วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ที่มาคำว่า อะมิตาพุด อะมิตะพุด

 


อะมิตาพุด   อะมิตะพุด

            คำว่า  อะมิตะพุด  มีคำเขียนที่ถูกต้องว่า  อมิตพุทธ  เป็นคำที่เรามักจะได้ยินอยู่เสมอโดยเฉพาะในหนังจีนทั่ว ๆ ไป  อมิตพุทธ  คือพระนามส่วนที่เป็นสัมโภคกายของพระพุทธเจ้าตามความเชื่อของนิกายมหายานหรืออาจริยวาท  มาจากพระนามเต็มว่า  อมิตาพุทธ  ( พระพุทธเจ้าผู้มีแสงสว่างหรือรัศมีเกินจะกำหนดได้ ) หรือ  อมิตายุสพุทธ  ( พระพุทธเจ้าผู้มีพระชนมายุเกนจะกำหนด ) ซึ่งถือเป็น  อาทิพุทธ  อันมีลักษณะเป็นต้นธาตุ  ศูนย์รวมจักวาฬเป็นผู้ก่อให้บังเกิดสรรพสิ่ง  เช่นเดียวกับพระเจ้า  ( God )  ของศาสนาเทวนิยมทั้งหลาย มาชื่อเรียกในคำสวดมนต์ภาษาจีว่า  ออนี  เทาฮุด  หรือออนีเทาฮุก

                มหายานซึ่งได้รับอิทธิพบจากความเชื่อในลัทธิฮินดูเข้าไว้แล้ว   มีความเชื่อถือเรื่องพุทธแตกต่างไปจากนิกายหินยาน หรือนิกายเถรวาท   ของไทยเราอย่างตรงกันข้ามได้เปลี่ยนสภาวะพุทธจาก  อเทวนิยม ไปเป็น เทวนิยม  คือได้เปลี่ยนให้พระพุทธเจ้าไปเป็นเช่นเดียวกันกับพระเจ้าทั้งหลายโดยถือว่าพระพุทธเจ้า  มีพระกายเป็น ๓  ภาคคือ


                .   ธรรมกาย  ได้แก่ธาตุแท้แห่งพุทธ  ปรากฏอยู่ทั่วไปในทุกแห่งในจักรวาฬ  โลกนี้  และโลกอื่น

                .  สัมโภคกาย  ได้แก่พระกายที่เป็นบรมสุขสถิตอยู่ในแดนสุขาวดี   อันเป็น  พุทธเกษตร  หรืออาณาจักรของพระพุทธองค์เป็นนิตย์นิรันดร์ซึ่งถือว่าเป็นแดนนิพพาน  ( นิพพานของสำนักหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  ซึ่งเป็นพระในนอกายเถรวาทหรือหีนยาน  ถือผิดสายคือไพล่ไปถืออย่างแบบ  มหายายนิกายสุขาวดี  ซึ่งถือนิพพานมีลักษณะตามแนวข้างต้นนี้)  ทรงดำรงสถานเป็น  อาทิพุทธมีสถานะเช่นเดียวกับพระเจ้า (God )  ทรงพระนามว่า  อมิตาภพุทธ หรืออมิตายุสพุทธ  ( ออนีเทาฮุด)

                .   นิรมานกาย  ได้แก่  พระกายที่อวตาร  คือแบ่งภาคจาก  สัมโภคกาย  คือ  อาทิพุทธ  ลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า  ในโลกมนุษย์ที่เป็นมาแล้วทุกพระองค์เช่นเดียวกับอาตมันมาจากปรมาตมัน  ของฮินดู

                ส่วนพระโพธิสัตว์  ของมหายานนั้น  คือผู้บำเพ็ญบารมีแก่กล้าจนถึงพุทธภูมิแล้วแต่ยังไม่เข้าสู่แดนพุทธภูมิ ( สุขาวดี )  ก่อน  เพราะทรงมีเมตตาต่อมวลสัตว์โลกยังเสียสละอยู่ทำหน้าที่ช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ไปก่อนจนกระทั่งถึงเวลาควรเข้าสู่แดนนิพพาน  ( สุขาวดี )  เมื่อใดจึงจะประนิพพาน ( กลับไปรวมในอาทิพุทธตามเดิม )

                อนึ่ง  มหายานถือว่า  การเข้าสู่สวรรค์ และนิพพานจะเป็นไปได้ก็ด้วยการอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์  ฉะนั้น  การบูชาอ้อนวอนพระโพธิสัตว์จึงถือเป็นกิจการหลักเช่นเดียวกับฮินดู

                เรื่องต่าง ๆ  ที่นำเสนอ  เห็นเป็นเรื่องน่ารู้พื้นฐานบ้านซึ่งเรามักสัมผัสสัมพันธ์พบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันเมื่อผ่านไปในห้างหรือสังคมย่านที่จีนอยู่อาศัยโดยทั่วไปทั้งนี้ก็ด้วยหวังว่า  คงจะเป็นประโยชน์ช่วยให้เราเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมของพี่น้องชาวจีนดียิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ที่มาของ ปาท่งโก๋และหงส์




 



ปาท่งโก๋  หรือปาท่องโก๋

            ขนมชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมนำมารับประทานคู่กับเครื่องดื่ม   โดยเฉพาะกาแฟในตอนเช้า  ซึ่งมักจะเรียกเพี้ยนกันไปเป็น  ปลาท่องโก๋  นั้นมีชื่อจริง ๆ ว่า  เหย่าจาไกว่  หรือต่อมาเรียกว่าเหย่าจาโก๋  แปลว่า  ขนมทอดน้ำมัน  ส่วนคำว่า  ปาท่งโก๋  หรือปาท่องโก๋  อันแท้ที่จริงนั้นก็มาจากคำว่า  ปัก+ถ่อง+โก๋  แปลว่า  ขนมน้ำตาลทรายขาว  มีลักษณะเป็นแผ่นกลมใหญ่ขนาดเท่าฝ่ามือมีน้ำตาลทรายขาวโรยหน้าอยู่  เป็นขนมที่ชาวจีนกวางตุ้ง  นิยมหาบขายคู่กันกับเหย่าโจ๋ ( ขนมทอดน้ำมัน มีลักษณะเช่นปาท่องโก๋  หรือที่บางคนเรียกชื่อเกิดสั้น ๆ  ว่าจาก๊วย  ซึ่งตัดมาจากคำว่าเหย่าจาไกว่  หรือเหย่าจาก๊วย ที่นิยมรับประทานกับกาแห   ตอนเช้า ๆ  ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากชาวจีนกวางตุ้งมักร้องขายควบชื่อกันว่า  ปักถ่องโก๋  เหย่าจาไกว่  คนที่จี่ชื่อจึงเรียกสั้น ๆ ว่า เฉพาะชื่อต้นว่า  ปักถ่องโก๋  หรือปาท่องโก๋  เท่านั้นทั้ง  ๆ  ที่แม้ต้องการชื้อเฉพาะ  เหย่าจาไกว่  หรือจาก๊วย  เพียงอย่างเดียวก็ตาม  จึงเมื่อเวลานานเข้า  เหย่าจาไกว่  ก็เลยกลายมีชื่อเป็นปาท่องโก๋ไปในที่สุดโดยปริยาย



