วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

สารท ความเป็นมา

 




สารท

ความหมาย

                สารท   เป็นรูปคำภาษาบาลี   มีรูปคำภาษาสันสกฤตว่า  ศารท   มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า  เกิดในฤดูสรทะ  หรือฤดูใบไม้ร่วง และมีความหมายที่นำมาใช้ในประเพณีไทยว่า  เทศกาลทำบุญเดือน  ๑๒    จัดเป็นเทศกาลทำบุญกลางปีนับจากวันขึ้นปีใหม่  เริ่มแต่เทศกาลสงกรานต์เดือนห้า  เป็นต้นมา   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เปรต   เหล่าญาติที่ล่วงลับไปสู่ปรโลก  ซึ่งมีมูลมาจากแนวความเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ปล่อยเปรตให้กลับมาเยี่ยมบ้านเพื่อรับส่วนบุญที่เหล่าญาติบำเพ็ญอุทิศให้  ซึ่งเมื่อเปรตเหล่านั้นอนุโมทนาในผลบุญอุทิศนั้นแล้ว  ก็จะได้เสวยผลอบายภูมิ  พ้นทุกข์ทรมาน  ได้อัตภาพใหม่ที่ดีกว่าเป็นสุขกว่าต่อไป

ความเป็นมา

                คำว่า  สารท   มาจากรูปคำเดิมว่า  สรท   ซึ่งแปลว่า  ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn )    ฤดูสรท   เป็นฤดูที่พืชผลและธัญญาหารเริ่มสุก  ถือเป็นฤดูเก็บเกี่ยว  จึงเป็นฤดูที่น่ายินดีปรีดาสำหรับชาวไร่  เป็นผลแรกได้แห่งผลธัญญาหารในรอบปี  ต่างจึงถือเป็น  เทศกาลที่รื่นเริงสำราญจัดงานฉลองเลี้ยงดูกัน     ( Seadonal   Festivals )  เรียกเทศกาลพิธีนี้ว่า  เทศกาลผลแรกได้   ( Firsrt  Fruit  )  คล้ายทำนองพิธีในอินเดียตอนเหนือที่มีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า  อาครยเษษฏิ   ( พิธีบูชาพระอินทร์ และพระอัคคี  ด้วยยาคูซึ่งทำมาจากข้าวใหม่อันเป็นผลแรกได้  นำมาคั้นต้ม )  ในอินเดียตอนใต้ก็มีพิธีเกี่ยวกับผลแรกได้เช่นเดียวกัน  เรียกชื่อว่า  พิธีปงคัล   โดยเอาข้าวแรกได้มาต้มผสมนมและเนยทำเป็น  ทิพปายาส  หรือมธุปายาส    เพื่อบูชา  พระพิฆเณศ   แต่เขาทำกันในเดือนมากราคม

                สำหรับในแถบยุโรป  ได้จัดเป็นวันพิเศษวันหนึ่งเรียกว่า  วันขอบคุณพระเจ้าประจำฤดูเก็บเกี่ยว   ( Harves  Thankgivng  Day )  โดยจัดเป็นงานพิธีเฉลิมฉลองขึ้นเรียกว่า  พิธีฉลองการเก็บเกี่ยว  “ Harvent  Festival “  มีการแห่ตุ๊กตาที่ทำขึ้นจากรวงข้าว   ( Harvent   Queen )  ซึ่งบางทีก็เลือกสรรสาวสวยขึ้นเป็นราชินีเก็บเกี่ยวแทนตุ๊กตาทำนาง  ราชินีโภสพ   อะไรทำนองนั้น

                ส่วยไทยเรา  เราไม่มีสารทฤดูโดยตรง  แต่ที่เรามีประเพณีสารทด้วยการรับเอาอิทธพลที่ผ่านเข้ามาทางลัทธิฮินดู  นำเข้ามาผสมผสานกับความเชื่อพื้นฐานดั้งเดิม  ลัทธิเชื่อผีสาง    และผนวกเข้ากับคติทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะการสอนให้รู้บุญคุณคนและรู้จักทำตอบแทนบุญคุณคน  อันถือเป็นคุณสมบัติของคนดี  ได้หลอมรวมกันเข้าเป็น  คติไทย   ปรากฏเป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ  เช่น  เดียวกับพิธีสารทอย่างที่ปรากฏ

