วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

สารท ความเป็นมา

 




สารท

ความหมาย

                สารท   เป็นรูปคำภาษาบาลี   มีรูปคำภาษาสันสกฤตว่า  ศารท   มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า  เกิดในฤดูสรทะ  หรือฤดูใบไม้ร่วง และมีความหมายที่นำมาใช้ในประเพณีไทยว่า  เทศกาลทำบุญเดือน  ๑๒    จัดเป็นเทศกาลทำบุญกลางปีนับจากวันขึ้นปีใหม่  เริ่มแต่เทศกาลสงกรานต์เดือนห้า  เป็นต้นมา   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เปรต   เหล่าญาติที่ล่วงลับไปสู่ปรโลก  ซึ่งมีมูลมาจากแนวความเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่ปล่อยเปรตให้กลับมาเยี่ยมบ้านเพื่อรับส่วนบุญที่เหล่าญาติบำเพ็ญอุทิศให้  ซึ่งเมื่อเปรตเหล่านั้นอนุโมทนาในผลบุญอุทิศนั้นแล้ว  ก็จะได้เสวยผลอบายภูมิ  พ้นทุกข์ทรมาน  ได้อัตภาพใหม่ที่ดีกว่าเป็นสุขกว่าต่อไป

ความเป็นมา

                คำว่า  สารท   มาจากรูปคำเดิมว่า  สรท   ซึ่งแปลว่า  ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn )    ฤดูสรท   เป็นฤดูที่พืชผลและธัญญาหารเริ่มสุก  ถือเป็นฤดูเก็บเกี่ยว  จึงเป็นฤดูที่น่ายินดีปรีดาสำหรับชาวไร่  เป็นผลแรกได้แห่งผลธัญญาหารในรอบปี  ต่างจึงถือเป็น  เทศกาลที่รื่นเริงสำราญจัดงานฉลองเลี้ยงดูกัน     ( Seadonal   Festivals )  เรียกเทศกาลพิธีนี้ว่า  เทศกาลผลแรกได้   ( Firsrt  Fruit  )  คล้ายทำนองพิธีในอินเดียตอนเหนือที่มีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า  อาครยเษษฏิ   ( พิธีบูชาพระอินทร์ และพระอัคคี  ด้วยยาคูซึ่งทำมาจากข้าวใหม่อันเป็นผลแรกได้  นำมาคั้นต้ม )  ในอินเดียตอนใต้ก็มีพิธีเกี่ยวกับผลแรกได้เช่นเดียวกัน  เรียกชื่อว่า  พิธีปงคัล   โดยเอาข้าวแรกได้มาต้มผสมนมและเนยทำเป็น  ทิพปายาส  หรือมธุปายาส    เพื่อบูชา  พระพิฆเณศ   แต่เขาทำกันในเดือนมากราคม

                สำหรับในแถบยุโรป  ได้จัดเป็นวันพิเศษวันหนึ่งเรียกว่า  วันขอบคุณพระเจ้าประจำฤดูเก็บเกี่ยว   ( Harves  Thankgivng  Day )  โดยจัดเป็นงานพิธีเฉลิมฉลองขึ้นเรียกว่า  พิธีฉลองการเก็บเกี่ยว  “ Harvent  Festival “  มีการแห่ตุ๊กตาที่ทำขึ้นจากรวงข้าว   ( Harvent   Queen )  ซึ่งบางทีก็เลือกสรรสาวสวยขึ้นเป็นราชินีเก็บเกี่ยวแทนตุ๊กตาทำนาง  ราชินีโภสพ   อะไรทำนองนั้น

                ส่วยไทยเรา  เราไม่มีสารทฤดูโดยตรง  แต่ที่เรามีประเพณีสารทด้วยการรับเอาอิทธพลที่ผ่านเข้ามาทางลัทธิฮินดู  นำเข้ามาผสมผสานกับความเชื่อพื้นฐานดั้งเดิม  ลัทธิเชื่อผีสาง    และผนวกเข้ากับคติทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะการสอนให้รู้บุญคุณคนและรู้จักทำตอบแทนบุญคุณคน  อันถือเป็นคุณสมบัติของคนดี  ได้หลอมรวมกันเข้าเป็น  คติไทย   ปรากฏเป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ  เช่น  เดียวกับพิธีสารทอย่างที่ปรากฏ

                พิธีสารท่ไทยซึ่งเป็นชื่อเรียกตามฤดูกาลอย่างภาษาสามัญ  ส่วนพิธีอย่างของหลวงเรียกว่า    พระราชพิธีภัทรบท   นั้นคงมีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแล้วเป็นเวลาเนิ่นนาน  อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยสุโขทัยดังหลักฐานปรากฏใน ตำรับนางนพมาส

                ครันเดือนสิบสอง  ถึงการพระราชพิธีภัทรบท  ( เดือนสิบ )  เป็นนักขัตฤกษ์  มหาชนกระทำมธุปายาสทาน  และจะเด็ดรวงข้าวสาลีเป็นปฐมเก็บเกี่ยว  ( ผลแรกได้ ) ………  อันว่าหมู่พราหมณ์  บรรดาซึ่งได้เล่าเรียนไตรเพทย่อมถือลัทธิว่า  เดือนสิบเป็นปฐมครรภสาลี  มหาชนจะเก็บเกี่ยวมากระทำมธุปายาส  ยาคูเลี้ยงดูพราหมณ์  เพื่อจะได้เป็นมงคลแก่ข้าวในนา

                ฝ่ายข้างพุทธศาสน์   พระราชพิธีภัทรบทนี้เป็นสมัยหมู่มหาชนกระทำมธุปายาส   ยาคู  อังคาสพระสงฆ์ (อังคาส  ยกให้  เลี้ยงพระ ) และเลี้ยงพราหมณ์ทั้งบูชาพระรัตนตรัยด้วยพรรณผ้ากระทำเป็นธง  แล้วอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้แก่ญาติอันไปสู่ปรโลก  ปรทัตตูปชีวีเปรต “ ( เปรตทีมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาศัยผลบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ ) ……. “

กระยาสารท

กระยาสารท   คืออะไร

                พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  ..  ๒๕๒๕  ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า

                กระยาสารท    เครื่อง  สิ่งของ  เครื่องเงิน

                กระยาสารท   ขนมที่ทำด้วยงาและข้าวเม่าข้าวตอกกวนกับน้ำตาล  แต่เดิมนิยมทำเฉพาะในเทศกาลสารท 

                ส่วยผสมของกระยาสารท  มีเครื่องปรุงที่ชาวบ้านกระทำกันประกอบด้วย  ข้าวเม่า  ข้าวตอก  ถั่วงา น้ำตาล  น้ำผึ้ง   และน้ำตาลกรวด  ปัจจุบันนิยมใส่  แปะแซะ   ( น้ำผึ้งขาว  )   ของจีน  ซึ่งเป็นหัวน้ำเชื่อมชนิดเข้าข้นลงไปแทนน้ำผึ้งซึ่งหายาก  เพื่อทำให้กระยาสารทเหนียวไม่ร่วน

                กระยาสารทดังกล่าวนี้   น่าจะเป็นกรรมวิธีแบบชาวบ้านจัดทำขึ้นในลักษณะ   มธุปายาส )  อย่างของหลวงที่ปรากฏในตำรับนางนพมาสนั่นเอง   เนื่องจากมีความปรากฏกล่าวถึงวิธีทำมธุปายาสของหลวงไว้  มีลักษณะเครื่องปรุงคล้าย

                “ …..  นายนักการละหานหลวง  ก็เก็บเกี่ยวครรภสาลี   และรวงข้าวมาตากตำทำเป็นข้าวเม่า  ข้าวตอก  ส่งต่อมณเฑียรบาลวังเวรเครื่อง  นายพระโคก็รีดน้ำขีรารสมาส่ง  ครั้นถึงวันรับพระราชพิธีภัทรบท  คือวันขึ้น  ๑๓  ค่ำ  เพลาเช้าเป็นธรรมดาฤกษ์  จึงสมเด็จพระอัครชายา   ดำรัสสั่งให้จ่าชา  ชาวเวรเครื่องทั้งมวลตกแต่ง  มธุปายาส  ปรุงระคนเจือล้วนแต่ของโอชารส  มีขัณฑสกร  และน้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  น้ำตาล  ทธิ ( นมส้ม )  นมสด  เป็นต้น   ใส่ลงในภาชนะตั้งบนเตาเพลิง  จึงให้สาวสำอางกวนมธุปายาส    ครั้นมธุปายาสสำเร็จแล้ว  ก็กวนข้าวยาคู  เอาถั่วงา   ระคนปนครรภสาลีที่แย้มยอด  ( ข้าวสาลีที่กำลังตั้งท้อง  มีลักษณะเป็นน้ำนม (  เจือด้วยขีรารส  ขัณฑสกร  น้ำตาลกรวด  ให้โอชารส  สำเร็จเป็นอันดี… “

                พิธีกวน  ข้าวมธุปายาส ในที่นี้ชวนให้เข้าใจว่า  ที่แท้ก็คือข้าวทิพปายาส  ( ข้าวทิพ )  หรือกระยาสารทชั้นดีสมบูรณ์ด้วยเครื่องปรุงนั่นเอง

                อนึ่ง  มีคำว่า  ข้าวเม่า   ปรากฏอยู่  ชื่อและชนิดของข้าวเม่านั้นเอ่ยขึ้นก็เป็นที่รู้  แต่ความหมายของมันคือ  อะไรเล่า ?

