วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการจัดสถานที่ทำบุญ

 


ระเบียบปฏิบัติการจัดสถานที่ทำบุญ

การจัดสถานที่ทำบุญ

            - การจัดสถานที่ทำบุญในทางพระพุทธศาสนาทุกอย่าง  ทั้งงานมงคลและอวมงคลนั้น  เบื้องต้น  เจ้าภาพ คือ  เจ้าของงานจะต้องคำนึงถึงสถานที่ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางเพียงพอ  และเหมาะสมจะใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญกุศลทางพระพุทธศาสนาสำหรับจัดเป็นพิธี  อันประกอบด้วยสถานที่สำคัญ    ประการ คือ

                .   สถานที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

                .   สถานที่จัดเป็นอาสน์สงฆ์

                .   สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน

สถานที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

            โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย  นิยมจัดตั้งไว้ด้านขวาของอาสน์สงฆ์ ตั้งไว้สูงกว่าอาสน์สงฆ์พอสมควร  และนิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  เพราะเป็นทิศที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า  ถ้าขัดข้องเพราะสถานที่ไม่อำนวย  ก็นิยมตังหันหน้าไปทางทิศเหนือ  หรือทิศใต้  ทิศใดทิศหนึ่ง  แต่ไม่นิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก  เพราะถือว่าทิศตะวันตก  เป็นทิศอัสดงคตแห่งพระอาทิตย์เป็นทิศแห่งความเสื่อม  ไม่เจริญรุ่งเรือง


                โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยนั้น  โดยมากนิยมตั้งไว้บนอาสน์สงฆ์  ทางต้นอาสน์สงฆ์  ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ    ประการ  คือ

                .   พระพุทธรูป  ๑ องค์   ( นิยมพระปางมารวิชัย )

                .   กาถางธูป  ๑ ลูก  พร้อมทังธูป    ดอกเป็นอย่างน้อย

                .   เชิงเทียน  ๑ คู่  พร้อมเทียน  ๒ เล่ม  เป็นอย่างน้อย

                .   แจกัน  ๑ คู่   พร้อมดอกไม้ประดับ   และนิยมมีพานดอกไม้ตั้งบูชาด้วย

                .   โต๊ะหมู่  ๑ หมู่  ( นิยมใช้โต๊ะหมู่บูชา )

                เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยนั้น  นิยมจัดหาสิ่งของที่ดีที่สุด  ประณีตที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้  กล่าวคือ

                .   ธูป  นิยมใช้ธูปหอมอย่างดี

                .   เทียน  นิยมใช้เทียนเล่มใหญ่พอสมควรแก่เชิงเทียน 

                .   ดอกไม้  นิยมดอกได้ที่เพียบพร้อมด้วยลักษณะ    ประการ  คือ มีสีสวย ๑ มีกลิ่นหอม ๑  และกำลังสดชื่น๑

สถานที่จัดเป็นอาสน์สงฆ์

                อาสน์สงฆ์  คือ  สถานที่สำหรับพระสงฆ์นั่งนั้นนิยมจัดตั้งไว้ทางด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย  และนิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วนหนึ่งต่างหากจากที่นั่งของคฤหัสถ์ชายหญิง  ประกอบด้วยเครื่องรับรองพระสงฆ์  ดังนี้

                .   พรมเล็ก  สำหรับปูเป็นที่นั่งของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป

                .   กระโถน

                .   ภาชนะน้ำร้อน

                .  ภาชนะน้ำเย็น







                เครื่องรับรองพระภิกษุสงฆ์นั้น  นิยมจัดไว้ด้านขวามือของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป  โดยจัดตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด  จัดตั้งภาชนะน้ำเย็นไว้ถัดมา    ส่วนภาชนะน้ำร้อนนั้น  นิยมจัดนำมาถวายภายหลัง เมื่อพระภิกษุสงฆ์นั่งเรียบร้อยแล้ว  เพราะถ้านำมาตั้งไว้ก่อนน้ำร้อนจะเย็นเสียก่อน  ทำให้เสียรสน้ำชา

                ถ้าสถานที่ห้องประกอบพิธีสงฆ์นั้นคับแคบ  หรือสิ่งยองเครื่องรับรองมีไม่เพียงพอที่จะจัดถวายให้ครบทั้ง    ที่  สำหรับพระภิกษุสงฆ์ทั้ง    รูป ก็นิยมจัดเครื่องรับรองเพียง    ที่ก็เพียงพอแล้ว

                .   สำหรับพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์  จัดตั้งไว้ด้านขวามือของท่าน  หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

            .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

สถานที่นั่งสำเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน

                สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น   นิยมจัดไว้ด้านหน้าของอาสน์สงฆ์  และนิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วยหนึ่งต่างหากจากอาสน์สงฆ์   เพื่อป้องกันมิให้พระภิกษุสงฆ์ต้องอาบัติโทษ  เพราะนั่งอาสนะเดียวกับสตรีเพศ

                ถ้าสถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้นปูลาดเนื่องเป็นอันเดียวกับอาสน์สงฆ์  โดยปูเสื่อ  หรือพรมเชื่อมเป็นอันเดียวกัน  นิยมปูเสื่อหรือพรมผืนที่เป็นอาสน์สงฆ์ทับผืนที่เป็นที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน  โดยปูลาดทับกันออกมาตามลำดับแนะนิยมจัดปูลาดพรมเล็กสำหรับเป็นอาสนะที่นั่งของพระภิกษุแต่ละรูป  เพื่อให้สูงกว่าที่นั่งของคฤหัสถ์อีกด้วย

                สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น   นิยมว่าจะต้องไม่ดีกว่า   ไม่ประณีตกว่า   และไม่อยู่ ณ  ที่สูงกว่าอาสน์สงฆ์ทั้งนี้  เพื่อเป็นการแสดงความเคารพคารวะแก่พระสงฆ์

                การปูลาดอาสน์สงฆ์   และอาสนะที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น  โดยทั่วไป  นิยมจัดแยกออกจากกันคนละส่วนเพื่อความสบายใจด้วยกันทุกฝ่าย





การจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์

การจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์งานพิธีทำบุญในทางพระพุทธศาสนานั้น   นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์เฉพาะพิธีทำบุญในงานมงคลทุกชนิ  เช่น  งานทำบุญแต่งงาน  งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานทำบุญอายุ  งายทำบุญฉลองต่าง ๆ  เป็นต้น และนิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์นี้ไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชา  ด้านขวาพระประธานสงฆ์นั่ง

ส่วนพิธีทำบุญงานอวมงคลที่เกี่ยวกับศพ  เช่น  งานทำบุญสัตตมวาร  ( ทำบุญ    วัน )  งานทำบุญปัญญาสมวาร  ( ทำบุญ  ๕๐  วัน )  งานทำบุญสตมวาร ( ทำบุญ  ๑๐๐ วัน )   เป็นต้น   ไม่นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์  เพราะพิธีทำบุญงานศพนั้น  เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว  ไม่ใช่จัดทำเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของงาน 

