วยทุกขานุปัสสนา,   ประหานอัตตสัญญา    ด้วยอนัตตานุปัสสนา,  ประหานนันทิ  ด้วยนิพพิทานุปัสสนา,  ประหานราคะ  ด้วยวิราคานุปัสสนา, ประหานสมุทัย  ด้วยนิโรธานุปัสสนา,  ประหานอมุญจิตุกามยะ  ด้วยมุญจิตุกามยตานุปัสสนา,   ประหานอาทานะ  ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา,    ประหานฆนสัญญา   ด้วยขยานุปัสสนา,   ประหานอายูหนะ  ด้วยวยานุปัสสนา,    ประหานธุวสัญญา  ด้วยวิปริณามานุปัสสนา,   ประหานนิมิต  ด้วยอนิมิตตานุปัสสนา,   ประหานปณิธิ   ด้วยอัปณิหิตานุปัสสนา, ประหานอภินิเวสะ  ด้วยสุญญตานุปัสสนา,   ประหานสาราทานาภินิเวสะ  ด้วยอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา,  ประหานสัมโมหาภินิเวสะ  ด้วย

ยถาภูตญาณทัสสนะ,     ประหานอาลยาภินิเวสะ    ด้วยอาทีนวานุปัสสนา,     ประหานอัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสสนา,   ประหานสังโยคาภินิเวสะ   ด้วยวิวัฏฏานุปัสสนา

            ประหานกิเลสทั้งหลายที่อยู่ในฐานเดียวกับทิฏฐิ ด้วยโสตาปัตติมรรค, ประหานกิเลสชั้นหยาบทั้งหลาย  ด้วยสกทาคามิมรรค, ประหานกิเลสชั้นละเอียดทั้งหลาย ด้วยอนาคามิมรรค, ประหานกิเลส

อย่างสิ้นเชิง  ด้วยอรหัตมรรค ,  ชื่อว่าศีล ,  ความงดเว้น…  ความจงใจ…  ความระวัง…  ความไม่ล่วงละเมิด….  ชื่อว่าศีล

            ศีลเห็นปานดังนี้    ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต  เป็นไปเพื่อปราโมช   เป็นไปเพื่อปัสสัทธิ   เป็นไปเพื่อโสมนัส   เป็นไปเพื่ออาเสวนะ   เป็นไปเพื่อภาวนา   เป็นไปเพื่อทำให้มาก   เป็นไปเพื่ออลังการ  เป็นไปเพื่อบริการ  เป็นไปเพื่อบริวาร  เป็นไปเพื่อความบริบูรณ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว   เพื่อความสำรอก  เพื่อความดับ  เพื่อความสงบ   เพื่อความรู้ยิ่ง   เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน 

ก็แหละ  ในธรรม    อย่างนั้น  ธรรมอะไร ๆ ที่ชื่อว่า ประหานย่อมไม่มี  เป็นแต่เพียงเว้นความไม่บังเกิดขึ้นแห่งบาปธรรมทั้งหลายมีปาณาติบาต เป็นต้นมีประการดังกล่าวแล้ว

อนึ่ง   โดยที่การประหานนั้น ๆ  ย่อมเป็นการรองรับ   และอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมนั้น ๆ  และเป็นการดำรงอยู่โดยเรียบร้อย   เพราะไม่กระทำความเกะกะ   เพราะเหตุนั้น   การประหานจึงเรียกว่า ศีล  เพราะอรรถว่าความปกติ กล่าวคือความรองรับและความดำรงอยู่โดยเรียบร้อย  ซึ่งได้พรรณนามาแล้วในตอนต้น นั้นแล