                ปาท่งโก๋  หรือ  ปาท่องโก๋  ซึ่งชื่อที่แท้จริงคือ  เหย่าจาไกว่  นั้นมีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน

                มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า  ในรัชสมัย  กษัตริย์เกาจง  แห่งราชวงศ์ซ้อง ( .. ๑๖๗๐ - ๑๗๐๔ ) แม่ทัพหนุ่มฝีมือฉกาจของจีนผู้หนึ่ง ชื่อว่า  งักฮุ้ย  ได้นำทัพมีกำลังน้อยกว่าข้าศึกตีโต้กองทัพแห่งราชวงศ์กิม  เผ่าแมนจู  ข้าศึกผู้เข้ามารุกราน  จีนไล่ล่าถอยไปจนเกือบจะพ่ายแพ้  แต่ขุนนางตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขอบจีน  ชื่อฉินไกว่  หรือบางแห่งออกเสียงเป็นชิงไกว่  เป็นขุนนางกังฉิน  รับสินบนข้าศึกโชว์ประเด็นถือนโยบายยอมแพ้ ได้บังอาจปลอมพระราชโองการประทับพระราชสัญจกรของฮ่องเต้ คือกษัตริย์เกาจงเรียกให้งักฮุยให้งักฮุยล่าถอนทัพกลับเสีย  แต่งักฮุยเห็นว่าข้าศึกจะแพ้แล้วจึงเร่งตีกระหน่ำเรื่อยไปไม่ได้ถอนทัพกลับในทันทีกระทั่งฉิ้นไกว่ต้องอ้างพระราชโองการไปถึง  ๓ ครั้ง พร้อมกำชับว่าถ้าไม่รีบกลับพระนคร  แต่ก็ยังถูกฉิ้นไกว่  แต่ก็ยังถูกฉิ้นไกว่ชิงประหารชีวิตเสียท่ามกลางกระแสเสียงคัดค้านอย่างเช็งแช่ทั่วไปเป็นเหตุใหจีนตกอยู่ในอำนาจของรางวงศ์กิมแห่งแมนจูในที่สุด

                ประชาราษฎรพากันโกรธแค้น   แต่ไม่รู้จะทำอะไรอัครมหาเสนาบดีได้  จึงพากันแช่งชักโดยการทำแป้งปั้นเป็นรูปหยาบ ๆ แทนฉิ้นไกว่  ๒ ผัวเมียนำมาทอดในกระทะน้ำมันที่เดือดพล่านแช่งให้ตกนรกลงกระทะทองแดงไปตามเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา  ทำนองเผาพริกเผาเกลือแช่งชักหักกระดูกตามคติของไทยเราแต่โบราณ  ฉะนั้น

                ต่อมาเมื่อเรื่อราวปรากฏความจริงขึ้นว่า  งักฮุยถูกฉิ้นไกว่แอบอ้างพระราชโองการฮ่องเต้ฆ่าทิ้งเสียเช่นนั้น  ทางราชการระลึกถึงความดี  จึงสร้างศาลบูชาคุณความดีและความชื่อสัตว์ต่อฮ่องเต้ของแม่ทัพงักฮุยไว้ที่เมืองฮันเจา และสร้างรูปปั้นฉิ้นไกว่  หรือชิงไกว่  สองสามีภรรยา  หล่อด้วยเหล็กเป็นรูปปั้นคุกเข่าคารวะไว้ที่หน้าศาลเป็นการประจานความชั่วของสามีภรรยาคู่นี้  ให้โลกได้รู้เห็นตลอดไป

                แม่ทัพงักฮุย  ได้รับยกย่องเทิดทูนขึ้นเป็นเทพเจ้าแห่งความจงรักภักดี  ไดรับพระราชทานราชทินนามมีเกียรติเหนือกวนอู  แต่ประชาชนได้มิไดเซ่นสรวงเหมือนอย่างเช่นสรวงเทพเจ้ากวนอู

                ปาท่งโก๋  ( เหย่าจาไกว่ จาก๊วย  หรือจาโก๊ย  มีประวัติความเป็นมายาวนาน 



หงส์

            เรื่องเกี่ยวกับนกกระสานี้  มีคติความเชื่อถือด้านกันอยู่ในหมู่พี่น้องชาวจีนเองชาวจีนฮกเกี้ยน  ถือว่า  นกกระสา  เป็นสัญญลักษณ์แห่งความตายของสตรี  เป็นลางร้าย  หรือโชคร้าย  ทำนองอย่างไทยลางถิ่นเชื่อเรื่องนกแสก  ฉะนั้นถ้าเกิดมีใครนำการ์ดรูปนกกระสา  เขียนคำอวยพรไปแสดงความยินดีหรืออวยพรแก่สตรีที่เพิ่งคลอดบุตรละก็  จะกลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจ  สำหรับเขา   เพราะมันหมายถึงโชคร้ายหรือความตายกำลังจะมาเยือนเธอ

                แต่สำหรับชาวจีนกวางตุ้งแล้วกลับถือว่า  นกกระสาเป็นสัญญลักษณ์แห่งความมีอายุยืน

                ฉะนั้น  จึงเป็นเรื่องที่ชนชาวไทยเราจำเป็นต้องเรียนรู้และระมัดระวังในการแสดงออกให้ถูกตามคตินิยมเมื่อต้องคบค้าสาคมกับเขาตามสมควร

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ความเชื่อเรื่องมังกร

 