                มีคำภาษาไทยพื้นบ้านบางคำที่อยู่ในความสงสัยและสนใจอยากรู้ความหมายมานาน   เช่นคำ ข้าวเม่า   และจาวตาล  จาวมะพร้าว  แต่เพิ่งจะได้เค้าความหมายเอาก็ต่อเมื่อภายหลังจากที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสพรียนรู้ภาษาพื้นบ้านชาวหัวถนนในเขตอำเภอปากท่อ   จังหวัดราชบุรี   ซึ่งมีเชื้อสายเขมร  ( เขมรปากท่อ ? )  ที่นี่เขาพูดสำเนียง  และ สระไอ   ลางคำเป็นเสียง  สระเอา  เช่นคำว่า  (ใจ) เป็นเจา  ใหม่เป็นเหม่า เม่ว จึงมาถึงบางอ้อทันทีว่า  จาวมะพร้าวที่แท้ก็คือ  ใจมะพร้าว     และ  ข้าวเม่า ก็คือ ข้าวใหม่   นั่นเองมิใช่อื่นเลย

                วัตถุประสงค์ของการทำขนมกระยาสารทนั้น  มีเค้าเงื่อนมาแต่  ( ผลแรกได้ ) คือ ความเชื่อที่ถือว่า  ผลผลิตใด ๆ ในเรือกสวนไร่นานั้น   ถ้าได้นำผลที่ได้รับครั้งแรก หรือผลแรกได้   ไปทำบุญอุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้วก็จะได้บุญอานิสงส์มาก  อนึ่ง  ด้วยความประสงค์ที่จะให้เป็นเสบียงที่เหล่าญาติจะนำไปเก็บได้นาน ๆ  จึงนำ  ( ผลแรกได้ )  ต่าง ๆ มาทำเป็นของแห้งเพื่อเป็น  เสบียงกรัง   ( กรัง   แห้ง ) สำหรับเก็บไว้ใช้ได้นานไม่บูดเน่า  จะเห็นได้ในของที่ทำขึ้นในแนวความคิดและความมุ่งหมายทำนองเดียวกัน  เช่น  ข้าวเหนียวแดง   กะละแม  ( Caramell )  ในเทศกาลตรุษสงกรานต์  และขนมพอง  ขนมลา  ขนมบ้า  ขนมเผา  เป็นต้น  ในเทศกาลพิธีตั้งเปรต  ชิงเปรต  ของชาวไทยภาคใต้ล้วนเป็นของเก็บไว้ได้นานเช่นเดียวกัน

ต้นเค้าของพิธีสารท

                ท่าน เสฐียรโกเศศ หรือ พรยาอนุมานราชธน ได้ให้ข้อมูลสันนิษฐานได้ว่า  พิธีสารท น่าจะได้ต้นเค้ามาจาก  พิธีเปตมาส  ชองชาวฮินดู ด้วยว่ามีลักษณะพิธีทำบุญให้ผู้ตาย  และทำใน  เดือนภัทรบท   ( เดือนสิบ )  คล้ายคลึงกัน

                พิธีเปตมาสเป็นเทศกาลที่เกี่ยวกับผู้ตายมีลักษณะพิธีสรุปกล่าวได้  ดังนี้

                - เป็นเทศกาลพิธีทำบุญอุทิศให้วิญญาณผู้ตาย  เช่นเดียวกับพิธีสารทของไทย   จัดขึ้นในวันข้างแรมเดือนสิบ

- เป็นพิธีทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและสมาชิกในครอบครัวที่ตายไปแล้ว

            - มีการสังเวยน้ำแก่วิญญาณผู้ตายในวันดิถีทางจันทรคติที่ตรงกับวันตายของผู้ตาย 

            - มีการเชิญพราหมณ์มาทำพิธีด้วยการถวายของสังเวยแก่พราหมณ์  เช่น  เงิน  ข้าวสุก  นมเปรี้ยว   ผัก  พืชผล  และอาหารคาวหวานอื่น ๆ

- มีการเชิญดวงวิญญาณของผู้ตายในรอบปีให้มาสถิตร่วมอยู่กับวิญญาณบรรพบุรุษอื่น ๆ  ที่มุมหนึ่งของบ้าน ความสับสนปะปนระหว่าง สารท กับ  ศราทธ์

                ศราทธ์ มิใช่เทศกาลพิธี  แต่เป็นพิธีกรรมของชาวฮินดู  หมายถึง  พิธีส่งดวงวิญญาณของผู้ตายขึ้นสวรรค์ซึ่งการประกอบพิธีนั้นจะต้องกระทำโดย ลูกชาย  เป็นผู้ที่เปลื้องพ่อแม่ให้หลุดจากนรกขุมปุตตะได้

                ศราทธ์ แปลตามรูปศัพท์ว่า  พิธีที่ทำด้วยความเชื่อ  ความมุ่งมั่น  ความเพียรพยายามของญาติผู้ตาย   เนื่องจากเป็นพิธีกรรมที่ต้องทำก้นตลอด  ไม่มีฤดูกาล  อาจจะทำทุกวันในปีแรกแห่งการตาย  หรือทำเดือนละครั้งตามลัทธิความเชื่อ


ความเชื่อเรื่องศราทฤธ์

                ชาวฮินดูพากันเชื่อว่า  ร่างกายของคนตายสูญสลายไป  เพราะการเผาหรือฝังดิน วิญญาณ  ( อาตมัน ) ของผู้ตายจึงอยู่สภาพแห่งเปรต  เที่ยวได้วนเวียนอยู่ในสถานที่ที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน   ไม่เป็นอันเดินทางไปสู่ปรโลกของผู้ตายได้  เนื่องจากขาดกำลัง  ดังนั้น  ญาติจึงต้องทำพิธีส่งกำลังไปให้เรียกว่า  พิธีปัญฑะ   คือ พิธีเซ่นสังเวยวิญญาณของผู้ตายด้วยก้อนข้าว   ( ปัณฑะ  ก้อนข้าว )  เพื่อให้วิญญาณได้มีกำลังพอสามารถที่จะเดินทางไปถึงปรโลกได้

ลำดับพิธีของศราทธ์

                วันแรกของการตาย  ลูกชายผู้ตายจะนำก้อนข้าวปิณฑ์ปั้นเท่าขนาดผลมะตูม  จำนวน    ก้อน  ทำจากแป้งข้าวจ้าว  ข้าวสาลี  ข้าวเหนียว หรือข้าวบาเลย์   ผสมน้ำมันเนยกับน้ำผึ้ง  ใส่ภาชนะหรือวางบนใบตอง  ( แบบแขก )  พร้อมทั้งน้ำ   ทำพิธีเซ่นสังเวยวิญญาณผู้ตาย  โดยทำในวันตาย    ครั้ง  และหลังวันตายทุกวันจนครบกำหนด  ๑๐  วัน   เหตุที่ต้องทำครบ  ๑๐  วัน ก็ด้วยเหตุที่ชาวฮินดู  ถือว่า  วิญญาณ  ( อาตมัน )  ของผู้ตายนั้นจะได้สุขุมรูปอันสมบูรณ์ได้  ก็วันที่ ๑๐ แห่งการตาย    ทั้งนี้  จะต้องประกอบพิธีศพอย่างถูกต้อง ฉันจะมีผลให้วิญญาณได้อวัยวะครบถ้วน คือวันที่ ๑ วิญญาณจะได้ศรีษะ  วันที่    จะได้ตัว  วันที่ ๓ ได้หัวใจ วันที่ ๔ ได้หลัง  วันที่ ๕ ได้สะดือ  วันที่ ๖ ได้ของลับ (เครื่องเพศ)วันที่ ๗ ได้ขา  วันที่ ๘  ได้ขา  วันที่ ๙  ได้เข่า  วันที่ ๑๐ ได้ มือและเท้า   ครบ  ๑๐  วัน  จึงได้ร่างทั้งร่าง   ถ้าประกอบพิธีไม่ถูก  วิญญาณจะได้ร่างเพียงบางส่วน  และเร่ร่อนไปในที่ว่าว  เป็นผีเลวไม่สมประกอบ

                ในวันที่ ๑๑  นับแต่วันตาย  เป็นวันพิธีศราทธ์ใหญ่  มีการพิธีสรุปกล่าวได้  ดังนี้

ญาติ ๆ ผู้ตายพากันประกอบพิธีแต่งงานให้วัวคู่หนึ่ง

                - ประทับตรา ตรีศูล   สัญญลักษณ์แห่ง พระอิศวร    ผู้เป็นเจ้า  ทำพิธีขอพรจาวัว  แล้วปล่อยวัวไป

                - ญาติ ๆ พากันสวดวิงวอนขอพรจากพระเจ้าให้ทรงช่วยเปรตหรือวิญญาณ

            - มีการเลี้ยงพราหมณ์ ๑๑ คน  เนื่องในการพิธีศราทธ์ที่ทำในวันที่ ๑๑  นี้

-มีการกรวดน้ำ  ( กรวด ข  ริน  หลั่ง  เท ) อุทิศส่วนบุญที่ทำไปให้ผู้ตาย

                ชะรอยว่าเสียงคำว่า  สารท กับ ศราทธ์   ใกล้เคียงกันจึงได้นำเอาพิธีทั้งสองผสมผสานเข้าด้วยกันโดยถือเอาเป็นเรื่องเดียวกัน  การพิธีทำบุญในเทศกาลสารทจึงมีการผนวกเอาการทำบุญอุทิศให้ผู้ตายแบบพิธีศราทธควบคู่กันไปด้วย   เผอิญสอดคล้องกลมกลืนกันแนวคำสอนขสองพระพุทธศาสนาในเรื่อง  กตัญญูกตเวที   ซึ่งได้เน้นการทำ บุพพเปตพลี “(ทำบุญเพิ่มผลให้บุพพการี )  ถือเป็นหน้าที่ของผู้เคยได้รับอุปการะคือลูกหลานเป็นต้น  ที่จะพึงทำอุทิศผลให้เป็นการตอบแทนต่อผู้มีคุณตามโอกาสอันควร

                อนึ่ง พิธีศราทธ์ ที่นำมาใช้เป็นเอกเทศโดยเฉพาะก็มี  แต่เป็นการทำตามคติทางพระพุทธศาสนา  อย่างที่เรียกว่า  สวดศราทธพรต    ซึ่งแปลว่า  พิธีทำบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว   ( พรต   การปฏิบัติ   ธรรมเนียม  ประเพณี )อย่างที่มีปฏิบัติมา

