วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ตรียัมพวาย

 


ตรียัมพวาย   หรือตรียัมปวาย

                พิธีจัดขึ้นในเดือนอ้าย   ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นเดือนยี่  ( )  อาจจะเนื่องมาจากถือว่า   เป็นปีใหม่ของพราหมณ์  ซึ่งกำหนดเอาต้นฤดูหนาว  พิธีนี้พวกพราหมณ์ที่อยู่ในกรุงเทพ ฯ  ได้จัดกัน  พราหมณ์พวกนี้ได้เดินทางจากอินเดีย  แรก ๆ นั้นได้มากับเรือค้าขาย  ซึ่งฝั่งแถบจังหวัดนครศรีธรรมราชฝั่งตะวันตก  ต่อมาได้ขึ้นมาถึงกรุงเทพ ฯ  แล้วได้สร้างเทวสถานขึ้นแถวหน้าวัดสุทัศน์ ฯ จึงเป็นสาเหตุที่ได้กล่าวถึงพิธียัมพวาย  ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ของพวกพราหมณ์  เริ่มแรกพิธีไม่มีอะไรมาก  ต่อมาจึงจัดพิธีใหญ่  เนื่องจากมีคนสนใจมาก

                ที่ได้ชื่อว่า  ตรียัมพวาย  เพราะได้ทำพิธีทั้งสามเทวสถาน  คือ  เทวสถานพระอิศวร ( ศิวะ )  เทวสถานพระมหาวิฆเนศ  และอีกสถานหนึ่ง  คือ  เทวสถานพระนารายณ์ (วิษณุ )

                ความสำคัญของพิธีนี้เข้าใจว่า  พระอิศวรเป็นเจ้าเสด็จลงมาเยี่ยมโลกปีละสิบวัน  คือเสด็จมาในวันขึ้น    ค่ำ  และเสด็จกลับในวันแรม ๑ ค่ำ จากนั้นเป็นวัน ๑ ค่ำ  พระนารายณ์เสด็จมาแรม    ค่ำ เสด็จกลับที่เกี่ยวข้องกันระหว่างเทพ ฯ  ทั้งหลาย  ทั้งสามตนนี้   เนื่องมาจากพระอิศวรมีความต้องการที่จะทำพิธีโสกันต์  ( โกนจุก )  ซึ่งเป็นโอรสตน  จึงไปพบพระนารายณ์เพื่อให้ช่วย  ปกติพระนารายณ์จะบรรทมอยู่บนทะเลน้ำนมเป็นนิตย์  เมื่อใดก็ตามที่พระอิศวรไปปราบอสูร  จึงช่วยไปปราบเพื่อความสงบสุขของโลกมนุษย์  แต่เวลานั้นเป็นเวลาที่พระนารายณ์บรรทม  เมื่อมีใครมารบกวนจึงโกรธจัดทรงขัดเคืองด้วยการบริภาษจนเศียรของพระขันธกุมาร ( คเนศ ) หายไป  พระอิศวรจึงต้องซ่อมแซมโดยเอาศรีษะของช้างมาต่อเติมจนเสร็จ

                การเสด็จลงมาของเทวโดยพราหมณ์เป็นผู้ถือกุญแจสวรรค์แล้วเปิดสวรรค์ให้   โดยการอ่านพระเวทคล้ายกับชุมนุมเทวดาของชาวพุทธ  ฉะนั้นการเสด็จลงมาของพระศิวะจึงเป็นการรับรองโดยจัดใหญ่โตเป็นที่สนุกสนานครึกครื้น  เพราะมีเทพยดามาประชุมต้อนรับกันมาก  อาทิ  เช่น  พระอาทิตย์  พระจันทร์  พระคงคา  ท้าวจตุโลกบาล  ลงมาโล้  ชิงช้า  ซึ่งพวกพราหมณ์ได้ทำแผนกระดานผูกเป็นชิงช้าไว้  ส่วยพระยานาคก็เป็นเทพองค์หนึ่งก็มาพ่นน้ำสาดน้ำถวาย  ในการะพระราชพิธีตรียัมพวายสำหรับพระอิศวรนั้นทำเป็นที่สนุกสนาน  ผู้คนพากันมารับแจกข้างตอก  ข้าวเม่า  ที่เหลือจากบวงสรวงสังเวยเป็นสิริมงคล

                ส่วนพิธีตรียัมพวายสำหรับพระนารายณ์นั้นทำกันอย่างเรียบ ๆ  ด้วยเหตุที่พระองค์ไม่ทรงโปรดความครึกครื้นชอบความเรียบ ๆ  ตามความเชื่อถือของพราหมณ์