มังกร

                มังกร  เดิมเป็นสัตว์สัญญลักษณ์ที่กำหนดขึ้นในอุดมคติปรากฏขึ้นในสมัยกษัตริย์อึ้งตี่  ซึ่งสร้างขึ้นมาจากสัญญลักษณ์ประจำเผ่าของชน  ๕ เผ่าที่รวมตัวกันเข้าก่อตั้งเป็นชาติจีนขึ้นโดยส่วนหัวของมังกรเอามาจากเผ่าวัว  เขาจากเผ่ากวาง  ลำตัวจากเผ่างู  เกล็ดจากเผ่าปลา  เท้าจากเผ่านก  ( เหยี่ยว )  ต่อมาได้เสริมลักษณะให้ดูน่าเกรงขามขึ้น  คือมีดั้งจมูกเหยี่ยว  เขี้ยวเสือ  กระทั้งกลายเป็นสัตว์วิเศษมีฤทธิ์ธานุภาพและพลังอำนาจที่บันดาลคุณและโทษให้แก่มนุษย์ได้  กลายเป็นเทพเจ้าแห่งฝนและห้วงมหรรณพซึ่งท่องเที่ยวไปในทะเลร้าย  ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์  ครั้นฤดูใบไม้ร่วงจะลงไปอยู่ในบาดาล  เมื่อขยับตัวหรือแสดงฤทธิ์แต่ละครั้งจะบันดาลให้เกิดคลื่นและน้ำท่วม  กลายเป็นสัตว์ดุร้ายฝ่ายอธรรม  ครั้นต่อมาเมื่อพระโพธสัตว์กวนอิม   ปราบได้ด้วยความเมตตา  จังยอมสยบกลายเป็นฝ่ายธรรมะ  และมีหน้าที่ให้ขึ้นไปเฝ้าดวงแก้ววิเศษ  อยู่บนสวรรค์  อันเป็นต้นกำเนิดมังกรคาบแก้ว

                กาลล่วงมาสมัยฮ่องเต้ฮั่นเกาโจ   ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น  ( .. ๓๓๘ )   มังกรได้กลายเป็นสัญญลักษณ์แห่งความดี  ความมีคุณธรรม  กษัตริย์ผู้ทรงคุณความดีมีคุณธรรมถือว่าเป็นมังกรทองจุติจากสวรรค์ลงมาเกิดหรือเป็นโอรสแห่งสวรรค์

                มังกรทองจังเป็นสัญญลักษณ์แห่งฟ้า   หรือสรวงสวรรค์ให้เป็นตราประจำบัลลังก์ฮ่องเต้ผู้ซึ่งสมมติเทพหรือโอรสแห่งสวรรค์หรือฟ้าให้มาเกิด  ( คำว่า  ฮ่องเต้  มาจากฮ้วง  ห้อง  จักรพรรดิ  ตี่  เต้   กษัตริย์   ฮ่องเต้  จึงแปลว่า จอมจักรพรรดิ

                ในคติความเชื่อของพี่น้องชาวจีน  จึงถือว่า  มังกรเป็นผู้ประเสริฐวิเศษ  มาแต่สวรรค์  เป็นของสูง  การได้พบเห็นจังเป็นมงคล  เป็นลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองสวัสดิ์



วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565

เทศกาลตรุษจีน

 







เทศกาลตรุษจีน

                เทศกาลตรุษจีน  หรือวันตรุษจีน  อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีนนั้น   จีนบนผืนแผ่นดินใหญ่หรือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนปัจจุบัน ได้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่  เป็นเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิ  หลังจากที่จีนได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

                การกำหนดวันตรุษจีนนั้นไม่ตรงกันทุกปี  แต่จะใช้ปฏิทินทางจันทรคติ   หรือไม่ก็ปฏิทินเกรกกอเรียเป็นหลักซึ่งววันดังกล่าวจะตกอยู่ระหว่างวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรของโลกมากที่สุดในช่วงฤดูหนาวคือระหว่างประมาณตั้งแต่  วันที่ ๒๒  ธันวาคม  กับวันวสันตวิษุวัติ ( Vernal  Equinox )  ได้แก่วันที่มีกลางวันและกลางคืนเท่ากัน  คือ ประมาณวันที่  ๒๑  มีนาคม  ฉะนั้น  วันตรุษจีนจึงตกอยู่ตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม  ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์

                การเรียกชื่อปีใหม่   เรียกตามชื่อราศี  ๑๒ ราศี  ตามระบบโหราศาสตร์ของจีนเช่นเดียวกับไทย  คือ ปีหนู  ( ปีชวด)  วัว (ฉลู) ขาล (เสือ) กระต่าย ( เถาะ) มังกร ( มะโรง ) งูเล็ก ( มะเส็ง )  ม้า (มะเมีย )  แพะ (มะแม) ลิง  ( วอก )  ไก่  (ระกา )  หมา (จอ)  หมู  (กุน)  นอกจากนั้นการเรียกปียังมีรายละเอียดออกไปอีก   เช่น  มีมังกรทอง  ปีมังกรไม้  เป็นต้น  โดยกำหนดเอาระยะเวลา  ๖๐ ปี  เป็นเวลาบรรจบครบรอบหนึ่ง

                เกี่ยวกับประวัติชื่อต่าง ๆ  ประจำ  ๑๒  ราศีนั้นมีนิยายปรัมปราเล่าขานตามคติแบบมหายานว่า  ในสมัยพุทธกาลโพ้น   เมื่อพระพุทธเจ้าเรียกให้สัตว์ต่าง ๆ มาเฝ้าพระองค์นั้น  มีสัตว์เพียง ๑๒ ชนิดดังกล่าวแล้วเท่านั้นมาเฝ้าตามพระประสงค์  ต่อมาพระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติให้เอาชื่อสัตว์ต่าง ๆ  ๑๒ ชนิดดังกล่าวนั้น  เป็นชื่อประจำราศีหรือปูมปฏิทิน

                ปูมปฏิทิน  นับว่าเป็นสิ่งตีพิมพ์ที่ทำเผยแพร่ต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานเก่าแก่ที่สุดในโลก  เชื่อกันว่าเริ่มมีมาตั้งแต่ราว  ๒๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล  เวลาที่แน่นอนนั้นยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่ในหมู่ของผู้นิยมความคิดว่าเวลาแน่ชัดนั้นเป็นเรื่องสำคัญมีนิทานเล่าว่า   จั้กรพรรดิเหยาซึ่งมีพระชนมายุอยู่ราว  ๒๒๕๔  ปีก่อนคริสตกาลเป็นผู้มีพระบรมราชโองการให้กำหนดฤดูกาลสำหรับชาวนาจะได้รู้ว่าเมื่อไรควรจะปลูกข้าว  และเมื่อไรจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวพืชผลโดยโปรดเกล้าฯ   ให้เรียกประชุมบรรดานักโหราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชั้นยอดาของประเทศ   ให้จัดทำเขียนปูมปฏิทินฉบับแรกขึ้น   นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ได้ยึดถือตารางเวลาดังกล่าวเป็นแนวปฏิบัติทั่วกัน  นับแต่จักรพรรดิลงมาถึงปวงประชาราษฎร