ภาชนะน้ำมนต์

                ภาชนะสำหรับใส่น้ำมนต์นั้น  นิยมใช้ขันน้ำมนต์โดยเฉพาะ     หรือใช้บาตรพระสงฆ์แทน  แต่ไม่นิยมใช้ขันเงินแทน  เพราะเป็นวัตถุอนามาสที่พระภิกษุไม่ควรจับต้อง   เกิดอาบัติโทษแก่พระภิกษุสงฆ์

                น้ำสำหรับทำน้ำมนต์  นิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์   เติมน้ำขนาดเกือบเต็มภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์นั้น  และมีวัตถุที่นิยมกันว่าเป็นมงคล    ตามความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ  ใส่ในภาชนะน้ำมนต์ด้วย

เทียนสำหรับทำน้ำมนต์

                เทียนสำหรับทำน้ำมนต์นั้น  นิยมใช้เทียนขี้ผึ้งแท้มีขนาดเล่มใหญ่พอสมควร   แต่ที่นิยมกันมากคือเทียนขี้ผึ้งที่มีน้ำหนัก ๑ บาทขึ้นไป และนิยมใช้เทียมที่มีไส้ใหญ่ ๆ  เพื่อป้องกันมิให้ดับง่ายเมื่อถูกลมพัด

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ตรุษจีน ( ตรุษ = ตื่อเสิก ผจีน) = เทิด ( เวียดนาม ) แปลว่า สิ้นปี

 


ตรุษจีน

                ( ตรุษ = ตื่อเสิก   ผจีน) = เทิด  ( เวียดนาม )  แปลว่า  สิ้นปี

ความหมาย

                เทศกาลพิธีเนื่องในวันส่งท้ายปีเก่า  - รับปีใหม่ของชาวจีน

ความสำคัญ

                เป็นช่วงเวลากำหนดให้ครอบครัวต้องสรุปผลการดำเนินธุรกิจ  อาชีพ แลแนวทางชีวิต  ให้เสร็จสิ้นลงตัว ปราศจากหนี้สินที่ค้างชำระ  ก่อนจะสิ้นสุดปีเก่า  เข้าปีใหม่

                เป็นเสมือนเกณฑ์ตั้งต้นวิถีชีวิตใหม่

                เป็นเทศกาลบำเพ็ญเทวตาพลี   บูชาตอบแทนคุณเจ้า  ( เทพเจ้า)  ผู้คุ้มครองรักษาชีวิต  และทรัพย์สินตลอดปีที่ผ่านมา  รวมทั้งบูชาเซ่นไหว้เลี้ยงดูบรรพบุรุษและผีไม่มีญาติละเลยไม่ดูแลเอาใจใสด้วยการเตรียมการ

                ก่อนวันพิธีกรรมสำคัญจะมาถึง   ทุกครอบครัวจะจัดเตรียมการต่าง ๆ  เช่น

                .   ทำความสะอาดชำระล้างที่อยู่อาศัยเพื่อรอรับสิริมงคล   โชคลาภที่จะเข้าสู่วันปีใหม่

                .   ทำการสะสางหนี้สินมิให้ตกค้างเพื่อจะเป็นลางอัปมงคล  เกิดมีปัญหาตั้งแต่เริ่มใหม่

                .   เตรียมเปลี่ยน  ตุ่ยลิ้ง     ( กระดาษสีแดง  ซึ่งถือเป็นสีแห่งความรุ่งโรจน์โชติช่วงสว่างไสว  เขียนด้วยถ้อยคำล้วนเป็นสิริมงคลเกี่ยวกับความสุขและโชคลาภเอาไว้ )  ตลอดถึงติดประดับรูปเจ้า  ( เทพเจ้า )  เพื่อคุ้มกันวัญญาณร้ายและสิ่งชั่วร้ายมิให้มาพ้องพาน

                .   ผู้ที่ทำงานมีรายได้    และผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือบริษัทห้างร้าน  จะจัดเตรียม อั่งเปา” ( เงินห่อด้วยกระดาษสีแดง (  ซึ่งนิยมลงท้ายด้วยเลขคู่  ( ถือเป็นเลขนำโชค)  เพื่อมอบให้แก่ผู้มีคุณและลูกหลาน  ตลอดถึงคนในปกครองให้เป็นเงินพิเศษ  เรียกว่า  แตะเอียว   ( ถ่วงเอย  ถ่วงกระเป๋าให้หนัก )

                .   จะจัดซื้อหาต้นท้อ  ( ไม้สัญญลักษณ์พรและโชคลาภ ) และ ไท้กิก   ( ส้มชนิดหนึ่งผลสุกสีทอง)  เพื่อมอบให้แก่กันซึ่งก็ถือธรรมเนียมว่า  ผู้รับจะต้องให้  ไท้กิก ตอบแทนด้วย  ถ้ามิได้เตรียมไว้ก็จะต้องคืนให้ไป  ( บางส่วน )  ทั้งนี้  เพราะชื่อส้มชนิดนี้  นัยว่า  คำฟ้องเสียงในภาษากวางตุ้ง  มีความหมายเป็นทองได้ด้วย  จึงถือว่าเป็นเคล็ดว่า ให้เงินทองไหลมาเทมาเหมา   จึงเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีรากฐานคุณธรรม  รู้คุณ  แทนคุณหยั่งรากลึก   เช่นที่ได้ยินคุ้นหูว่า  บุญคุณต้องทดแทน นั่นเอง




พิธีกรรม

            ชาวจีนนับเดือนทางจันทรคตินับค่ำต่อเนื่อง ( - ๓๐  ค่ำ)  ไม่มีขึ้น  แรม  และช้ากว่าไทย  ๒ เดือน  เดือนอ้ายของจึงตกถึงเดือนสามของไทย ( ราว ๆ ต้นกุมภาพันธ์ )  พิธีจะเริ่มขึ้นก่อนปีใหม่    วันแบ่งเป็น  ๓ ระยะ  ดังนี้

                .   วันจ่าย  ( ๒๙  ค่ำ )  เป็นวันจัดจ่ายชื้อหาตระเตรียมของบูชาเซ่นไหว้ต่าง ๆ  ทั้งอาหาร  ขนมเทียม  ขนมเข่ง เผือกเชื่อม  กระดาษเงินกระดาษทอง  ตุ้ยลิ้ง

                .   วันไหว้  ( ๓๐   ค่ำ)  แบ่งพิธีออกเป็น ๒  ช่วงคือ

                กลางวัน  แต่ละบ้านจะประกอบพิธีไหว้เจ้า  ( เทพเจ้า)  เซ่นไหว้  ( เลี้ยง ) บรรพบุรุษ  ตลอดถึงผีวิญญาณที่ไร้ญาติ  หรือญาติไม่เอาใจใส่ต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน  ดุร้าย  เต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่าง ๆ ในวันนี้ทุกครัวเรือนจะไม่ออกจากบ้านไปไหน  จะอยู่พร้อมญาติกันที่บ้าน

                กลางคืน  เป็นเวลาที่วงศาคณาญาติมานั่งร่วมล้อมวงกินข้าวงปลาอาหาร   เลี้ยงดูกันอยู่รอบกองไฟ  เรียกว่า ฮุ้ยโล้ว   (  ต้องสุมกองไฟไว้กลางวง  เนื่องจากยังอยู่ในฤดูหนาว)  และพากันนั่งเฝ้ารอดูปีเก่าผ่านไปโดยไม่หลับนอน เรียกว่า ( ซิวส่วย ) ด้วยถือว่า  ใครหลับนอนก่อน ปีเก่าผ่านไปอายุจะสั้นตกตามปีไปด้วย