                พิธีสารท่ไทยซึ่งเป็นชื่อเรียกตามฤดูกาลอย่างภาษาสามัญ  ส่วนพิธีอย่างของหลวงเรียกว่า    พระราชพิธีภัทรบท   นั้นคงมีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้วเป็นเวลาเนิ่นนาน  อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยสุโขทัยดังหลักฐานปรากฏใน ตำรับนางนพมาส

                ครันเดือนสิบสอง  ถึงการพระราชพิธีภัทรบท  ( เดือนสิบ )  เป็นนักขัตฤกษ์  มหาชนกระทำมธุปายาสทาน  และจะเด็ดรวงข้าวสาลีเป็นปฐมเก็บเกี่ยว  ( ผลแรกได้ ) ………  อันว่าหมู่พราหมณ์  บรรดาซึ่งได้เล่าเรียนไตรเพทย่อมถือลัทธิว่า  เดือนสิบเป็นปฐมครรภสาลี  มหาชนจะเก็บเกี่ยวมากระทำมธุปายาส  ยาคูเลี้ยงดูพราหมณ์  เพื่อจะได้เป็นมงคลแก่ข้าวในนา

                ฝ่ายข้างพุทธศาสน์   พระราชพิธีภัทรบทนี้เป็นสมัยหมู่มหาชนกระทำมธุปายาส   ยาคู  อังคาสพระสงฆ์ (อังคาส  ยกให้  เลี้ยงพระ ) และเลี้ยงพราหมณ์ทั้งบูชาพระรัตนตรัยด้วยพรรณผ้ากระทำเป็นธง  แล้วอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้แก่ญาติอันไปสู่ปรโลก  ปรทัตตูปชีวีเปรต “ ( เปรตทีมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาศัยผลบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ ) ……. “

กระยาสารท

กระยาสารท   คืออะไร

                พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  ..  ๒๕๒๕  ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า

                กระยาสารท    เครื่อง  สิ่งของ  เครื่องเงิน

                กระยาสารท   ขนมที่ทำด้วยงาและข้าวเม่าข้าวตอกกวนกับน้ำตาล  แต่เดิมนิยมทำเฉพาะในเทศกาลสารท 

                ส่วยผสมของกระยาสารท  มีเครื่องปรุงที่ชาวบ้านกระทำกันประกอบด้วย  ข้าวเม่า  ข้าวตอก  ถั่วงา น้ำตาล  น้ำผึ้ง   และน้ำตาลกรวด  ปัจจุบันนิยมใส่  แปะแซะ   ( น้ำผึ้งขาว  )   ของจีน  ซึ่งเป็นหัวน้ำเชื่อมชนิดเข้าข้นลงไปแทนน้ำผึ้งซึ่งหายาก  เพื่อทำให้กระยาสารทเหนียวไม่ร่วน

                กระยาสารทดังกล่าวนี้   น่าจะเป็นกรรมวิธีแบบชาวบ้านจัดทำขึ้นในลักษณะ   มธุปายาส )  อย่างของหลวงที่ปรากฏในตำรับนางนพมาสนั่นเอง   เนื่องจากมีความปรากฏกล่าวถึงวิธีทำมธุปายาสของหลวงไว้  มีลักษณะเครื่องปรุงคล้าย

