วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

การพระราชพิธีพรุณศาสตร์

 


การพระราชพิธีพรุณศาสตร์

                เทศกาลประจำเดือน    ของไทยเรานั้น  ที่จัดเป็นทางการใหญ่ ๆ  นั้น  รู้สึกว่าจะไม่ปรากฏมีมาในอดีต  อาจจะเนื่องมาจากฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ไม่เหมาะในการจัดงานเทศกาล เพราะอยู่ในช่วงฤดูฝน  ซึ่งไม่สดวกในหารจัดเทศกาลต่าง ๆ

                แต่มีปรากฏเป็นเทศกาลในราชสำนักอยู่ชื่อว่า  พระราชพิธีพรุณศาสตร์   เป็นพระราชพิธีขอฝน  ซึ่งเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์มากกว่า  ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๕  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน  พระราชพิธีสืบสองเดือน ว่า

                พิธีนี้   เหตุใดจึงไม่มีปรากฏในกฎมณเฑียรบาล  และในจดหมายขุนหลวงหาวัดทั้งสองแห่งก็ไม่ทราบเลย  จะวาไม่เคยทำที่กรุงเก่าก็ว่าไม่ได้  ด้วยในตำราของพราหมณ์ก็มีอยู่ว่าเดือน    พระราชพิธีพรุณศาสตร์มหาเมฆบูชามีวิธีซึ่งจะทำให้ชัดเจน อนึ่ง  การพิธีของฝนนี้  ก็ดูเป็นพิธีสำคัญ  มีเครื่องเตือนที่จะให้เลิกไม่ได้อยู่  คือ  ถึงว่าเจ้าแผ่นดินจะดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม  มิได้ปรวนแปร  ซึ่งคนบางพวกมักพาโลว่า

                พระราชพิธีนี้  แม้จะเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์แต่ก็ยังมีปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์  พงศาวดารลังกาว่า  พระเจ้าแผ่นดินลงบรรทมในลานพระเจดีย์ ด้วยตั้งอธิษฐานว่า ถ้าฝนไม่ตกลงมาขังลานพระเจดีย์จนพระองค์ลอยขึ้นก็จะไม่เสด็จลุกขึ้นไปเป็นต้น   นี้เป็นวิธีหนึ่งที่ในสมัยก่อนหากเกิดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลทำให้เกิดความอดอยากประชาชนมักจะไปโทษพระเจ้าแผ่นดิน

                สำหรับการปฏิบัติพระราชพิธีนี้  แม้จะไม่ปรากฏว่า  มีในจดหมายขุนหลวงมหาวัด  พระองค์ก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้  น่าจะปฏิบัติกัน  เพราะในกรุงเก่านั้นก็เคยมีเหตุการณ์ข้าวยากหมากแพง  ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล  แต่อาจจะเป็นเพราะว่าปีใด  ถ้าฝนบริบูรณ์ดีก็จะเว้นการปฏิบัติและอีกอย่าง   สมัยอยุธยานั้นมีศึกสงครามกับพม่าบ่อยจึงละเลยเสีย

                สมัยสุโขทัยนั้น  ในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์   พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า

                แต่เมื่อครั้งกรุงสุโขทัย   คงจะเป็นพระราชนิพนธ์ประจำปี  นางนพมาศได้กล่าวถึงเนื้อความโดยละเอียด  แต่พิธีที่ทำนั้นได้แตกต่างไปจาก    ตำราพราหมณ์ของเราเห็นจะเป็นเรื่องต่างครูกันอีก  ตำราพราหมณ์ทำเป็นอย่างจะขอฝนให้ตกเดี๋ยวนั้น  ด้วยอาศัยเสกเวทมนต์เรียกบ้าง  ด้วยอาศัยล้อพระพิรุณบ้าง  แต่พิธีสุโขทัยนั้น  ตั้งท่าขอให้บริบูรณ์ทั่วไปแต่ต้นมือ

                ข้อความที่นางนพมาศกล่าวไว้นั้นว่า  ครั้นถึงเดือน    พราหมณาจารย์   กับพร้อมกันกระทำการพระราชพิธีพรุณศาสตร์  ตั้งเลยสี่เกยที่หน้าลานเทวสถานหลวง  ประดับด้วยฉัตรธงอันกระทำด้วยบาศีดา  หญ้าตีนนก  อ่างทอดสัตตโลหะสีต่าง ๆ   หนึ่งเต็มไปด้วยเปือกปลูกชาติสาลี  มีพรรณสอง  คือ  ข้าวจ้าว  ข้าวเหนียว  สามอ่างนั้นใส่มูลดินอันเจือด้วยโคมัย    ปลูกถั่วงา  อ่างหนึ่งปลูกมะม่วง   มะพร้าว  อ่างหนึ่งปลูกหญ้าแพรก  หญ้าละมานอ่างหนึ่ง   (หญ้าละมาน ชื่อไม้ล้มลุกหลายชนิด  มักขึ้นแซมต้นข้าว  บางที่เรียกว่า  ข้าวปลา )  ตั้งไว้บนหน้ากระดานเป็นปักตรงหน้าเกยครั้นถึงวันกำหนดฤกษ์  หมู่พราหมณ์ทั้งหลายมีพระครูพรหมพิธีบรมหงส์  เป็นประธานต่างน้อมเบญจวงศ์บวงสรวง  สังเวยพระเป็นเจ้า  ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้ฝนตกซุกชุมทั่งทุกนิคม คามขอบเขตขันธสีมากรุงพระมหานครสุโขทัยราชธานีบุรีรัฐ   

พระพุทธคันธารราษฎร์

                เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ  เป็นอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้ตกทุกได้ยาก  เช่นเมื่อยามเห็นชาวประชาชนอดอยาก  ยามข้าวยากหมากแพง  ฝนแล้ว   ก็บรรดาลให้ฝนตก  ซึ่งก็อาจจะเป็นเหตุบังเอิญหรือด้วยบุญบารมีที่สะสมไว้อย่างเช่น   ในพระราชประเพณี  ๑๒  เดือนของ  ล้นเกล้า ฯ  รัชกาลที่ ๕  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้  วาริชชาดก  กล่าวไว้ว่า  พระยาปลาช่อนอาศัยอยู่ในบึง  ตำบลหนึ่ง  คราวนั้นเป็นเวลาแล้ง  น้ำในบึงแห้งขอดเป็นตม  ฝูงกา  ลงกินปลาในบึงนั้นอยู่เกลื่อนกลุ่ม  พระยานฬปะ  จึงผุดขึ้นในตมแหงนดูอากาศเสี่ยงบารมี  ตั้งสัจจาธิษฐานแล้วกล่าวคาถาว่า  อภิตถนยปชุฌ  เป็นต้นว่า  ข้าแต่  ปขุณณะเทพยดา  เป็นผู้มีอำนาจจะให้ฝนตกได้  ขอท่านจะบันดาบให้เมฆฝนตั้งขึ้น  แล้วจงให้ห่าฝนตกเป็นท่อธารใหญ่  ท่วมบึงบ่อทั้งปวงเถิดจงทำพิธีชุมทรัพย์ของฝูงกาทั้งหลายให้พินาศไป    ทำฝูงกาให้เศร้าโศก  เพราะอดอาหาร  และขอท่านจงกรุณาเปลื้องปลดข้าพเจ้ากับหมู่ญาติทั้งหลาย  ให้พ้นภัยพิบัติโศกเศร้า  พ้นอำนาจหมู่กา  ซึ่งจะมาเบียดเบียนเป็นภัยใหญ่หลวง  ด้วยอำนาจสัจจาธิษฐานของพระยาปลาช่อน  ท่อธารใหญ่ก็ตาลงมาท่วมบึงบ่อทุกสถาน

                อีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดียวกันนี้กล่าวไว้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  ที่ทรงปรารภถึงพระพุทธรูปชื่อว่า พุทธคันธารราษฎร์   เกี่ยวกับพระพุทธองค์ที่ตรงตรัสวาริชชาดก  ดังกล่าว    ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตรทรงเห็นดังนั้น  ก็มีพระหฤทัยกรุณา  เมื่อเสด็จกลับมาทำภัตตกิจแล้วจึงตรัสเรียกพระอานนท์นำผ้าอุทกสาฏหถวาย  พระอานนท์ก็ทูลว่า  น้ำในสระแห้งหลายวันแล้ว  พระองค์ตรัสเรียกอุทกสาฏกผืนคล่ำอยู่  พระอานนท์จึงได้นำมาถวาย   พระองค์รับผ้ามา  ชายส่วนหนึ่งนั้นทรงส่วยหนึ่งนั้นตระหวัดขึ้นบนพระอังสะประเทศเสด็จผืนที่ฝังสระ  แสดงพระอาการพระหัตถ์ขวาเรียกฝน  พระหัตถ์ซ้ายหงายรองรับน้ำฝน  ขณะนั้นฝนก็ตกลงมาเป็นอันมาก   ท่วมในที่ซึ่งควรขังทุกแห่ง  มนุษย์และสัตว์ทั้งปวง  มีความชื่นชมยินดี  กล่าวคำสรรเสริญต่าง  เมื่อพระองค์ทราบจึงตรัสว่า  แต่ปางก่อน  นฬะปะมัจฉะชาติ  คือพระยาปลาช่อน  ก็อาจตั้งสัจจาธิษฐานให้ฝนตกลงได้.. 

                ที่ได้ชื่อว่า  พระพุทธคันธารราษฎร์  นั้นก็เพราะ  เป็นพระพุทธรูปที่มีประวัติการสร้างโดยพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งซึ่งปกครองเมืองคันธารราษฎร์  เมื่อพระพุทธศาสนาได้ล่วงเลยมาถึง  ๒๐๐  ปี  หลังพุทธปรินิพพานได้มีพระเถระชื่อ  พระมัชฌันติกเถระได้นำศาสนาไปประดิษฐานลนคันธารแระเทศนี้  พระเจ้าแผ่นดินทรงเลื่อมในพระเถระองค์นี้มาก  จนพุทธศาสนาแผ่หลายมาหลายชั่วอายุคน  ภายหลังมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง  ทรงเลื่อมในเมื่อได้ฟังเรื่องรายที่พระพุทธเจ้าทรงบัลดาลให้ฝนตก  จึงสร้างพระพุทธปฏิมากร  มีอาการอย่างนะสรงน้ำนำปริศนาเรียกฝนเช่นกัน  ในปีใดเกิดฝนแล้งก็ให้เชิญพระพุทธปฏิมาการนั้นออกมาตั้งขอฝน  ฝนก็ตกลงตามประสงค์

                ดังนั้น  พระพุทธคันธารราษฎร์  จึงเป็นพระพุทธรูปปางขอฝนซึ่งเราได้เห็นอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เมื่อพระราชพิธี  พิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  หรือพระราชพิธีพรุณศาสตร์คราวใดก็จะสักการะพระพุทธรูปองค์นี้แล้วทำพิธีดังกล่าวมา

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

พระราชกุศลเทศมหาชาติ

 


พระราชกุศลเทศมหาชาติ

                เทศมหาชาติ  เป็นเทศน์เรื่องรางมหาเวสสันดรชาดกในคราวที่พระพุทธเจ้าทรงปรารภเรื่องฝนโบกขรพัตรทรงเล่าถึงอดีตชาติของพระองค์ครั้งเสวยพระชาตินั้น  เวสสันดร  ผู้ใคร่ในการให้ทานจนกลายมาเป็นวรรณกรรมชาดกที่ไพเราะประทับใจสำหรับผู้ได้สัมผัส  จนกลายเป็นชาดกที่มีอิทธิพลต่อคนไทยทั้งชาติ  นั่นคือ  ทำให้คนไทยมีนิสัยชอบเป็นผู้ให้  เพราะทำให้สบายใจเมื่อได้ปฏิบัติและการให้นั้นก็ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

                การเทศมหาชาตินั้นปรากฏมีมาในพระราชพิธี  เรียกว่า  พระราชกุศลเทศนามหาชาติ  ในบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่    มีว่า  ในรัชกาลที่  - - ๓ กำหนดกันในเดือน  ๑๑  ขึ้น  ๑๔ ค่ำ  ๑๕ ค่ำ  มีมหาชาติ  แรม ๑ ค่ำ  มีอริสัจ    ครบ  ๓๓  กัณฑ์  เมื่อเทศน์จบจังเสด็จลงลอยพระประทีป มาในรัชกาลที่    หากปีใดมีพระองค์เจ้าหม่อมเจ้าทรงผนวชเป็นภิกษุและสามเณรมาก ในปีนั้นก็มีมหาชาติ  ถ้าปีใดไม่มีการเปลี่ยนมาเป็นเทศนาปฐมสัมโพธิแทนโดยแบ่งเป็นวันละ   ๑๐  กัณฑ์  ฯลฯ

                ต่อมาเทศนามหาชาติได้เปลี่ยนมาเป็นเดือนอ้าย  ในสมัยรัชกาลที่    เนื่องจากมีพระราชวรกิจมากมายในเดือน  ๑๑ - ๑๒  ที่จะต้องทำ  เช่น  พระราชพิธีมหาชาติเดิม  การทำบุญวันประสูติ  วันสวรรคตของสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ และวันฉัตรมงคล

สถานที่จัดเทศนามหาชาติ

                ในรัชกาลที่    หรือก่อนนั้นได้จัดกันที่  พระที่นั่งเศวตฉัตรในพระที่นั่ง  อัมรินทรวินิจฉันแห่งเดียว  เว้นแต่ว่ามีพระบรมศพประดิษฐานอยู่บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท   จึงได้เทศนาบนพระแท่นมุก  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  ครั้นรัชกาลที่  ๔ เคยได้จัดที่พระที่นั่งอนันตสมาคม  แต่ไม่ค่อยชัด  จังได้ย้ายไปจัดที่พระที่นั่งทรงธรรม  ผู้ที่เข้าไปฟังเทศน์นั้นมีเฉพาะเจ้านาย  เจ้าพนักงาน   กรมพระตำรวจ  และมหาดเล็ก  บนพระที่นั่งทรงธรรมข้างในทั้งสิ้น  ต่อมาได้ย้ายมาเทศที่พระนั่งอัมรินทรเช่นเดิม  และย้ายมาเทศนาที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  เพราะซ่อมแซมพระที่นั่งอันรินทร์วินิจฉัย

การตกแต่งเครื่องกัณฑ์

                การตกแต่งเครื่องบูชาเทศนา  ที่พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย  ด้านหลังพระที่นั่งเศวตรฉัตร  ผูกกิ่งไม้ร้อยห้อยเป็นพวงพู่ผูกตามกิ่งไม้ทั่งไปบนพระแท่นถมตั้งพานทองสองชั้นขนาดใหญ่เล็ก  เรียงเป็นแถว  ตะบะถมตังหญ้าแพรก   ข้าวตอก  ดอกมะลิ  ถั่วงา  และมีพานเครื่องทองน้อย  แก้วห้า  สำหรับตั้งตะเกียงแก้วแทรกตามระหว่างเครื่องทองน้อยตรงพระที่นั่งเศวตรฉัตรออกไป  ตั้งหมากพานทองมหากฐินสองพาน  หมากพนมใหญ่  พานแว่นฟ้าสองพาน  และพานนี้เปลี่ยนเป็นโคมเทียนมีต้นไม้เงินทองตั้งรายสองแถวกระถางต้นไม้ตัดลายคราม  โดมพโอมแก้วลายตลอดทั้งสองข้าง  หน้าแถวมีกรงนกคีริบูร  ซึ่งติดกับหม้อแก้วเลี้ยงปลาทองตั้งปิดช่องกลาง   ปลายแถวตั้งขันเทียนคาถาพัน  จุดตะเกียงที่เสาแขวนฉากเทศน์ทั้ง  ๑๓  กัณฑ์ หน้าท้องพระโรงมีซุ้มตะเกียง    ซุ้ม  มีราชวัติฉัตรธงผูกต้นกล้วย  ต้นอ้อยตามธรรมเนียม