                ปูมปฏิทิน  จะได้รัยจัดทำขึ้นใหม่ทุกปีโดยคณะกรรมการโหราศาสตร์  ซึ่งเอามาจากข้อมูลเชิงโหราศาสตร์และข้อสังเกตทั่วไปจากทั่วประเทศจีน  โดยจัดเตรียมไว้เป็น  ๓ ฉบับ คือ  ฉบับที่หนึ่ง   เป็นการคัดลายมือ  สำหรับจักพรรดิหรือฮ่องเต้ทรงใช้  ฉบับที่สอง  สำหรับผู้ปกครองหัวเมืองและข้าราชการขุนนางชั้นผู้ใหญ่  ฉบับที่สาม  เป็นฉบับธรรมดา ๆ  สำหรับประชาราษฎร์ทั่วไป

                ปูมปฏิทินดังกล่าว  ในไต้หวันเรียกว่า  ปูมปฏิทินชาวนา   ในฮ่องกงเรียกว่า  ศาสตร์แห่งสรรพสิ่ง  ( ทงเสินหรือทงลี่)  แต่ฉบับของฮ่องกงเป็นปฏิทินที่นิยมทั่วไปแม้แต่ในไต้หวันและไทย

                นื้อหาสาระของปูมปฏิทินจีน   นอกจากตารางเวลาแระจำวันและฤกษ์ยามต่าง ๆ แล้ว  ที่คงตัวไม่เปลี่ยนแปลงคือตำราพรหมชาติ  นอกนั้นจะบรรจุสาระข้อมูลทุกประเภทที่เกี่ยวข้องและเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันเป็นต้นว่า  บทสวดมนต์ภาวนา  ซึ่งมีทั้งสำหรับภาวนายามป่วยไข้  สำหรับขับไล่วิญญาณชั่วร้าย  สำหรับปวดศรีษะ  สำหรับป้องกันภัยจากสัตว์ป่า คาถา  เสน่ห์ การพยากรณ์โชคชะตา  ทำนายฝัน  ลางบอกเหตุต่าง   การเลี้ยงดูเด็ก  การตั้งชื่อเด็ก ความรู้เกี่ยวกับเทพยดา  ข้อมูลทางโหราศาสตร์  เป็นต้น  โดยมีลักษณะเป็นปึ้ง หนังสือเล่มหนาเตอะ  ซึ่งจะหาดูได้ตามห้างร้านชาวจีนที่ประกอบธุรกิจทั่ว ๆ ไป

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประวัติการฉลองปีใหม่

 


ประวัติการฉลองปีใหม่

                การฉลองปีใหม่ตามปรากฏที่ได้มีการบันทึกไว้มีขึ้นในเรื่องราวของชนชาติชาวบิโลน  หรือบาบิโลเนียนมาก่อนเมื่อราว  ,๐๐๐  ปีก่อน  ..  ชาวบาบิโลนได้จัดงานพิธีขึ้นอย่างหนึ่งเรียกว่า  “ ZAKMUK” มีวัตถุประสงค์เพื่อบวงสรวงบูชา “ MARDUK “ สุริยเทพ  โดยชาวบาบิโลนเชื่อว่า  พระองค์จะเสด็จมาประทับในท่ามกลางที่ชุมชนเทพเจ้าทั้งหลายในมหาวิหารกรุงบาบิโลนเพื่อทรงกำหนดเหตุการณ์ของโลก  และเหตุการณ์ในพระชะตาชีวิตของกษัตริย์  กรุงบาบิโลน  พิธี “ ZAKMUK “ จะเริ่มตั้งแต่ราวปลายเดือนมีนาคมรวมเวลาเฉลิมฉลองราว ๆ ๑๑ - ๑๒  วันเนื่องมาแต่เดือนมีนาคม  นั้นแต่นับเป็นเดือนแรกแห่งการเริ่มปีใหม่ดังกล่าวแล้วในเรื่องของเดือน

                ต่อมาชาวโรมัน  ซึ่งได้กำหนดเอาวันที่    เดือนมกราคม  เป็นวันขึ้นปีใหม่ได้จัดการสมโภชหรือฉลอง  ปีใหม่ขึ้นโดยจัดให้เป็นวันหยุดงานเป็นสากล  มีพิธีบวงสรวงสังเวยเทพเจ้า  และพิเศษยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  มีการไปเยี่ยมกันตามญาติและเพื่อนบ้าน  มีการแลกเปลี่ยนของขวัญปีใหม่มอบให้แก่กันและกัน   โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้ก็คือจะต้องนำกิ่งไม้ชนิดหนึ่งอันมีความหมายแห่งโชคดีไปมอบให้กันด้วย  ซึ่งสันนิษฐานว่า  ต้นไม้ดังกล่าวนั้น  น่าจะเป็น  กิ่งสน หรือที่เรียกกันต่อมาในกาลภายหลังว่า  ต้นคริสมาส นั่นเอง  เนื่องจากเป็นต้นไม้ชนิดเดียวที่เขียวสดไม่ผลัดใบสามารถดำรงชีวิตต้านความหนาวอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง  แสะถึงความสามารถเอาชนะความตายได้เช่นเดียวกับพระเยซูครีสต์  ซึ่งคริสตศาสนิกชนถือว่าพระองค์ทรงเอาชนะความตาย  คือตายแล้วกลับฟื้นคืนชีพใหม่ได้  จึงถือเป็นสัญญลักษณ์แทน  พระเยซูคริสต์ หรือ  จีซัส  ไครัต   ซึ่งก็คงจะมีความหมายเป็นการอวยพรทำนองให้มีอายุ  วรรณะ  สุข  พละ อะไรทำนองนั้นกระมัง

                สำหรับการฉลองปีใหม่ของไทยเรานั้นแตกต่างออกไป  เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์และชีวิตชาวบ้านมีความผูกพันธ์แนบแน่นกันอยู่อย่างแยกไม่ออก  การดำรงชีวิตผ่านพ้นไปปีหนึ่งจึงถือว่าเป็นพระบารมีแผ่คุ้มปกเกล้าให้ชีวิตร่มเย็นอยู่ได้  ดังนั้น  การแสดงออกในเรื่องการสมโภชปีใหม่  จึงมักเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