                “ …..  นายนักการละหานหลวง  ก็เก็บเกี่ยวครรภสาลี   และรวงข้าวมาตากตำทำเป็นข้าวเม่า  ข้าวตอก  ส่งต่อมณเฑียรบาลวังเวรเครื่อง  นายพระโคก็รีดน้ำขีรารสมาส่ง  ครั้นถึงวันรับพระราชพิธีภัทรบท  คือวันขึ้น  ๑๓  ค่ำ  เพลาเช้าเป็นธรรมดาฤกษ์  จึงสมเด็จพระอัครชายา   ดำรัสสั่งให้จ่าชา  ชาวเวรเครื่องทั้งมวลตกแต่ง  มธุปายาส  ปรุงระคนเจือล้วนแต่ของโอชารส  มีขัณฑสกร  และน้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  น้ำตาล  ทธิ ( นมส้ม )  นมสด  เป็นต้น   ใส่ลงในภาชนะตั้งบนเตาเพลิง  จึงให้สาวสำอางกวนมธุปายาส    ครั้นมธุปายาสสำเร็จแล้ว  ก็กวนข้าวยาคู  เอาถั่วงา   ระคนปนครรภสาลีที่แย้มยอด  ( ข้าวสาลีที่กำลังตั้งท้อง  มีลักษณะเป็นน้ำนม (  เจือด้วยขีรารส  ขัณฑสกร  น้ำตาลกรวด  ให้โอชารส  สำเร็จเป็นอันดี… “

                พิธีกวน  ข้าวมธุปายาส ในที่นี้ชวนให้เข้าใจว่า  ที่แท้ก็คือข้าวทิพปายาส  ( ข้าวทิพ )  หรือกระยาสารทชั้นดีสมบูรณ์ด้วยเครื่องปรุงนั่นเอง

                อนึ่ง  มีคำว่า  ข้าวเม่า   ปรากฏอยู่  ชื่อและชนิดของข้าวเม่านั้นเอ่ยขึ้นก็เป็นที่รู้  แต่ความหมายของมันคือ  อะไรเล่า ?

                มีคำภาษาไทยพื้นบ้านบางคำที่อยู่ในความสงสัยและสนใจอยากรู้ความหมายมานาน   เช่นคำ ข้าวเม่า   และจาวตาล  จาวมะพร้าว  แต่เพิ่งจะได้เค้าความหมายเอาก็ต่อเมื่อภายหลังจากที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสพรียนรู้ภาษาพื้นบ้านชาวหัวถนนในเขตอำเภอปากท่อ   จังหวัดราชบุรี   ซึ่งมีเชื้อสายเขมร  ( เขมรปากท่อ ? )  ที่นี่เขาพูดสำเนียง  และ สระไอ   ลางคำเป็นเสียง  สระเอา  เช่นคำว่า  (ใจ) เป็นเจา  ใหม่เป็นเหม่า เม่ว จึงมาถึงบางอ้อทันทีว่า  จาวมะพร้าวที่แท้ก็คือ  ใจมะพร้าว     และ  ข้าวเม่า ก็คือ ข้าวใหม่   นั่นเองมิใช่อื่นเลย

                วัตถุประสงค์ของการทำขนมกระยาสารทนั้น  มีเค้าเงื่อนมาแต่  ( ผลแรกได้ ) คือ ความเชื่อที่ถือว่า  ผลผลิตใด ๆ ในเรือกสวนไร่นานั้น   ถ้าได้นำผลที่ได้รับครั้งแรก หรือผลแรกได้   ไปทำบุญอุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้วก็จะได้บุญอานิสงส์มาก  อนึ่ง  ด้วยความประสงค์ที่จะให้เป็นเสบียงที่เหล่าญาติจะนำไปเก็บได้นาน ๆ  จึงนำ  ( ผลแรกได้ )  ต่าง ๆ มาทำเป็นของแห้งเพื่อเป็น  เสบียงกรัง   ( กรัง   แห้ง ) สำหรับเก็บไว้ใช้ได้นานไม่บูดเน่า  จะเห็นได้ในของที่ทำขึ้นในแนวความคิดและความมุ่งหมายทำนองเดียวกัน  เช่น  ข้าวเหนียวแดง   กะละแม  ( Caramell )  ในเทศกาลตรุษสงกรานต์  และขนมพอง  ขนมลา  ขนมบ้า  ขนมเผา  เป็นต้น  ในเทศกาลพิธีตั้งเปรต  ชิงเปรต  ของชาวไทยภาคใต้ล้วนเป็นของเก็บไว้ได้นานเช่นเดียวกัน