                การทำสังฆทาน    ผู้ทำเป็นผู้นิมนต์พระสงฆ์ให้มารับหรือไม่ก็นำของไปทำกับพระสงฆ์ที่วัด

                การตักบาตรธารณะ   พระสงฆ์เป็นผู้มารับบาตรเองโดยผู้ให้มิได้เจาะจง  หรือผู้ถวายบาตรตามวัดต่าง ๆ คามชนบทที่ทำกันอยู่

                พิธีสารททางภาคกลางที่มีข้อน่าศึกษาเป็นพิเศษ  เห็นจะเป็นพิธีปฏิบัติของชุมชนในเขตจังหวัดราชบุรี  ที่เป็นเชื้อสายลาวซึ่งนิยมเลี้ยงผีเรือน  เขามีพิธีปฏิบัติแตกต่างไปอย่างเห็นได้ชัด คือ

                ถึงวันแรม  ๑๕ ค่ำ  เดือน ๑๐ ทุกบ้านจะจัดสำหรับคาวหวานคู่หนึ่ง  มีเสื้อผ้า    สำหรับ  พร้อมทั้งกระยาสารทสำหรับเซ่นไหว้ผีเรือน   โดยจัดวางของที่เตรียมทั้งหมดลงบนผ้าขาวที่ปูไว้กลางเรือน   ลูกหลานทั้งหลายจะพากันมานั่งล้อมรอบผ้าขาว   จุดธูปเทียนบูชาออกชื่ออันเชิญผูปู่ย่าตายายและผีญาติที่ล่วงลับที่เลี้ยงไว้เป็นผีเรือนมากินเครื่องเช่นสังเวย  ครั้นเวลาล่วงไปประมาณ    นาที  ซึ่งกะว่าผีกินเครื่องเซ่นสังเวยเสร็จแล้วก็จะลาเอาเครื่องเซ่นนั้นมาเลี้วงดูกันในวงญาติ  ถือเป็นสิริมงคล

                ในวันรุ่งขึ้น  ขึ้น ๑ ค่ำ  เดือน  ๑๑  จนสว่างจะทำพิธีลอยกระทงส่งข้าวบิณฑ์  เป็นการส่งผีปูย่าตายาย  เช่นเดียวกับพิธีประเพณีของเขมร  โดยนำ  ข้าวปากหม้อ   ( ทำนองผลแรกได้)  กับเสบียงกรังและผลไม้ บรรดามีใส่กระทงหยวกกล้วยลงน้ำไป  โดยทำไม้พายเล็ก ๆ  ๒ เล่ม  ใส่ลงไปด้วย   ถ้าเป็นบ้านที่อยู่ห่างน้ำก็จะนำกระทงหยวกกล้วยดังกล่าว  ( ไม่มีพาย) เอาไปวางไว้ที่ทาง    แพร่ง  ( แพร่ง  แยก )  เช่นอย่างวิธีเสียกบาล ( สะเดาะเคราะห์ร้ายให้หายเจ็บป่วยใส่กระทงหยวกไปวางไว้ที่ทาง  ๓ แพร่ง  หรือลอยน้ำ )

                ส่วนชุมชนเผ่าไทย  ในเคล้นตังเกีย   นิยมเอาข้าวที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกไปหุงเซ่นไหว้ผีเรือน  ถือว่าถ้ายังมิได้เซ่นไหว้ผีเรือนก่อนห้ามผู้ใดแตะต้องเด็ดขาด  ซึ่งน่าจะเป็นทำนองเดียวกับที่ชุมชนไทยทางภาคกลางนำผลแรกได้มาทำเป็น  กระยาสารท ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับไปแล้ว  เช่นเดียวกับชุมชนชนลาวในเขตจึงหวัดราชบุรีนำไปเซ่นสังเวยผีเรือน

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

การพระราชพิธีพรุณศาสตร์

 


การพระราชพิธีพรุณศาสตร์

                เทศกาลประจำเดือน    ของไทยเรานั้น  ที่จัดเป็นทางการใหญ่ ๆ  นั้น  รู้สึกว่าจะไม่ปรากฏมีมาในอดีต  อาจจะเนื่องมาจากฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ไม่เหมาะในการจัดงานเทศกาล เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน  ซึ่งไม่สดวกในหารจัดเทศกาลต่าง ๆ

                แต่มีปรากฏเป็นเทศกาลในราชสำนักอยู่ชื่อว่า  พระราชพิธีพรุณศาสตร์   เป็นพระราชพิธีขอฝน  ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์มากกว่า  ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๕  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน  พระราชพิธีสืบสองเดือน ว่า

                พิธีนี้   เหตุใดจึงไม่มีปรากฏในกฎมณเฑียรบาล  และในจดหมายขุนหลวงหาวัดทั้งสองแห่งก็ไม่ทราบเลย  จะวาไม่เคยทำที่กรุงเก่าก็ว่าไม่ได้  ด้วยในตำราของพราหมณ์ก็มีอยู่ว่าเดือน    พระราชพิธีพรุณศาสตร์มหาเมฆบูชามีวิธีซึ่งจะทำให้ชัดเจน อนึ่ง  การพิธีของฝนนี้  ก็ดูเป็นพิธีสำคัญ  มีเครื่องเตือนที่จะให้เลิกไม่ได้อยู่  คือ  ถึงว่าเจ้าแผ่นดินจะดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม  มิได้ปรวนแปร  ซึ่งคนบางพวกมักพาโลว่า

                พระราชพิธีนี้  แม้จะเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์แต่ก็ยังมีปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์  พงศาวดารลังกาว่า  พระเจ้าแผ่นดินลงบรรทมในลานพระเจดีย์ ด้วยตั้งอธิษฐานว่า ถ้าฝนไม่ตกลงมาขังลานพระเจดีย์จนพระองค์ลอยขึ้นก็จะไม่เสด็จลุกขึ้นไปเป็นต้น   นี้เป็นวิธีหนึ่งที่ในสมัยก่อนหากเกิดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลทำให้เกิดความอดอยากประชาชนมักจะไปโทษพระเจ้าแผ่นดิน

                สำหรับการปฏิบัติพระราชพิธีนี้  แม้จะไม่ปรากฏว่า  มีในจดหมายขุนหลวงมหาวัด  พระองค์ก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้  น่าจะปฏิบัติกัน  เพราะในกรุงเก่านั้นก็เคยมีเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพง  ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล  แต่อาจจะเป็นเพราะว่าปีใด  ถ้าฝนบริบูรณ์ดีก็จะเว้นการปฏิบัติและอีกอย่าง   สมัยอยุธยานั้นมีศึกสงครามกับพม่าบ่อยจึงละเลยเสีย

                สมัยสุโขทัยนั้น  ในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์   พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า

                แต่เมื่อครั้งกรุงสุโขทัย   คงจะเป็นพระราชนิพนธ์ประจำปี  นางนพมาศได้กล่าวถึงเนื้อความโดยละเอียด  แต่พิธีที่ทำนั้นได้แตกต่างไปจาก    ตำราพราหมณ์ของเราเห็นจะเป็นเรื่องต่างครูกันอีก  ตำราพราหมณ์ทำเป็นอย่างจะขอฝนให้ตกเดี๋ยวนั้น  ด้วยอาศัยเสกเวทมนต์เรียกบ้าง  ด้วยอาศัยล้อพระพิรุณบ้าง  แต่พิธีสุโขทัยนั้น  ตั้งท่าขอให้บริบูรณ์ทั่วไปแต่ต้นมือ

                ข้อความที่นางนพมาศกล่าวไว้นั้นว่า  ครั้นถึงเดือน    พราหมณาจารย์   กับพร้อมกันกระทำการพระราชพิธีพรุณศาสตร์  ตั้งเลยสี่เกยที่หน้าลานเทวสถานหลวง  ประดับด้วยฉัตรธงอันกระทำด้วยบาศีดา  หญ้าตีนนก  อ่างทอดสัตตโลหะสีต่าง ๆ   หนึ่งเต็มไปด้วยเปือกปลูกชาติสาลี  มีพรรณสอง  คือ  ข้าวจ้าว  ข้าวเหนียว  สามอ่างนั้นใส่มูลดินอันเจือด้วยโคมัย    ปลูกถั่วงา  อ่างหนึ่งปลูกมะม่วง   มะพร้าว  อ่างหนึ่งปลูกหญ้าแพรก  หญ้าละมานอ่างหนึ่ง   (หญ้าละมาน ชื่อไม้ล้มลุกหลายชนิด  มักขึ้นแซมต้นข้าว  บางที่เรียกว่า  ข้าวปลา )  ตั้งไว้บนหน้ากระดานเป็นปักตรงหน้าเกยครั้นถึงวันกำหนดฤกษ์  หมู่พราหมณ์ทั้งหลายมีพระครูพรหมพิธีบรมหงส์  เป็นประธานต่างน้อมเบญจวงศ์บวงสรวง  สังเวยพระเป็นเจ้า  ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้ฝนตกซุกชุมทั่งทุกนิคม คามขอบเขตขันธสีมากรุงพระมหานครสุโขทัยราชธานีบุรีรัฐ   