                .   วันถือ ( - ๓ ค่ำ =ชิวอิก  ชิวยี่  ชิวชา )  เป็นวันขึ้นปีใหม่  ซึ่งจะมีการถือชนิดต่าง ๆ  เช่น

                                ทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้า  ถือว่าเป็นสิริมงคล

                                พบกันจะอวยพรแก่กัน  เซ่นซินเจียยูอี่  ซินนี้ฮวดไช้    ( สวัสดีปีใหม่  ขอให้ทำมาค้าขึ้น )

                                ไม่กล่าวคำหยาบ  ถือว่าใครกล่าวจะถูกดูหมิ่นนินทาว่าร้าย

                                ไม่ทวงหนี้  ถือว่าใครทางจะตกเป็นหนี้  มีพันธผูกพันไม่เป็นมงคลแก่ชีวิตในปีใหม่

                                ไม่ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน  ถือว่าจะปัดกวาดผลักไสโชคลาภที่จะเข้ามาสู่บ้าน  ออกไป

                                ไม่กินน้ำข้าว  เชื่อว่าถ้าใครกินจะเปียกฝน  ( การถูกฝนในฤดูหนาวจะเจ็บป่วยถึงตาย )

                                ให้แตะเอียวและไทกิก   ( ไทกิก  ส้มผลสีทอง )  เป็นสัญญลักษณ์แห่งเงินทองความมั่งมีศรีสุข ความร่ำรวย )

                ส่วนแตะเอียว  ( ถ่วงเอว )  เป็นเงินของขวัญปีใหม่  มีเหตุผลความเป็นมาเนื่องจากว่า  การนับเดือนทางจันทรคตินั้นเมื่อเทียบกับทางสุริยคติในแบบสากลเช่นปัจจุบันย่อมเสียเปรียบเพราะจะมีวันขาดหายไปเดือนละ  -๒ วัน  เมื่อครบ ๑ ปี วันจะขาดหายไปประมาณ  ๑๕ - ๑๖  วันกรณีเช่นนี้   ผู้เป็นนายจ้างย่อมได้เปรียบ  ดังนั้น  เพื่อความยุติธรรม  จังมีการเพิ่มเงินชดเชยให้เป็นปลายปี  เรียกว่า   แตะเอียว และน่าจะเป็นที่มาของ โบนัสด้วย


ความเป็นมา

                ตรุษจีน   ปรากฏความตามบันทึก  แต้เท้ง   ในสมัยรัชกาลของ  พระเจ้าเฮี่ยนจง . . ๑๒๙๕  ประเพณีไหว้เจ้า  เซ่นไหว้บรรพบุรุษในตรุษจีน

                สืบเนื่องมาจากคติความเชื่อของชาวจีนว่าทุกบ้านเรือนมีเทพยดาหรือพระภูมิเจ้าที่รักษาคุ้มครองเป็นเจ้าของเรียกว่า  ตี้กุง  ตี้กง  เจ้ากง  ซีเหม็งตี้กุง  เซาซุนเซ้ง  หรือเจ้าเสิน ( ผู้รักษาคุ้มครองชีวิต )  ทำหน้าที่คอยจดบันทึกการกระทำของคนในครอบครัวไว้แต่ละวันพอครบปีหนึ่ง  ก็สรุปผลนำขึ้นไปทูลรายงานต่อ  เง๊กฮ้วง   เซี่ยงตี่ “ ( ผู้เป็นจอมเทพ)  เพื่อพิจารณาตัดสินและประทานผลไม้ในวันปีใหม่ด้วยเมื่อถึงวัน  ๒๔ ค่ำ เดือน ๑๒  ( ตกราวแรม ๙  ค่ำเดือนยี่ของไทย ฆ  เจ้ากุง  ( ตี้กง  ซีเหม็งตี้กุง )  จะเตรียมสรุปผลเพื่อรายงานและจะเดินทางขึ้นไปรายงานในวันสิ้นปี  ๓๐ ค่ำ  เดือน  ๑๒ ( ตื่อเล็ก )  อันเป็น วันไหว้

                ดังนั้น  พิธีไหว้เจ้าในวันไหว้ก็คือการเลี้ยงส่งและมอบเสบียงเดินทางมิให้ต้องอดอยากนั่นเองพร้อมกันนั้นก็คือโอกาสเลี้ยงดูบรรพบุรุษวงศาคณะญาติที่ล่วงลับรวมทั้งวิญญาณพเนจรที่ไร้ญาติหรือขาดญาติเอาใจใส่กลายเป็นผีดุร้ายมีแต่ความโกรธอาฆาตแค้นต่าง ๆ  เมื่อไหว้แล้วก็จะจุดประทัดเป็นสัญญลักษณ์บอกให้ทราบว่าเป็นการเชื้อเชิญหรือไม่ก็บอกว่า  บัดนี้การเลี้ยงเลิกราแล้วเพื่อขอสิ่งที่เหลืออันเป็นมงคล  ( เหมือนลาข้าวพระ )  นำมาเลี้ยงดูกันในหมู่ญาติต่อไป

                เฉพาะ  เจ้ากง  หรือ ซีเหม็งตี้กง  เราจะแลเห็นศาลเป็นลักษณะลังไม้  ( เหมือนลังสบู่) ขนาดย่อมตั้งอยู่กับพื้นริมประตูเข้าออกหรือริมบันไดขึ้นลงที่บางรายในวันไหว้จะเอา  น้ำผึ้ง   ทาปากเทวรูปเจ้าเสินหรือตี้กุง ( เจ้ากง ) ด้วยเพื่อให้ไปกล่าวแต่คำเฉพาะ ๆ หรือเรื่องดี ๆ  แล้วจับหันหน้าเข้าฝา  แสดงว่าไม่อยู่เป็นเวลา ๓ วัน ( - ๓ ค่ำ  เดือนอ้ายของจีน ) ในระยะที่เจ้ากงไม่อยู่นี้เองจึงออกจากบ้านไปเที่ยวเตร่  ทำบุญ   ไหว้พระ  ไหว้เจ้าในที่ต่าง ๆ  โดยจะหยุดประกอบธุรกิจการงาน  จนกว่าเมื่อ  เจ้ากง  กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่  ๔ หรือ ๔ ค่ำ เดือนอ้าย  จึงถือเป็นวันเริ่มทำงานกันใหม่โดยทั่วไป



ประทัด

                ประทัด  แปลว่า  ไม้ไผ่แตก มีเรื่องเล่าว่า  วันหนึ่ง   ตงโซ่ว ชาวนาเข้าไปตัดไม้ไผ่ป่า  แล้วเกิดจับไข้หนาวพวกญาติได้ช่วยกันเก็บไว้ไม้ไผ่ที่หาได้มาทำฟืนก่อไฟผิงเพื่อกันตาย  ปล้องไม้ไผ่ซึ่งมีอากาศอยู่ข้างใน  เมื่อถูกความร้อนก็แตกประทุ  เสียงโป้งดังอยู่ไม่ขาดจนหมดฤทธิ์ เตชะบุญ  จะด้วยไออุ่นหรือชะตายังไม่ถึงฆาตก็สุดจุเดา  ตงโซ่ว   หายไข้ฟื้นเป็นปกติได้  แต่นั้นคนจึงพากันเอาเป็นแบบอย่างใครเป็นไข้หนาวในป่าก็สุมไฟ  ให้เสียงดัง  ขับไล่วิญญาณร้ายออกจากร่าง  ( ถือว่า  เจ็บป่วยเพราะผีทำหรือผีเข้าสิง ) ต่อมาเมื่อหาไม้ไผ่ไม่ได้  ขัดสนเข้าก็คิดประดิษฐ์ทำกระดาษห่อดินระเบิดให้แตกประทุแทนประทัดหรือเสียงไม้ไผ่แตกกระทั่งเกิดความเป็นนิยมใช้กันเรื่อยมา