ธรรม    อย่างนอกนี้   คือ  เวรมณี ,  เจตนา ,  สังวร ,  และ อวิติกกม  ท่านกล่าวไว้โดยหมายเอาสภาพที่เป็นไปของจิต  ด้วยสามารถแห่งความงดเว้นจากบาปธรรมนั้นๆ ๑  ด้วยสามารถแห่งความไม่ล่วงละเมิดบาปธรรมนั้น ๆ ๑   ด้วยสามารถแห่งความระวังซึ่งบาปธรรมนั้น ๆ     ด้วยสามารถแห่งความจงใจที่ประกอบ  ด้วยความงดเว้นและความระวังทั้งสองนั้น      ด้วยสามารถแห่งความไม่ล่วงละเมิดบาปธรรมนั้น ๆ ของบุคคลผู้ไม่ล่วงละเมิดอยู่ ๑  ส่วนอรรถาธิบายแห่งธรรม ๔ อย่างนั้น ที่ชื่อว่า ศีล  ข้าพเจ้าอธิบายไว้แล้วในตอนต้นนั่นเทียว

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นปหานศีล เป็นต้น    ยุติด้วยประการฉะนี้

ก็แหละ   การวิสัชนาปัญหาเหล่านี้   คือ  อะไรชื่อว่าศีล ๑   ที่ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่ากระไร ๑  อะไรเป็นลักษณะ , เป็นรส ,  เป็นอาการปรากฏ  และเป็นปทัฏฐานของศีล ๑  ศีลมีอานิสงส์อย่างไร ๑

และศีลนี้มีกี่อย่าง    ดังนี้   เป็นอันจบลงด้วยอรรถาธิบาย  เพียงเท่านี้

ความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วของศีล

          ปัญหากรรมใดที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่า   อะไรเป็นความเศร้าหมองเป็นความผ่องแผ้วของศีล  นั้น   ข้าพเจ้าจะวิสัชนาในปัญหากรรมนั้นต่อไป   ดังนี้    ภาวะที่ศีลขาด  เป็นต้น  เป็นความเศร้าหมอง

            . ขุ.  .  ๓๑/๖๗. 

ของศีล   ภาวะที่ศีลไม่ขาด เป็นต้น เป็นความผ่องแผ้วของศีล

ความเศร้าหมองของศีล

          ก็แหละ  ภาวะที่ศีลขาดเป็นต้นนั้น  ท่านสงเคราะห์ด้วยความแตกซึ่งมีลาภและยศเป็นต้นเป็นเหตุอย่างหนึ่ง    ด้วยเมถุนสังโยค    ประการอย่างหนึ่ง

            จริงอย่างนั้น    ในบรรดาอาบัติ    กอง  สิกขาบทของภิกษุใดขาดเบื้องต้นหรือที่สุด   ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็น   ศีลขาด   เหมือนผ้าที่ขาดชาย    ส่วนสิกขาบทของภิกษุใดขาดตรงกลาง    ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็น  ศีลทะลุ   เหมือนผ้าที่ทะลุกลางผืน  สิกขาบทของภิกษุใดขาดสอง,  สาม  สิกขาบทไปตามลำดับ  ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็น  ศีลด่าง  เหมือนแม่โคมีสีตัวเป็นสีด่างดำหรือด่างแดง เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง  ด้วยสีที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งปรากฏขึ้นที่หลังหรือที่ท้อง   สิกขาบทของภิกษุใด ขาดเป็นตอน ๆ ไป    ศีลของภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็น  ศีลพร้อย   เหมือนแม่โคลาย เป็นจุดด้วยสีที่ไม่เหมือนกัน  เป็นระยะ ๆ ไป

            ภาวะที่ศีลขาด เป็นต้น ย่อมมีด้วยความแตกซึ่งมีลาภ เป็นต้นเป็นเหตุ  ด้วยประการดังอธิบายมานี้

เมถุนสังโยค 

          ภาวะที่ศีลขาดด้วยอำนาจแห่งเมถุนสังโยค    ประการ   มีอรรถาธิบายดังจะบรรยายต่อไปนี้  จริงอยู่   พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดังนี้ –

๑. ดูก่อนพาหมณ์  สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้  ปฏิญญาณตนว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ  หาได้ถึงซึ่งความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่  ก็แต่ว่ายังยินดีในกาลูปคลำ,  การขัดสี,  การให้อาบแลการนวดของมาตุคาม  เขายินดีปรารถนาต่อการบำเรอนั้น  และ  ถึงซึ่งความปลื้มใจด้วยการบำเรอนั้น   ดูก่อนพราหมณ์    ความยินดีต่อการบำเรอแห่งมาตุคามนี้    จัดเป็นความขาดบ้าง    ความทะลุบ้าง   ความด่างบ้าง   ความพร้อยบ้าง  ของพรหมจรรย์   ดูก่อนพราหมณ์  สมณะหรือพราหมณ์นี้เรากล่าวว่า   เขาประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์   ประกอบด้วยเมถุนสังโยค  ย่อมไม่พ้นจาก ชาติ  ชรา มรณะ ฯลฯ  เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์

