ตรียัมพวาย หรือตรียัมปวาย
พิธีจัดขึ้นในเดือนอ้าย
ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นเดือนยี่ (
๒ ) อาจจะเนื่องมาจากถือว่า เป็นปีใหม่ของพราหมณ์ ซึ่งกำหนดเอาต้นฤดูหนาว พิธีนี้พวกพราหมณ์ที่อยู่ในกรุงเทพ ฯ ได้จัดกัน
พราหมณ์พวกนี้ได้เดินทางจากอินเดีย
แรก ๆ นั้นได้มากับเรือค้าขาย ซึ่งฝั่งแถบจังหวัดนครศรีธรรมราชฝั่งตะวันตก ต่อมาได้ขึ้นมาถึงกรุงเทพ ฯ แล้วได้สร้างเทวสถานขึ้นแถวหน้าวัดสุทัศน์ ฯ
จึงเป็นสาเหตุที่ได้กล่าวถึงพิธียัมพวาย
ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ของพวกพราหมณ์
เริ่มแรกพิธีไม่มีอะไรมาก
ต่อมาจึงจัดพิธีใหญ่
เนื่องจากมีคนสนใจมาก
ที่ได้ชื่อว่า ตรียัมพวาย เพราะได้ทำพิธีทั้งสามเทวสถาน คือ
เทวสถานพระอิศวร ( ศิวะ ) เทวสถานพระมหาวิฆเนศ และอีกสถานหนึ่ง คือ
เทวสถานพระนารายณ์ (วิษณุ )
ความสำคัญของพิธีนี้เข้าใจว่า
พระอิศวรเป็นเจ้าเสด็จลงมาเยี่ยมโลกปีละสิบวัน คือเสด็จมาในวันขึ้น ๗ ค่ำ และเสด็จกลับในวันแรม ๑ ค่ำ จากนั้นเป็นวัน ๑
ค่ำ พระนารายณ์เสด็จมาแรม ๕ ค่ำ
เสด็จกลับที่เกี่ยวข้องกันระหว่างเทพ ฯ
ทั้งหลาย ทั้งสามตนนี้
เนื่องมาจากพระอิศวรมีความต้องการที่จะทำพิธีโสกันต์ ( โกนจุก ) ซึ่งเป็นโอรสตน จึงไปพบพระนารายณ์เพื่อให้ช่วย ปกติพระนารายณ์จะบรรทมอยู่บนทะเลน้ำนมเป็นนิตย์ เมื่อใดก็ตามที่พระอิศวรไปปราบอสูร จึงช่วยไปปราบเพื่อความสงบสุขของโลกมนุษย์ แต่เวลานั้นเป็นเวลาที่พระนารายณ์บรรทม
เมื่อมีใครมารบกวนจึงโกรธจัดทรงขัดเคืองด้วยการบริภาษจนเศียรของพระขันธกุมาร
( คเนศ ) หายไป พระอิศวรจึงต้องซ่อมแซมโดยเอาศรีษะของช้างมาต่อเติมจนเสร็จ
การเสด็จลงมาของเทวโดยพราหมณ์เป็นผู้ถือกุญแจสวรรค์แล้วเปิดสวรรค์ให้
โดยการอ่านพระเวทคล้ายกับชุมนุมเทวดาของชาวพุทธ
ฉะนั้นการเสด็จลงมาของพระศิวะจึงเป็นการรับรองโดยจัดใหญ่โตเป็นที่สนุกสนานครึกครื้น เพราะมีเทพยดามาประชุมต้อนรับกันมาก อาทิ
เช่น พระอาทิตย์ พระจันทร์
พระคงคา ท้าวจตุโลกบาล ลงมาโล้
ชิงช้า
ซึ่งพวกพราหมณ์ได้ทำแผนกระดานผูกเป็นชิงช้าไว้
ส่วยพระยานาคก็เป็นเทพองค์หนึ่งก็มาพ่นน้ำสาดน้ำถวาย
ในการะพระราชพิธีตรียัมพวายสำหรับพระอิศวรนั้นทำเป็นที่สนุกสนาน ผู้คนพากันมารับแจกข้างตอก ข้าวเม่า
ที่เหลือจากบวงสรวงสังเวยเป็นสิริมงคล
ส่วนพิธีตรียัมพวายสำหรับพระนารายณ์นั้นทำกันอย่างเรียบ ๆ
ด้วยเหตุที่พระองค์ไม่ทรงโปรดความครึกครื้นชอบความเรียบ ๆ ตามความเชื่อถือของพราหมณ์
พิธีโล้ชิงช้า
ตามเรื่องของพิธีนี้มีท้าวจตุโลกบาลมาโล้ชิงช้าถวายพระอิศวร