ต้นเค้าของพิธีสารท

                ท่าน เสฐียรโกเศศ หรือ พรยาอนุมานราชธน ได้ให้ข้อมูลสันนิษฐานได้ว่า  พิธีสารท น่าจะได้ต้นเค้ามาจาก  พิธีเปตมาส  ชองชาวฮินดู ด้วยว่ามีลักษณะพิธีทำบุญให้ผู้ตาย  และทำใน  เดือนภัทรบท   ( เดือนสิบ )  คล้ายคลึงกัน

                พิธีเปตมาสเป็นเทศกาลที่เกี่ยวกับผู้ตายมีลักษณะพิธีสรุปกล่าวได้  ดังนี้

                - เป็นเทศกาลพิธีทำบุญอุทิศให้วิญญาณผู้ตาย  เช่นเดียวกับพิธีสารทของไทย   จัดขึ้นในวันข้างแรมเดือนสิบ

- เป็นพิธีทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและสมาชิกในครอบครัวที่ตายไปแล้ว

            - มีการสังเวยน้ำแก่วิญญาณผู้ตายในวันดิถีทางจันทรคติที่ตรงกับวันตายของผู้ตาย 

            - มีการเชิญพราหมณ์มาทำพิธีด้วยการถวายของสังเวยแก่พราหมณ์  เช่น  เงิน  ข้าวสุก  นมเปรี้ยว   ผัก  พืชผล  และอาหารคาวหวานอื่น ๆ

- มีการเชิญดวงวิญญาณของผู้ตายในรอบปีให้มาสถิตร่วมอยู่กับวิญญาณบรรพบุรุษอื่น ๆ  ที่มุมหนึ่งของบ้าน ความสับสนปะปนระหว่าง สารท กับ  ศราทธ์

                ศราทธ์ มิใช่เทศกาลพิธี  แต่เป็นพิธีกรรมของชาวฮินดู  หมายถึง  พิธีส่งดวงวิญญาณของผู้ตายขึ้นสวรรค์ซึ่งการประกอบพิธีนั้นจะต้องกระทำโดย ลูกชาย  เป็นผู้ที่เปลื้องพ่อแม่ให้หลุดจากนรกขุมปุตตะได้

                ศราทธ์ แปลตามรูปศัพท์ว่า  พิธีที่ทำด้วยความเชื่อ  ความมุ่งมั่น  ความเพียรพยายามของญาติผู้ตาย   เนื่องจากเป็นพิธีกรรมที่ต้องทำก้นตลอด  ไม่มีฤดูกาล  อาจจะทำทุกวันในปีแรกแห่งการตาย  หรือทำเดือนละครั้งตามลัทธิความเชื่อ


ความเชื่อเรื่องศราทฤธ์

                ชาวฮินดูพากันเชื่อว่า  ร่างกายของคนตายสูญสลายไป  เพราะการเผาหรือฝังดิน วิญญาณ  ( อาตมัน ) ของผู้ตายจึงอยู่สภาพแห่งเปรต  เที่ยวได้วนเวียนอยู่ในสถานที่ที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน   ไม่เป็นอันเดินทางไปสู่ปรโลกของผู้ตายได้  เนื่องจากขาดกำลัง  ดังนั้น  ญาติจึงต้องทำพิธีส่งกำลังไปให้เรียกว่า  พิธีปัญฑะ   คือ พิธีเซ่นสังเวยวิญญาณของผู้ตายด้วยก้อนข้าว   ( ปัณฑะ  ก้อนข้าว )  เพื่อให้วิญญาณได้มีกำลังพอสามารถที่จะเดินทางไปถึงปรโลกได้