                อนึ่ง  การจุดประทัดต้อนรับเชื้อเชิญเหมือนกับการเคลีย์พื้นที่เป็นการขับไล่สี่งร้ายมิให้กีดขวางและเพื่อสร้างความปลอดภัยให้เกิดสวัสดิภาพนั่นเอง  ส่วนการส่งท้ายก็เป็นในทำนองเดียวกับเพื่อขจัดสิ่งร้ายมิให้ตามมารังควาญได้ต่อไป


สิงโต

            สิงโต   มีความเป็นมาที่กล่าวไว้ว่า  มีความหมายวิวัฒนาการเลื่อนมาจาก  มังกร  ซึ่งชาวจีนถือกันมาแต่แรกเริ่มว่าเป็นสัตว์สิริมงคลนำโชคลาภมาให้

                มังกร  เป็นสัตว์ในจิตนาการ  สร้างขึ้นสมัยกษัตริย์  อึ่งตี่  ประมาณว่า  ก่อน พ.. ๒๑๕๕  ปี  หรือเมื่อ ๔,๕๘๙ ปีมาแล้ว  โดยมีเรื่องเล่าขานไว้ว่า

                กษัตริย์อึ่งตี่   ผู้เมื่อสถาปนาชาติจีนเข้าเป็นปึกแผ่นโดยการผนึกรวมกันของชน   เผ่าแล้ว  ก็ได้สร้างเครื่องหมายใช้เป็นสัญญลักษณ์รวมไว้ประจำชาติโดยนำสัญญลักษณ์ประจำเผ่ามาผสมกันรวมเป็นมังกรขึ้นดังนี้ คือ

                เอาส่วนหัว                             มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่าวัว  ซึ่งถือเอาวัวเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนลำตัว                        มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่างู   ซึ่งถือเอางูเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนเขา                            มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่ากวาง   ซึ่งถือเอากวางเป็นสัญญลักษณ์

                เอาเกล็ดและหาง                  มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่าปลา   ซึ่งถือเอาปลาเป็นสัญญลักษณ์

                เอาส่วนเท้า                            มาจากสัญญลักษณ์ของเผ่านก   ซึ่งถือเอานกเป็นสัญญลักษณ์

                จึงสำเร็จรวมเป็น  มังกร  ( เล้ง )  ซึ่งต่อมาได้รับเชิดชูขึ้นเป็นสัญญลักษณ์ของ  ผู้ทรงคุณธรรม และได้กลายเป็นสัญญลักษณ์เฉพาะของพระมหากษัตริย์  ซึ่งมักถือกันว่า เป็นมังกรจุติมาบังเกิด    กระทั่งแม้แต่คำราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ก็มักใช้คำว่า มังกร   นำหน้า  เช่น  เรียก  พระพักตร์ ว่า มังกรพักตร์เป็นต้น

                ด้วยคตินี้เอง  มังกรจึงเป็นสัตว์วิเศษจากสรวงสวรรค์ซึ่งถ้าใครได้พบเห็นก็จะเกิดมงคล   มาโชคลาภอันเป็นเหตุให้เกิดประเพณีแห่มังกร   หรือเชิดมังกร  กันต่อมา  เช่น  ในงานขึ้นปีใหม่  ( ตรุษจีน )  วันเกิด  ขึ้นบ้านใหม่  เปิดห้างร้าน

เป็นต้น  แต่โดยที่มังกรเป็นสัตว์ขนาดใหญ่การเชิดจะต้องใช้คนมาก  ไม่เหมาะแก่การสถานที่จำกัดจึงได้มีการประยุกต์ใช้ซึ่งในที่สุดได้ประยุกต์กลายมาเป็นสิงห์โตอย่างที่เห็น

                อนึ่ง  ในขบวนแห่มังกร  เรามักจะเห็น  ธง ๕ สี นั้นโดยความหมายของสีทั้ง ๕  รวมกัน  เขาหมายถึงตัวมังกรหรือมังกรตัวหนึ่ง นั่นเอง   ด้วยจีนถือว่าธาตุมนุษย์นี้มี    ส่วน ( =   สี )  ดังนี้

                สีแดง                      หมายถึง                 หัวใจ  

                สีเหลือง                  หมายถึง                 ท้องกับม้าม

                สีน้ำเงิน                  หมายถึง                 ตับกับน้ำดี

                สีเขียว                     หมายถึง                 ปอดกับไส้ทั้งปวง

                สีดำ                        หมายถึง                 ท้องกับไต

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ที่มาคำว่า อะมิตาพุด อะมิตะพุด

 


อะมิตาพุด   อะมิตะพุด

            คำว่า  อะมิตะพุด  มีคำเขียนที่ถูกต้องว่า  อมิตพุทธ  เป็นคำที่เรามักจะได้ยินอยู่เสมอโดยเฉพาะในหนังจีนทั่ว ๆ ไป  อมิตพุทธ  คือพระนามส่วนที่เป็นสัมโภคกายของพระพุทธเจ้าตามความเชื่อของนิกายมหายานหรืออาจริยวาท  มาจากพระนามเต็มว่า  อมิตาพุทธ  ( พระพุทธเจ้าผู้มีแสงสว่างหรือรัศมีเกินจะกำหนดได้ ) หรือ  อมิตายุสพุทธ  ( พระพุทธเจ้าผู้มีพระชนมายุเกนจะกำหนด ) ซึ่งถือเป็น  อาทิพุทธ  อันมีลักษณะเป็นต้นธาตุ  ศูนย์รวมจักวาฬเป็นผู้ก่อให้บังเกิดสรรพสิ่ง  เช่นเดียวกับพระเจ้า  ( God )  ของศาสนาเทวนิยมทั้งหลาย มาชื่อเรียกในคำสวดมนต์ภาษาจีว่า  ออนี  เทาฮุด  หรือออนีเทาฮุก

                มหายานซึ่งได้รับอิทธิพบจากความเชื่อในลัทธิฮินดูเข้าไว้แล้ว   มีความเชื่อถือเรื่องพุทธแตกต่างไปจากนิกายหินยาน หรือนิกายเถรวาท   ของไทยเราอย่างตรงกันข้ามได้เปลี่ยนสภาวะพุทธจาก  อเทวนิยม ไปเป็น เทวนิยม  คือได้เปลี่ยนให้พระพุทธเจ้าไปเป็นเช่นเดียวกันกับพระเจ้าทั้งหลายโดยถือว่าพระพุทธเจ้า  มีพระกายเป็น ๓  ภาคคือ


