การสวดภาณยักษ์และการประกาศพิธีตรุษ
ในพระราชพิธีพัจฉรฉินท์ ( ตรุษ ) นี้
มีการสวดภาณยักษ์พร้อมทั้งประกาศพิธีตรุษด้วยและในการสวดนั้นเมื่อจบแล้ว
มีการยิงปืนอาฏานา
ซึ่งเวลาเย็นในพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
มีขบวนแห่พระสงฆ์ตั้งแต่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งมีพระวอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ มีผู้ถือตาลปัตรนำหน้าขบวน พระวอที่สองของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และสุดท้ายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
สมเด็จพระพุทธาจารย์
แล้วต่อด้วยพระราชาคณะมีเจ้านายกั้นพระกลด
ส่วนพระราชาคณะรั้นสัปแดงและมีตาลปัตรนำหน้า
ขบวนแห่นี้ได้เคยนำแบบพระราชพิธีอาพาธพินาศและคเซนทร์ศวสนานแต่ตัดบางขั้นตอนให้น้อยลง
จากนั้นจึงทำพิธีสวดโดยพระมหากษัตริย์เสด็จออกจุดเครื่องนมัสการ มีเทียนปิดทองคำเปลวหนัก ๕ บาทเชิงเทียนทองคำ ๔
เชิง
เล่มแตกจุดขณะสวดประปริตพร้อมกัน
เล่มสองจุดขณะที่สวดธรรมจักร
เล่มที่สามจุดขณะที่สวดมหาสมัย และเล่มที่ ๔
จุดขณะที่สวดอาฏานาฏิยภาณยักษ์
เมื่อสวดจบแล้ว
พระสงฆ์จะประกาศเทวดาอีกครั้ง
โดยใช้ผ้าขาวพับหนึ่งให้พระสงฆ์ยืนเพื่อประกาศเทวดาโดยพระสงฆ์หันหน้าไปทางเหนือถามสังฆการีเป็นผู้รับสังฆามติไปเชิญเทพยดาเป็นภาษามคธก่อนเริ่มตั้งแต่ “ โย โส
อัชชะ ปุพพัณหะ…… “ เป็นต้น สังฆการีตอบว่า “ อิมาหัง ภันเต
อาคันตะวา ฐิโตมหิ .. “ คำประกาศนี้แปลเป็นไทยได้ดังนี้
“ ราชกุมารผู้ซึ่งเราได้สั่งไปเชิญเทวดานั้นได้กลับมาแล้วหรือยัง “ สังฆการีตอบว่า “ ได้มายืนอยู่ที่นี่แล้วหรือสถิต โดยได้บวงสรวงยกหนังสืออาราธนามีใจความว่า ถ้าเทพยดานั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ คงจะไม่ขัดอาณัติสงฆ์คงจะมาด้วย อทิสมานกาย
โดยสังฆการีประกาศเห็นภาษาอย่างละ
๓ จบ ต่อจากนั้นก็ประกาศเป็นภาษาอย่างละ ๓
จบ
ต่อจากนั้นก็ประกาศเป็นภาษาไทย
โดยออกชื่อเทพยดาที่มาประชุมกันในที่นั่น
คือท้าวมหาราชทั้งสี่
ขอให้โสตสดับพระธรรม
และขออานุภาพพระรัตนตรัยที่สถิตอยู่ในพระบรมธาตุ พระพุทธบุษยรัตน์ พระชัย
พระห้ามสรรพอุปัททวะพระแก้วเรือนทอง
พระปิฏกธรรม ที่เชิญมาในพระราชพิธีนี้
ขอให้เป็นศรีสวัสดิ์มงคลป้องกันภัยทั่วอาณาเขต และขอให้ทางโลกบาลทั้ง ๔
และเทพยดาทั้งปวงจงบรรดาลให้เครื่องราชูปโภค
ที่ตั้งไว้ในพระราชพิธีจงมีฤทธิ์อำนาจเป็นที่หวั่นเกรงต่ออมิตรที่คิดร้าย และขอใหนำทิพยวารีมาโปรยปรายในภาชนะที่เต็มด้วยปริตโตทก เมื่อโปรยปรายถูกผู้ใดก็ขอให้พ้นทุกข์ โศกโรคภัย
ทุกประการ
และมีอีกตอนหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือ
คำประกาศต่อเทพยดามิจฉาทิฏฐิ
นอกบรมพูทโธวาท
มิอาจจะรักษาพระบรมราชาธิราชได้โดยเจาะจงถึงสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พร้อมด้วยบรมศานุวงศ์ เสนามาตย์
ราชกวี สมณชีพราหมณ์
และสรรพสัตว์ทั้งปวง
ให้เทพยดาเหล่านั้นจงถอยออกไปนอกเขตจักรวาลโดยพลัน ก่อนที่พระสงฆ์จะสวดอาฏานาฏิยสูตร ( ภานยักษ์ ) จากนั้นพระสงฆ์ก็เริ่มสวดโดยปลัดกันสวดไปตามลำดับ ตลอดทั้งคืนราว ๆ