ลำดับพิธีของศราทธ์

                วันแรกของการตาย  ลูกชายผู้ตายจะนำก้อนข้าวปิณฑ์ปั้นเท่าขนาดผลมะตูม  จำนวน    ก้อน  ทำจากแป้งข้าวจ้าว  ข้าวสาลี  ข้าวเหนียว หรือข้าวบาเลย์   ผสมน้ำมันเนยกับน้ำผึ้ง  ใส่ภาชนะหรือวางบนใบตอง  ( แบบแขก )  พร้อมทั้งน้ำ   ทำพิธีเซ่นสังเวยวิญญาณผู้ตาย  โดยทำในวันตาย    ครั้ง  และหลังวันตายทุกวันจนครบกำหนด  ๑๐  วัน   เหตุที่ต้องทำครบ  ๑๐  วัน ก็ด้วยเหตุที่ชาวฮินดู  ถือว่า  วิญญาณ  ( อาตมัน )  ของผู้ตายนั้นจะได้สุขุมรูปอันสมบูรณ์ได้  ก็วันที่ ๑๐ แห่งการตาย    ทั้งนี้  จะต้องประกอบพิธีศพอย่างถูกต้อง ฉันจะมีผลให้วิญญาณได้อวัยวะครบถ้วน คือวันที่ ๑ วิญญาณจะได้ศรีษะ  วันที่    จะได้ตัว  วันที่ ๓ ได้หัวใจ วันที่ ๔ ได้หลัง  วันที่ ๕ ได้สะดือ  วันที่ ๖ ได้ของลับ (เครื่องเพศ)วันที่ ๗ ได้ขา  วันที่ ๘  ได้ขา  วันที่ ๙  ได้เข่า  วันที่ ๑๐ ได้ มือและเท้า   ครบ  ๑๐  วัน  จึงได้ร่างทั้งร่าง   ถ้าประกอบพิธีไม่ถูก  วิญญาณจะได้ร่างเพียงบางส่วน  และเร่ร่อนไปในที่ว่าว  เป็นผีเลวไม่สมประกอบ

                ในวันที่ ๑๑  นับแต่วันตาย  เป็นวันพิธีศราทธ์ใหญ่  มีการพิธีสรุปกล่าวได้  ดังนี้

ญาติ ๆ ผู้ตายพากันประกอบพิธีแต่งงานให้วัวคู่หนึ่ง

                - ประทับตรา ตรีศูล   สัญญลักษณ์แห่ง พระอิศวร    ผู้เป็นเจ้า  ทำพิธีขอพรจาวัว  แล้วปล่อยวัวไป

                - ญาติ ๆ พากันสวดวิงวอนขอพรจากพระเจ้าให้ทรงช่วยเปรตหรือวิญญาณ

            - มีการเลี้ยงพราหมณ์ ๑๑ คน  เนื่องในการพิธีศราทธ์ที่ทำในวันที่ ๑๑  นี้

-มีการกรวดน้ำ  ( กรวด ข  ริน  หลั่ง  เท ) อุทิศส่วนบุญที่ทำไปให้ผู้ตาย

                ชะรอยว่าเสียงคำว่า  สารท กับ ศราทธ์   ใกล้เคียงกันจึงได้นำเอาพิธีทั้งสองผสมผสานเข้าด้วยกันโดยถือเอาเป็นเรื่องเดียวกัน  การพิธีทำบุญในเทศกาลสารทจึงมีการผนวกเอาการทำบุญอุทิศให้ผู้ตายแบบพิธีศราทธควบคู่กันไปด้วย   เผอิญสอดคล้องกลมกลืนกันแนวคำสอนขสองพระพุทธศาสนาในเรื่อง  กตัญญูกตเวที   ซึ่งได้เน้นการทำ บุพพเปตพลี “(ทำบุญเพิ่มผลให้บุพพการี )  ถือเป็นหน้าที่ของผู้เคยได้รับอุปการะคือลูกหลานเป็นต้น  ที่จะพึงทำอุทิศผลให้เป็นการตอบแทนต่อผู้มีคุณตามโอกาสอันควร