พระพุทธคันธารราษฎร์

                เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ  เป็นอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้ตกทุกได้ยาก  เช่นเมื่อยามเห็นชาวประชาชนอดอยาก  ยามข้าวยากหมากแพง  ฝนแล้ว   ก็บรรดาลให้ฝนตก  ซึ่งก็อาจจะเป็นเหตุบังเอิญหรือด้วยบุญบารมีที่สะสมไว้อย่างเช่น   ในพระราชประเพณี  ๑๒  เดือนของ  ล้นเกล้า ฯ  รัชกาลที่ ๕  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้  วาริชชาดก  กล่าวไว้ว่า  พระยาปลาช่อนอาศัยอยู่ในบึง  ตำบลหนึ่ง  คราวนั้นเป็นเวลาแล้ง  น้ำในบึงแห้งขอดเป็นตม  ฝูงกา  ลงกินปลาในบึงนั้นอยู่เกลื่อนกลุ่ม  พระยานฬปะ  จึงผุดขึ้นในตมแหงนดูอากาศเสี่ยงบารมี  ตั้งสัจจาธิษฐานแล้วกล่าวคาถาว่า  อภิตถนยปชุฌ  เป็นต้นว่า  ข้าแต่  ปขุณณะเทพยดา  เป็นผู้มีอำนาจจะให้ฝนตกได้  ขอท่านจะบันดาบให้เมฆฝนตั้งขึ้น  แล้วจงให้ห่าฝนตกเป็นท่อธารใหญ่  ท่วมบึงบ่อทั้งปวงเถิดจงทำพิธีชุมทรัพย์ของฝูงกาทั้งหลายให้พินาศไป    ทำฝูงกาให้เศร้าโศก  เพราะอดอาหาร  และขอท่านจงกรุณาเปลื้องปลดข้าพเจ้ากับหมู่ญาติทั้งหลาย  ให้พ้นภัยพิบัติโศกเศร้า  พ้นอำนาจหมู่กา  ซึ่งจะมาเบียดเบียนเป็นภัยใหญ่หลวง  ด้วยอำนาจสัจจาธิษฐานของพระยาปลาช่อน  ท่อธารใหญ่ก็ตาลงมาท่วมบึงบ่อทุกสถาน

                อีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดียวกันนี้กล่าวไว้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  ที่ทรงปรารภถึงพระพุทธรูปชื่อว่า พุทธคันธารราษฎร์   เกี่ยวกับพระพุทธองค์ที่ตรงตรัสวาริชชาดก  ดังกล่าว    ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตรทรงเห็นดังนั้น  ก็มีพระหฤทัยกรุณา  เมื่อเสด็จกลับมาทำภัตตกิจแล้วจึงตรัสเรียกพระอานนท์นำผ้าอุทกสาฏหถวาย  พระอานนท์ก็ทูลว่า  น้ำในสระแห้งหลายวันแล้ว  พระองค์ตรัสเรียกอุทกสาฏกผืนคล่ำอยู่  พระอานนท์จึงได้นำมาถวาย   พระองค์รับผ้ามา  ชายส่วนหนึ่งนั้นทรงส่วยหนึ่งนั้นตระหวัดขึ้นบนพระอังสะประเทศเสด็จผืนที่ฝังสระ  แสดงพระอาการพระหัตถ์ขวาเรียกฝน  พระหัตถ์ซ้ายหงายรองรับน้ำฝน  ขณะนั้นฝนก็ตกลงมาเป็นอันมาก   ท่วมในที่ซึ่งควรขังทุกแห่ง  มนุษย์และสัตว์ทั้งปวง  มีความชื่นชมยินดี  กล่าวคำสรรเสริญต่าง  เมื่อพระองค์ทราบจึงตรัสว่า  แต่ปางก่อน  นฬะปะมัจฉะชาติ  คือพระยาปลาช่อน  ก็อาจตั้งสัจจาธิษฐานให้ฝนตกลงได้.. 

                ที่ได้ชื่อว่า  พระพุทธคันธารราษฎร์  นั้นก็เพราะ  เป็นพระพุทธรูปที่มีประวัติการสร้างโดยพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งซึ่งปกครองเมืองคันธารราษฎร์  เมื่อพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยมาถึง  ๒๐๐  ปี  หลังพุทธปรินิพพานได้มีพระเถระชื่อ  พระมัชฌันติกเถระได้นำศาสนาไปประดิษฐานลนคันธารแระเทศนี้  พระเจ้าแผ่นดินทรงเลื่อมในพระเถระองค์นี้มาก  จนพุทธศาสนาแผ่หลายมาหลายชั่วอายุคน  ภายหลังมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง  ทรงเลื่อมในเมื่อได้ฟังเรื่องรายที่พระพุทธเจ้าทรงบัลดาลให้ฝนตก  จึงสร้างพระพุทธปฏิมากร  มีอาการอย่างนะสรงน้ำนำปริศนาเรียกฝนเช่นกัน  ในปีใดเกิดฝนแล้งก็ให้เชิญพระพุทธปฏิมาการนั้นออกมาตั้งขอฝน  ฝนก็ตกลงตามประสงค์

                ดังนั้น  พระพุทธคันธารราษฎร์  จึงเป็นพระพุทธรูปปางขอฝนซึ่งเราได้เห็นอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เมื่อพระราชพิธี  พิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  หรือพระราชพิธีพรุณศาสตร์คราวใดก็จะสักการะพระพุทธรูปองค์นี้แล้วทำพิธีดังกล่าวมา

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

พระราชกุศลเทศมหาชาติ

 


พระราชกุศลเทศมหาชาติ

                เทศมหาชาติ  เป็นเทศน์เรื่องรางมหาเวสสันดรชาดกในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงปรารภเรื่องฝนโบกขรพัตรทรงเล่าถึงอดีตชาติของพระองค์ครั้งเสวยพระชาตินั้น  เวสสันดร  ผู้ใคร่ในการให้ทานจนกลายมาเป็นวรรณกรรมชาดกที่ไพเราะประทับใจสำหรับผู้ได้สัมผัส  จนกลายเป็นชาดกที่มีอิทธิพลต่อคนไทยทั้งชาติ  นั่นคือ  ทำให้คนไทยมีนิสัยชอบเป็นผู้ให้  เพราะทำให้สบายใจเมื่อได้ปฏิบัติและการให้นั้นก็ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

                การเทศมหาชาตินั้นปรากฏมีมาในพระราชพิธี  เรียกว่า  พระราชกุศลเทศนามหาชาติ  ในบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่    มีว่า  ในรัชกาลที่  - - ๓ กำหนดกันในเดือน  ๑๑  ขึ้น  ๑๔ ค่ำ  ๑๕ ค่ำ  มีมหาชาติ  แรม ๑ ค่ำ  มีอริสัจ    ครบ  ๓๓  กัณฑ์  เมื่อเทศน์จบจังเสด็จลงลอยพระประทีป มาในรัชกาลที่    หากปีใดมีพระองค์เจ้าหม่อมเจ้าทรงผนวชเป็นภิกษุและสามเณรมาก ในปีนั้นก็มีมหาชาติ  ถ้าปีใดไม่มีการเปลี่ยนมาเป็นเทศนาปฐมสัมโพธิแทนโดยแบ่งเป็นวันละ   ๑๐  กัณฑ์  ฯลฯ

                ต่อมาเทศนามหาชาติได้เปลี่ยนมาเป็นเดือนอ้าย  ในสมัยรัชกาลที่    เนื่องจากมีพระราชวรกิจมากมายในเดือน  ๑๑ - ๑๒  ที่จะต้องทำ  เช่น  พระราชพิธีมหาชาติเดิม  การทำบุญวันประสูติ  วันสวรรคตของสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ และวันฉัตรมงคล

สถานที่จัดเทศนามหาชาติ

                ในรัชกาลที่    หรือก่อนนั้นได้จัดกันที่  พระที่นั่งเศวตฉัตรในพระที่นั่ง  อัมรินทรวินิจฉันแห่งเดียว  เว้นแต่ว่ามีพระบรมศพประดิษฐานอยู่บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท   จึงได้เทศนาบนพระแท่นมุก  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  ครั้นรัชกาลที่  ๔ เคยได้จัดที่พระที่นั่งอนันตสมาคม  แต่ไม่ค่อยชัด  จังได้ย้ายไปจัดที่พระที่นั่งทรงธรรม  ผู้ที่เข้าไปฟังเทศน์นั้นมีเฉพาะเจ้านาย  เจ้าพนักงาน   กรมพระตำรวจ  และมหาดเล็ก  บนพระที่นั่งทรงธรรมข้างในทั้งสิ้น  ต่อมาได้ย้ายมาเทศที่พระนั่งอัมรินทรเช่นเดิม  และย้ายมาเทศนาที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  เพราะซ่อมแซมพระที่นั่งอันรินทร์วินิจฉัย

การตกแต่งเครื่องกัณฑ์

                การตกแต่งเครื่องบูชาเทศนา  ที่พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย  ด้านหลังพระที่นั่งเศวตรฉัตร  ผูกกิ่งไม้ร้อยห้อยเป็นพวงพู่ผูกตามกิ่งไม้ทั่งไปบนพระแท่นถมตั้งพานทองสองชั้นขนาดใหญ่เล็ก  เรียงเป็นแถว  ตะบะถมตังหญ้าแพรก   ข้าวตอก  ดอกมะลิ  ถั่วงา  และมีพานเครื่องทองน้อย  แก้วห้า  สำหรับตั้งตะเกียงแก้วแทรกตามระหว่างเครื่องทองน้อยตรงพระที่นั่งเศวตรฉัตรออกไป  ตั้งหมากพานทองมหากฐินสองพาน  หมากพนมใหญ่  พานแว่นฟ้าสองพาน  และพานนี้เปลี่ยนเป็นโคมเทียนมีต้นไม้เงินทองตั้งรายสองแถวกระถางต้นไม้ตัดลายคราม  โดมพโอมแก้วลายตลอดทั้งสองข้าง  หน้าแถวมีกรงนกคีริบูร  ซึ่งติดกับหม้อแก้วเลี้ยงปลาทองตั้งปิดช่องกลาง   ปลายแถวตั้งขันเทียนคาถาพัน  จุดตะเกียงที่เสาแขวนฉากเทศน์ทั้ง  ๑๓  กัณฑ์ หน้าท้องพระโรงมีซุ้มตะเกียง    ซุ้ม  มีราชวัติฉัตรธงผูกต้นกล้วย  ต้นอ้อยตามธรรมเนียม

                ครั้งหนึ่งในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  คราวรัชกาลที่    ยังทรงพะเยาว์ ทรงบรรพชาเป็นสามเณร  พระองค์ได้ทรงจัดเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ถวายโดยทำเป็นกระจาดใหญ่รูปเรือสำเภาที่พระที่นั่งสุทไธสวรรค์