๒. ดูก่อนพราหมณ์  อีกประการหนึ่ง  สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้  ปฏิญญาณตน ว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ  หาได้ถึงซึ่งความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่เลยแม้การลูบคลำ….  ของมาตุคามก็ไม่ได้ยินดี   ก็แต่ว่ายังกระซิกกระซี้เล่นหัวและยังล้อเลียนกับมาตุคามอยู่      เขายินดีต่อการกระซิกกระซี้เป็นต้นนั้น….  เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นจากทุกข์                                                                   ๓. ดูก่อนพราหมณ์   อีกประการหนึ่ง    สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้   ปฏิญญาตนว่า

เป็นพรหมจารีโดยชอบ   หาได้ถึงความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคาม   ไม่เลยแม้การลูบคลำ….  ของมาตุคามก็มิได้ยินดี   ทั้งไม่กระซิกกระซี้    ไม่เล่นหัว   ไม่ล้อเลียนกับมาตุคาม   ก็แต่ว่ายังชอบเพ่งดูตาต่อตากับมาตุคาม  เขายินดีต่อการเพ่งดูนั้น….  เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นจากทุกข์

๔. ดูก่อนพราหมณ์  อีกประการหนึ่ง   สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้   หาได้ถึงซึ่งความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่เลย  แม้การลูบคลำของมาตุคามก็มิได้ยินดี  ทั้งมิได้กระซิกกระซี้เล่นหัว   ทั้งมิได้ล้อเลียนกับมาตุคาม    ทั้งไม่ชอบเพ่งดูตาต่อตาของมาตุคาม    ก็แต่ว่ายังชอบฟังเสียงของ

มาตุคาม  หัวเราะอยู่ก็ดี  พูดอยู่ก็ดี   ร้องเพลงอยู่ก็ดี  ร้องไห้อยู่ก็ดี   ภายนอกฝาหรือภายนอกกำแพงก็ตามเขายินดีต่อเสียงนั้น… เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นทุกข์

            ๕. ดูก่อนพราหมณ์  อีกประการหนึ่ง   สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้   หาได้ถึงซึ่งความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่เลย  แม้การลูบคลำของมาตุคามก็มิได้ยินดี  ทั้งมิได้กระซิกกระซี้เล่นหัว  ทั้งมิได้ล้อเลียนกับมาตุคาม   ทั้งไม่ชอบเพ่งดูตาต่อตาของมาตุคาม    ทั้งไม่ชอบฟังเสียง มาตุคามหัวเราะอยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดี  ร้องเพลงอยู่ก็ดี  ร้องไห้อยู่ก็ดี  ภายนอกฝาหรือภายนอกกำแพงก็ตาม ก็แต่ว่ายังระลึกถึงซึ่งการหัวเราะ การพูดจาและการเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน  เขายินดีต่อความเก่านั้น..

เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นทุกข์

            ๖. ดูก่อนพราหมณ์  อีกประการหนึ่ง  สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้   หาได้ถึงซึ่งความ-ร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่เลย  แม้การลูบคลำของมาตุคามก็มิยินดี  แม้การหัวเราะการพูดเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน  ก็มิได้ระลึกถึง  ก็แต่ว่าเขาเห็นคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี  บำเรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ อย่างเอิบอิ่มเพียบพร้อม  เขายินดีต่อการบำเรอนั้น…. เรากล่าวได้ว่าเขาย่อมไม่พ้นทุกข์