                ครั้งหนึ่งในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  คราวรัชกาลที่    ยังทรงพะเยาว์ ทรงบรรพชาเป็นสามเณร  พระองค์ได้ทรงจัดเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ถวายโดยทำเป็นกระจาดใหญ่รูปเรือสำเภาที่พระที่นั่งสุทไธสวรรค์

ธรรมเนียมการเสด็จออกมหาชาติ

                กัณฑ์ทศพร  เจ้ากรามปลัดกรมพระตำรวจต้องจำตะเกียงที่ซุ้มเข้ามาถวายซุ้มละ ๑  ตะเกียง  มหาดเล็กต้องคอยเปลี่ยนเทียนเครื่องนมัสการในเวลาที่เสด็จไปทรงประเคนเครื่องกัณฑ์ให้แล้วเสร็จทันเสด็จกลับมาทุกครั้ง  ขณะจุดเทียนแล้วตั้งรับเทียนประจำกัณฑ์และเทียนคาถาพันทุกคราว ไม่มีเวลายกเว้น  นอกนั้นไม่มีอะไร


วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

การสวดภาณยักษ์และการประกาศพิธีตรุษ

 


การสวดภาณยักษ์และการประกาศพิธีตรุษ

                ในพระราชพิธีพัจฉรฉินท์  ( ตรุษ )  นี้  มีการสวดภาณยักษ์พร้อมทั้งประกาศพิธีตรุษด้วยและในการสวดนั้นเมื่อจบแล้ว มีการยิงปืนอาฏานา  ซึ่งเวลาเย็นในพระบรมมหาราชวัง  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  มีขบวนแห่พระสงฆ์ตั้งแต่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ซึ่งมีพระวอกรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์  มีผู้ถือตาลปัตรนำหน้าขบวน  พระวอที่สองของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส  และสุดท้ายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระพุทธาจารย์  แล้วต่อด้วยพระราชาคณะมีเจ้านายกั้นพระกลด  ส่วนพระราชาคณะรั้นสัปแดงและมีตาลปัตรนำหน้า  ขบวนแห่นี้ได้เคยนำแบบพระราชพิธีอาพาธพินาศและคเซนทร์ศวสนานแต่ตัดบางขั้นตอนให้น้อยลง

                จากนั้นจึงทำพิธีสวดโดยพระมหากษัตริย์เสด็จออกจุดเครื่องนมัสการ  มีเทียนปิดทองคำเปลวหนัก  ๕ บาทเชิงเทียนทองคำ    เชิง  เล่มแตกจุดขณะสวดประปริตพร้อมกัน  เล่มสองจุดขณะที่สวดธรรมจักร  เล่มที่สามจุดขณะที่สวดมหาสมัย  และเล่มที่    จุดขณะที่สวดอาฏานาฏิยภาณยักษ์

                เมื่อสวดจบแล้ว  พระสงฆ์จะประกาศเทวดาอีกครั้ง  โดยใช้ผ้าขาวพับหนึ่งให้พระสงฆ์ยืนเพื่อประกาศเทวดาโดยพระสงฆ์หันหน้าไปทางเหนือถามสังฆการีเป็นผู้รับสังฆามติไปเชิญเทพยดาเป็นภาษามคธก่อนเริ่มตั้งแต่  โย  โส  อัชชะ  ปุพพัณหะ…… “ เป็นต้น  สังฆการีตอบว่า  อิมาหัง  ภันเต  อาคันตะวา  ฐิโตมหิ ..  คำประกาศนี้แปลเป็นไทยได้ดังนี้

                ราชกุมารผู้ซึ่งเราได้สั่งไปเชิญเทวดานั้นได้กลับมาแล้วหรือยัง   สังฆการีตอบว่า  ได้มายืนอยู่ที่นี่แล้วหรือสถิต  โดยได้บวงสรวงยกหนังสืออาราธนามีใจความว่า  ถ้าเทพยดานั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ  คงจะไม่ขัดอาณัติสงฆ์คงจะมาด้วย  อทิสมานกาย  โดยสังฆการีประกาศเห็นภาษาอย่างละ    จบ  ต่อจากนั้นก็ประกาศเป็นภาษาอย่างละ    จบ  ต่อจากนั้นก็ประกาศเป็นภาษาไทย  โดยออกชื่อเทพยดาที่มาประชุมกันในที่นั่น  คือท้าวมหาราชทั้งสี่  ขอให้โสตสดับพระธรรม  และขออานุภาพพระรัตนตรัยที่สถิตอยู่ในพระบรมธาตุ  พระพุทธบุษยรัตน์  พระชัย  พระห้ามสรรพอุปัททวะพระแก้วเรือนทอง  พระปิฏกธรรม  ที่เชิญมาในพระราชพิธีนี้  ขอให้เป็นศรีสวัสดิ์มงคลป้องกันภัยทั่วอาณาเขต  และขอให้ทางโลกบาลทั้ง    และเทพยดาทั้งปวงจงบรรดาลให้เครื่องราชูปโภค  ที่ตั้งไว้ในพระราชพิธีจงมีฤทธิ์อำนาจเป็นที่หวั่นเกรงต่ออมิตรที่คิดร้าย  และขอใหนำทิพยวารีมาโปรยปรายในภาชนะที่เต็มด้วยปริตโตทก    เมื่อโปรยปรายถูกผู้ใดก็ขอให้พ้นทุกข์  โศกโรคภัย  ทุกประการ

                และมีอีกตอนหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือ  คำประกาศต่อเทพยดามิจฉาทิฏฐิ  นอกบรมพูทโธวาท    มิอาจจะรักษาพระบรมราชาธิราชได้โดยเจาะจงถึงสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์  พร้อมด้วยบรมศานุวงศ์  เสนามาตย์  ราชกวี  สมณชีพราหมณ์ และสรรพสัตว์ทั้งปวง   ให้เทพยดาเหล่านั้นจงถอยออกไปนอกเขตจักรวาลโดยพลัน  ก่อนที่พระสงฆ์จะสวดอาฏานาฏิยสูตร  ( ภานยักษ์ ) จากนั้นพระสงฆ์ก็เริ่มสวดโดยปลัดกันสวดไปตามลำดับ  ตลอดทั้งคืนราว    ๑๑  จบ  หากเสด็จแต่หัวค่ำหรือหากเสด็จมาไวก็จะเป็น  ๑๒  จบ  

การยิงปืนอาฏานา

                การยิงปืนนี้เป็นการยิงปืนขณะสวดภาณยักษ์จบลงก็มีการเกณฑ์กรมต่าง ๆ   ยิงปืนตลอดทั้งคืน  โดยการผลัดเวรกัน คือ

                ฝั่งตะวันออกในพระบรมราชวังชั้นกลางที่ชาลาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสัญญาณใน  ทหารปืนใหญ่เป็นสัญญาณนอกที่หน้าประตูวิเศษไชยศรี  รวมตำบลที่ยิงปืนด้านตะวันออกที่ประตู    ประตู  ป้อมหมู่วัง  ๑๖  ป้อมเขื่อนเพชร  ๑๐ ถนนใหญ่    ประตูใหญ่รอบนอกพระนคร  ๒๐  รวมเป็น  ๕๒ ตำบล

