ประวัติสงกรานต์
ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องสงกรานต์ ( สงขานต์ ) มีนิทานปรากฏในประชุมจารึก
วัดพระเชตุพน ฯ กรุงเทพ ฯ ความว่า
“ ต้นภัทรกัลป์
มีเศรษฐีไร้บุตรคนหนึ่งเกิดสะเทือนใจเมื่อถูกขี้เมาถากถางว่า “ มาสมบัติก็ไร้ความหมายเพราะไม่มีลูกชายสืบสกุลมรดก สู้ตนเองไม่ได้ มีอยู่
๒ คน “
เที่ยวบนบานเทวดาที่นับถือขอบุตรอยู่ ๔ ปี
จึงได้บุตรคนหนึ่ง ให้ชื่อว่า “ ธรรมบาล “
ธรรมบาลเป็นเด็กเฉลียวฉลาด
สามารถแนะนำดำเนินชีวิตให้ผู้คนที่ไปขอคำแนะนำประสบมงคลคือความเจริญก้าวหน้าได้รายแล้วรายเล่า
จนชื่อเสียงล่ำลือไปจนถึง “ กบิลพรหม “
กบิลพรหม
ซึ่งเคยเป็นที่นับถือในเรื่องดังกล่าวมาก่อน ทนงตัวว่าเด่น
ริษยาว่าเด็กทำเกินหน้าตนจึงคิดกำจัดลงมาท้าพนันเอาศรีษะของกันและกันเป็นเดิมพัน โดยมีเงื่อนไยให้เวลา ๗
วันในการแก่ปัญหา ๓ ประเด็น คือ
“ ราศี (ความสง่า . สักษณะความดีงาม) ของคนเรา ยามเช้าอยู่ที่ใด ยามเที่ยงอยู่ที่ใด และยามค่ำอยู่ที่ใด ?
ธรรมบาลไม่มีทางเลี่ยงจำต้องรับท้าและที่สุดก็ได้แนวเฉลยปัญหาจากที่เผอิญแอบได้ยินนกอินทรีย์ผัวเมียคู่หนึ่งคุยกัน จึงสามารถเฉลยปัญหา ๓ ประเด็นดังกล่าวนี้ ดังนี้คือ
“ ยามเช้าราศีอยู่ที่หน้า
ยามเที่ยงอยู่ที่อก
และยามค่ำอยู่ที่เท้า” เรื่องลงเอยว่า
กบิลพรหมต้องยอมตัดศรีษะบูชาธรรมบาลตามสัญญา
แต่เนื่องจากศรีษะกบิลพรหมนั้นตกลงถึงที่ใด ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ
หรือแผ่นดิน จะเกิดแห้งแล้งไปไหม้อาเพทไปทั่ว กบิลพรหมจังเรียกธิดาทั้ง ๗
คนมาสั่งให้เอาพานรองศรีษะไปเก็บไว้ยังเขาไกรลาส ถึงปีให้เอาออกมาแห่นำคืนเข้าที่เดิม อันเป็นที่มาแห่งสงกรานต์
อนึ่ง สงกรานต์ของชนชาติไทย ทางแถบสิบสองปันนา ( ปันนามาจากคำ พารา
หรือ พารรา ( เมือง ) แล้วกลายเสียงมาเป็นพานา หรือพานนา
แบะเป็นปันนาในที่สุด
เพราะพยัญชนะ น, ร, ล, ของไทยขานใช้ปะปนกันได้ )
มียักษ์ ๒ ตน มาขโมยเมียชาวบ้านเอาไปครอง แต่นางทั้ง
๒ เป็นคนฉลาด ได้ล้วงเอาความลับที่จะสามารถฆ่ายักษ์ได้ วันหนึ่งโอกาสก็มาถึง นางทั้ง
๒
ได้ช่วยกันเอาผมยักษ์รัดคอยักษ์จนคอขาดตาย
ขณะนั้นมีไฟพลุ่งโพลงออกมากปากยักษ์
๒
นางต้องช่วยกันประคองหัวยักษ์อยู่ถึง
๗ ปี ไปจึงมอดสงบลง
นางดีใจจึงช่วยกันเอาน้ำสาเลือดยักษ์กันเป็นการใหญ่ เป็นที่มาแห่งการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ของชนเผ่าใด
ข้อคิดคติธรรมจากนิทานสงกรานต์
ถ้าจะมองตั้งข้อสังเกต
จะเห็นปมเงื่อนคติธรรมที่ท่านผูกไว้ในชื่อตัวละครต่าง ๆ
นั้นเองแหละเพื่อประหยัดเวลาจะลองแสดงข้อคิดเห็น ลำดับความตามเรื่องราว
ในลักษณะแปลความหมายตามคติธรรมที่ท่านสอนไว้ดังนี้
“ อันความสมบูรณ์พูนสุข ( เศรษฐี ) ในชีวิตเรานั้น จะหวั่นไหวกลายสภาพได้เสมอ ถ้าตกอยู่ในความประมาท ( ขี้เมา
) การที่คนเราจะดำรงสภาพอยู่ได้ จำเป็นต้องมีธรรมเป็นเครื่องดำเนิน หรือครองธรรมประจำตน ( ธรรมบาล ) ซึ่งการทีจะครองธรรมประจำตนอยู่ได้นั้น จุดสำคัญคือ
การรู้จักคุ้มครองอินทรีย์ (
นกอินทรีย์ คือ ตา
หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ ซึ่งมีตาแหลมคนเป็นลักษณะ ) คือมีสติปัญญา