            ๗. ดูก่อนพราหมณ์  อีกประการหนึ่ง   สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้   หาได้ถึงซึ่งความร่วมกันสองต่อสองกับมาตุคามไม่เลย… หาได้เห็นคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้บำเรออยู่ด้วยกามคุณ  ๕ อย่างเอิบอิ่มเพียบพร้อมแล้วยินดีไม่ ก็แต่ว่าเขาประพฤติพรหมจรรย์โดยปรารถนาเป็นเทพนิกาย เหล่า

ใดเหล่าหนึ่งว่า    เราจักเป็นเทวดาหรือเทพเจ้าตนใดตนหนึ่งด้วยศีลอันนี้  ด้วยพรตอันนี้  ด้วยตบะอันนี้  หรือด้วยพรหมจรรย์อันนี้ ”  เขายินดีปรารถนาต่อความเป็นเทพนั้น  และย่อมถึงซึ่งความปลาบปลื้ม 

ด้วยความเป็นเทวดานั้น  ดูก่อนพราหมณ์  ความยินดีด้วยความเป็นเทวดาแม้นี้  จัดเป็นความขาดบ้างความทะลุบ้าง  ความด่างบ้าง   ความพร้อยบ้าง  ของพรหมจรรย์    ฉะนี้แล

            นักศึกษาพึงทราบว่า  ภาวะที่ศีลขาด เป็นต้น  ท่านสงเคราะห์ด้วยความแตกซึ่งมีลาภ  เป็นต้น

. อง.  สตตก.  ๒๓/  ๕๖.    

เป็นเหตุอย่างหนึ่ง   ด้วยเมถุนสังโยค    ประการอย่างหนึ่ง   ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้

ความผ่องแผ้วของศีล

           ก็แหละ   ภาวะที่ศีลไม่ขาด เป็นต้น    ท่านสงเคราะห์ด้วยความไม่แตกแห่งสิกขาบททั้งหลายโดยสิ้นเชิง    ด้วยการกระทำคืนสิกขาบทที่ทำคืนได้ซึ่งแตกแล้ว     ด้วยความไม่มีเมถุนสังโยค  ๗ ประการ     ด้วยข้อปฏิบัติอื่น ๆ  คือ  ความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปธรรมทั้งหลาย มีอาทิ  เช่น   ความโกรธ  ความผูกโกรธ   ความลบหลู่   ความริษยา   ความตระหนี่   ความมารยา   ความโอ้อวด   ความหัวดื้อ  ความแข่งดี   ความถือตัว   ความดูหมิ่น   ความมัวเมา  ความเลินเล่อ    ด้วยความบังเกิดขึ้นแห่งคุณทั้งหลายมี อาทิเช่น  ความมักน้อย  ความสันโดษ  ความขัดเกลา ๑                                              จริงอยู่   ศีลเหล่าใดแม้ไม่ขาด เพื่อต้องการลาภ เป็นต้นก็ดี  แม้ศีลที่ขาดไปด้วยโทษ  คือความประมาทแต่กระคืนแล้วก็ดี   ศีลที่อันเมถุนสังโยค หรือ บาปธรรมทั้งหลาย  มีความโกรธ และ ความผูก     โกรธเป็นต้นไม่ได้เข้าไปทำลายแล้วก็ดี  ศีลเหล่านั้นเรียกว่า ไม่ขาด   ไม่ด่าง  ไม่พร้อย   โดยประการทั้งปวง  และศีลเหล่านั้นแหละ  ชื่อว่า  ภุชิสสะ   เพราะสร้างความเป็นไท  ชื่อว่า  วิญญุปสัตถะ  เพราะผู้รู้ทั้งหลายสรรเสริญ  ชื่อว่า  อปรามัฏฐะ  เพราะอันตัณหาและทิฏฐิทั้งหลายไม่ถูกต้องแล้ว  ชื่อว่า สมาธิสังวัตตนิกะ  เพราะยังอุปจราสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิให้เป็นไป   เพราะเหตุนั้น   อันภาวะที่ศีลไม่ขาดเป็นต้นนี้  นักศึกษาพึงทราบว่าเป็นความผ่องแผ้วของศีลทั้งหลายเหล่านั้น

            ก็แหละ  ความผ่องแผ้วนี้นั้น   ย่อมสำเร็จไปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยการมองเห็นโทษแห่งศีลวิบัติ ๑  ด้วยการมองเห็นอานิสงส์ของศีลสมบัติ ๑