                ด้านฝั่งตะวันตก ๑ ป้อม  ถนนอีก ๔  ถนน

                การยิงปืนนี้น่าจะได้แก่การเฉลิมฉลองเนื่องในพิธีเป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่  อีกอย่างหนึ่งก็อาจจะเป็นการขับไล่อุปัทวันตรายอันเกิดจากภูติผีปีศาจที่สิงสถิตอยู่ในพระนครให้ออกไปตามที่ได้กล่าวมาหากจะเป็นการเปรียบเทียบกับพิธีของชาวบ้านแล้ว  ก็จะแตกต่างกันเพราะการจุดบั้งไฟของชาวอิสานนั้นเป็นการบูชาพระยาแถนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล  เพื่อทกการเพาะปลูกที่ได้ผลและจะไปทำกันในเดือน    ซึ่งเป็นฤดูทำนา


พิธียิงปืนอาฏานาของชาวเพชรบูรณ์

                มีอยู่ตำบลหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์มีวิธีปฏิบัติใกล้เคียงกับพระราชพิธียิงปืนอาฏานามาก  ตำบลนี้อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไป  ๑๐  กิโลเมตร  คือตำบลนางั่ว  ซึ่งจะปฏิบัติกันเกือบจะทุกปีในปีที่ฝนแล้ง  ก็จะทำพิธีนี้กันที่วัดโพธิ์กลาง  ประเพณีนี้ชาวบ้านเรียกว่า  ตั้งประเพณีบ้าน   นั่นเอง  จะต่างจากพิธีสัมพัจฉรฉินท์  ก็ตรงที่ไม่กำหนดวันแน่นอน  แต่จะกำหนดเอาราว ๆ  เดือน  - ๗ นี้  เพราะในระยะนี้หากฝนไปตกชาวบ้านที่นี้  คือหากปีใดมีข้าวในยุ้งไม่ถึงกำหนดจนข้าวใหม่ออกแล้วก็จะอายเพื่อนบ้านว่า   บ้านนี้อดข้าว   ฉะนั้นที่พึ่งของชาวบ้านก็คือฝนฟ้าเพื่อทำนาเอาข้าวใส่ยุ้งไว้กันให้ตลอดปี

                ประเพณีมีอยู่ดังนี้   เริ่มตั้งแต่การเตรียมสถานที่วัดให้พร้อม  เช่น  การตั้งพระพุทธรูป  โยงสายสิญจน์ไปรอบ  ที่แปลกอยู่อย่างก็คือต้องมีรูปปั้นชายหญิงเปลือยกายในท่าทำสันถวะซึ่งจะขาดมิได้  ซึ่งรูปนี้นั้นเป็นเช่นนี้  เสถียรโกเศสเล่าไว้ในหนังสือชีวิตไทยในอดีตก็เจอเช่นเดียวกันที่ใกล้ ๆ  กรุงเทพ ฯ  นี้เอง  ฉะนั้นที่วัดโพธิ์กลางนี้ก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกัน   คติอีกอย่างหนึ่งก็น่าจะได้แก่เคล็ดอย่างหนึ่งที่จะทำให้ฝนตกหนักได้   ทางฝ่ายชาวบ้านก็จัดการหาน้ำมาคนละหาบพร้อมใส่ใบส้มป่อย  ผลมะกรูด  ใบเงินใบทอง  ตามที่หาได้ ทางฝ่ายชายก็จะนำอาวุธปืนที่มีในบ้านมาที่วัดคนละ  ๑ กระบอก  เพื่อเตรียมยิงเวลาพระสวดอาฏานาฏิยสูตร  ( ภาณยักษ์ )  จบ  รวมทั้งสิ้น    จบ

                ซึ่งพิธีกรรมเช่นนี้  อาจจะมีใจตำบลอื่น ๆ  ที่แตกต่างกันไป  ในบางปีก็อาจจะมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝนตามความเชื่อดั้งเดิม

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ตรียัมพวาย

 


ตรียัมพวาย   หรือตรียัมปวาย

                พิธีจัดขึ้นในเดือนอ้าย   ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นเดือนยี่  ( )  อาจจะเนื่องมาจากถือว่า   เป็นปีใหม่ของพราหมณ์  ซึ่งกำหนดเอาต้นฤดูหนาว  พิธีนี้พวกพราหมณ์ที่อยู่ในกรุงเทพ ฯ  ได้จัดกัน  พราหมณ์พวกนี้ได้เดินทางจากอินเดีย  แรก ๆ นั้นได้มากับเรือค้าขาย  ซึ่งฝั่งแถบจังหวัดนครศรีธรรมราชฝั่งตะวันตก  ต่อมาได้ขึ้นมาถึงกรุงเทพ ฯ  แล้วได้สร้างเทวสถานขึ้นแถวหน้าวัดสุทัศน์ ฯ จึงเป็นสาเหตุที่ได้กล่าวถึงพิธียัมพวาย  ซึ่งเป็นพิธีใหญ่ของพวกพราหมณ์  เริ่มแรกพิธีไม่มีอะไรมาก  ต่อมาจึงจัดพิธีใหญ่  เนื่องจากมีคนสนใจมาก

                ที่ได้ชื่อว่า  ตรียัมพวาย  เพราะได้ทำพิธีทั้งสามเทวสถาน  คือ  เทวสถานพระอิศวร ( ศิวะ )  เทวสถานพระมหาวิฆเนศ  และอีกสถานหนึ่ง  คือ  เทวสถานพระนารายณ์ (วิษณุ )

                ความสำคัญของพิธีนี้เข้าใจว่า  พระอิศวรเป็นเจ้าเสด็จลงมาเยี่ยมโลกปีละสิบวัน  คือเสด็จมาในวันขึ้น    ค่ำ  และเสด็จกลับในวันแรม ๑ ค่ำ จากนั้นเป็นวัน ๑ ค่ำ  พระนารายณ์เสด็จมาแรม    ค่ำ เสด็จกลับที่เกี่ยวข้องกันระหว่างเทพ ฯ  ทั้งหลาย  ทั้งสามตนนี้   เนื่องมาจากพระอิศวรมีความต้องการที่จะทำพิธีโสกันต์  ( โกนจุก )  ซึ่งเป็นโอรสตน  จึงไปพบพระนารายณ์เพื่อให้ช่วย  ปกติพระนารายณ์จะบรรทมอยู่บนทะเลน้ำนมเป็นนิตย์  เมื่อใดก็ตามที่พระอิศวรไปปราบอสูร  จึงช่วยไปปราบเพื่อความสงบสุขของโลกมนุษย์  แต่เวลานั้นเป็นเวลาที่พระนารายณ์บรรทม  เมื่อมีใครมารบกวนจึงโกรธจัดทรงขัดเคืองด้วยการบริภาษจนเศียรของพระขันธกุมาร ( คเนศ ) หายไป  พระอิศวรจึงต้องซ่อมแซมโดยเอาศรีษะของช้างมาต่อเติมจนเสร็จ

                การเสด็จลงมาของเทวโดยพราหมณ์เป็นผู้ถือกุญแจสวรรค์แล้วเปิดสวรรค์ให้   โดยการอ่านพระเวทคล้ายกับชุมนุมเทวดาของชาวพุทธ  ฉะนั้นการเสด็จลงมาของพระศิวะจึงเป็นการรับรองโดยจัดใหญ่โตเป็นที่สนุกสนานครึกครื้น  เพราะมีเทพยดามาประชุมต้อนรับกันมาก  อาทิ  เช่น  พระอาทิตย์  พระจันทร์  พระคงคา  ท้าวจตุโลกบาล  ลงมาโล้  ชิงช้า  ซึ่งพวกพราหมณ์ได้ทำแผนกระดานผูกเป็นชิงช้าไว้  ส่วยพระยานาคก็เป็นเทพองค์หนึ่งก็มาพ่นน้ำสาดน้ำถวาย  ในการะพระราชพิธีตรียัมพวายสำหรับพระอิศวรนั้นทำเป็นที่สนุกสนาน  ผู้คนพากันมารับแจกข้างตอก  ข้าวเม่า  ที่เหลือจากบวงสรวงสังเวยเป็นสิริมงคล