                .   ธรรมกาย  ได้แก่ธาตุแท้แห่งพุทธ  ปรากฏอยู่ทั่วไปในทุกแห่งในจักรวาฬ  โลกนี้  และโลกอื่น

                .  สัมโภคกาย  ได้แก่พระกายที่เป็นบรมสุขสถิตอยู่ในแดนสุขาวดี   อันเป็น  พุทธเกษตร  หรืออาณาจักรของพระพุทธองค์เป็นนิตย์นิรันดร์ซึ่งถือว่าเป็นแดนนิพพาน  ( นิพพานของสำนักหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  ซึ่งเป็นพระในนอกายเถรวาทหรือหีนยาน  ถือผิดสายคือไพล่ไปถืออย่างแบบ  มหายายนิกายสุขาวดี  ซึ่งถือนิพพานมีลักษณะตามแนวข้างต้นนี้)  ทรงดำรงสถานเป็น  อาทิพุทธมีสถานะเช่นเดียวกับพระเจ้า (God )  ทรงพระนามว่า  อมิตาภพุทธ หรืออมิตายุสพุทธ  ( ออนีเทาฮุด)

                .   นิรมานกาย  ได้แก่  พระกายที่อวตาร  คือแบ่งภาคจาก  สัมโภคกาย  คือ  อาทิพุทธ  ลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า  ในโลกมนุษย์ที่เป็นมาแล้วทุกพระองค์เช่นเดียวกับอาตมันมาจากปรมาตมัน  ของฮินดู

                ส่วนพระโพธิสัตว์  ของมหายานนั้น  คือผู้บำเพ็ญบารมีแก่กล้าจนถึงพุทธภูมิแล้วแต่ยังไม่เข้าสู่แดนพุทธภูมิ ( สุขาวดี )  ก่อน  เพราะทรงมีเมตตาต่อมวลสัตว์โลกยังเสียสละอยู่ทำหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ไปก่อนจนกระทั่งถึงเวลาควรเข้าสู่แดนนิพพาน  ( สุขาวดี )  เมื่อใดจึงจะประนิพพาน ( กลับไปรวมในอาทิพุทธตามเดิม )

                อนึ่ง  มหายานถือว่า  การเข้าสู่สวรรค์ และนิพพานจะเป็นไปได้ก็ด้วยการอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์  ฉะนั้น  การบูชาอ้อนวอนพระโพธิสัตว์จึงถือเป็นกิจการหลักเช่นเดียวกับฮินดู

                เรื่องต่าง ๆ  ที่นำเสนอ  เห็นเป็นเรื่องน่ารู้พื้นฐานบ้านซึ่งเรามักสัมผัสสัมพันธ์พบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันเมื่อผ่านไปในห้างหรือสังคมย่านที่จีนอยู่อาศัยโดยทั่วไปทั้งนี้ก็ด้วยหวังว่า  คงจะเป็นประโยชน์ช่วยให้เราเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของพี่น้องชาวจีนดียิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ที่มาของ ปาท่งโก๋และหงส์




 



ปาท่งโก๋  หรือปาท่องโก๋

            ขนมชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมนำมารับประทานคู่กับเครื่องดื่ม   โดยเฉพาะกาแฟในตอนเช้า  ซึ่งมักจะเรียกเพี้ยนกันไปเป็น  ปลาท่องโก๋  นั้นมีชื่อจริง ๆ ว่า  เหย่าจาไกว่  หรือต่อมาเรียกว่าเหย่าจาโก๋  แปลว่า  ขนมทอดน้ำมัน  ส่วนคำว่า  ปาท่งโก๋  หรือปาท่องโก๋  อันแท้ที่จริงนั้นก็มาจากคำว่า  ปัก+ถ่อง+โก๋  แปลว่า  ขนมน้ำตาลทรายขาว  มีลักษณะเป็นแผ่นกลมใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือมีน้ำตาลทรายขาวโรยหน้าอยู่  เป็นขนมที่ชาวจีนกวางตุ้ง  นิยมหาบขายคู่กันกับเหย่าโจ๋ ( ขนมทอดน้ำมัน มีลักษณะเช่นปาท่องโก๋  หรือที่บางคนเรียกชื่อเกิดสั้น ๆ  ว่าจาก๊วย  ซึ่งตัดมาจากคำว่าเหย่าจาไกว่  หรือเหย่าจาก๊วย ที่นิยมรับประทานกับกาแห   ตอนเช้า ๆ  ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากชาวจีนกวางตุ้งมักร้องขายควบชื่อกันว่า  ปักถ่องโก๋  เหย่าจาไกว่  คนที่จี่ชื่อจึงเรียกสั้น ๆ ว่า เฉพาะชื่อต้นว่า  ปักถ่องโก๋  หรือปาท่องโก๋  เท่านั้นทั้ง  ๆ  ที่แม้ต้องการชื้อเฉพาะ  เหย่าจาไกว่  หรือจาก๊วย  เพียงอย่างเดียวก็ตาม  จึงเมื่อเวลานานเข้า  เหย่าจาไกว่  ก็เลยกลายมีชื่อเป็นปาท่องโก๋ไปในที่สุดโดยปริยาย



                ปาท่งโก๋  หรือ  ปาท่องโก๋  ซึ่งชื่อที่แท้จริงคือ  เหย่าจาไกว่  นั้นมีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน

                มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า  ในรัชสมัย  กษัตริย์เกาจง  แห่งราชวงศ์ซ้อง ( .. ๑๖๗๐ - ๑๗๐๔ ) แม่ทัพหนุ่มฝีมือฉกาจของจีนผู้หนึ่ง ชื่อว่า  งักฮุ้ย  ได้นำทัพมีกำลังน้อยกว่าข้าศึกตีโต้กองทัพแห่งราชวงศ์กิม  เผ่าแมนจู  ข้าศึกผู้เข้ามารุกราน  จีนไล่ล่าถอยไปจนเกือบจะพ่ายแพ้  แต่ขุนนางตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขอบจีน  ชื่อฉินไกว่  หรือบางแห่งออกเสียงเป็นชิงไกว่  เป็นขุนนางกังฉิน  รับสินบนข้าศึกโชว์ประเด็นถือนโยบายยอมแพ้ ได้บังอาจปลอมพระราชโองการประทับพระราชสัญจกรของฮ่องเต้ คือกษัตริย์เกาจงเรียกให้งักฮุยให้งักฮุยล่าถอนทัพกลับเสีย  แต่งักฮุยเห็นว่าข้าศึกจะแพ้แล้วจึงเร่งตีกระหน่ำเรื่อยไปไม่ได้ถอนทัพกลับในทันทีกระทั่งฉิ้นไกว่ต้องอ้างพระราชโองการไปถึง  ๓ ครั้ง พร้อมกำชับว่าถ้าไม่รีบกลับพระนคร  แต่ก็ยังถูกฉิ้นไกว่  แต่ก็ยังถูกฉิ้นไกว่ชิงประหารชีวิตเสียท่ามกลางกระแสเสียงคัดค้านอย่างเช็งแช่ทั่วไปเป็นเหตุใหจีนตกอยู่ในอำนาจของรางวงศ์กิมแห่งแมนจูในที่สุด