โทษแห่งศีลวิบัติ

          ในเหตุ ๒ ประการนั้น นักศึกษาพึงทราบแห่งศีลวิบัติโดยสุตตันตนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  โทษแห่งศีลวิบัติของภิกษุผู้ทุศีลมี    อย่าง เหล่านี้ 

อีกประการหนึ่ง  บุคคลผู้ทุศีล  เพราะเหตุแห่งความเป็นผู้ทุศีล ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เป็นผู้อันเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายไม่พึงพร่ำสอน  เป็นผู้มีทุกข์ใน เพราะ การครหาความเป็นผู้ทุศีล เป็นผู้มีความร้อนใจในเพราะ การสรรเสริญของผู้มีศีลทั้งหลายแหละ เพราะความเป็นผู้ทุศีลนั้นเป็นเหตุ  ย่อมเป็น ผู้มีผิวพรรณหม่นหมอง  เหมือนผ้าเปลือกไม้   ชื่อว่า   เป็นผู้มีสัมผัสหยาบ

เพราะนำอบายทุกข์มาให้แก่คนทั้งหลายผู้ถึงซึ่งการเอาเยื่องอย่างของเขาตลอดกาลนาน   ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณค่าน้อยเพราะทำไม่ให้มีผลมากแก่ผู้ที่ตนรับปัจจยธรรมของเขาเป็นผู้ล้างให้สะอาดได้ยากเหมือน

. อง.  จก.  ๒๒/๓๘๑. 

หลุมคูถที่หมักหมมไว้นานปี เป็นผู้เสื่อมจากประโยชน์ทั้ง ๒ เหมือนดุ้นฟืนเผาศพ ถึงแม้จะปฏิญาณตนว่าเป็นภิกษุก็ไม่เป็นภิกษุอยู่นั่นแหละ  เหมือนลาที่ติดตามฝูงโค  เป็นผู้หวาดสดุ้งเรื่อย ๆไป   เหมือนคนมีเวรอยู่ทั่วไป  เป็นผู้ไม่ควรแก่การอยู่ร่วม  จริงอยู่  พระผู้มีพระภาคผู้ทรงประจักษ์แจ้ง กรรมและวิบากของกรรมโดยประการทั้งปวง   เมื่อจะทรงแสดงทุกข์อันเผ็ดร้อน  ยิ่งซึ่งมีความเป็นผู้ทุศีลนั้นเป็น ปัจจัย อันสามารถจะทำความรุ่มร้อนแห่งใจให้เกิด  แม้เพียงแต่ระลึกถึงแก่ภิกษุทั้งหลาย   ผู้ทุศีลมีจิตกำหนัด ด้วยความยินดีในสุขอันเกิดแต่การบริโภคเบญจกามคุณและสุขเกิดแต่การกราบไหว้การนับถือ เป็นต้น

อานิสงส์ของศีลสมบัติ

          ส่วนการมองเห็น  อานิสงส์ของศีลสมบัติ   โดยประการตรงกันข้ามจากประการที่กล่าวมาแล้ว

นักศึกษาพึงทราบดังต่อไปนี้  อีกประการหนึ่ง

ศีลของภิกษุใดที่ปราศจากมลทินดีแล้ว  การทรงบาตรและจีวร  ของภิกษุนั้นย่อมเป็นสิ่งที่น่าเลื่อมใส  บรรพชาของท่านก็เป็นสิ่งที่มีผล

ดวงหทัยของภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้ว  ย่อมไม่หยั่งลงสู่ภัยมีการติเตียนตนเอง  เป็นต้น  เป็นเหมือนพระอาทิตย์ไม่หยั่งลงสู่ความมืดมน

ภิกษุงามอยู่ในป่าที่บำเพ็ญตบะด้วยศีลสมบัติ  เหมือนพระจันทร์งามในท้องฟ้า  ด้วยสมบัติคือรัศมี

แม้เพียง กลิ่นกายของภิกษุผู้มีศีล   ก็ยังทำความปราโมชให้แม้แก่ฝูงทวยเทพ   ไม่จำต้องกล่าวถึงกลิ่นคือศีล