                ส่วนพิธีตรียัมพวายสำหรับพระนารายณ์นั้นทำกันอย่างเรียบ ๆ  ด้วยเหตุที่พระองค์ไม่ทรงโปรดความครึกครื้นชอบความเรียบ ๆ  ตามความเชื่อถือของพราหมณ์

พิธีโล้ชิงช้า

                ตามเรื่องของพิธีนี้มีท้าวจตุโลกบาลมาโล้ชิงช้าถวายพระอิศวร  แต่ประชาชนทำพิธีจำลองขึ้นเหมือนกับว่าเป็นการโล้ชิงช้าของเทวะจริง  โดยสมมติให้ข้าราชการเป็นผู้ยืนชิงช้าแทน  ในหนังสือพระราชพิธี  ๑๒ เดือน  ว่า  ข้าราชการผู้ซึ่งจะยืนชิงช้านั้นต้องกราบทูลบังคมเข้าพิธีก่อนหน้าที่จะไปยืนชิงช้า

                การพิธีนี้ต้องมีการเกณฑ์ข้าราชการจัดตั้งขบวนแห่เป็นขบวนใหญ่โต  สำหรับผู้ที่จะยืนชิงช้ามีตำแหน่งเป็นพระยาน่าจะได้แก่พระยายมราช  เพราะเป็นผู้ชำนาญหรือเคยโล้ชิงช้ามาแล้ว  ก่อนที่จะโล้ชิงช้านั้นต้องไปนมัสการพระศรีศากมุนีในวิหารวัดสุทัศน์ทั้งเช้าเย็น  โดยมีขบวนกลองชนะตีนำหน้า  และนำกลับ  ต่อมาภายหลังไม่ได้เข้าไปนมัสการเนื่องจากกลับมาโล้ชิงช้าไม่ทัน  การโล้ชิงช้าโล้กระดาน    คน    กระดาน  มีเสาไม้ไผ่ผูกถุงเงินไว้ปลายเสาไม้ไผ่  กระดานแรก ๓ ตำลึง  กระดานที่สอง  ๑๐  บาท  กระดานที่สาม   ๒ ตำลึง   คนหน้าคอยคาบเงิน  คนหลังคอยคัดท้ายให้ตรงเสาเสร็จแล้วจึงแห่กลับมาทำหน้าพลับพลาพิธี  สมัยต่อมาในรัชกาลที่    พระองค์เสด็จไปทอดพระเนตรการโล้ชิงช้าซึ่งก่อนๆ  นั้นไม่เคยมี  จะมีก็เป็นสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้า    เจ้าอยู่หัว  โดยมีกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพเสด็จครั้งหนึ่ง  โดยมีเจ้านายฝ่ายในเสด็จตามมาด้วย   แต่แผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงเสด็จมาทุกปี

พิธีสงฆ์ในพิธีตรียัมพวาย

                พิธีสงฆ์นี้เพิ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่    ด้วยพระองค์ทรงดำริว่า  พิธีนี้คล้ายกันพิธีมะหะหร่ำของแขกเซ็นและวิสาขบูชาของพระพุทธศาสนา  ซึ่งเป็นพิธีใหญ่สำหรับพระนคร  พิธีสงฆ์เริ่มขึ้นที่รับพระราชทานฉัน  พระที่นั่งสุทไธสวรรค์  ในวัน    ค่ำทั้งหมด  ๑๕  รูป มีพระราชาคณะ  ๓ รูป  พระพิธีกรรม  ๑๒  รูป  และมีเครื่องไทยทานถวายมากมายหลายอย่าง  และในวันขึ้น    ค่ำ  ๘ ค่ำ  ๙ ค่ำ  สวดมนต์ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามวันละ    รูป พระราชาคณะ ๑  รูป พระพิธีกรรม    รูป   พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกในพิธีสวดทุกคืน  แต่ภายหลังมักจะไม่เสด็จออกจะเสด็จเทวสถานแทนที่หน้าพระทุทธมณีรัตนปฏิมากรมีเครื่องไทยทานข้างตอก  มะพร้าว  กล้วย  อ้อย  ตั้งบูชา  เหมือนอย่างพราหมณ์จัดทำที่เทวสถาน  ทรงจุดเครื่องนมัสการ   ราชบัณฑิตอ่านคำบูชา แล้วสวดสรรเสริญพุทธคุณ  เมื่อจบคำบูชาจึงสวดมนต์ต่อไปอีก    วัน  จนถึงวันแรม ๕ ค่ำ  เริ่มพระราชพิธีตรียัมพวายมีพระสงฆ์รับพระราชทานฉัน    อันเป็นวันส่งพระนารายณ์  แต่ไม่มีคำบูชา  เพราะวันพระนารายณ์นั้นเกรงว่าจะทำกันเงียบ ๆ  เพราะตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า  พระนารายณ์ตอนที่พระศิวะไปขอร้องให้มาทำ  พิธีโสกันต์พระขันธกุมารนั้น  ใช้วาจาสิทธิ์คำหนึ่งด้วยทรงกริ้วมาก  โดยตรัสออกไปว่า  หัวหาย   เท่านั้น  เศียรพระขันธกุมารก็หายไป พระศิวะต้องต่อให้  ฉะนั้นอาหารต่าง ๆ ในพิธีบูชาพระนารายณ์จึงไม่มีใครกินเกรงว่าเป็นพิษ  พิธีสงฆ์ในตรียัมพวายก็มีเพียงเท่านี้

พิธีพราหมณ์

                ส่วนพระราชพิธีพราหมณ์นั้นเริ่มตั้งแต่วันขึ้น  ๖ ค่ำ  ตั้งแต่ประชุมพราหมณ์ทั้งปวงมาเตรียมพิธีโดยการชำระกายผูกพรต  หรือคาดเชือกไว้ที่ต้นแขน  ทานมังสวิรัติ  ไม่นอนกับภรรยา  ประจำอยู่เทวสถาน  ๓ วัน  ตั้งแต่ขึ้น  - - ๙ ค่ำ  จากนั้นก็ออกพรต  เว้นพระมหาราชครูพิธีต้องอยู่ต่อเป็น  ๑๕  วัน  เพราะจะต้องทำพิธีอ่านพระเวทเปิดประตูสวรรค์โดยมีพราหมณ์    คน  ทำพิธียกพานข้าตอก  สวดคนละบทไม่ซ้ำกัน  แล้วจึงว่าพร้อมกัน  ๔ คน  อีกครั้งเรียกว่า   (ออริบาวาย พร้อมกับเป่าสังข์ซ้ำไปมา  ๑๓ จบ  ต่อจากนั้นพระมหาราชครูยืนแกว่งธูปเป่าสังข์บูชาอีกครั้งหนึ่ง   แล้ววางลงถวายกล่าวคำบูชาดอกไม้และรายชื่อพระเจ้าทั้งปวง  แล้วคู่สวด  ๔ คนยกอุลุบ  ( กระแจะจันทร์สำหรับเจิมแป้ง )  เข้ามาถวายในท้องพระโรงคนละ ๑  ครั้ง  แล้วถวายข้าวตอก  จากนั้นก็แจกข้าวตอกให้คนที่มาฟังสวด  เพื่อเป็นสิริมงคล  นี่เป็นพระราช  พิธีตรียัมพวายสถานใหญ่คือวิหารพระอิศวร ( ศิวะ )