ธรรมเนียมการเสด็จออกมหาชาติ

                กัณฑ์ทศพร  เจ้ากรามปลัดกรมพระตำรวจต้องจำตะเกียงที่ซุ้มเข้ามาถวายซุ้มละ ๑  ตะเกียง  มหาดเล็กต้องคอยเปลี่ยนเทียนเครื่องนมัสการในเวลาที่เสด็จไปทรงประเคนเครื่องกัณฑ์ให้แล้วเสร็จทันเสด็จกลับมาทุกครั้ง  ขณะจุดเทียนแล้วตั้งรับเทียนประจำกัณฑ์และเทียนคาถาพันทุกคราว ไม่มีเวลายกเว้น  นอกนั้นไม่มีอะไร


วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

การสวดภาณยักษ์และการประกาศพิธีตรุษ

 


การสวดภาณยักษ์และการประกาศพิธีตรุษ

                ในพระราชพิธีพัจฉรฉินท์  ( ตรุษ )  นี้  มีการสวดภาณยักษ์พร้อมทั้งประกาศพิธีตรุษด้วยและในการสวดนั้นเมื่อจบแล้ว มีการยิงปืนอาฏานา  ซึ่งเวลาเย็นในพระบรมมหาราชวัง  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  มีขบวนแห่พระสงฆ์ตั้งแต่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ซึ่งมีพระวอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์  มีผู้ถือตาลปัตรนำหน้าขบวน  พระวอที่สองของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส  และสุดท้ายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระพุทธาจารย์  แล้วต่อด้วยพระราชาคณะมีเจ้านายกั้นพระกลด  ส่วนพระราชาคณะรั้นสัปแดงและมีตาลปัตรนำหน้า  ขบวนแห่นี้ได้เคยนำแบบพระราชพิธีอาพาธพินาศและคเซนทร์ศวสนานแต่ตัดบางขั้นตอนให้น้อยลง

                จากนั้นจึงทำพิธีสวดโดยพระมหากษัตริย์เสด็จออกจุดเครื่องนมัสการ  มีเทียนปิดทองคำเปลวหนัก  ๕ บาทเชิงเทียนทองคำ    เชิง  เล่มแตกจุดขณะสวดประปริตพร้อมกัน  เล่มสองจุดขณะที่สวดธรรมจักร  เล่มที่สามจุดขณะที่สวดมหาสมัย  และเล่มที่    จุดขณะที่สวดอาฏานาฏิยภาณยักษ์

                เมื่อสวดจบแล้ว  พระสงฆ์จะประกาศเทวดาอีกครั้ง  โดยใช้ผ้าขาวพับหนึ่งให้พระสงฆ์ยืนเพื่อประกาศเทวดาโดยพระสงฆ์หันหน้าไปทางเหนือถามสังฆการีเป็นผู้รับสังฆามติไปเชิญเทพยดาเป็นภาษามคธก่อนเริ่มตั้งแต่  โย  โส  อัชชะ  ปุพพัณหะ…… “ เป็นต้น  สังฆการีตอบว่า  อิมาหัง  ภันเต  อาคันตะวา  ฐิโตมหิ ..  คำประกาศนี้แปลเป็นไทยได้ดังนี้

                ราชกุมารผู้ซึ่งเราได้สั่งไปเชิญเทวดานั้นได้กลับมาแล้วหรือยัง   สังฆการีตอบว่า  ได้มายืนอยู่ที่นี่แล้วหรือสถิต  โดยได้บวงสรวงยกหนังสืออาราธนามีใจความว่า  ถ้าเทพยดานั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ  คงจะไม่ขัดอาณัติสงฆ์คงจะมาด้วย  อทิสมานกาย  โดยสังฆการีประกาศเห็นภาษาอย่างละ    จบ  ต่อจากนั้นก็ประกาศเป็นภาษาอย่างละ    จบ  ต่อจากนั้นก็ประกาศเป็นภาษาไทย  โดยออกชื่อเทพยดาที่มาประชุมกันในที่นั่น  คือท้าวมหาราชทั้งสี่  ขอให้โสตสดับพระธรรม  และขออานุภาพพระรัตนตรัยที่สถิตอยู่ในพระบรมธาตุ  พระพุทธบุษยรัตน์  พระชัย  พระห้ามสรรพอุปัททวะพระแก้วเรือนทอง  พระปิฏกธรรม  ที่เชิญมาในพระราชพิธีนี้  ขอให้เป็นศรีสวัสดิ์มงคลป้องกันภัยทั่วอาณาเขต  และขอให้ทางโลกบาลทั้ง    และเทพยดาทั้งปวงจงบรรดาลให้เครื่องราชูปโภค  ที่ตั้งไว้ในพระราชพิธีจงมีฤทธิ์อำนาจเป็นที่หวั่นเกรงต่ออมิตรที่คิดร้าย  และขอใหนำทิพยวารีมาโปรยปรายในภาชนะที่เต็มด้วยปริตโตทก    เมื่อโปรยปรายถูกผู้ใดก็ขอให้พ้นทุกข์  โศกโรคภัย  ทุกประการ

                และมีอีกตอนหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือ  คำประกาศต่อเทพยดามิจฉาทิฏฐิ  นอกบรมพูทโธวาท    มิอาจจะรักษาพระบรมราชาธิราชได้โดยเจาะจงถึงสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์  พร้อมด้วยบรมศานุวงศ์  เสนามาตย์  ราชกวี  สมณชีพราหมณ์ และสรรพสัตว์ทั้งปวง   ให้เทพยดาเหล่านั้นจงถอยออกไปนอกเขตจักรวาลโดยพลัน  ก่อนที่พระสงฆ์จะสวดอาฏานาฏิยสูตร  ( ภานยักษ์ ) จากนั้นพระสงฆ์ก็เริ่มสวดโดยปลัดกันสวดไปตามลำดับ  ตลอดทั้งคืนราว    ๑๑  จบ  หากเสด็จแต่หัวค่ำหรือหากเสด็จมาไวก็จะเป็น  ๑๒  จบ  

การยิงปืนอาฏานา

                การยิงปืนนี้เป็นการยิงปืนขณะสวดภาณยักษ์จบลงก็มีการเกณฑ์กรมต่าง ๆ   ยิงปืนตลอดทั้งคืน  โดยการผลัดเวรกัน คือ

                ฝั่งตะวันออกในพระบรมราชวังชั้นกลางที่ชาลาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสัญญาณใน  ทหารปืนใหญ่เป็นสัญญาณนอกที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี  รวมตำบลที่ยิงปืนด้านตะวันออกที่ประตู    ประตู  ป้อมหมู่วัง  ๑๖  ป้อมเขื่อนเพชร  ๑๐ ถนนใหญ่    ประตูใหญ่รอบนอกพระนคร  ๒๐  รวมเป็น  ๕๒ ตำบล

                ด้านฝั่งตะวันตก ๑ ป้อม  ถนนอีก ๔  ถนน

                การยิงปืนนี้น่าจะได้แก่การเฉลิมฉลองเนื่องในพิธีเป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่  อีกอย่างหนึ่งก็อาจจะเป็นการขับไล่อุปัทวันตรายอันเกิดจากภูติผีปีศาจที่สิงสถิตอยู่ในพระนครให้ออกไปตามที่ได้กล่าวมาหากจะเป็นการเปรียบเทียบกับพิธีของชาวบ้านแล้ว  ก็จะแตกต่างกันเพราะการจุดบั้งไฟของชาวอิสานนั้นเป็นการบูชาพระยาแถนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล  เพื่อทกการเพาะปลูกที่ได้ผลและจะไปทำกันในเดือน    ซึ่งเป็นฤดูทำนา


พิธียิงปืนอาฏานาของชาวเพชรบูรณ์

                มีอยู่ตำบลหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์มีวิธีปฏิบัติใกล้เคียงกับพระราชพิธียิงปืนอาฏานามาก  ตำบลนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไป  ๑๐  กิโลเมตร  คือตำบลนางั่ว  ซึ่งจะปฏิบัติกันเกือบจะทุกปีในปีที่ฝนแล้ง  ก็จะทำพิธีนี้กันที่วัดโพธิ์กลาง  ประเพณีนี้ชาวบ้านเรียกว่า  ตั้งประเพณีบ้าน   นั่นเอง  จะต่างจากพิธีสัมพัจฉรฉินท์  ก็ตรงที่ไม่กำหนดวันแน่นอน  แต่จะกำหนดเอาราว ๆ  เดือน  - ๗ นี้  เพราะในระยะนี้หากฝนไปตกชาวบ้านที่นี้  คือหากปีใดมีข้าวในยุ้งไม่ถึงกำหนดจนข้าวใหม่ออกแล้วก็จะอายเพื่อนบ้านว่า   บ้านนี้อดข้าว   ฉะนั้นที่พึ่งของชาวบ้านก็คือฝนฟ้าเพื่อทำนาเอาข้าวใส่ยุ้งไว้กันให้ตลอดปี

                ประเพณีมีอยู่ดังนี้   เริ่มตั้งแต่การเตรียมสถานที่วัดให้พร้อม  เช่น  การตั้งพระพุทธรูป  โยงสายสิญจน์ไปรอบ  ที่แปลกอยู่อย่างก็คือต้องมีรูปปั้นชายหญิงเปลือยกายในท่าทำสันถวะซึ่งจะขาดมิได้  ซึ่งรูปนี้นั้นเป็นเช่นนี้  เสถียรโกเศสเล่าไว้ในหนังสือชีวิตไทยในอดีตก็เจอเช่นเดียวกันที่ใกล้ ๆ  กรุงเทพ ฯ  นี้เอง  ฉะนั้นที่วัดโพธิ์กลางนี้ก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกัน   คติอีกอย่างหนึ่งก็น่าจะได้แก่เคล็ดอย่างหนึ่งที่จะทำให้ฝนตกหนักได้   ทางฝ่ายชาวบ้านก็จัดการหาน้ำมาคนละหาบพร้อมใส่ใบส้มป่อย  ผลมะกรูด  ใบเงินใบทอง  ตามที่หาได้ ทางฝ่ายชายก็จะนำอาวุธปืนที่มีในบ้านมาที่วัดคนละ  ๑ กระบอก  เพื่อเตรียมยิงเวลาพระสวดอาฏานาฏิยสูตร  ( ภาณยักษ์ )  จบ  รวมทั้งสิ้น    จบ