                ประชาราษฎรพากันโกรธแค้น   แต่ไม่รู้จะทำอะไรอัครมหาเสนาบดีได้  จึงพากันแช่งชักโดยการทำแป้งปั้นเป็นรูปหยาบ ๆ แทนฉิ้นไกว่  ๒ ผัวเมียนำมาทอดในกระทะน้ำมันที่เดือดพล่านแช่งให้ตกนรกลงกระทะทองแดงไปตามเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา  ทำนองเผาพริกเผาเกลือแช่งชักหักกระดูกตามคติของไทยเราแต่โบราณ  ฉะนั้น

                ต่อมาเมื่อเรื่อราวปรากฏความจริงขึ้นว่า  งักฮุยถูกฉิ้นไกว่แอบอ้างพระราชโองการฮ่องเต้ฆ่าทิ้งเสียเช่นนั้น  ทางราชการระลึกถึงความดี  จึงสร้างศาลบูชาคุณความดีและความชื่อสัตว์ต่อฮ่องเต้ของแม่ทัพงักฮุยไว้ที่เมืองฮันเจา และสร้างรูปปั้นฉิ้นไกว่  หรือชิงไกว่  สองสามีภรรยา  หล่อด้วยเหล็กเป็นรูปปั้นคุกเข่าคารวะไว้ที่หน้าศาลเป็นการประจานความชั่วของสามีภรรยาคู่นี้  ให้โลกได้รู้เห็นตลอดไป

                แม่ทัพงักฮุย  ได้รับยกย่องเทิดทูนขึ้นเป็นเทพเจ้าแห่งความจงรักภักดี  ไดรับพระราชทานราชทินนามมีเกียรติเหนือกวนอู  แต่ประชาชนได้มิไดเซ่นสรวงเหมือนอย่างเช่นสรวงเทพเจ้ากวนอู

                ปาท่งโก๋  ( เหย่าจาไกว่ จาก๊วย  หรือจาโก๊ย  มีประวัติความเป็นมายาวนาน 



หงส์

            เรื่องเกี่ยวกับนกกระสานี้  มีคติความเชื่อถือด้านกันอยู่ในหมู่พี่น้องชาวจีนเองชาวจีนฮกเกี้ยน  ถือว่า  นกกระสา  เป็นสัญญลักษณ์แห่งความตายของสตรี  เป็นลางร้าย  หรือโชคร้าย  ทำนองอย่างไทยลางถิ่นเชื่อเรื่องนกแสก  ฉะนั้นถ้าเกิดมีใครนำการ์ดรูปนกกระสา  เขียนคำอวยพรไปแสดงความยินดีหรืออวยพรแก่สตรีที่เพิ่งคลอดบุตรละก็  จะกลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจ  สำหรับเขา   เพราะมันหมายถึงโชคร้ายหรือความตายกำลังจะมาเยือนเธอ

                แต่สำหรับชาวจีนกวางตุ้งแล้วกลับถือว่า  นกกระสาเป็นสัญญลักษณ์แห่งความมีอายุยืน

                ฉะนั้น  จึงเป็นเรื่องที่ชนชาวไทยเราจำเป็นต้องเรียนรู้และระมัดระวังในการแสดงออกให้ถูกตามคตินิยมเมื่อต้องคบค้าสาคมกับเขาตามสมควร

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ความเชื่อเรื่องมังกร

 




มังกร

                มังกร  เดิมเป็นสัตว์สัญญลักษณ์ที่กำหนดขึ้นในอุดมคติปรากฏขึ้นในสมัยกษัตริย์อึ้งตี่  ซึ่งสร้างขึ้นมาจากสัญญลักษณ์ประจำเผ่าของชน  ๕ เผ่าที่รวมตัวกันเข้าก่อตั้งเป็นชาติจีนขึ้นโดยส่วนหัวของมังกรเอามาจากเผ่าวัว  เขาจากเผ่ากวาง  ลำตัวจากเผ่างู  เกล็ดจากเผ่าปลา  เท้าจากเผ่านก  ( เหยี่ยว )  ต่อมาได้เสริมลักษณะให้ดูน่าเกรงขามขึ้น  คือมีดั้งจมูกเหยี่ยว  เขี้ยวเสือ  กระทั้งกลายเป็นสัตว์วิเศษมีฤทธิ์ธานุภาพและพลังอำนาจที่บันดาลคุณและโทษให้แก่มนุษย์ได้  กลายเป็นเทพเจ้าแห่งฝนและห้วงมหรรณพซึ่งท่องเที่ยวไปในทะเลร้าย  ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์  ครั้นฤดูใบไม้ร่วงจะลงไปอยู่ในบาดาล  เมื่อขยับตัวหรือแสดงฤทธิ์แต่ละครั้งจะบันดาลให้เกิดคลื่นและน้ำท่วม  กลายเป็นสัตว์ดุร้ายฝ่ายอธรรม  ครั้นต่อมาเมื่อพระโพธสัตว์กวนอิม   ปราบได้ด้วยความเมตตา  จังยอมสยบกลายเป็นฝ่ายธรรมะ  และมีหน้าที่ให้ขึ้นไปเฝ้าดวงแก้ววิเศษ  อยู่บนสวรรค์  อันเป็นต้นกำเนิดมังกรคาบแก้ว

                กาลล่วงมาสมัยฮ่องเต้ฮั่นเกาโจ   ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น  ( .. ๓๓๘ )   มังกรได้กลายเป็นสัญญลักษณ์แห่งความดี  ความมีคุณธรรม  กษัตริย์ผู้ทรงคุณความดีมีคุณธรรมถือว่าเป็นมังกรทองจุติจากสวรรค์ลงมาเกิดหรือเป็นโอรสแห่งสวรรค์

                มังกรทองจังเป็นสัญญลักษณ์แห่งฟ้า   หรือสรวงสวรรค์ให้เป็นตราประจำบัลลังก์ฮ่องเต้ผู้ซึ่งสมมติเทพหรือโอรสแห่งสวรรค์หรือฟ้าให้มาเกิด  ( คำว่า  ฮ่องเต้  มาจากฮ้วง  ห้อง  จักรพรรดิ  ตี่  เต้   กษัตริย์   ฮ่องเต้  จึงแปลว่า จอมจักรพรรดิ

                ในคติความเชื่อของพี่น้องชาวจีน  จึงถือว่า  มังกรเป็นผู้ประเสริฐวิเศษ  มาแต่สวรรค์  เป็นของสูง  การได้พบเห็นจังเป็นมงคล  เป็นลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองสวัสดิ์



วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565

เทศกาลตรุษจีน

 







เทศกาลตรุษจีน

                เทศกาลตรุษจีน  หรือวันตรุษจีน  อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น   จีนบนผืนแผ่นดินใหญ่หรือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนปัจจุบัน ได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่  เป็นเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิ  หลังจากที่จีนได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

                การกำหนดวันตรุษจีนนั้นไม่ตรงกันทุกปี  แต่จะใช้ปฏิทินทางจันทรคติ   หรือไม่ก็ปฏิทินเกรกกอเรียเป็นหลักซึ่งววันดังกล่าวจะตกอยู่ระหว่างวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรของโลกมากที่สุดในช่วงฤดูหนาวคือระหว่างประมาณตั้งแต่  วันที่ ๒๒  ธันวาคม  กับวันวสันตวิษุวัติ ( Vernal  Equinox )  ได้แก่วันที่มีกลางวันและกลางคืนเท่ากัน  คือ ประมาณวันที่  ๒๑  มีนาคม  ฉะนั้น  วันตรุษจีนจึงตกอยู่ตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม  ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์