                อนึ่ง พิธีศราทธ์ ที่นำมาใช้เป็นเอกเทศโดยเฉพาะก็มี  แต่เป็นการทำตามคติทางพระพุทธศาสนา  อย่างที่เรียกว่า  สวดศราทธพรต    ซึ่งแปลว่า  พิธีทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว   ( พรต   การปฏิบัติ   ธรรมเนียม  ประเพณี )อย่างที่มีปฏิบัติมา

                การทำสังฆทาน    ผู้ทำเป็นผู้นิมนต์พระสงฆ์ให้มารับหรือไม่ก็นำของไปทำกับพระสงฆ์ที่วัด

                การตักบาตรธารณะ   พระสงฆ์เป็นผู้มารับบาตรเองโดยผู้ให้มิได้เจาะจง  หรือผู้ถวายบาตรตามวัดต่าง ๆ คามชนบทที่ทำกันอยู่

                พิธีสารททางภาคกลางที่มีข้อน่าศึกษาเป็นพิเศษ  เห็นจะเป็นพิธีปฏิบัติของชุมชนในเขตจังหวัดราชบุรี  ที่เป็นเชื้อสายลาวซึ่งนิยมเลี้ยงผีเรือน  เขามีพิธีปฏิบัติแตกต่างไปอย่างเห็นได้ชัด คือ

                ถึงวันแรม  ๑๕ ค่ำ  เดือน ๑๐ ทุกบ้านจะจัดสำหรับคาวหวานคู่หนึ่ง  มีเสื้อผ้า    สำหรับ  พร้อมทั้งกระยาสารทสำหรับเซ่นไหว้ผีเรือน   โดยจัดวางของที่เตรียมทั้งหมดลงบนผ้าขาวที่ปูไว้กลางเรือน   ลูกหลานทั้งหลายจะพากันมานั่งล้อมรอบผ้าขาว   จุดธูปเทียนบูชาออกชื่ออันเชิญผูปู่ย่าตายายและผีญาติที่ล่วงลับที่เลี้ยงไว้เป็นผีเรือนมากินเครื่องเช่นสังเวย  ครั้นเวลาล่วงไปประมาณ    นาที  ซึ่งกะว่าผีกินเครื่องเซ่นสังเวยเสร็จแล้วก็จะลาเอาเครื่องเซ่นนั้นมาเลี้วงดูกันในวงญาติ  ถือเป็นสิริมงคล

                ในวันรุ่งขึ้น  ขึ้น ๑ ค่ำ  เดือน  ๑๑  จนสว่างจะทำพิธีลอยกระทงส่งข้าวบิณฑ์  เป็นการส่งผีปูย่าตายาย  เช่นเดียวกับพิธีประเพณีของเขมร  โดยนำ  ข้าวปากหม้อ   ( ทำนองผลแรกได้)  กับเสบียงกรังและผลไม้ บรรดามีใส่กระทงหยวกกล้วยลงน้ำไป  โดยทำไม้พายเล็ก ๆ  ๒ เล่ม  ใส่ลงไปด้วย   ถ้าเป็นบ้านที่อยู่ห่างน้ำก็จะนำกระทงหยวกกล้วยดังกล่าว  ( ไม่มีพาย) เอาไปวางไว้ที่ทาง    แพร่ง  ( แพร่ง  แยก )  เช่นอย่างวิธีเสียกบาล ( สะเดาะเคราะห์ร้ายให้หายเจ็บป่วยใส่กระทงหยวกไปวางไว้ที่ทาง  ๓ แพร่ง  หรือลอยน้ำ )

                ส่วนชุมชนเผ่าไทย  ในเคล้นตังเกีย   นิยมเอาข้าวที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกไปหุงเซ่นไหว้ผีเรือน  ถือว่าถ้ายังมิได้เซ่นไหว้ผีเรือนก่อนห้ามผู้ใดแตะต้องเด็ดขาด  ซึ่งน่าจะเป็นทำนองเดียวกับที่ชุมชนไทยทางภาคกลางนำผลแรกได้มาทำเป็น  กระยาสารท ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับไปแล้ว  เช่นเดียวกับชุมชนชนลาวในเขตจึงหวัดราชบุรีนำไปเซ่นสังเวยผีเรือน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...