                ในครั้งกรุงสุโขทัยเน้นหนักถึงพระราชจริยานุวัตรของพระเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรของพระองค์  ดังความปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์   หรือตำรับนางนพมาศว่า  ครั้นถึง    วันพระบรมทินกรจรจากมีนราศี  ประเวศขึ้นสู่เมษาราศีเถลิงศกขึ้นปีใหม่  แต่บรรดาข้าเฝ้าพระบาททั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในก็ประชุมกัน  รับพระราชทานน้ำพระพัฒน์  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งพนักงานโปรดให้พระราชทานเงินประจำปี  แต่พัสตราภรณ์แก่พระราชวงศ์  ทั้งพระยาข้าเฝ้าทั้งในกรุงนอกกรุงตลอดไปจนไพร่ประจำของพระสนมกำนัลชาวชะแม่จ่าชา  ตามตำแหน่งฐานานุศักดิ์ทุกหน้า

                สมัยกรุงศรีอยุธยา  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ได้มีการประดับตกแต่งไฟตามบ้านเรือนสว่างไสวไปทั่วรวมทั้งมีการตั้งโต๊ะหมู่บูชา เหมือนอย่างการจัดงานเฉลิมฉลองพระชนพรรษาในสมัยปัจจุบัน  ปรากฏความตามจดหมายเหตุของ  บาทหลวง เดอ  ซัวซีร์ ผู้ช่วยของ ท่านเซวาเลีย  เดอ  โซมองต์ ราชทูตพระเจ้าหลุยที่  ๑๔ แห่งฝรั่งเศส  ซึ่งเดินทางเข้าเจริญพระราชไมตรีได้จัดลงไว้  เมื่อวันที่  ๒๗ พฤศจิกายน พ..  ๒๒๒๘  ว่า

                ค่ำวันนี้   พวกเราได้พากันไปดูประทีปโคมไฟที่ช่องประตูหน้างต่างตามบ้านเรือนราษฎร   มีโคมไฟจุดแขวนและมีตะเกียงจุดตั้งไว้ดูสว่างไสวช่วงโชติน่าทัศนายิ่งนัก  บางแห่งก็ตั้งโต๊ะบูชา มีลับแลและแจกันอันมีดอกไม้สดปักเต็ม  ข้างหลังแจกันมีเชิงเทียนตั้งอยู่   มีเทียนปักอยู่บนนั้นและจุดไฟไว้ด้วย  เครื่องบูชาทั้งนี้ประกอบกันเข้าเป็นชุดแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าใคร่น่าชมยิ่งนัก  ขุนนางผู้ใหญ่  ผู้น้อยทั้งหลายได้พากันเข้าเฝ้าในพระราชวังเพื่อถวายพระพรชัยหรือจะพูดไดว่าเพื่อกล่าวคำยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ผิด พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จออกประทับที่ช่องพระแกลให้ช้าราชการเฝ้า  และพระราชทานเสื้อกักหลายชนิดให้แก่ข้าราชการตามลำดับยศ  บรรดาภรรยาข้าราชการทั้งหลายพากันไปเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง พระราชธิดาทำนองเดียวกันกับสามีของตน  พระราชพิธีนี้เคยกระทำกันมาทุกปี ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งมักตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเสมอ  วันนี้แหละเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย  แต่จงจำไว้ว่า   คนไทยจะเถลิงศกเมื่อถึงเดือน   ขึ้น  ๑ ค่ำตกอยู่ในราวเดือนมีนาคม

                สำหรับพิธีขึ้นปีใหม่สมัยปัจจุบันนั้น   พระราชพิธีในพระบรมมหาราชวังจะมีการอาราธนาพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์จำนวนเท่ากับพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมศานุวงศ์ในอดิตมาสวดพระพุทธมนต์    พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย  และมีพิธีสดัปกรณ์ในวันรุ่งขึ้น  เวลาเช้าของวันสิ้นปีเก่าคือวันเก่าคือวันที่  ๓๑ ธันวาคม  และเช้าของวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถจะทรงบาตรพระสงฆ์  ๑๕๐ รูป    ประตูฉนวน


วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

                สำหรับข้าราชการและคนทั่วไปต่างนิยมประกอบพิธีตักบาตรปีใหม่เช่นกัน   เช่นที่ท้องสนานหลวง  และที่ทั่ว ๆ ไป ซึ่งเป็นที่สาธารณะซึ่งชุมชนจะรวมกันได้โดยสะดวก

                เทศกาลขึ้นปีใหม่  มักนิยมอวยพรด้วยการมอบ  ของขวัญ   และส่ง  บัตร  . . .” ทางไปรษณีย์พร้อมด้วยคำอวยพรตามประสงค์อันเป็นการแสดงออกถึงสัมพันธ์ไมตรี  มีความปรารถนาดีต่อกัน

                อนึ่ง  ในเทศกาลปีใหม่  พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรเพื่อความเจริญและเป็นสิริมงคลแก่วิถีชีวิตตนในปีใหม่สืบไป  และมักนิยมจัดงานเลี้ยงรื่นเริงกันในหมู่ญาติเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยมุ่งแสวงหาความสุขความสวัสดีเป็นที่ตั้งเป็นไปตามคติที่ว่า  เริ่มต้นด้วยดีแล้ว  ก็เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า  ส่วนมากจะมุ่งเอาแต่เรื่องอบายมุข  คือ  สุรา  และการพนัน เป็นหลักประกอบในการจัดงานสนุกสนานรื่นเริง  ซึ่งเป็นเรื่องที่มักจะลงเอยด้วยความสิ้นเปลืองทั้งปวง

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประวัติที่มาของ 12 เดือน

 



ที่มาของ  ๑๒ เดือน  

                .   January   ( มกราคม )  เป็นเดือนแรกของปี   ( ตกราวๆ  เดือนยี่ของไทย ( ได้ชื่อมาจาก “ Janus “  เทวรูป  ๒ หน้าสมัยโบราณ  จัดเป็นเดือนแห่งสุนัขป่า  หรือหลังคริสตมาสนของแซกซอน  ( After  Yule )