                จากนั้นก็มาทำพิธีที่สถานกลางคือ  สถานพระมหาวิฆเนศ  ( พิฆเนศ )  ก็มีพิธีเหมือนสถานใหญ่ตามที่เล่ามาเพียงแต่สวดมากขึ้นเป็น  ๑๗  จบ  มีเครื่องไทยทานมากมายกองหน้าเทวรูปทั้งสอง  เช่น   ข้าวตอก  มัน  เผือก  มะพร้าว  อ่อน  กล้วย  อ้อย  เป็นต้น

                ต่อมาเป็นสถานของพระนารายณ์  ( วิษณุ )  ก็เริ่มข้างแรมตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ  ก็มีพิธีเหมือนกันทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว  เพียงแต่สวดน้อยลงคือ    จบเท่านั้น  พิธีต่าง ๆ ที่กล่าวมา  พราหมณ์ต้องเหนื่อยมากเพราะต้องมีพิธีรับและส่ง  จัดแห่เป็นขบวนในเวลากลางคืน  ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม  จึงมีคำกล่าวติดมาว่าพระนเรศวรเดือนหงาย  พระนารายณ์เดือนคว่ำ  นั่นคือการแห่พระอิศวรเสด็จกลับมาเวลาข้างขึ้น  แต่พระนารายณ์ข้างแรม  แล้วพิธีตรียัมพวายเสร็จในวันแรม    ค่ำ เดือนยี่

                ในพิธีนี้พราหมณ์ได้ฉลองสมโภชน์เทวรูปและทำบุญทางพระพุทธศาสนาด้วย  โดยการมีการสวดมนต์ในวันแรม ๕ ค่ำ  บ่ายที่เทวสถาน  ๑๑ รูป  รุ่งขึ้นแรม ๒ ค่ำ  จึงจัดเลี่ยงฉลองพระและถวายไทยทาน ช่วงนี้ราษฎรได้พาบุตรหลานมาโกนจุกที่เทวสถานกันเป็นเสร็จพิธี

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

พระราชพิธีโสกันต์ ( โกนจุก )

 


พระราชพิธีโสกันต์ 
( โกนจุก )

                พิธีนี้ปรากฏตามประเพณีพราหมณ์ตามคติที่เชื่อถือกันมานานแต่จะอ้างตามที่ปรากฏในราชวงศ์จักรี   เช่นในรัชกาลที่    เรื่องพระราชพิธีโสกันณ์  พระเจ้าหลานเธอ  ๔ พระองค์  ราว  ..  ๒๓๔๕  แต่กำหนดเอาวันตรุษ  ซึ่งเป็นสิ้นสุดของปีพอดี มตินี้ถือปฏิบัติกันในวังหลวง ส่วนชาวบ้านนั้นทำกันในวันตรียัมปวาย  และต่อก็ถือเอาตามสะดวดแบบคติพุทธศาสนา               

พิธีปฏิบัติ

                จะกำหนดเอาวันตรุษ  ดังที่ปรากฏในปี  ..  ๒๓๔๕  จัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  พร้อมกับพระราชพิธีพัจฉรฉินท์  โดยพระเจ้าหลานเธอ  เช่น  เจ้านิรมล   เจ้าป้อม  เจ้าจันทร์  เจ้าเรณู  จะเสด็จออกปังสวดพระพุทธมนต์ในเดือน  ๔ แรม  ๑๑,  ๑๒,  ๑๒,  ค่ำ   ปีจอ  เวลาบ่าย

พระเกศฉินทฤกษ์  คือ  ฤกษ์โกนจุก  กำหนดเอาวันแรม  ๑๔  ค่ำ  เวลาเช้า

                ขั้นตอน

            .   ฟังสวด  แรม  ๑ ค่ำ

                .   ฤกษ์ตัด  ๑๔  ค่ำ  เลี้ยงพระ  ๖๔  รูป  ถวายไทยธรรมเวลาเช้า

                .   ฤกษ์บายศรีแก้ว   ทอง   เงิน  สมโภชน์เวียนเทียนช่วย

                .   สรงสนานพระเจ้าหลานเธอหลังจากโสกันต์แล้ว

                .   สำหรับที่สรงสนานให้เตรียมไว้ที่มีเสาขื่อ  โครง   เพดาน  เป็นผ้าขาวมีระเบียง    ด้าน  ประดับประดาอย่างสวยงาม  ( พระแท่นพระยาสนาน )   เป็นหน้าที่ของ   พระมาลาภูษาพระแสงด้นที่เชิญพระธำรงค์  พระกรรบิดกรรไกร  ฉลองพระองค์  ( เสื้อ )  และพระภูษา  คอยจับมงคลยันต์ถวายเวลาฟังสวด และคอยจับพานรองเครื่องพระยาสนาน  มี  มะกรูด  ใบส้มป่อย  ใบมะตูม  หญ้าแพรก  และพระธรรมรงค์สำหรับทิศ

                .   หม้อเงิน  หม้อทองขาว  อย่างละ ๔ คู่  เป็นหน้าที่สนมพลเรือนเป็นผู้เปิกยืม  เพื่อใส่น้ำพระพุทธมนต์และให้รับชันษาเจ้าหลานเธอ  ซึ่งจะโสกันต์ต่อข้างใน

                .   ในพิธีที่พระเจ้าหลานเธอเสด็จออกฟังสวด  พระภูษามาลาผูกพระธำมรงค์ประจำทิศ  เวลาย่ำรุ่งในวันแรม  ๑๑  ค่ำ  ให้รดน้ำสังข์  เตรียมโปรยข้าวตอกอันละ ๔ คน  ทั้ง    วัน

                .   สำหรับพระราชวังให้สานกระจาดที่ก้นยาว ๑ ศอก  จำนวน  ๖๔  ใบ  เขาของผูกหวายปิดกระดาน  ล้อมพระราชวัง  นี้เป็นหน้าที่ของทิมดาบชาวัง  เตรียมไว้ในแรม  ๑๒  ค่ำ

                .   ข้าวสารเป็นหน้าที่ของกรมนา  เพื่อไล่กระจาด ๆ ละ ๕  ทะนาน  ๕๔  กระจาดรวมข้าวสาร  ๖๔  ถัง

                ๑๐. เตรียมบายศรีแก้ว  บายศรีทอง  บายศรีเงิน  นำไปส่งโหรในวันแรม  ๑๓ ค่ำ  พร้อมกับข้าว  ขัน  เชิงพานรองน้ำวักแว่นเวียนเทียน  เทียนติดแว่น  เทียนยอดบายศรี   แป้งหอม   น้ำมันหอม   เครื่องบายศรี  และมะพร้าวแก้ว   เป็ดปากทองของเคียงให้พร้อม  ยกไปไว้วันแรม  ๑๔ ค่ำ  เวลาบ่าย    โมง แล้วให้แต่บายศรีตอง    ชั้น  ให้มีขนม  เช่น  กล้วย  อ้อย หมากพลู  ข้าวตอก  ดอกไม้  ธูปเทียน  แล้วให้เย็บกระทงเปล่า  ๓๐  ใบ  มีเครื่องกระยาบวชสำหรับบูชาเทวดา

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ประวัติสงกรานต์

 


ประวัติสงกรานต์

            ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องสงกรานต์  ( สงขานต์ ) มีนิทานปรากฏในประชุมจารึก  วัดพระเชตุพน ฯ  กรุงเทพ ฯ ความว่า

                ต้นภัทรกัลป์  มีเศรษฐีไร้บุตรคนหนึ่งเกิดสะเทือนใจเมื่อถูกขี้เมาถากถางว่า  มาสมบัติก็ไร้ความหมายเพราะไม่มีลูกชายสืบสกุลมรดก  สู้ตนเองไม่ได้  มีอยู่    คน    เที่ยวบนบานเทวดาที่นับถือขอบุตรอยู่   ๔ ปี  จึงได้บุตรคนหนึ่ง  ให้ชื่อว่า  ธรรมบาล