แต่ประชาชนทำพิธีจำลองขึ้นเหมือนกับว่าเป็นการโล้ชิงช้าของเทวะจริง โดยสมมติให้ข้าราชการเป็นผู้ยืนชิงช้าแทน ในหนังสือพระราชพิธี ๑๒ เดือน
ว่า “ ข้าราชการผู้ซึ่งจะยืนชิงช้านั้นต้องกราบทูลบังคมเข้าพิธีก่อนหน้าที่จะไปยืนชิงช้า
“
การพิธีนี้ต้องมีการเกณฑ์ข้าราชการจัดตั้งขบวนแห่เป็นขบวนใหญ่โต
สำหรับผู้ที่จะยืนชิงช้ามีตำแหน่งเป็นพระยาน่าจะได้แก่พระยายมราช เพราะเป็นผู้ชำนาญหรือเคยโล้ชิงช้ามาแล้ว
ก่อนที่จะโล้ชิงช้านั้นต้องไปนมัสการพระศรีศากมุนีในวิหารวัดสุทัศน์ทั้งเช้าเย็น โดยมีขบวนกลองชนะตีนำหน้า และนำกลับ
ต่อมาภายหลังไม่ได้เข้าไปนมัสการเนื่องจากกลับมาโล้ชิงช้าไม่ทัน การโล้ชิงช้าโล้กระดาน ๔
คน ๓ กระดาน
มีเสาไม้ไผ่ผูกถุงเงินไว้ปลายเสาไม้ไผ่
กระดานแรก ๓ ตำลึง
กระดานที่สอง ๑๐ บาท
กระดานที่สาม ๒ ตำลึง คนหน้าคอยคาบเงิน
คนหลังคอยคัดท้ายให้ตรงเสาเสร็จแล้วจึงแห่กลับมาทำหน้าพลับพลาพิธี สมัยต่อมาในรัชกาลที่ ๔
พระองค์เสด็จไปทอดพระเนตรการโล้ชิงช้าซึ่งก่อนๆ นั้นไม่เคยมี
จะมีก็เป็นสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้า
ฯ เจ้าอยู่หัว โดยมีกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเสด็จครั้งหนึ่ง โดยมีเจ้านายฝ่ายในเสด็จตามมาด้วย แต่แผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ
ทรงเสด็จมาทุกปี
พิธีสงฆ์ในพิธีตรียัมพวาย
พิธีสงฆ์นี้เพิ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่
๔ ด้วยพระองค์ทรงดำริว่า
พิธีนี้คล้ายกันพิธีมะหะหร่ำของแขกเซ็นและวิสาขบูชาของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นพิธีใหญ่สำหรับพระนคร พิธีสงฆ์เริ่มขึ้นที่รับพระราชทานฉัน พระที่นั่งสุทไธสวรรค์ ในวัน
๗ ค่ำทั้งหมด ๑๕ รูป
มีพระราชาคณะ ๓ รูป พระพิธีกรรม
๑๒ รูป และมีเครื่องไทยทานถวายมากมายหลายอย่าง และในวันขึ้น
๗ ค่ำ ๘ ค่ำ
๙ ค่ำ สวดมนต์ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามวันละ ๕ รูป
พระราชาคณะ ๑ รูป พระพิธีกรรม ๔ รูป พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกในพิธีสวดทุกคืน
แต่ภายหลังมักจะไม่เสด็จออกจะเสด็จเทวสถานแทนที่หน้าพระทุทธมณีรัตนปฏิมากรมีเครื่องไทยทานข้างตอก มะพร้าว
กล้วย อ้อย ตั้งบูชา
เหมือนอย่างพราหมณ์จัดทำที่เทวสถาน
ทรงจุดเครื่องนมัสการ
ราชบัณฑิตอ่านคำบูชา แล้วสวดสรรเสริญพุทธคุณ เมื่อจบคำบูชาจึงสวดมนต์ต่อไปอีก ๓
วัน จนถึงวันแรม ๕ ค่ำ
เริ่มพระราชพิธีตรียัมพวายมีพระสงฆ์รับพระราชทานฉัน อันเป็นวันส่งพระนารายณ์ แต่ไม่มีคำบูชา เพราะวันพระนารายณ์นั้นเกรงว่าจะทำกันเงียบ