                .   Fabruary  ( กุมภาพันธ์ )  จัดเป็นเดือนที่    ของปี    ( ตกราว ๆ  เดือน    ของไทย ) แต่เดิมเมื่อ  นูมา   ( Nama ) นำมาใช้ในปฏิทินโบราณชาวโรมันจัดไว้เป็นเดือนสุดท้ายของปี   อยู่ก่อนเดือนมกราคม  กระทั้งเมื่อราว  ๔๕๐ ปี ก่อนคริสตศักราช  จึงได้เปลี่ยมมาเป็นเดือนที่  ๒ ต่อจากเดือนมกราคม

                .   March   ( มีนาคม )   เป็นเดือนที่    ของปี  ( ราวเดือน    ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก  ด้าวอังคาร  ( Mar )  ถือเป็นเดือนแห่งพายุ  ( Fly  Monath )  แต่เดิม  นูมา   จัดไว้เป็นเดือนแรกตามปฏิทินโบราณของโรมัน  มาเปลี่ยนใหม่เมื่อราว  ๔๕๐  ปีก่อน  คริสตศักราช

                .   April   ( เมษายน )  นับเป็นเดือนที่    ของปี  ( ราวเดือน    ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก  “ Apillis” ซึ่งแปลว่า เปิด    เนื่องจากเดือนนี้เป็นเดือนเปิด  หรือเริ่มคลี่คลายขยับขยายตังของพืชพันธ์ธัญญาหารต่าง ๆ  หลังจากจมหรือปิดตัวเองอยู่กับอากาศที่หนาวเย็นมานาน

                .   Mar   ( พฤษภาคม )  เป็นเดือนที่    ของปี   (ราวเดือน ๖  ของไทย )  ได้ชื่อมาจาก  “ MariaW “  ชนิกา  ( ผู้ให้กำเนิด ) ของดาวพุทธ  ( Merdury )  แต่เดิมเป็นเดือนที่ ๓  ตามปฏิทินโบราณของโรมัน  ซึ่งจัดเอาเดือนมีนาคม  ( March )ไว้เป็นเดือนแรกดังกล่าวแล้ว  มีการกระทำพิธีอุทิศให้  มาริอา   ( Maria )  หรือ  มาเรีย   ในเดือนนี้  ถือเป็นการกระทำพิธีต่าง ๆ  ซึ่งเขาถือกันว่าเป็นสวัสดิมงคล

                .   June   ( มิถินายน )  เป็นเดือนที่    ของปี   ( ราวเดือน ๗ ของไทย ) ได้ชื่อมาจาก  “ Juno “ ถือเป็นเดือนแห้งแล้งของชาวแซกซอน  ( Sear  Monath )

                .   July   ( กรกฎาคม )   เป็นเดือนที่  ๗ ของปี  ( ราวเดือน    ของไทย )  ได้ชื่อมาจาก  “ Julius  Zezar “  กษัตริย์ผู้เกรียงไกรของชาวโรมัน  เป็นเดือนทำไร่ไถนาของชาวแซกซอน  (   Maed  Monath )

                .   August  ( สิงหาคม )  เป็นเดือนที่    ของปี  ( ราวเดือน    ของไทย )  ได้ชื่อมาจากกษัตริย์ชื่อว่า  “ Augustus “  เนื่องจากพระองค์ทรงประสบโชคดีเสมอ ๆ   ในเดือนนี้นี่เอง

                .   September   ( กันยายน )  นับเป็นเดือนที่    ของปี  (ราวเดือน  ๑๐  ของไทย )  ได้ชื่อมาจากคำว่า “ Septimus “ ซึ่งแปลว่า  เจ็ด ) อันเป็นลำดับการนับเดือนตามปฏิทินโบราณของโรมัน  ต่อมาการเปลี่ยนชื่อกันหลายชื่อผลที่สุดใช้ชื่อว่า    September “

                ๑๐. October  ( ตุลาคม )  นับเป็นเดือนที่  ๑๐  ของปี  ( ราวเดือน  ๑๑ ของไทย )  ถือเป็นเดือนแสดงความเคารพต่อดาวอังคาร

                ๑๑. Movember  ( พฤศจิกายน )  เป็นเดือนที่  ๑๑ ของปี  ( ราวเดือน  ๑๒   เดือนอ้ายของไทย ) แต่เดิมเคยเป็นเดือน    แต่เมื่อ  นูมา   ได้เพิ่มเดือน  กุมภาพันธ์ และ  มกราคม เข้าในปฏิทินอีก  ๒ เดือน  เมื่อ ๗๑๓  ปีก่อน  ..  จึงเลื่อนมาเป็นเดือน  ๑๑  ( ครั้นเมื่อ  ๔๑๐  ปีก่อน  ..  จึงเลื่อนเดือนกุมภาพันธ์มาไว้หลังมกราคมดังกล่าวแล้ว )

                ๑๒. December  ( ธันวาคม )  เป็นเดือนที่  ๑๒  ของปี   ( ราวเดือนอ้ายของไทย)  พวกแองโกลแซกซอน  เรียกว่า เดือนคริสตมาส หรือ เดือนกลางฤดูหนาว   (Yule  Monath )

                ดังได้กล่าวมาแล้วว่า  ชนชาติต่าง ๆ  แต่โบราณนั้นมีอาชีพกสิกรรมเป็นหลัก  สภาพดินฟ้าอากาศจึงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตเกษตรกร  ชนชาติไทยสมัยเมื่อยังอยู่ตอนใต้ของจีน  ซึ่งมีฤดูกาลใกล้กัน  จีนจึงกำหนดเอาฤดูกาลเริ่มเพาะปลูกในแถบถิ่นนั้นเป็นเดือนตั้งต้นเริ่มปีใหม่  เรียกว่า  เดือนอ้าย “ ( เดือนแรก )  ตกในราวเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม  ตามปกติในปฏิทินปัจจุบันดังความปรากฏในจดหมายเหตุของ  บาทหลวง เด  ซัวร์  ซา ผู้ช่วยราชทูต  เซวาเลีย  เดอ  โซมองต์  ชาวฝรั่งเศส  ซึ่งเดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับประเทศสยามเราสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนารายณ์พระมหาราชแห่งศรีอยุธยา  ความปรากฏตอนหนึ่งว่า  พระราชพิธี  กระทำกันมาทุก  ๆ ปีใหม่ วันขึ้น ๑ ค่ำ  เดือนอ้าย  ซึ่งตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนเสมอ  วันนี้แหละ  เป็นวันขึ้นปีใหม่

                อนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่    เคยทรงมีพระบรมราชาธิปไตยไว้ปรากฏตามความในพระราชพิธี  ๑๒ เดือน  ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   รัชกาลที่ ๕  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ความว่า

                “ …..  แรกที่จะกำหนดปีนี้  โบราณคิดเห็นว่า  ฤดูหนาวเป็นเวลาพ้นจากมืดมน  สว่างขึ้นเปรียบเหมือนเวลาเช้า  คนโบราณตังได้คิดนับเอาฤดูหนาวเป็นต้นปี  ฤดูร้อนเหมือนกลางวันจังได้คิดว่า  เป็นกลางปี  ฤดูฝนเป็นเวลามืดครึ้มโดยมาก  และฝนพรำเที่ยวไปไหนไม่ค่อยได้  จังคิดเห็นว่าเป็นเหมือนกลางคืน  คนทั้งปวงเป็นอันมากถือว่า  เวลาเช้าเป็นต้นวันกลางคืนเป็นปลายวัน  ฉันใด  คนโบราณก็คิดเห็นว่า  ฤดูเหมันต์ คือ ฤดูหนาว   เป็นต้นปี ฤดูคิมหันต์เป็นกลางปี  ฤดูวัสสานะคือ  ฤดูฝน  เป็นปลายปี  เพราะเหตุนั้น  จังได้นับชื่อเดือนเป็น  หนึ่ง  มาแต่เดือนอ้าย

                ครั้นภายหลังต่อมาเมื่อชนชาติไทยอพยพเคลื่อนถิ่นฐานลงมาสู่แถบถิ่นที่เรียกว่า  แหลมทอง   ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศแตกต่างกันไปจากแถบถิ่นเดิม  ฤดูกาลเพาะปลูกแตกต่างกันประมาณ    เดือน คือจากระยะช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม  มาเป็นเดือนเมษายน  การตั้งต้นปีใหม่จึงอนุวัติแปรเปลี่ยนไปตามสภาพภูมิอากาศและภูมประเทศ  ทั้งนี้  อาจสรุปสาเหตุได้เป็น    ประการาคือ

                .   เป็นเพราะเหตุที่ต้องปรับสภาพชีวิตไปตามสภาพภูมิอากาศของแถบถิ่น  ซึ่งฤดูเพาะปลูกเลื่อนไปจาก  เดือนอ้าย   เป็น   เดือนห้า   อันเป็นการคำนวณนับทางจันทรคติ  คือ จาก  ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย มาเป็น ขึ้น ๑ ค่ำเดือนห้า ตามสภาพความเป็นจริง

                .   เป็นเพราะอิทธิพลคติศาสนาพราหมณ์  หรือโหราศาสตร์  ทีนิยมกำหนดนับตาม  สุริยคติถือเอาช่วงที่ดาวอาทิตย์โคจรพ้นจาก  ราศีมีน ย่างขึ้นสู่ ราศีเมษ   เรียกว่า  มหาสงกรานต์ ตกราววันที  ๑๓ - ๑๔ เมษายนโดยประมาณ  นับเป็นสมัยเปลี่ยนศักราช  หรือขึ้นปีใหม่

                แต่เนื่องจากชนชาติไทยมีความเชื่อ  ชินกับกับการนับวันเดือนปีทางจันทรคติที่ถือว่า  เดือนอ้าย เป็นสมัยผลัดเปลี่ยนปีมาก่อน  ครั้นเมื่อมารับเอาอิทธิพลพราหมณ์ที่ถือคติการจับทางสุริยคติ  ซึ่งนับเอา  เดือนอ้าย อันเป็นคราวสมัยที่ดาวอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ   ตากราวกลางเดือนเมษายน  ( ๑๓ - ๑๔  เมษายน )  เป็นเกณฑ์จึงมีความรู้สึกลักษณะตะคนเคล้า  คือ  ยึดถือปฏิบัติทั้งเก่าและใหม่ปนกันและถือปฏิบัติอยู่อย่างนั้นต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่    แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  จึงมีประกาศให้ถือโดยกำหนดเอาเดือนห้าเป็นสมัยเปลี่ยนปี  หรือขึ้นปีใหม่แต่คราวเดียว   ทั้งนี้ด้วยว่าในปี  ..๒๔๓๒  เผอิญ  ขึ้น ๑ ค่ำ  เดือนห้า   ตรงกับ  วันที่  ๑ เมษายน    จึงมีประกาศเป็นทางการให้ถือเอาเดือนห้าเป็นวันขึ้นปีใหม่แต่ครั้งเดียวจากนั้นมา  แม้กระนั้นก็ตาม  การถือปฏิบัติก็ยังประกักประเดิกอยู่อีกเนื่อจากวิธีคำนวณทางจันทรคติและสุริยคติแตกต่างกัน  จึงกลายเป็นว่าแม้ขึ้น  ปีใหม่แล้ว  ก็ยังไม่นับศักราชหรือเปลี่ยนศกใหม่  จนกลายเป็นว่าแม้วันขึ้นปีใหม่แล้ว  ก็ยังไม่นับศักราชหรือเปลี่ยนศกใหม่  จนกว่าจะถึงวันมหาสงกรานต์  ซึ่งระยะเวลาก็จะล่วงเลยไปตกราววันที่  ๑๓ - ๑๕   เมษายน   จังเปลี่ยนศกนับศักราชใหม่    การณ์นี้สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลของสมเก็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  รัชกาลที่    สมัยรัฐบาลจอมพล  .  ( แปลก)  พิบูลสงคราม  ได้ตังคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งมีหน้าที่พิจารณาเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ให้เป็นไปตามหลักสากลอันเป็นยุคสมัยที่เรียกว่า  เชื่อผู้นำ   ชาติพ้นภัย ซึ่งได้มีการปฏิรูปวัฒนธรรมไทยเป็นการใหญ่  คณะกรรมการชุดนี้ได้ประชุมกันครั้งแรกที่  ห้องประชุมราชบัณฑิตสถาน เมื่อวันที่  ๑๗  กุมภาพันธ์  ..  ๒๔๘๓  มีมติเป็นเอกฉันท์   ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ของไทยจากเดือนห้า  ที่มีมาแต่ดั้งเดิมมาเป็นวันที่  ๑ มกราคม  เยี่ยงสากลนิยม  โดยให้มีผลปฏิบัติตั้งแต่ วันที่  ๑ มกราคม  ..  ๒๔๘๔   ปีมะโรง เป็นต้นไป  ดังนั้นปีมะโรง  .. ๒๔๘๔   จึงมีเพียง  ๙ เดือนเท่านั้น   อย่างไรก็ตาม  ทางคติโหราศาสตร์กังยังคงถือปฏิบัติอยู่อย่างเดิม  คือยังนับ  เดือนห้า เป็นเดือนตั้งต้นอายุปีเกิดและนับ  เดือนสี่   เป็นเดือนสุดท้ายอยู่อย่างเดิมเหมือนอย่างที่เคยกำหนดกันมาแต่โบราณกาลที่มาของคำว่า  ศักราช หรือ ศก  