๑๑ จบ หากเสด็จแต่หัวค่ำหรือหากเสด็จมาไวก็จะเป็น ๑๒
จบ
การยิงปืนอาฏานา
การยิงปืนนี้เป็นการยิงปืนขณะสวดภาณยักษ์จบลงก็มีการเกณฑ์กรมต่าง ๆ ยิงปืนตลอดทั้งคืน โดยการผลัดเวรกัน คือ
ฝั่งตะวันออกในพระบรมราชวังชั้นกลางที่ชาลาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสัญญาณใน ทหารปืนใหญ่เป็นสัญญาณนอกที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี รวมตำบลที่ยิงปืนด้านตะวันออกที่ประตู ๒
ประตู ป้อมหมู่วัง ๑๖
ป้อมเขื่อนเพชร ๑๐ ถนนใหญ่ ๒
ประตูใหญ่รอบนอกพระนคร ๒๐ รวมเป็น
๕๒ ตำบล
ด้านฝั่งตะวันตก ๑ ป้อม ถนนอีก
๔ ถนน
การยิงปืนนี้น่าจะได้แก่การเฉลิมฉลองเนื่องในพิธีเป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
อีกอย่างหนึ่งก็อาจจะเป็นการขับไล่อุปัทวันตรายอันเกิดจากภูติผีปีศาจที่สิงสถิตอยู่ในพระนครให้ออกไปตามที่ได้กล่าวมาหากจะเป็นการเปรียบเทียบกับพิธีของชาวบ้านแล้ว ก็จะแตกต่างกันเพราะการจุดบั้งไฟของชาวอิสานนั้นเป็นการบูชาพระยาแถนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล
เพื่อทกการเพาะปลูกที่ได้ผลและจะไปทำกันในเดือน ๗
ซึ่งเป็นฤดูทำนา
พิธียิงปืนอาฏานาของชาวเพชรบูรณ์
มีอยู่ตำบลหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์มีวิธีปฏิบัติใกล้เคียงกับพระราชพิธียิงปืนอาฏานามาก ตำบลนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไป ๑๐
กิโลเมตร คือตำบลนางั่ว ซึ่งจะปฏิบัติกันเกือบจะทุกปีในปีที่ฝนแล้ง ก็จะทำพิธีนี้กันที่วัดโพธิ์กลาง ประเพณีนี้ชาวบ้านเรียกว่า “ ตั้งประเพณีบ้าน “ นั่นเอง จะต่างจากพิธีสัมพัจฉรฉินท์ ก็ตรงที่ไม่กำหนดวันแน่นอน แต่จะกำหนดเอาราว ๆ เดือน
๖ - ๗ นี้
เพราะในระยะนี้หากฝนไปตกชาวบ้านที่นี้
คือหากปีใดมีข้าวในยุ้งไม่ถึงกำหนดจนข้าวใหม่ออกแล้วก็จะอายเพื่อนบ้านว่า บ้านนี้อดข้าว ฉะนั้นที่พึ่งของชาวบ้านก็คือฝนฟ้าเพื่อทำนาเอาข้าวใส่ยุ้งไว้กันให้ตลอดปี
ประเพณีมีอยู่ดังนี้
เริ่มตั้งแต่การเตรียมสถานที่วัดให้พร้อม
เช่น การตั้งพระพุทธรูป โยงสายสิญจน์ไปรอบ
ที่แปลกอยู่อย่างก็คือต้องมีรูปปั้นชายหญิงเปลือยกายในท่าทำสันถวะซึ่งจะขาดมิได้ ซึ่งรูปนี้นั้นเป็นเช่นนี้
เสถียรโกเศสเล่าไว้ในหนังสือชีวิตไทยในอดีตก็เจอเช่นเดียวกันที่ใกล้ ๆ กรุงเทพ ฯ
นี้เอง ฉะนั้นที่วัดโพธิ์กลางนี้ก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกัน
คติอีกอย่างหนึ่งก็น่าจะได้แก่เคล็ดอย่างหนึ่งที่จะทำให้ฝนตกหนักได้
ทางฝ่ายชาวบ้านก็จัดการหาน้ำมาคนละหาบพร้อมใส่ใบส้มป่อย ผลมะกรูด
ใบเงินใบทอง ตามที่หาได้
ทางฝ่ายชายก็จะนำอาวุธปืนที่มีในบ้านมาที่วัดคนละ
๑ กระบอก เพื่อเตรียมยิงเวลาพระสวดอาฏานาฏิยสูตร ( ภาณยักษ์ ) จบ รวมทั้งสิ้น
๓ จบ
ซึ่งพิธีกรรมเช่นนี้
อาจจะมีใจตำบลอื่น ๆ
ที่แตกต่างกันไป
ในบางปีก็อาจจะมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝนตามความเชื่อดั้งเดิม

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น