วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

การสวดภาณยักษ์และการประกาศพิธีตรุษ

 


การสวดภาณยักษ์และการประกาศพิธีตรุษ

                ในพระราชพิธีพัจฉรฉินท์  ( ตรุษ )  นี้  มีการสวดภาณยักษ์พร้อมทั้งประกาศพิธีตรุษด้วยและในการสวดนั้นเมื่อจบแล้ว มีการยิงปืนอาฏานา  ซึ่งเวลาเย็นในพระบรมมหาราชวัง  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  มีขบวนแห่พระสงฆ์ตั้งแต่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ซึ่งมีพระวอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์  มีผู้ถือตาลปัตรนำหน้าขบวน  พระวอที่สองของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส  และสุดท้ายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระพุทธาจารย์  แล้วต่อด้วยพระราชาคณะมีเจ้านายกั้นพระกลด  ส่วนพระราชาคณะรั้นสัปแดงและมีตาลปัตรนำหน้า  ขบวนแห่นี้ได้เคยนำแบบพระราชพิธีอาพาธพินาศและคเซนทร์ศวสนานแต่ตัดบางขั้นตอนให้น้อยลง

                จากนั้นจึงทำพิธีสวดโดยพระมหากษัตริย์เสด็จออกจุดเครื่องนมัสการ  มีเทียนปิดทองคำเปลวหนัก  ๕ บาทเชิงเทียนทองคำ    เชิง  เล่มแตกจุดขณะสวดประปริตพร้อมกัน  เล่มสองจุดขณะที่สวดธรรมจักร  เล่มที่สามจุดขณะที่สวดมหาสมัย  และเล่มที่    จุดขณะที่สวดอาฏานาฏิยภาณยักษ์

                เมื่อสวดจบแล้ว  พระสงฆ์จะประกาศเทวดาอีกครั้ง  โดยใช้ผ้าขาวพับหนึ่งให้พระสงฆ์ยืนเพื่อประกาศเทวดาโดยพระสงฆ์หันหน้าไปทางเหนือถามสังฆการีเป็นผู้รับสังฆามติไปเชิญเทพยดาเป็นภาษามคธก่อนเริ่มตั้งแต่  โย  โส  อัชชะ  ปุพพัณหะ…… “ เป็นต้น  สังฆการีตอบว่า  อิมาหัง  ภันเต  อาคันตะวา  ฐิโตมหิ ..  คำประกาศนี้แปลเป็นไทยได้ดังนี้

                ราชกุมารผู้ซึ่งเราได้สั่งไปเชิญเทวดานั้นได้กลับมาแล้วหรือยัง   สังฆการีตอบว่า  ได้มายืนอยู่ที่นี่แล้วหรือสถิต  โดยได้บวงสรวงยกหนังสืออาราธนามีใจความว่า  ถ้าเทพยดานั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ  คงจะไม่ขัดอาณัติสงฆ์คงจะมาด้วย  อทิสมานกาย  โดยสังฆการีประกาศเห็นภาษาอย่างละ    จบ  ต่อจากนั้นก็ประกาศเป็นภาษาอย่างละ    จบ  ต่อจากนั้นก็ประกาศเป็นภาษาไทย  โดยออกชื่อเทพยดาที่มาประชุมกันในที่นั่น  คือท้าวมหาราชทั้งสี่  ขอให้โสตสดับพระธรรม  และขออานุภาพพระรัตนตรัยที่สถิตอยู่ในพระบรมธาตุ  พระพุทธบุษยรัตน์  พระชัย  พระห้ามสรรพอุปัททวะพระแก้วเรือนทอง  พระปิฏกธรรม  ที่เชิญมาในพระราชพิธีนี้  ขอให้เป็นศรีสวัสดิ์มงคลป้องกันภัยทั่วอาณาเขต  และขอให้ทางโลกบาลทั้ง    และเทพยดาทั้งปวงจงบรรดาลให้เครื่องราชูปโภค  ที่ตั้งไว้ในพระราชพิธีจงมีฤทธิ์อำนาจเป็นที่หวั่นเกรงต่ออมิตรที่คิดร้าย  และขอใหนำทิพยวารีมาโปรยปรายในภาชนะที่เต็มด้วยปริตโตทก    เมื่อโปรยปรายถูกผู้ใดก็ขอให้พ้นทุกข์  โศกโรคภัย  ทุกประการ

                และมีอีกตอนหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือ  คำประกาศต่อเทพยดามิจฉาทิฏฐิ  นอกบรมพูทโธวาท    มิอาจจะรักษาพระบรมราชาธิราชได้โดยเจาะจงถึงสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์  พร้อมด้วยบรมศานุวงศ์  เสนามาตย์  ราชกวี  สมณชีพราหมณ์ และสรรพสัตว์ทั้งปวง   ให้เทพยดาเหล่านั้นจงถอยออกไปนอกเขตจักรวาลโดยพลัน  ก่อนที่พระสงฆ์จะสวดอาฏานาฏิยสูตร  ( ภานยักษ์ ) จากนั้นพระสงฆ์ก็เริ่มสวดโดยปลัดกันสวดไปตามลำดับ  ตลอดทั้งคืนราว    ๑๑  จบ  หากเสด็จแต่หัวค่ำหรือหากเสด็จมาไวก็จะเป็น  ๑๒  จบ  