                ธรรมบาลเป็นเด็กเฉลียวฉลาด  สามารถแนะนำดำเนินชีวิตให้ผู้คนที่ไปขอคำแนะนำประสบมงคลคือความเจริญก้าวหน้าได้รายแล้วรายเล่า จนชื่อเสียงล่ำลือไปจนถึง  กบิลพรหม

                กบิลพรหม  ซึ่งเคยเป็นที่นับถือในเรื่องดังกล่าวมาก่อน  ทนงตัวว่าเด่น  ริษยาว่าเด็กทำเกินหน้าตนจึงคิดกำจัดลงมาท้าพนันเอาศรีษะของกันและกันเป็นเดิมพัน  โดยมีเงื่อนไยให้เวลา     วันในการแก่ปัญหา    ประเด็น คือ  ราศี (ความสง่า . สักษณะความดีงาม)  ของคนเรา  ยามเช้าอยู่ที่ใด   ยามเที่ยงอยู่ที่ใด  และยามค่ำอยู่ที่ใด  ?  ธรรมบาลไม่มีทางเลี่ยงจำต้องรับท้าและที่สุดก็ได้แนวเฉลยปัญหาจากที่เผอิญแอบได้ยินนกอินทรีย์ผัวเมียคู่หนึ่งคุยกัน  จึงสามารถเฉลยปัญหา ๓  ประเด็นดังกล่าวนี้  ดังนี้คือ

                ยามเช้าราศีอยู่ที่หน้า  ยามเที่ยงอยู่ที่อก  และยามค่ำอยู่ที่เท้าเรื่องลงเอยว่า กบิลพรหมต้องยอมตัดศรีษะบูชาธรรมบาลตามสัญญา  แต่เนื่องจากศรีษะกบิลพรหมนั้นตกลงถึงที่ใด  ไม่ว่าจะเป็นน้ำ  อากาศ  หรือแผ่นดิน จะเกิดแห้งแล้งไปไหม้อาเพทไปทั่ว  กบิลพรหมจังเรียกธิดาทั้ง    คนมาสั่งให้เอาพานรองศรีษะไปเก็บไว้ยังเขาไกรลาส  ถึงปีให้เอาออกมาแห่นำคืนเข้าที่เดิม  อันเป็นที่มาแห่งสงกรานต์

                อนึ่ง  สงกรานต์ของชนชาติไทย  ทางแถบสิบสองปันนา  ( ปันนามาจากคำ  พารา  หรือ พารรา  ( เมือง )  แล้วกลายเสียงมาเป็นพานา  หรือพานนา  แบะเป็นปันนาในที่สุด  เพราะพยัญชนะ  ,  ,  ,  ของไทยขานใช้ปะปนกันได้ )

                มียักษ์  ๒ ตน  มาขโมยเมียชาวบ้านเอาไปครอง  แต่นางทั้ง    เป็นคนฉลาด  ได้ล้วงเอาความลับที่จะสามารถฆ่ายักษ์ได้  วันหนึ่งโอกาสก็มาถึง  นางทั้ง    ได้ช่วยกันเอาผมยักษ์รัดคอยักษ์จนคอขาดตาย  ขณะนั้นมีไฟพลุ่งโพลงออกมากปากยักษ์    นางต้องช่วยกันประคองหัวยักษ์อยู่ถึง    ปี ไปจึงมอดสงบลง    นางดีใจจึงช่วยกันเอาน้ำสาเลือดยักษ์กันเป็นการใหญ่  เป็นที่มาแห่งการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ของชนเผ่าใด

ข้อคิดคติธรรมจากนิทานสงกรานต์  

                ถ้าจะมองตั้งข้อสังเกต   จะเห็นปมเงื่อนคติธรรมที่ท่านผูกไว้ในชื่อตัวละครต่าง    นั้นเองแหละเพื่อประหยัดเวลาจะลองแสดงข้อคิดเห็น  ลำดับความตามเรื่องราว  ในลักษณะแปลความหมายตามคติธรรมที่ท่านสอนไว้ดังนี้

                อันความสมบูรณ์พูนสุข  ( เศรษฐี )  ในชีวิตเรานั้น  จะหวั่นไหวกลายสภาพได้เสมอ  ถ้าตกอยู่ในความประมาท ( ขี้เมา )  การที่คนเราจะดำรงสภาพอยู่ได้  จำเป็นต้องมีธรรมเป็นเครื่องดำเนิน  หรือครองธรรมประจำตน  ( ธรรมบาล )  ซึ่งการทีจะครองธรรมประจำตนอยู่ได้นั้น  จุดสำคัญคือ  การรู้จักคุ้มครองอินทรีย์  ( นกอินทรีย์  คือ  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ซึ่งมีตาแหลมคนเป็นลักษณะ )  คือมีสติปัญญา  มีวิจารณญาณควบคุมอินทรีย์ให้ได้รับการฝึกฝนจนมีลักษณะรวมที่เรียกว่า  รู้เท่าทันตามสภาพที่เป็นจริงกระทั่งครองจนได้   เมื่อครองตนได้เช่นนี้   ก็จะเป็นผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมอันประเสริฐอุปมาด้วยกบิลพรหม  คือพรหมวิการธรรม  ( เมตตา  กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา )   แต่เมื่อไรถ้าเผลอประมาทปล่อยใจให้เป็นทาสของกิเลส  ฝ่ายต่ำ  เช่นริษยา  เป็นต้น   ก็จะถึงความวิบัติ  นำไปสู่การเบียดเบียน ทำลายล้าง  ปราศจากความรักใคร่  ไร้ความเห็นใจกัน  มีแต่ความเห็นแก่ได้  และไร้ความยุติธรรมในสังคม  สังคมไม่ว่าจะเป็นของชนชั้นใด  ถ้าไร้พรหมวิหารธรรมประคองพรหม  วิหารธรรมไว้ไม่ได้  ปล่อยให้เศียรพรหมพลัดตกลงสู่พื้น  ก็จะเกิดอาเพทเดือดร้อนทั่วไป  ดังนั้น  จึงจำต้องปลุกระดมให้เห็นความสำคัญของพรหมวิหารอยู่ทุกวัน  ( ธิดา    คน  ออกมาแห่เศียรบิดาตน )

                อนึ่ง  ความมัวเมาประมาทในวัยเป็นเรื่องทำลายสกัดกั้นความเจริญก้าวหน้าและความดีงามของตน   ดังนั้นคนเราจึงควรรู้ลักษณะที่ก่อให้เกิดความดีงามประจำวัยหรือรู้หน้าที่ว่าระยะใด  โอกาสอำนวยให้ทำสิ่งใดได้ก็ควรทำตนให้สอดคล้องกับช่วงระยะวัยนั้น ๆ จึงควรได้แก่

                วัยต้น  ( ยามเช้า )  เป็นวัยที่จะต้องเตรียมตัวไปพบกับความสว่างไสว  มาหูตากว้างไกล  สำหรับการดำรงชีวิตในอนาคตจึงเป็นวัยที่มีหน้าที่ในการเล่าเรียนศึกษาหาความรู้  เพิ่มพูนสติปัญญาอันเป็นเสมือนดวงตาที่แจ่มใส  ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญในการเดินทาง  ( อุปมาด้วยการเอาน้ำล้างให้ตาสว่าง )

                วัยกลาง  ( ยามเที่ยง )  เป็นวัยที่ต้องสร้างหลักปักฐาน   ต้องนำความรู้ที่ได้เล่าเรียนสะสมไว้มาใช้จริง ๆ  จังเป็นวัยที่ต้องใช้ความสุขุมคัมภีรภาพเป็นเครื่องดำเนิน  ( อุปมาด้วยการที่ต้องเอาน้ำลูปอก)  คือทำอะไรด้วยจิตใจเยือกเย็น เพราะเป็นวัยที่ต้องครองคู่ร่วมกันในครอบครัวและต้องติดต่อกับคนอื่น ๆ