                การเรียกชื่อปีใหม่   เรียกตามชื่อราศี  ๑๒ ราศี  ตามระบบโหราศาสตร์ของจีนเช่นเดียวกับไทย  คือ ปีหนู  ( ปีชวด)  วัว (ฉลู) ขาล (เสือ) กระต่าย ( เถาะ) มังกร ( มะโรง ) งูเล็ก ( มะเส็ง )  ม้า (มะเมีย )  แพะ (มะแม) ลิง  ( วอก )  ไก่  (ระกา )  หมา (จอ)  หมู  (กุน)  นอกจากนั้นการเรียกปียังมีรายละเอียดออกไปอีก   เช่น  มีมังกรทอง  ปีมังกรไม้  เป็นต้น  โดยกำหนดเอาระยะเวลา  ๖๐ ปี  เป็นเวลาบรรจบครบรอบหนึ่ง

                เกี่ยวกับประวัติชื่อต่าง ๆ  ประจำ  ๑๒  ราศีนั้นมีนิยายปรัมปราเล่าขานตามคติแบบมหายานว่า  ในสมัยพุทธกาลโพ้น   เมื่อพระพุทธเจ้าเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเฝ้าพระองค์นั้น  มีสัตว์เพียง ๑๒ ชนิดดังกล่าวแล้วเท่านั้นมาเฝ้าตามพระประสงค์  ต่อมาพระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้เอาชื่อสัตว์ต่าง ๆ  ๑๒ ชนิดดังกล่าวนั้น  เป็นชื่อประจำราศีหรือปูมปฏิทิน

                ปูมปฏิทิน  นับว่าเป็นสิ่งตีพิมพ์ที่ทำเผยแพร่ต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานเก่าแก่ที่สุดในโลก  เชื่อกันว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ราว  ๒๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล  เวลาที่แน่นอนนั้นยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่ในหมู่ของผู้นิยมความคิดว่าเวลาแน่ชัดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมีนิทานเล่าว่า   จั้กรพรรดิเหยาซึ่งมีพระชนมายุอยู่ราว  ๒๒๕๔  ปีก่อนคริสตกาลเป็นผู้มีพระบรมราชโองการให้กำหนดฤดูกาลสำหรับชาวนาจะได้รู้ว่าเมื่อไรควรจะปลูกข้าว  และเมื่อไรจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวพืชผลโดยโปรดเกล้าฯ   ให้เรียกประชุมบรรดานักโหราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชั้นยอดาของประเทศ   ให้จัดทำเขียนปูมปฏิทินฉบับแรกขึ้น   นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้ยึดถือตารางเวลาดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติทั่วกัน  นับแต่จักรพรรดิลงมาถึงปวงประชาราษฎร

                ปูมปฏิทิน  จะได้รัยจัดทำขึ้นใหม่ทุกปีโดยคณะกรรมการโหราศาสตร์  ซึ่งเอามาจากข้อมูลเชิงโหราศาสตร์และข้อสังเกตทั่วไปจากทั่วประเทศจีน  โดยจัดเตรียมไว้เป็น  ๓ ฉบับ คือ  ฉบับที่หนึ่ง   เป็นการคัดลายมือ  สำหรับจักพรรดิหรือฮ่องเต้ทรงใช้  ฉบับที่สอง  สำหรับผู้ปกครองหัวเมืองและข้าราชการขุนนางชั้นผู้ใหญ่  ฉบับที่สาม  เป็นฉบับธรรมดา ๆ  สำหรับประชาราษฎร์ทั่วไป

                ปูมปฏิทินดังกล่าว  ในไต้หวันเรียกว่า  ปูมปฏิทินชาวนา   ในฮ่องกงเรียกว่า  ศาสตร์แห่งสรรพสิ่ง  ( ทงเสินหรือทงลี่)  แต่ฉบับของฮ่องกงเป็นปฏิทินที่นิยมทั่วไปแม้แต่ในไต้หวันและไทย

                นื้อหาสาระของปูมปฏิทินจีน   นอกจากตารางเวลาแระจำวันและฤกษ์ยามต่าง ๆ แล้ว  ที่คงตัวไม่เปลี่ยนแปลงคือตำราพรหมชาติ  นอกนั้นจะบรรจุสาระข้อมูลทุกประเภทที่เกี่ยวข้องและเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันเป็นต้นว่า  บทสวดมนต์ภาวนา  ซึ่งมีทั้งสำหรับภาวนายามป่วยไข้  สำหรับขับไล่วิญญาณชั่วร้าย  สำหรับปวดศรีษะ  สำหรับป้องกันภัยจากสัตว์ป่า คาถา  เสน่ห์ การพยากรณ์โชคชะตา  ทำนายฝัน  ลางบอกเหตุต่าง   การเลี้ยงดูเด็ก  การตั้งชื่อเด็ก ความรู้เกี่ยวกับเทพยดา  ข้อมูลทางโหราศาสตร์  เป็นต้น  โดยมีลักษณะเป็นปึ้ง หนังสือเล่มหนาเตอะ  ซึ่งจะหาดูได้ตามห้างร้านชาวจีนที่ประกอบธุรกิจทั่ว ๆ ไป

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประวัติการฉลองปีใหม่

 


ประวัติการฉลองปีใหม่

                การฉลองปีใหม่ตามปรากฏที่ได้มีการบันทึกไว้มีขึ้นในเรื่องราวของชนชาติชาวบิโลน  หรือบาบิโลเนียนมาก่อนเมื่อราว  ,๐๐๐  ปีก่อน  ..  ชาวบาบิโลนได้จัดงานพิธีขึ้นอย่างหนึ่งเรียกว่า  “ ZAKMUK” มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงบูชา “ MARDUK “ สุริยเทพ  โดยชาวบาบิโลนเชื่อว่า  พระองค์จะเสด็จมาประทับในท่ามกลางที่ชุมชนเทพเจ้าทั้งหลายในมหาวิหารกรุงบาบิโลนเพื่อทรงกำหนดเหตุการณ์ของโลก  และเหตุการณ์ในพระชะตาชีวิตของกษัตริย์  กรุงบาบิโลน  พิธี “ ZAKMUK “ จะเริ่มตั้งแต่ราวปลายเดือนมีนาคมรวมเวลาเฉลิมฉลองราว ๆ ๑๑ - ๑๒  วันเนื่องมาแต่เดือนมีนาคม  นั้นแต่นับเป็นเดือนแรกแห่งการเริ่มปีใหม่ดังกล่าวแล้วในเรื่องของเดือน