                ซึ่งพิธีกรรมเช่นนี้  อาจจะมีใจตำบลอื่น ๆ  ที่แตกต่างกันไป  ในบางปีก็อาจจะมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝนตามความเชื่อดั้งเดิม

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ตรียัมพวาย

 


ตรียัมพวาย   หรือตรียัมปวาย

                พิธีจัดขึ้นในเดือนอ้าย   ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นเดือนยี่  ( )  อาจจะเนื่องมาจากถือว่า   เป็นปีใหม่ของพราหมณ์  ซึ่งกำหนดเอาต้นฤดูหนาว  พิธีนี้พวกพราหมณ์ที่อยู่ในกรุงเทพ ฯ  ได้จัดกัน  พราหมณ์พวกนี้ได้เดินทางจากอินเดีย  แรก ๆ นั้นได้มากับเรือค้าขาย  ซึ่งฝั่งแถบจังหวัดนครศรีธรรมราชฝั่งตะวันตก  ต่อมาได้ขึ้นมาถึงกรุงเทพ ฯ  แล้วได้สร้างเทวสถานขึ้นแถวหน้าวัดสุทัศน์ ฯ จึงเป็นสาเหตุที่ได้กล่าวถึงพิธียัมพวาย  ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ของพวกพราหมณ์  เริ่มแรกพิธีไม่มีอะไรมาก  ต่อมาจึงจัดพิธีใหญ่  เนื่องจากมีคนสนใจมาก

                ที่ได้ชื่อว่า  ตรียัมพวาย  เพราะได้ทำพิธีทั้งสามเทวสถาน  คือ  เทวสถานพระอิศวร ( ศิวะ )  เทวสถานพระมหาวิฆเนศ  และอีกสถานหนึ่ง  คือ  เทวสถานพระนารายณ์ (วิษณุ )

                ความสำคัญของพิธีนี้เข้าใจว่า  พระอิศวรเป็นเจ้าเสด็จลงมาเยี่ยมโลกปีละสิบวัน  คือเสด็จมาในวันขึ้น    ค่ำ  และเสด็จกลับในวันแรม ๑ ค่ำ จากนั้นเป็นวัน ๑ ค่ำ  พระนารายณ์เสด็จมาแรม    ค่ำ เสด็จกลับที่เกี่ยวข้องกันระหว่างเทพ ฯ  ทั้งหลาย  ทั้งสามตนนี้   เนื่องมาจากพระอิศวรมีความต้องการที่จะทำพิธีโสกันต์  ( โกนจุก )  ซึ่งเป็นโอรสตน  จึงไปพบพระนารายณ์เพื่อให้ช่วย  ปกติพระนารายณ์จะบรรทมอยู่บนทะเลน้ำนมเป็นนิตย์  เมื่อใดก็ตามที่พระอิศวรไปปราบอสูร  จึงช่วยไปปราบเพื่อความสงบสุขของโลกมนุษย์  แต่เวลานั้นเป็นเวลาที่พระนารายณ์บรรทม  เมื่อมีใครมารบกวนจึงโกรธจัดทรงขัดเคืองด้วยการบริภาษจนเศียรของพระขันธกุมาร ( คเนศ ) หายไป  พระอิศวรจึงต้องซ่อมแซมโดยเอาศรีษะของช้างมาต่อเติมจนเสร็จ

                การเสด็จลงมาของเทวโดยพราหมณ์เป็นผู้ถือกุญแจสวรรค์แล้วเปิดสวรรค์ให้   โดยการอ่านพระเวทคล้ายกับชุมนุมเทวดาของชาวพุทธ  ฉะนั้นการเสด็จลงมาของพระศิวะจึงเป็นการรับรองโดยจัดใหญ่โตเป็นที่สนุกสนานครึกครื้น  เพราะมีเทพยดามาประชุมต้อนรับกันมาก  อาทิ  เช่น  พระอาทิตย์  พระจันทร์  พระคงคา  ท้าวจตุโลกบาล  ลงมาโล้  ชิงช้า  ซึ่งพวกพราหมณ์ได้ทำแผนกระดานผูกเป็นชิงช้าไว้  ส่วยพระยานาคก็เป็นเทพองค์หนึ่งก็มาพ่นน้ำสาดน้ำถวาย  ในการะพระราชพิธีตรียัมพวายสำหรับพระอิศวรนั้นทำเป็นที่สนุกสนาน  ผู้คนพากันมารับแจกข้างตอก  ข้าวเม่า  ที่เหลือจากบวงสรวงสังเวยเป็นสิริมงคล

                ส่วนพิธีตรียัมพวายสำหรับพระนารายณ์นั้นทำกันอย่างเรียบ ๆ  ด้วยเหตุที่พระองค์ไม่ทรงโปรดความครึกครื้นชอบความเรียบ ๆ  ตามความเชื่อถือของพราหมณ์

พิธีโล้ชิงช้า

                ตามเรื่องของพิธีนี้มีท้าวจตุโลกบาลมาโล้ชิงช้าถวายพระอิศวร  แต่ประชาชนทำพิธีจำลองขึ้นเหมือนกับว่าเป็นการโล้ชิงช้าของเทวะจริง  โดยสมมติให้ข้าราชการเป็นผู้ยืนชิงช้าแทน  ในหนังสือพระราชพิธี  ๑๒ เดือน  ว่า  ข้าราชการผู้ซึ่งจะยืนชิงช้านั้นต้องกราบทูลบังคมเข้าพิธีก่อนหน้าที่จะไปยืนชิงช้า

                การพิธีนี้ต้องมีการเกณฑ์ข้าราชการจัดตั้งขบวนแห่เป็นขบวนใหญ่โต  สำหรับผู้ที่จะยืนชิงช้ามีตำแหน่งเป็นพระยาน่าจะได้แก่พระยายมราช  เพราะเป็นผู้ชำนาญหรือเคยโล้ชิงช้ามาแล้ว  ก่อนที่จะโล้ชิงช้านั้นต้องไปนมัสการพระศรีศากมุนีในวิหารวัดสุทัศน์ทั้งเช้าเย็น  โดยมีขบวนกลองชนะตีนำหน้า  และนำกลับ  ต่อมาภายหลังไม่ได้เข้าไปนมัสการเนื่องจากกลับมาโล้ชิงช้าไม่ทัน  การโล้ชิงช้าโล้กระดาน    คน    กระดาน  มีเสาไม้ไผ่ผูกถุงเงินไว้ปลายเสาไม้ไผ่  กระดานแรก ๓ ตำลึง  กระดานที่สอง  ๑๐  บาท  กระดานที่สาม   ๒ ตำลึง   คนหน้าคอยคาบเงิน  คนหลังคอยคัดท้ายให้ตรงเสาเสร็จแล้วจึงแห่กลับมาทำหน้าพลับพลาพิธี  สมัยต่อมาในรัชกาลที่    พระองค์เสด็จไปทอดพระเนตรการโล้ชิงช้าซึ่งก่อนๆ  นั้นไม่เคยมี  จะมีก็เป็นสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้า    เจ้าอยู่หัว  โดยมีกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเสด็จครั้งหนึ่ง  โดยมีเจ้านายฝ่ายในเสด็จตามมาด้วย   แต่แผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงเสด็จมาทุกปี

พิธีสงฆ์ในพิธีตรียัมพวาย

                พิธีสงฆ์นี้เพิ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่    ด้วยพระองค์ทรงดำริว่า  พิธีนี้คล้ายกันพิธีมะหะหร่ำของแขกเซ็นและวิสาขบูชาของพระพุทธศาสนา  ซึ่งเป็นพิธีใหญ่สำหรับพระนคร  พิธีสงฆ์เริ่มขึ้นที่รับพระราชทานฉัน  พระที่นั่งสุทไธสวรรค์  ในวัน    ค่ำทั้งหมด  ๑๕  รูป มีพระราชาคณะ  ๓ รูป  พระพิธีกรรม  ๑๒  รูป  และมีเครื่องไทยทานถวายมากมายหลายอย่าง  และในวันขึ้น    ค่ำ  ๘ ค่ำ  ๙ ค่ำ  สวดมนต์ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามวันละ    รูป พระราชาคณะ ๑  รูป พระพิธีกรรม    รูป   พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกในพิธีสวดทุกคืน  แต่ภายหลังมักจะไม่เสด็จออกจะเสด็จเทวสถานแทนที่หน้าพระทุทธมณีรัตนปฏิมากรมีเครื่องไทยทานข้างตอก  มะพร้าว  กล้วย  อ้อย  ตั้งบูชา  เหมือนอย่างพราหมณ์จัดทำที่เทวสถาน  ทรงจุดเครื่องนมัสการ   ราชบัณฑิตอ่านคำบูชา แล้วสวดสรรเสริญพุทธคุณ  เมื่อจบคำบูชาจึงสวดมนต์ต่อไปอีก    วัน  จนถึงวันแรม ๕ ค่ำ  เริ่มพระราชพิธีตรียัมพวายมีพระสงฆ์รับพระราชทานฉัน    อันเป็นวันส่งพระนารายณ์  แต่ไม่มีคำบูชา  เพราะวันพระนารายณ์นั้นเกรงว่าจะทำกันเงียบ ๆ  เพราะตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า  พระนารายณ์ตอนที่พระศิวะไปขอร้องให้มาทำ  พิธีโสกันต์พระขันธกุมารนั้น  ใช้วาจาสิทธิ์คำหนึ่งด้วยทรงกริ้วมาก  โดยตรัสออกไปว่า  หัวหาย   เท่านั้น  เศียรพระขันธกุมารก็หายไป พระศิวะต้องต่อให้  ฉะนั้นอาหารต่าง ๆ ในพิธีบูชาพระนารายณ์จึงไม่มีใครกินเกรงว่าเป็นพิษ  พิธีสงฆ์ในตรียัมพวายก็มีเพียงเท่านี้