ๆ เพราะตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า พระนารายณ์ตอนที่พระศิวะไปขอร้องให้มาทำ พิธีโสกันต์พระขันธกุมารนั้น ใช้วาจาสิทธิ์คำหนึ่งด้วยทรงกริ้วมาก โดยตรัสออกไปว่า “ หัวหาย “ เท่านั้น เศียรพระขันธกุมารก็หายไป
พระศิวะต้องต่อให้ ฉะนั้นอาหารต่าง ๆ
ในพิธีบูชาพระนารายณ์จึงไม่มีใครกินเกรงว่าเป็นพิษ พิธีสงฆ์ในตรียัมพวายก็มีเพียงเท่านี้
พิธีพราหมณ์
ส่วนพระราชพิธีพราหมณ์นั้นเริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๖ ค่ำ
ตั้งแต่ประชุมพราหมณ์ทั้งปวงมาเตรียมพิธีโดยการชำระกายผูกพรต หรือคาดเชือกไว้ที่ต้นแขน ทานมังสวิรัติ ไม่นอนกับภรรยา ประจำอยู่เทวสถาน ๓ วัน
ตั้งแต่ขึ้น ๗ - ๘ - ๙ ค่ำ
จากนั้นก็ออกพรต
เว้นพระมหาราชครูพิธีต้องอยู่ต่อเป็น
๑๕ วัน
เพราะจะต้องทำพิธีอ่านพระเวทเปิดประตูสวรรค์โดยมีพราหมณ์ ๔
คน ทำพิธียกพานข้าตอก สวดคนละบทไม่ซ้ำกัน แล้วจึงว่าพร้อมกัน ๔ คน
อีกครั้งเรียกว่า (ออริบาวาย “ พร้อมกับเป่าสังข์ซ้ำไปมา ๑๓ จบ
ต่อจากนั้นพระมหาราชครูยืนแกว่งธูปเป่าสังข์บูชาอีกครั้งหนึ่ง
แล้ววางลงถวายกล่าวคำบูชาดอกไม้และรายชื่อพระเจ้าทั้งปวง แล้วคู่สวด
๔ คนยกอุลุบ ( กระแจะจันทร์สำหรับเจิมแป้ง )
เข้ามาถวายในท้องพระโรงคนละ ๑ ครั้ง
แล้วถวายข้าวตอก
จากนั้นก็แจกข้าวตอกให้คนที่มาฟังสวด
เพื่อเป็นสิริมงคล
นี่เป็นพระราช
พิธีตรียัมพวายสถานใหญ่คือวิหารพระอิศวร ( ศิวะ )
จากนั้นก็มาทำพิธีที่สถานกลางคือ
สถานพระมหาวิฆเนศ ( พิฆเนศ ) ก็มีพิธีเหมือนสถานใหญ่ตามที่เล่ามาเพียงแต่สวดมากขึ้นเป็น ๑๗
จบ
มีเครื่องไทยทานมากมายกองหน้าเทวรูปทั้งสอง เช่น
ข้าวตอก มัน เผือก
มะพร้าว อ่อน กล้วย
อ้อย เป็นต้น
ต่อมาเป็นสถานของพระนารายณ์ (
วิษณุ ) ก็เริ่มข้างแรมตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ
ก็มีพิธีเหมือนกันทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว
เพียงแต่สวดน้อยลงคือ ๙ จบเท่านั้น
พิธีต่าง ๆ ที่กล่าวมา
พราหมณ์ต้องเหนื่อยมากเพราะต้องมีพิธีรับและส่ง จัดแห่เป็นขบวนในเวลากลางคืน ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม จึงมีคำกล่าวติดมาว่าพระนเรศวรเดือนหงาย พระนารายณ์เดือนคว่ำ นั่นคือการแห่พระอิศวรเสด็จกลับมาเวลาข้างขึ้น แต่พระนารายณ์ข้างแรม แล้วพิธีตรียัมพวายเสร็จในวันแรม ๕ ค่ำ
เดือนยี่
ในพิธีนี้พราหมณ์ได้ฉลองสมโภชน์เทวรูปและทำบุญทางพระพุทธศาสนาด้วย โดยการมีการสวดมนต์ในวันแรม ๕ ค่ำ บ่ายที่เทวสถาน ๑๑ รูป
รุ่งขึ้นแรม ๒ ค่ำ
จึงจัดเลี่ยงฉลองพระและถวายไทยทาน
ช่วงนี้ราษฎรได้พาบุตรหลานมาโกนจุกที่เทวสถานกันเป็นเสร็จพิธี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น