การยิงปืนอาฏานา

                การยิงปืนนี้เป็นการยิงปืนขณะสวดภาณยักษ์จบลงก็มีการเกณฑ์กรมต่าง ๆ   ยิงปืนตลอดทั้งคืน  โดยการผลัดเวรกัน คือ

                ฝั่งตะวันออกในพระบรมราชวังชั้นกลางที่ชาลาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสัญญาณใน  ทหารปืนใหญ่เป็นสัญญาณนอกที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี  รวมตำบลที่ยิงปืนด้านตะวันออกที่ประตู    ประตู  ป้อมหมู่วัง  ๑๖  ป้อมเขื่อนเพชร  ๑๐ ถนนใหญ่    ประตูใหญ่รอบนอกพระนคร  ๒๐  รวมเป็น  ๕๒ ตำบล

                ด้านฝั่งตะวันตก ๑ ป้อม  ถนนอีก ๔  ถนน

                การยิงปืนนี้น่าจะได้แก่การเฉลิมฉลองเนื่องในพิธีเป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่  อีกอย่างหนึ่งก็อาจจะเป็นการขับไล่อุปัทวันตรายอันเกิดจากภูติผีปีศาจที่สิงสถิตอยู่ในพระนครให้ออกไปตามที่ได้กล่าวมาหากจะเป็นการเปรียบเทียบกับพิธีของชาวบ้านแล้ว  ก็จะแตกต่างกันเพราะการจุดบั้งไฟของชาวอิสานนั้นเป็นการบูชาพระยาแถนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล  เพื่อทกการเพาะปลูกที่ได้ผลและจะไปทำกันในเดือน    ซึ่งเป็นฤดูทำนา


พิธียิงปืนอาฏานาของชาวเพชรบูรณ์

                มีอยู่ตำบลหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์มีวิธีปฏิบัติใกล้เคียงกับพระราชพิธียิงปืนอาฏานามาก  ตำบลนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไป  ๑๐  กิโลเมตร  คือตำบลนางั่ว  ซึ่งจะปฏิบัติกันเกือบจะทุกปีในปีที่ฝนแล้ง  ก็จะทำพิธีนี้กันที่วัดโพธิ์กลาง  ประเพณีนี้ชาวบ้านเรียกว่า  ตั้งประเพณีบ้าน   นั่นเอง  จะต่างจากพิธีสัมพัจฉรฉินท์  ก็ตรงที่ไม่กำหนดวันแน่นอน  แต่จะกำหนดเอาราว ๆ  เดือน  - ๗ นี้  เพราะในระยะนี้หากฝนไปตกชาวบ้านที่นี้  คือหากปีใดมีข้าวในยุ้งไม่ถึงกำหนดจนข้าวใหม่ออกแล้วก็จะอายเพื่อนบ้านว่า   บ้านนี้อดข้าว   ฉะนั้นที่พึ่งของชาวบ้านก็คือฝนฟ้าเพื่อทำนาเอาข้าวใส่ยุ้งไว้กันให้ตลอดปี

                ประเพณีมีอยู่ดังนี้   เริ่มตั้งแต่การเตรียมสถานที่วัดให้พร้อม  เช่น  การตั้งพระพุทธรูป  โยงสายสิญจน์ไปรอบ  ที่แปลกอยู่อย่างก็คือต้องมีรูปปั้นชายหญิงเปลือยกายในท่าทำสันถวะซึ่งจะขาดมิได้  ซึ่งรูปนี้นั้นเป็นเช่นนี้  เสถียรโกเศสเล่าไว้ในหนังสือชีวิตไทยในอดีตก็เจอเช่นเดียวกันที่ใกล้ ๆ  กรุงเทพ ฯ  นี้เอง  ฉะนั้นที่วัดโพธิ์กลางนี้ก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกัน   คติอีกอย่างหนึ่งก็น่าจะได้แก่เคล็ดอย่างหนึ่งที่จะทำให้ฝนตกหนักได้   ทางฝ่ายชาวบ้านก็จัดการหาน้ำมาคนละหาบพร้อมใส่ใบส้มป่อย  ผลมะกรูด  ใบเงินใบทอง  ตามที่หาได้ ทางฝ่ายชายก็จะนำอาวุธปืนที่มีในบ้านมาที่วัดคนละ  ๑ กระบอก  เพื่อเตรียมยิงเวลาพระสวดอาฏานาฏิยสูตร  ( ภาณยักษ์ )  จบ  รวมทั้งสิ้น    จบ

                ซึ่งพิธีกรรมเช่นนี้  อาจจะมีใจตำบลอื่น ๆ  ที่แตกต่างกันไป  ในบางปีก็อาจจะมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝนตามความเชื่อดั้งเดิม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...