                ต่อมาชาวโรมัน  ซึ่งได้กำหนดเอาวันที่    เดือนมกราคม  เป็นวันขึ้นปีใหม่ได้จัดการสมโภชหรือฉลอง  ปีใหม่ขึ้นโดยจัดให้เป็นวันหยุดงานเป็นสากล  มีพิธีบวงสรวงสังเวยเทพเจ้า  และพิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  มีการไปเยี่ยมกันตามญาติและเพื่อนบ้าน  มีการแลกเปลี่ยนของขวัญปีใหม่มอบให้แก่กันและกัน   โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้ก็คือจะต้องนำกิ่งไม้ชนิดหนึ่งอันมีความหมายแห่งโชคดีไปมอบให้กันด้วย  ซึ่งสันนิษฐานว่า  ต้นไม้ดังกล่าวนั้น  น่าจะเป็น  กิ่งสน หรือที่เรียกกันต่อมาในกาลภายหลังว่า  ต้นคริสมาส นั่นเอง  เนื่องจากเป็นต้นไม้ชนิดเดียวที่เขียวสดไม่ผลัดใบสามารถดำรงชีวิตต้านความหนาวอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง  แสะถึงความสามารถเอาชนะความตายได้เช่นเดียวกับพระเยซูครีสต์  ซึ่งคริสตศาสนิกชนถือว่าพระองค์ทรงเอาชนะความตาย  คือตายแล้วกลับฟื้นคืนชีพใหม่ได้  จึงถือเป็นสัญญลักษณ์แทน  พระเยซูคริสต์ หรือ  จีซัส  ไครัต   ซึ่งก็คงจะมีความหมายเป็นการอวยพรทำนองให้มีอายุ  วรรณะ  สุข  พละ อะไรทำนองนั้นกระมัง

                สำหรับการฉลองปีใหม่ของไทยเรานั้นแตกต่างออกไป  เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์และชีวิตชาวบ้านมีความผูกพันธ์แนบแน่นกันอยู่อย่างแยกไม่ออก  การดำรงชีวิตผ่านพ้นไปปีหนึ่งจึงถือว่าเป็นพระบารมีแผ่คุ้มปกเกล้าให้ชีวิตร่มเย็นอยู่ได้  ดังนั้น  การแสดงออกในเรื่องการสมโภชปีใหม่  จึงมักเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

                ในครั้งกรุงสุโขทัยเน้นหนักถึงพระราชจริยานุวัตรของพระเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรของพระองค์  ดังความปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์   หรือตำรับนางนพมาศว่า  ครั้นถึง    วันพระบรมทินกรจรจากมีนราศี  ประเวศขึ้นสู่เมษาราศีเถลิงศกขึ้นปีใหม่  แต่บรรดาข้าเฝ้าพระบาททั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในก็ประชุมกัน  รับพระราชทานน้ำพระพัฒน์  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งพนักงานโปรดให้พระราชทานเงินประจำปี  แต่พัสตราภรณ์แก่พระราชวงศ์  ทั้งพระยาข้าเฝ้าทั้งในกรุงนอกกรุงตลอดไปจนไพร่ประจำของพระสนมกำนัลชาวชะแม่จ่าชา  ตามตำแหน่งฐานานุศักดิ์ทุกหน้า

                สมัยกรุงศรีอยุธยา  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ได้มีการประดับตกแต่งไฟตามบ้านเรือนสว่างไสวไปทั่วรวมทั้งมีการตั้งโต๊ะหมู่บูชา เหมือนอย่างการจัดงานเฉลิมฉลองพระชนพรรษาในสมัยปัจจุบัน  ปรากฏความตามจดหมายเหตุของ  บาทหลวง เดอ  ซัวซีร์ ผู้ช่วยของ ท่านเซวาเลีย  เดอ  โซมองต์ ราชทูตพระเจ้าหลุยที่  ๑๔ แห่งฝรั่งเศส  ซึ่งเดินทางเข้าเจริญพระราชไมตรีได้จัดลงไว้  เมื่อวันที่  ๒๗ พฤศจิกายน พ..  ๒๒๒๘  ว่า

                ค่ำวันนี้   พวกเราได้พากันไปดูประทีปโคมไฟที่ช่องประตูหน้างต่างตามบ้านเรือนราษฎร   มีโคมไฟจุดแขวนและมีตะเกียงจุดตั้งไว้ดูสว่างไสวช่วงโชติน่าทัศนายิ่งนัก  บางแห่งก็ตั้งโต๊ะบูชา มีลับแลและแจกันอันมีดอกไม้สดปักเต็ม  ข้างหลังแจกันมีเชิงเทียนตั้งอยู่   มีเทียนปักอยู่บนนั้นและจุดไฟไว้ด้วย  เครื่องบูชาทั้งนี้ประกอบกันเข้าเป็นชุดแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าใคร่น่าชมยิ่งนัก  ขุนนางผู้ใหญ่  ผู้น้อยทั้งหลายได้พากันเข้าเฝ้าในพระราชวังเพื่อถวายพระพรชัยหรือจะพูดไดว่าเพื่อกล่าวคำยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ผิด พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จออกประทับที่ช่องพระแกลให้ช้าราชการเฝ้า  และพระราชทานเสื้อกักหลายชนิดให้แก่ข้าราชการตามลำดับยศ  บรรดาภรรยาข้าราชการทั้งหลายพากันไปเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง พระราชธิดาทำนองเดียวกันกับสามีของตน  พระราชพิธีนี้เคยกระทำกันมาทุกปี ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งมักตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเสมอ  วันนี้แหละเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย  แต่จงจำไว้ว่า   คนไทยจะเถลิงศกเมื่อถึงเดือน   ขึ้น  ๑ ค่ำตกอยู่ในราวเดือนมีนาคม

                สำหรับพิธีขึ้นปีใหม่สมัยปัจจุบันนั้น   พระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังจะมีการอาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวนเท่ากับพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ในอดิตมาสวดพระพุทธมนต์    พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย  และมีพิธีสดัปกรณ์ในวันรุ่งขึ้น  เวลาเช้าของวันสิ้นปีเก่าคือวันเก่าคือวันที่  ๓๑ ธันวาคม  และเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงบาตรพระสงฆ์  ๑๕๐ รูป    ประตูฉนวน


วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

                สำหรับข้าราชการและคนทั่วไปต่างนิยมประกอบพิธีตักบาตรปีใหม่เช่นกัน   เช่นที่ท้องสนานหลวง  และที่ทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นที่สาธารณะซึ่งชุมชนจะรวมกันได้โดยสะดวก

                เทศกาลขึ้นปีใหม่  มักนิยมอวยพรด้วยการมอบ  ของขวัญ   และส่ง  บัตร  . . .” ทางไปรษณีย์พร้อมด้วยคำอวยพรตามประสงค์อันเป็นการแสดงออกถึงสัมพันธ์ไมตรี  มีความปรารถนาดีต่อกัน

                อนึ่ง  ในเทศกาลปีใหม่  พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรเพื่อความเจริญและเป็นสิริมงคลแก่วิถีชีวิตตนในปีใหม่สืบไป  และมักนิยมจัดงานเลี้ยงรื่นเริงกันในหมู่ญาติเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยมุ่งแสวงหาความสุขความสวัสดีเป็นที่ตั้งเป็นไปตามคติที่ว่า  เริ่มต้นด้วยดีแล้ว  ก็เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า  ส่วนมากจะมุ่งเอาแต่เรื่องอบายมุข  คือ  สุรา  และการพนัน เป็นหลักประกอบในการจัดงานสนุกสนานรื่นเริง  ซึ่งเป็นเรื่องที่มักจะลงเอยด้วยความสิ้นเปลืองทั้งปวง

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...