กลิ่น  คือ  ศีลย่อมครอบงำสมบัติแห่งคันธชาติ  คือ  ของหอมทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง  ย่อมฟุ้งตลบไปทั่วทุกทิศไม่มีการติดขัด

สักการะทั้งหลายที่บุคคลกระทำแล้วในภิกษุผู้มีศีล   แม้จะเป็นของเล็กน้อย  ก็ย่อมมีผลมาก  ภิกษุผู้มีศีลย่อมเป็นภาชนะรองรับเครื่องบูชาสักการะ

อาสวะทั้งหลายในปัจจุบัน  ก็เบียดเบียนภิกษุผู้มีศีลไม่ได้  ภิกษุผู้มีศีลย่อมขุดเสีย ซึ่งรากแห่งทุกข์อันจะมีในชาติเบื้องหน้าทั้งหลาย

สมบัติอันใดในโลกมนุษย์  และสมบัติอันใดในโลกเทวดา  สมบัติอันนั้น  อันผู้มีศีลถึง

พร้อมแล้ว ปรารถนาอยากจะได้  ก็เป็นสิ่งจะพึงหาได้โดยไม่ยาก

อนึ่ง  นิพพานสมบัติ อันสงบอย่างหาที่สุดไม่ได้นี้ใด  ใจของผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว  ย่อมแล่นตรงแน่วไปสู่นิพพานสมบัตินั้นนั่นเทียว                                                         บัณฑิต  พึงแสดงอานิสงส์อันมากหลายเป็นเอนกประการในศีลอันเป็นมูลแห่งสมบัติ

ทั้งปวง  โดยประการดังพรรณนามาแล้วนั่นเถิด   เพราะว่า   เมื่อบัณฑิตแสดงอยู่โดยประการอย่างนั้น   จิตใจก็จะหวาดเสียวแต่ศีลวิบัติแล้วน้อมไปหาศีลสมบัติได้

          เพราะเหตุนั้น  โยคีบุคคลครั้นมองเห็นโทษของศีลวิบัตินี้และมองเห็นอานิสงส์ของศีลสมบัตินี้ตามที่ได้บรรยายมาแล้วพึงชำระศีลให้ผ่องแผ้วด้วยความเอื้อเฟื้อโดยประการทั้งปวง

            ศีล   จะมีหรือไม่มี  ในคนแต่ละคนตลอดถึงในหมู่คน    ย่อมเกี่ยวแก่ว่า    ศีลเป็นข้อบัญญัติที่ อำนวยที่เกิดความปกติสุขตามภูมิชั้นของตน  ซึ่งตนพอจะรับปฏิบัติได้หรือไม่  โดยวัตถุประสงค์ของศีลคือ ไม่เบียดเบียนกันและเป็นบันไดขั้นแรกของ สมาธิ และ ปัญญา การถือปฏิบัติจะออกมาในลักษณะต่าง ๆกัน   ตามควรแก่ภาวะที่ต่าง ๆกันของ แต่ละบุคคล  แต่ละอาชีพ  เป็นต้น  นอกจากนี้  ศีลยังเป็นเหตุสำคัญในการนำผลรวมให้เพิ่มพูน  เป็นพลังนำความเจริญทางเศรษฐกิจและความสงบสุขของส่วนรวม  ยังคนและหมู่คนให้เจริญ  แรงอย่างหนึ่งที่จะนำให้เกิดความสนใจปฏิบัติตนอยู่ในศีลก็คือ  ความที่มองเห็นอานิสงส์  คือ ผลดีของศีล ดังที่พระได้บอกอยู่ทุกครั้งที่ให้ศีลดังนี้ว่า

ถึงคติที่ดีก็ด้วยศีล   โภคทรัพย์ถึงพร้อมก็ด้วยศีล   ถึงความดับทุกข์ร้อนใจก็ด้วยศีล  เพราะฉะนั้น  ควรชำระศีลให้บริสุทธิ์            

ดังพอจะอรรถาธิบายมาและขอยุติลงด้วยประการฉะนี้


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...