พิธีพราหมณ์

                ส่วนพระราชพิธีพราหมณ์นั้นเริ่มตั้งแต่วันขึ้น  ๖ ค่ำ  ตั้งแต่ประชุมพราหมณ์ทั้งปวงมาเตรียมพิธีโดยการชำระกายผูกพรต  หรือคาดเชือกไว้ที่ต้นแขน  ทานมังสวิรัติ  ไม่นอนกับภรรยา  ประจำอยู่เทวสถาน  ๓ วัน  ตั้งแต่ขึ้น  - - ๙ ค่ำ  จากนั้นก็ออกพรต  เว้นพระมหาราชครูพิธีต้องอยู่ต่อเป็น  ๑๕  วัน  เพราะจะต้องทำพิธีอ่านพระเวทเปิดประตูสวรรค์โดยมีพราหมณ์    คน  ทำพิธียกพานข้าตอก  สวดคนละบทไม่ซ้ำกัน  แล้วจึงว่าพร้อมกัน  ๔ คน  อีกครั้งเรียกว่า   (ออริบาวาย พร้อมกับเป่าสังข์ซ้ำไปมา  ๑๓ จบ  ต่อจากนั้นพระมหาราชครูยืนแกว่งธูปเป่าสังข์บูชาอีกครั้งหนึ่ง   แล้ววางลงถวายกล่าวคำบูชาดอกไม้และรายชื่อพระเจ้าทั้งปวง  แล้วคู่สวด  ๔ คนยกอุลุบ  ( กระแจะจันทร์สำหรับเจิมแป้ง )  เข้ามาถวายในท้องพระโรงคนละ ๑  ครั้ง  แล้วถวายข้าวตอก  จากนั้นก็แจกข้าวตอกให้คนที่มาฟังสวด  เพื่อเป็นสิริมงคล  นี่เป็นพระราช  พิธีตรียัมพวายสถานใหญ่คือวิหารพระอิศวร ( ศิวะ )

                จากนั้นก็มาทำพิธีที่สถานกลางคือ  สถานพระมหาวิฆเนศ  ( พิฆเนศ )  ก็มีพิธีเหมือนสถานใหญ่ตามที่เล่ามาเพียงแต่สวดมากขึ้นเป็น  ๑๗  จบ  มีเครื่องไทยทานมากมายกองหน้าเทวรูปทั้งสอง  เช่น   ข้าวตอก  มัน  เผือก  มะพร้าว  อ่อน  กล้วย  อ้อย  เป็นต้น

                ต่อมาเป็นสถานของพระนารายณ์  ( วิษณุ )  ก็เริ่มข้างแรมตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ  ก็มีพิธีเหมือนกันทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว  เพียงแต่สวดน้อยลงคือ    จบเท่านั้น  พิธีต่าง ๆ ที่กล่าวมา  พราหมณ์ต้องเหนื่อยมากเพราะต้องมีพิธีรับและส่ง  จัดแห่เป็นขบวนในเวลากลางคืน  ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม  จึงมีคำกล่าวติดมาว่าพระนเรศวรเดือนหงาย  พระนารายณ์เดือนคว่ำ  นั่นคือการแห่พระอิศวรเสด็จกลับมาเวลาข้างขึ้น  แต่พระนารายณ์ข้างแรม  แล้วพิธีตรียัมพวายเสร็จในวันแรม    ค่ำ เดือนยี่

                ในพิธีนี้พราหมณ์ได้ฉลองสมโภชน์เทวรูปและทำบุญทางพระพุทธศาสนาด้วย  โดยการมีการสวดมนต์ในวันแรม ๕ ค่ำ  บ่ายที่เทวสถาน  ๑๑ รูป  รุ่งขึ้นแรม ๒ ค่ำ  จึงจัดเลี่ยงฉลองพระและถวายไทยทาน ช่วงนี้ราษฎรได้พาบุตรหลานมาโกนจุกที่เทวสถานกันเป็นเสร็จพิธี

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

พระราชพิธีโสกันต์ ( โกนจุก )

 


พระราชพิธีโสกันต์ 
( โกนจุก )

                พิธีนี้ปรากฏตามประเพณีพราหมณ์ตามคติที่เชื่อถือกันมานานแต่จะอ้างตามที่ปรากฏในราชวงศ์จักรี   เช่นในรัชกาลที่    เรื่องพระราชพิธีโสกันณ์  พระเจ้าหลานเธอ  ๔ พระองค์  ราว  ..  ๒๓๔๕  แต่กำหนดเอาวันตรุษ  ซึ่งเป็นสิ้นสุดของปีพอดี มตินี้ถือปฏิบัติกันในวังหลวง ส่วนชาวบ้านนั้นทำกันในวันตรียัมปวาย  และต่อก็ถือเอาตามสะดวดแบบคติพุทธศาสนา               

พิธีปฏิบัติ

                จะกำหนดเอาวันตรุษ  ดังที่ปรากฏในปี  ..  ๒๓๔๕  จัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  พร้อมกับพระราชพิธีพัจฉรฉินท์  โดยพระเจ้าหลานเธอ  เช่น  เจ้านิรมล   เจ้าป้อม  เจ้าจันทร์  เจ้าเรณู  จะเสด็จออกปังสวดพระพุทธมนต์ในเดือน  ๔ แรม  ๑๑,  ๑๒,  ๑๒,  ค่ำ   ปีจอ  เวลาบ่าย

พระเกศฉินทฤกษ์  คือ  ฤกษ์โกนจุก  กำหนดเอาวันแรม  ๑๔  ค่ำ  เวลาเช้า

                ขั้นตอน

            .   ฟังสวด  แรม  ๑ ค่ำ

                .   ฤกษ์ตัด  ๑๔  ค่ำ  เลี้ยงพระ  ๖๔  รูป  ถวายไทยธรรมเวลาเช้า

                .   ฤกษ์บายศรีแก้ว   ทอง   เงิน  สมโภชน์เวียนเทียนช่วย

                .   สรงสนานพระเจ้าหลานเธอหลังจากโสกันต์แล้ว

                .   สำหรับที่สรงสนานให้เตรียมไว้ที่มีเสาขื่อ  โครง   เพดาน  เป็นผ้าขาวมีระเบียง    ด้าน  ประดับประดาอย่างสวยงาม  ( พระแท่นพระยาสนาน )   เป็นหน้าที่ของ   พระมาลาภูษาพระแสงด้นที่เชิญพระธำรงค์  พระกรรบิดกรรไกร  ฉลองพระองค์  ( เสื้อ )  และพระภูษา  คอยจับมงคลยันต์ถวายเวลาฟังสวด และคอยจับพานรองเครื่องพระยาสนาน  มี  มะกรูด  ใบส้มป่อย  ใบมะตูม  หญ้าแพรก  และพระธรรมรงค์สำหรับทิศ

                .   หม้อเงิน  หม้อทองขาว  อย่างละ ๔ คู่  เป็นหน้าที่สนมพลเรือนเป็นผู้เปิกยืม  เพื่อใส่น้ำพระพุทธมนต์และให้รับชันษาเจ้าหลานเธอ  ซึ่งจะโสกันต์ต่อข้างใน

                .   ในพิธีที่พระเจ้าหลานเธอเสด็จออกฟังสวด  พระภูษามาลาผูกพระธำมรงค์ประจำทิศ  เวลาย่ำรุ่งในวันแรม  ๑๑  ค่ำ  ให้รดน้ำสังข์  เตรียมโปรยข้าวตอกอันละ ๔ คน  ทั้ง    วัน

                .   สำหรับพระราชวังให้สานกระจาดที่ก้นยาว ๑ ศอก  จำนวน  ๖๔  ใบ  เขาของผูกหวายปิดกระดาน  ล้อมพระราชวัง  นี้เป็นหน้าที่ของทิมดาบชาวัง  เตรียมไว้ในแรม  ๑๒  ค่ำ

                .   ข้าวสารเป็นหน้าที่ของกรมนา  เพื่อไล่กระจาด ๆ ละ ๕  ทะนาน  ๕๔  กระจาดรวมข้าวสาร  ๖๔  ถัง

                ๑๐. เตรียมบายศรีแก้ว  บายศรีทอง  บายศรีเงิน  นำไปส่งโหรในวันแรม  ๑๓ ค่ำ  พร้อมกับข้าว  ขัน  เชิงพานรองน้ำวักแว่นเวียนเทียน  เทียนติดแว่น  เทียนยอดบายศรี   แป้งหอม   น้ำมันหอม   เครื่องบายศรี  และมะพร้าวแก้ว   เป็ดปากทองของเคียงให้พร้อม  ยกไปไว้วันแรม  ๑๔ ค่ำ  เวลาบ่าย    โมง แล้วให้แต่บายศรีตอง    ชั้น  ให้มีขนม  เช่น  กล้วย  อ้อย หมากพลู  ข้าวตอก  ดอกไม้  ธูปเทียน  แล้วให้เย็บกระทงเปล่า  ๓๐  ใบ  มีเครื่องกระยาบวชสำหรับบูชาเทวดา

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประวัติสงกรานต์

 


ประวัติสงกรานต์

            ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องสงกรานต์  ( สงขานต์ ) มีนิทานปรากฏในประชุมจารึก  วัดพระเชตุพน ฯ  กรุงเทพ ฯ ความว่า

                ต้นภัทรกัลป์  มีเศรษฐีไร้บุตรคนหนึ่งเกิดสะเทือนใจเมื่อถูกขี้เมาถากถางว่า  มาสมบัติก็ไร้ความหมายเพราะไม่มีลูกชายสืบสกุลมรดก  สู้ตนเองไม่ได้  มีอยู่    คน    เที่ยวบนบานเทวดาที่นับถือขอบุตรอยู่   ๔ ปี  จึงได้บุตรคนหนึ่ง  ให้ชื่อว่า  ธรรมบาล