พิธีโล้ชิงช้า

                ตามเรื่องของพิธีนี้มีท้าวจตุโลกบาลมาโล้ชิงช้าถวายพระอิศวร  แต่ประชาชนทำพิธีจำลองขึ้นเหมือนกับว่าเป็นการโล้ชิงช้าของเทวะจริง  โดยสมมติให้ข้าราชการเป็นผู้ยืนชิงช้าแทน  ในหนังสือพระราชพิธี  ๑๒ เดือน  ว่า  ข้าราชการผู้ซึ่งจะยืนชิงช้านั้นต้องกราบทูลบังคมเข้าพิธีก่อนหน้าที่จะไปยืนชิงช้า

                การพิธีนี้ต้องมีการเกณฑ์ข้าราชการจัดตั้งขบวนแห่เป็นขบวนใหญ่โต  สำหรับผู้ที่จะยืนชิงช้ามีตำแหน่งเป็นพระยาน่าจะได้แก่พระยายมราช  เพราะเป็นผู้ชำนาญหรือเคยโล้ชิงช้ามาแล้ว  ก่อนที่จะโล้ชิงช้านั้นต้องไปนมัสการพระศรีศากมุนีในวิหารวัดสุทัศน์ทั้งเช้าเย็น  โดยมีขบวนกลองชนะตีนำหน้า  และนำกลับ  ต่อมาภายหลังไม่ได้เข้าไปนมัสการเนื่องจากกลับมาโล้ชิงช้าไม่ทัน  การโล้ชิงช้าโล้กระดาน    คน    กระดาน  มีเสาไม้ไผ่ผูกถุงเงินไว้ปลายเสาไม้ไผ่  กระดานแรก ๓ ตำลึง  กระดานที่สอง  ๑๐  บาท  กระดานที่สาม   ๒ ตำลึง   คนหน้าคอยคาบเงิน  คนหลังคอยคัดท้ายให้ตรงเสาเสร็จแล้วจึงแห่กลับมาทำหน้าพลับพลาพิธี  สมัยต่อมาในรัชกาลที่    พระองค์เสด็จไปทอดพระเนตรการโล้ชิงช้าซึ่งก่อนๆ  นั้นไม่เคยมี  จะมีก็เป็นสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้า    เจ้าอยู่หัว  โดยมีกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเสด็จครั้งหนึ่ง  โดยมีเจ้านายฝ่ายในเสด็จตามมาด้วย   แต่แผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงเสด็จมาทุกปี

พิธีสงฆ์ในพิธีตรียัมพวาย

                พิธีสงฆ์นี้เพิ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่    ด้วยพระองค์ทรงดำริว่า  พิธีนี้คล้ายกันพิธีมะหะหร่ำของแขกเซ็นและวิสาขบูชาของพระพุทธศาสนา  ซึ่งเป็นพิธีใหญ่สำหรับพระนคร  พิธีสงฆ์เริ่มขึ้นที่รับพระราชทานฉัน  พระที่นั่งสุทไธสวรรค์  ในวัน    ค่ำทั้งหมด  ๑๕  รูป มีพระราชาคณะ  ๓ รูป  พระพิธีกรรม  ๑๒  รูป  และมีเครื่องไทยทานถวายมากมายหลายอย่าง  และในวันขึ้น    ค่ำ  ๘ ค่ำ  ๙ ค่ำ  สวดมนต์ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามวันละ    รูป พระราชาคณะ ๑  รูป พระพิธีกรรม    รูป   พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกในพิธีสวดทุกคืน  แต่ภายหลังมักจะไม่เสด็จออกจะเสด็จเทวสถานแทนที่หน้าพระทุทธมณีรัตนปฏิมากรมีเครื่องไทยทานข้างตอก  มะพร้าว  กล้วย  อ้อย  ตั้งบูชา  เหมือนอย่างพราหมณ์จัดทำที่เทวสถาน  ทรงจุดเครื่องนมัสการ   ราชบัณฑิตอ่านคำบูชา แล้วสวดสรรเสริญพุทธคุณ  เมื่อจบคำบูชาจึงสวดมนต์ต่อไปอีก    วัน  จนถึงวันแรม ๕ ค่ำ  เริ่มพระราชพิธีตรียัมพวายมีพระสงฆ์รับพระราชทานฉัน    อันเป็นวันส่งพระนารายณ์  แต่ไม่มีคำบูชา  เพราะวันพระนารายณ์นั้นเกรงว่าจะทำกันเงียบ ๆ  เพราะตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า  พระนารายณ์ตอนที่พระศิวะไปขอร้องให้มาทำ  พิธีโสกันต์พระขันธกุมารนั้น  ใช้วาจาสิทธิ์คำหนึ่งด้วยทรงกริ้วมาก  โดยตรัสออกไปว่า  หัวหาย   เท่านั้น  เศียรพระขันธกุมารก็หายไป พระศิวะต้องต่อให้  ฉะนั้นอาหารต่าง ๆ ในพิธีบูชาพระนารายณ์จึงไม่มีใครกินเกรงว่าเป็นพิษ  พิธีสงฆ์ในตรียัมพวายก็มีเพียงเท่านี้