                คำว่า ศก   ในรูปคำภาษาเขมร  แปลว่า  ผม  เช่นคำว่า  พระศก, หยัก, ( ผมหยิกน้อย )  พิธีโศกันต์  ( พิธีโกนจุก   ศก + กันต์ )  ส่วนคำว่า  ศก    เป็นคำกร่อน  ตัดมาจากรูปคำว่า   ศํกราช  มีความหมาย  ว่า  ปีหนึ่ง ๆ  ยุคหมวดปีซึ่งตั้งขึ้นเป็นที่หมายเหตุการณ์สำคัญ  เช่น  พุทธศก

                คำว่า   ศักราช   อันมีความหมายว่า  ปีหนึ่ง ๆ   ปรากฏรูปเค้าของคำในพระราชพงศาวดารเหนือว่า  พระเจ้าแผ่นดินตักสิลานคร  พระนามว่า  พระยาศักรดัม โปรดให้ตั้งจุลศักราชไว้ใช้สำหรับกุลบุตรกุลธิดาสืบไปภายหน้า เมื่อวัน  ๕ฯ๕  ปีชวด  ( วันพฤหัสบดี   เดือนห้า  แรม  ๑ ค่ำ  ปีชวด )  .. ๓๐๖  ตั้งได้  ๑ ปี  พระองค์ก็เสด็จสวรรคต  เมื่อ จ..    พระราชบัณฑิต  อุดมราชาปิ่นเกล้า  พระเจ้าอยู่หัวพระโอรสพระยาพาน  ได้โปรดให้ยกเลิกจุลศักราชเสียเมื่อ  .. ๙๕๕    ปีระกา  เพื่อกันมิจฉาทิฏฐิ  จะพากันใช้แต่จุลศักราช  หนักเข้าพุทธศักราชจะเสื่อมสูญหายไป  ด้วยอำนาจความสำคัญแห่งพระนามของ  พระยาศักรดัม   ผู้ทรงตั้งเกณฑ์กำหนดนับปีหนึ่ง ๆ  ขึ้นใช้นั้นเอง จึงกำหนดเรียกเอานาม ผู้ก่อตั้งคือ ศักราชา   ( ศักร+ราชา)  ใช้เป็นที่หมายเหตุการณ์แห่งกาลเวลาที่ผ่านล่วงไปปีหนึ่ง ๆ  ว่า ศักรราช  ศักราช  ศก   ซึ่งนิยมใช้กันต่อมาเหมือนอย่างมาตรากำหนดต่าง ๆ  ที่นิยมนำชื่อผู้ประดิษฐ์เป็นชื่อเรียกมาตรานั้น ๆ  อย่างเช่น  กิโลเฮิร์ส เป็นต้น

                เกี่ยวกับการตั้งจุลศักราชนี้  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่    ทรงกล่าวในพระราชพิธีสิบสองเดือนว่า  ส่วนจุลศักราชนั้น  ในพงศาวดารเหนือของเรากล่าวว่า   พระร่วง   ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยาม ณ กรุงสุโขทัยเป็นผู้ตั้ง  ฝ่ายพม่าเขาก็ว่า  มีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งชื่อสังฆราชเป็นผู้ตั้งขึ้น  แต่ศักราชใช้ได้ทั่วไปทั้งเมืองไทย  เมืองพม่า  เมืองมอญ  เมืองงิ้ว  เมืองอัสสัมที่เรียกว่า  ไทยใหญ่ เมืองลาว

                อนึ่ง  ปรากฏความในตำราโหราศาสตร์ว่า  จุลศักราช    ตั้งขึ้นโดยสังฆราชา  บุพพโสรหัน  ซึ่งลาสิกขาออกมาชิงราชสมบัติในพม่า  เมื่อปีกุน  ..  ๑๑๘๒

                มหาศักราช   ตั้งโดย  พระเจ้าสาลิวาหนะ  แห่งอินเดีย  เมื่อ พ..  ๕๖๐  ปี

                ส่วนคำว่า  ศก   ซึ่งตัดมาจากคำว่า  ศักราช   นั้น  โบราณนิยมใช้หมายเอา  ปีจุลศักราช ซึ่งกำหนดโดยรอง  ๑๐ ปี  หรือทศวรรษหนึ่ง ๆ  เป็นเกณฑ์กำหนดชื่อว่าศก  เริ่มแต่ ๑  ถึง ๐  หรือ ๐ ( ศูนย์ )  มีชื่อเรียกตามจุลศักราชที่ลงด้วยตัวเลขนั้น ๆ ตามลำดับดังนี้  เช่น

                ..                         ๑๑๘๑                    เรียก                       เอกศก        

..                         ๑๑๘๒                    เรียก                       โทศก    

..                         ๑๑๘๓                    เรียก                       ตรีศก

..                         ๑๑๘๔                    เรียก                  จัตวาศก

..                         ๑๑๘๕                    เรียก                      เบญจศก

..                         ๑๑๘๖                    เรียก                  ฉศก

..                         ๑๑๘๗                    เรียก                  สัปตศก

..                         ๑๑๘๘                    เรียก                      อัฏศก

..                         ๑๑๘๙                    เรียก                  นพศก

..                         ๑๑๙๐                    เรียก                      สัมฤทธิศก

ทั้งนี้นิยมเรียก  เฉพาะชื่อศก  ควบกับปี  เช่น  ปีจอ  เบญจศก   โดยมีช่วงกำหนดรอบหนึ่ง    ปี  หรือชั่วอายุคนหนึ่ง  ซึ่งถือว่า  เรียนรู้เข้าใจกันทั่วไปเพราะในช่วงรอบ  ๖๐  ปีนั้น  ปีที่จะลงท้ายด้วยชื่อศกตรงกันนั้นไม่ค่อยเกิดซ้ำบ่อยนักจึงเพียงพอต่อการกำหนดใช้ของคนสมัยก่อน


  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...