                ธรรมบาลเป็นเด็กเฉลียวฉลาด  สามารถแนะนำดำเนินชีวิตให้ผู้คนที่ไปขอคำแนะนำประสบมงคลคือความเจริญก้าวหน้าได้รายแล้วรายเล่า จนชื่อเสียงล่ำลือไปจนถึง  กบิลพรหม

                กบิลพรหม  ซึ่งเคยเป็นที่นับถือในเรื่องดังกล่าวมาก่อน  ทนงตัวว่าเด่น  ริษยาว่าเด็กทำเกินหน้าตนจึงคิดกำจัดลงมาท้าพนันเอาศรีษะของกันและกันเป็นเดิมพัน  โดยมีเงื่อนไยให้เวลา     วันในการแก่ปัญหา    ประเด็น คือ  ราศี (ความสง่า . สักษณะความดีงาม)  ของคนเรา  ยามเช้าอยู่ที่ใด   ยามเที่ยงอยู่ที่ใด  และยามค่ำอยู่ที่ใด  ?  ธรรมบาลไม่มีทางเลี่ยงจำต้องรับท้าและที่สุดก็ได้แนวเฉลยปัญหาจากที่เผอิญแอบได้ยินนกอินทรีย์ผัวเมียคู่หนึ่งคุยกัน  จึงสามารถเฉลยปัญหา ๓  ประเด็นดังกล่าวนี้  ดังนี้คือ

                ยามเช้าราศีอยู่ที่หน้า  ยามเที่ยงอยู่ที่อก  และยามค่ำอยู่ที่เท้าเรื่องลงเอยว่า กบิลพรหมต้องยอมตัดศรีษะบูชาธรรมบาลตามสัญญา  แต่เนื่องจากศรีษะกบิลพรหมนั้นตกลงถึงที่ใด  ไม่ว่าจะเป็นน้ำ  อากาศ  หรือแผ่นดิน จะเกิดแห้งแล้งไปไหม้อาเพทไปทั่ว  กบิลพรหมจังเรียกธิดาทั้ง    คนมาสั่งให้เอาพานรองศรีษะไปเก็บไว้ยังเขาไกรลาส  ถึงปีให้เอาออกมาแห่นำคืนเข้าที่เดิม  อันเป็นที่มาแห่งสงกรานต์

                อนึ่ง  สงกรานต์ของชนชาติไทย  ทางแถบสิบสองปันนา  ( ปันนามาจากคำ  พารา  หรือ พารรา  ( เมือง )  แล้วกลายเสียงมาเป็นพานา  หรือพานนา  แบะเป็นปันนาในที่สุด  เพราะพยัญชนะ  ,  ,  ,  ของไทยขานใช้ปะปนกันได้ )

                มียักษ์  ๒ ตน  มาขโมยเมียชาวบ้านเอาไปครอง  แต่นางทั้ง    เป็นคนฉลาด  ได้ล้วงเอาความลับที่จะสามารถฆ่ายักษ์ได้  วันหนึ่งโอกาสก็มาถึง  นางทั้ง    ได้ช่วยกันเอาผมยักษ์รัดคอยักษ์จนคอขาดตาย  ขณะนั้นมีไฟพลุ่งโพลงออกมากปากยักษ์    นางต้องช่วยกันประคองหัวยักษ์อยู่ถึง    ปี ไปจึงมอดสงบลง    นางดีใจจึงช่วยกันเอาน้ำสาเลือดยักษ์กันเป็นการใหญ่  เป็นที่มาแห่งการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ของชนเผ่าใด

ข้อคิดคติธรรมจากนิทานสงกรานต์  

                ถ้าจะมองตั้งข้อสังเกต   จะเห็นปมเงื่อนคติธรรมที่ท่านผูกไว้ในชื่อตัวละครต่าง    นั้นเองแหละเพื่อประหยัดเวลาจะลองแสดงข้อคิดเห็น  ลำดับความตามเรื่องราว  ในลักษณะแปลความหมายตามคติธรรมที่ท่านสอนไว้ดังนี้

                อันความสมบูรณ์พูนสุข  ( เศรษฐี )  ในชีวิตเรานั้น  จะหวั่นไหวกลายสภาพได้เสมอ  ถ้าตกอยู่ในความประมาท ( ขี้เมา )  การที่คนเราจะดำรงสภาพอยู่ได้  จำเป็นต้องมีธรรมเป็นเครื่องดำเนิน  หรือครองธรรมประจำตน  ( ธรรมบาล )  ซึ่งการทีจะครองธรรมประจำตนอยู่ได้นั้น  จุดสำคัญคือ  การรู้จักคุ้มครองอินทรีย์  ( นกอินทรีย์  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ซึ่งมีตาแหลมคนเป็นลักษณะ )  คือมีสติปัญญา  มีวิจารณญาณควบคุมอินทรีย์ให้ได้รับการฝึกฝนจนมีลักษณะรวมที่เรียกว่า  รู้เท่าทันตามสภาพที่เป็นจริงกระทั่งครองจนได้   เมื่อครองตนได้เช่นนี้   ก็จะเป็นผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมอันประเสริฐอุปมาด้วยกบิลพรหม  คือพรหมวิการธรรม  ( เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา )   แต่เมื่อไรถ้าเผลอประมาทปล่อยใจให้เป็นทาสของกิเลส  ฝ่ายต่ำ  เช่นริษยา  เป็นต้น   ก็จะถึงความวิบัติ  นำไปสู่การเบียดเบียน ทำลายล้าง  ปราศจากความรักใคร่  ไร้ความเห็นใจกัน  มีแต่ความเห็นแก่ได้  และไร้ความยุติธรรมในสังคม  สังคมไม่ว่าจะเป็นของชนชั้นใด  ถ้าไร้พรหมวิหารธรรมประคองพรหม  วิหารธรรมไว้ไม่ได้  ปล่อยให้เศียรพรหมพลัดตกลงสู่พื้น  ก็จะเกิดอาเพทเดือดร้อนทั่วไป  ดังนั้น  จึงจำต้องปลุกระดมให้เห็นความสำคัญของพรหมวิหารอยู่ทุกวัน  ( ธิดา    คน  ออกมาแห่เศียรบิดาตน )

                อนึ่ง  ความมัวเมาประมาทในวัยเป็นเรื่องทำลายสกัดกั้นความเจริญก้าวหน้าและความดีงามของตน   ดังนั้นคนเราจึงควรรู้ลักษณะที่ก่อให้เกิดความดีงามประจำวัยหรือรู้หน้าที่ว่าระยะใด  โอกาสอำนวยให้ทำสิ่งใดได้ก็ควรทำตนให้สอดคล้องกับช่วงระยะวัยนั้น ๆ จึงควรได้แก่

                วัยต้น  ( ยามเช้า )  เป็นวัยที่จะต้องเตรียมตัวไปพบกับความสว่างไสว  มาหูตากว้างไกล  สำหรับการดำรงชีวิตในอนาคตจึงเป็นวัยที่มีหน้าที่ในการเล่าเรียนศึกษาหาความรู้  เพิ่มพูนสติปัญญาอันเป็นเสมือนดวงตาที่แจ่มใส  ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในการเดินทาง  ( อุปมาด้วยการเอาน้ำล้างให้ตาสว่าง )

                วัยกลาง  ( ยามเที่ยง )  เป็นวัยที่ต้องสร้างหลักปักฐาน   ต้องนำความรู้ที่ได้เล่าเรียนสะสมไว้มาใช้จริง ๆ  จังเป็นวัยที่ต้องใช้ความสุขุมคัมภีรภาพเป็นเครื่องดำเนิน  ( อุปมาด้วยการที่ต้องเอาน้ำลูปอก)  คือทำอะไรด้วยจิตใจเยือกเย็น เพราะเป็นวัยที่ต้องครองคู่ร่วมกันในครอบครัวและต้องติดต่อกับคนอื่น ๆ

                วัยปลาย  ( ยามค่ำ )  เป็นวัยว่างจากธุรกิจการงาน  เนื่องจากสังขารวัยไม่เอื้ออำนวยเหมาะแก่การที่จะหยุดพักผ่อนวางมือจากธุรกิจการงาน  ต้องอาศัยที่นอน   ( ลูกหลาน )  เป็นที่พึ่งพา  จึงจำเป็นต้องหันมาเอาใจใส่ปฏิปทา  คุณธรรมที่พึงปฏิบัติ  ทั้งด้านคุณธรรมประจำตนและคุณธรรต่อลูกหลานอันจะไม่ก่อความเดือดร้อนเปอะเปื้อนให้แก่คนที่นอน  คือลูกหลานต่อไปภายหน้า  ( อุปมาด้วยการล้างเท้า,  ชำระปฏิปทาให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากสิ่งน่ารังเกียจ)  จึงจะเป็นปูชนียบุคคล  คนที่บุคคลที่ควรแก่การที่ลูกหลานจะพึงบูชายกย่องเป็นบรรพบุรุษ หรือบุพพการีชนได้เต็มภาคภูมิ

ผนวก

            ธิดาทั้ง ๗  ของกบิลพรหม  หรือนางสงกรานต์ กำหนดอิริยาบถตามระยะกาลที่ดาวอาทิตย์ยกย้ายราศีขึ้นสู่ราศีเมษในเวลา  ๒๔  ชั่วโมง  โดยกำหนดตามกิริยาอาหารเหมือนคนเราทั่วไป  ดังนี้

                ถ้าย้ายในตอนเช้า                 ๐๖.๐๐ น.      ๑๒.๐๐ น.   นางสงกรานต์ยืนลืมตา

                ถ้าย้ายในตอนเที่ยง               ๑๒.๐๐ น.      ๑๘.๐๐ น.   นางสงกรานต์นั่งลืมตา

                ถ้าย้ายในตอนค่ำ                  ๑๘.๐๐ น.       ๒๔.๐๐ น.  นางสงกรานต์นอนลืมตา

                ถ้าย้ายในตอนกลางคืน        ๒๔.๐๐ น.      ๐๖.๐๐  .   นางสงกรานต์นอนหลับตา


  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...