พิธีพราหมณ์

                ส่วนพระราชพิธีพราหมณ์นั้นเริ่มตั้งแต่วันขึ้น  ๖ ค่ำ  ตั้งแต่ประชุมพราหมณ์ทั้งปวงมาเตรียมพิธีโดยการชำระกายผูกพรต  หรือคาดเชือกไว้ที่ต้นแขน  ทานมังสวิรัติ  ไม่นอนกับภรรยา  ประจำอยู่เทวสถาน  ๓ วัน  ตั้งแต่ขึ้น  - - ๙ ค่ำ  จากนั้นก็ออกพรต  เว้นพระมหาราชครูพิธีต้องอยู่ต่อเป็น  ๑๕  วัน  เพราะจะต้องทำพิธีอ่านพระเวทเปิดประตูสวรรค์โดยมีพราหมณ์    คน  ทำพิธียกพานข้าตอก  สวดคนละบทไม่ซ้ำกัน  แล้วจึงว่าพร้อมกัน  ๔ คน  อีกครั้งเรียกว่า   (ออริบาวาย พร้อมกับเป่าสังข์ซ้ำไปมา  ๑๓ จบ  ต่อจากนั้นพระมหาราชครูยืนแกว่งธูปเป่าสังข์บูชาอีกครั้งหนึ่ง   แล้ววางลงถวายกล่าวคำบูชาดอกไม้และรายชื่อพระเจ้าทั้งปวง  แล้วคู่สวด  ๔ คนยกอุลุบ  ( กระแจะจันทร์สำหรับเจิมแป้ง )  เข้ามาถวายในท้องพระโรงคนละ ๑  ครั้ง  แล้วถวายข้าวตอก  จากนั้นก็แจกข้าวตอกให้คนที่มาฟังสวด  เพื่อเป็นสิริมงคล  นี่เป็นพระราช  พิธีตรียัมพวายสถานใหญ่คือวิหารพระอิศวร ( ศิวะ )

                จากนั้นก็มาทำพิธีที่สถานกลางคือ  สถานพระมหาวิฆเนศ  ( พิฆเนศ )  ก็มีพิธีเหมือนสถานใหญ่ตามที่เล่ามาเพียงแต่สวดมากขึ้นเป็น  ๑๗  จบ  มีเครื่องไทยทานมากมายกองหน้าเทวรูปทั้งสอง  เช่น   ข้าวตอก  มัน  เผือก  มะพร้าว  อ่อน  กล้วย  อ้อย  เป็นต้น

                ต่อมาเป็นสถานของพระนารายณ์  ( วิษณุ )  ก็เริ่มข้างแรมตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ  ก็มีพิธีเหมือนกันทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว  เพียงแต่สวดน้อยลงคือ    จบเท่านั้น  พิธีต่าง ๆ ที่กล่าวมา  พราหมณ์ต้องเหนื่อยมากเพราะต้องมีพิธีรับและส่ง  จัดแห่เป็นขบวนในเวลากลางคืน  ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม  จึงมีคำกล่าวติดมาว่าพระนเรศวรเดือนหงาย  พระนารายณ์เดือนคว่ำ  นั่นคือการแห่พระอิศวรเสด็จกลับมาเวลาข้างขึ้น  แต่พระนารายณ์ข้างแรม  แล้วพิธีตรียัมพวายเสร็จในวันแรม    ค่ำ เดือนยี่

                ในพิธีนี้พราหมณ์ได้ฉลองสมโภชน์เทวรูปและทำบุญทางพระพุทธศาสนาด้วย  โดยการมีการสวดมนต์ในวันแรม ๕ ค่ำ  บ่ายที่เทวสถาน  ๑๑ รูป  รุ่งขึ้นแรม ๒ ค่ำ  จึงจัดเลี่ยงฉลองพระและถวายไทยทาน ช่วงนี้ราษฎรได้พาบุตรหลานมาโกนจุกที่เทวสถานกันเป็นเสร็จพิธี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...