มีวิจารณญาณควบคุมอินทรีย์ให้ได้รับการฝึกฝนจนมีลักษณะรวมที่เรียกว่า “ รู้เท่าทันตามสภาพที่เป็นจริงกระทั่งครองจนได้
“ เมื่อครองตนได้เช่นนี้
ก็จะเป็นผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมอันประเสริฐอุปมาด้วยกบิลพรหม คือพรหมวิการธรรม ( เมตตา กรุณา
มุทิตา อุเบกขา ) แต่เมื่อไรถ้าเผลอประมาทปล่อยใจให้เป็นทาสของกิเลส ฝ่ายต่ำ
เช่นริษยา เป็นต้น ก็จะถึงความวิบัติ นำไปสู่การเบียดเบียน ทำลายล้าง ปราศจากความรักใคร่ ไร้ความเห็นใจกัน มีแต่ความเห็นแก่ได้ และไร้ความยุติธรรมในสังคม สังคมไม่ว่าจะเป็นของชนชั้นใด ถ้าไร้พรหมวิหารธรรมประคองพรหม วิหารธรรมไว้ไม่ได้ ปล่อยให้เศียรพรหมพลัดตกลงสู่พื้น ก็จะเกิดอาเพทเดือดร้อนทั่วไป ดังนั้น
จึงจำต้องปลุกระดมให้เห็นความสำคัญของพรหมวิหารอยู่ทุกวัน ( ธิดา ๗
คน ออกมาแห่เศียรบิดาตน )
อนึ่ง ความมัวเมาประมาทในวัยเป็นเรื่องทำลายสกัดกั้นความเจริญก้าวหน้าและความดีงามของตน
ดังนั้นคนเราจึงควรรู้ลักษณะที่ก่อให้เกิดความดีงามประจำวัยหรือรู้หน้าที่ว่าระยะใด โอกาสอำนวยให้ทำสิ่งใดได้ก็ควรทำตนให้สอดคล้องกับช่วงระยะวัยนั้น
ๆ จึงควรได้แก่
วัยต้น ( ยามเช้า
) เป็นวัยที่จะต้องเตรียมตัวไปพบกับความสว่างไสว มาหูตากว้างไกล
สำหรับการดำรงชีวิตในอนาคตจึงเป็นวัยที่มีหน้าที่ในการเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ เพิ่มพูนสติปัญญาอันเป็นเสมือนดวงตาที่แจ่มใส ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในการเดินทาง ( อุปมาด้วยการเอาน้ำล้างให้ตาสว่าง
)
วัยกลาง ( ยามเที่ยง
) เป็นวัยที่ต้องสร้างหลักปักฐาน ต้องนำความรู้ที่ได้เล่าเรียนสะสมไว้มาใช้จริง
ๆ
จังเป็นวัยที่ต้องใช้ความสุขุมคัมภีรภาพเป็นเครื่องดำเนิน ( อุปมาด้วยการที่ต้องเอาน้ำลูปอก) คือทำอะไรด้วยจิตใจเยือกเย็น
เพราะเป็นวัยที่ต้องครองคู่ร่วมกันในครอบครัวและต้องติดต่อกับคนอื่น ๆ
วัยปลาย ( ยามค่ำ
) เป็นวัยว่างจากธุรกิจการงาน
เนื่องจากสังขารวัยไม่เอื้ออำนวยเหมาะแก่การที่จะหยุดพักผ่อนวางมือจากธุรกิจการงาน ต้องอาศัยที่นอน ( ลูกหลาน ) เป็นที่พึ่งพา จึงจำเป็นต้องหันมาเอาใจใส่ปฏิปทา คุณธรรมที่พึงปฏิบัติ
ทั้งด้านคุณธรรมประจำตนและคุณธรรต่อลูกหลานอันจะไม่ก่อความเดือดร้อนเปอะเปื้อนให้แก่คนที่นอน คือลูกหลานต่อไปภายหน้า ( อุปมาด้วยการล้างเท้า, ชำระปฏิปทาให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากสิ่งน่ารังเกียจ) จึงจะเป็นปูชนียบุคคล คนที่บุคคลที่ควรแก่การที่ลูกหลานจะพึงบูชายกย่องเป็นบรรพบุรุษ
หรือบุพพการีชนได้เต็มภาคภูมิ
ผนวก
ธิดาทั้ง ๗ ของกบิลพรหม หรือนางสงกรานต์
กำหนดอิริยาบถตามระยะกาลที่ดาวอาทิตย์ยกย้ายราศีขึ้นสู่ราศีเมษในเวลา ๒๔
ชั่วโมง
โดยกำหนดตามกิริยาอาหารเหมือนคนเราทั่วไป
ดังนี้
ถ้าย้ายในตอนเช้า ๐๖.๐๐ น.
– ๑๒.๐๐ น. นางสงกรานต์ยืนลืมตา
ถ้าย้ายในตอนเที่ยง ๑๒.๐๐ น.
– ๑๘.๐๐ น. นางสงกรานต์นั่งลืมตา
ถ้าย้ายในตอนค่ำ ๑๘.๐๐ น.
– ๒๔.๐๐ น. นางสงกรานต์นอนลืมตา
ถ้าย้ายในตอนกลางคืน ๒๔.๐๐ น. – ๐๖.๐๐ น. นางสงกรานต์นอนหลับตา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น