                วัยปลาย  ( ยามค่ำ )  เป็นวัยว่างจากธุรกิจการงาน  เนื่องจากสังขารวัยไม่เอื้ออำนวยเหมาะแก่การที่จะหยุดพักผ่อนวางมือจากธุรกิจการงาน  ต้องอาศัยที่นอน   ( ลูกหลาน )  เป็นที่พึ่งพา  จึงจำเป็นต้องหันมาเอาใจใส่ปฏิปทา  คุณธรรมที่พึงปฏิบัติ  ทั้งด้านคุณธรรมประจำตนและคุณธรรต่อลูกหลานอันจะไม่ก่อความเดือดร้อนเปอะเปื้อนให้แก่คนที่นอน  คือลูกหลานต่อไปภายหน้า  ( อุปมาด้วยการล้างเท้า,  ชำระปฏิปทาให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากสิ่งน่ารังเกียจ)  จึงจะเป็นปูชนียบุคคล  คนที่บุคคลที่ควรแก่การที่ลูกหลานจะพึงบูชายกย่องเป็นบรรพบุรุษ หรือบุพพการีชนได้เต็มภาคภูมิ

ผนวก

            ธิดาทั้ง ๗  ของกบิลพรหม  หรือนางสงกรานต์ กำหนดอิริยาบถตามระยะกาลที่ดาวอาทิตย์ยกย้ายราศีขึ้นสู่ราศีเมษในเวลา  ๒๔  ชั่วโมง  โดยกำหนดตามกิริยาอาหารเหมือนคนเราทั่วไป  ดังนี้

                ถ้าย้ายในตอนเช้า                 ๐๖.๐๐ น.      ๑๒.๐๐ น.   นางสงกรานต์ยืนลืมตา

                ถ้าย้ายในตอนเที่ยง               ๑๒.๐๐ น.      ๑๘.๐๐ น.   นางสงกรานต์นั่งลืมตา

                ถ้าย้ายในตอนค่ำ                  ๑๘.๐๐ น.       ๒๔.๐๐ น.  นางสงกรานต์นอนลืมตา

                ถ้าย้ายในตอนกลางคืน        ๒๔.๐๐ น.      ๐๖.๐๐  .   นางสงกรานต์นอนหลับตา


วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

 


ตรุษไทย

            คำว่า   ตรุษ  เขียนแตกต่างกันมาเป็น    แบบ  คือ  ตรุศ   ตรุษณ์  ตรุษ  มาจากรากศัพท์ในกาษาสันสกฤตว่า  ตรุฏ  แปลว่า  เผด็จ  ตัด   ขาด  สิ้น  ตรงกับความหมายที่ใช้ในการพระราชพิธีว่า  สัมพัจฉรฉินท์  และเผด็จศก  ซึ่งแปลว่า  ตัดปี  สิ้นปี   ขาดปี

                ครั้นถึงรัชสมัย   พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  ( .)  ได้ทรงนำคำพ้องรูป ตรุษ ( ตะ รุ สะ  =  ยินดี )  มาใช้คู่กับเทศกาลพิธีสงกรานต์ว่า  ตรุษสงกรานต์  แปลว่า  สงกรานต์ที่น่ารื่นเริงยินดี  มีความหมายแตกต่างกันกับคำว่า  ตรุษ  ในเทศกาลตรุษ  จึงเป็นข้อที่น่าทำความเข้าใจให้ชัดเจน

ความหมาย

            เทศกาลตรุษ  หรือเรียกสั้น    ว่า  ตรุษ  มีความหมายว่า  เทศกาล คราว   สมัยที่กำหนดไว้เป็นประเพณีเพื่อทำบุญและรื่นเริงในท้องถิ่นเมื่อสิ้นปี

                เทศกาลตรุษกำหนดนับวันทางจันทรคติ  ( ขึ้น -  แรม )  เป็นเกณฑ์แต่วันแรม  ๑๔ ค่ำ  เดือน     ถึงวันขึ้น  ๑ ค่ำเดือน    รวม  ๓ วันด้วยกัน  ตรงกับเทศกาลสงกรานต์  นับวันทางสุริยคติ  ( วันที่ )  เป็นเกณฑ์  ซึ่งปกติตกในราว  วันที่  ๑๓  เมษายน

                มีความสำคัญประมวลได้   รวม ๔  ประการคือ

                .   นับเป็นนักขัตฤกษ์ใหญ่ประจำปี

                .   ถือเป็นพระราชพิธีบำเพ็ญกุศลแผ่ส่วนบุญให้เทพยดา  ยักษ์  นาค  ครุฑ  คนธรรพ์   และสรรพสิ่งทั้งหลาย

                .   เป็นพระราชพิธีขจัดเหตุเภทภัย  ปัดเป่าเหตุร้ายและอันตรายต่าง ๆ  แก่ทวยอาณาประชาราษฎร์

                .  ขอพรให้บ้านเมืองอยู่ร่มเย็นเป็นสุข

ชนิดและความเป็นมา

                ตรุษไทย  แบ่งได้เป็น ๒  ชนิด คือ  ตรุษหลวงและตรุษชาวบ้าน  ( ตรุษราษฎร์ )

                ตรุษหลวง มีความเป็นมา  ปรากฏตามความใจพระราชพิธี  ๑๒  เดือน  พระราชนิพนธ์ใน ร.  ซึ่งสมเด็จพระดำรงค์ราชานุภาพ  ทรงวิจารณ์ไว้ว่า  มีมาแต่รัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลก   ปรากฏหลักฐานตามกฎมณเฑียรบาลในกฎหมายตรา    ดวง  มีความหมายว่า    เดือน ๔ การพิธีสัมพัจฉรฉินท์  “ (              = พิธีเผด็จศก  หรือตัดปี  สิ้นปี )  ซึ่งการพิธีแต่เดิมมีอยู่เพียงพิธีพราหมณ์  ต่อมาถึงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์  ตกอยู่ในราว  .. ๒๒๙๙  ได้มีการเพิ่มพิธีทางพระพุทธศาสนาเข้าไป   ( หลังจากพระอริยมุนีได้ไปพบเห็นพิธีตรุษในลังกา   ทั้งได้เข้าร่วมพิธีด้วย   ครั้นกลับมาถึงจึงนำมาใช้บ้าง )  ปรากฏความในคำให้การของชาวกรุงเก่ามีรายละเอียดระบุว่า  ในการนี้  มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ถึง    วัน  เฉพาะในวันที่    นั้น  สวดอาฏานาฎิยสูตร  ตลอดรุ่ง  ขับไล่เสนียดจัญไร  เพื่อให้เกิดสุขสงบร่มเย็นแก่บ้านเมืองในแต่ละจบสะมีการยิงปืนใหญ่ตามป้อมค่ายที่เรียงรายอยู่รอบกำแพงวังและกำแพงพระนคร   ๑๐๘  วัด  โดยใช้ถุงข้าวสารแถมลูกกระสุนปืนใหญ่  ใช้ใบหนาดและใบสาบแร้งสาบกาทำเป็นหมอนอัดดินปืน  ในหลวงเสด็จพิธี  เมื่อพิธีเสร็จโปรดให้พรมน้ำมนต์  เครื่องราชกกุธภัณฑ์  สรรพาวุธ  และช้าง  เป็นต้น

                การพระราชพิธีนี้  ได้ทำสืบเนื่องมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  โดยมีการปรับปรุงแก้ไขบ้างในสมัยรัชกาลที่    ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕  ได้มีการลดทอนลงเรื่อย ๆ  เพื่อให้เหมาะกับการสมัย  กระทั่งที่สุดได้ยกเลิกไป  เมื่อ  ..๒๔๘๐  ในรัชกาลที่    รวมระยะเวลาปฏิบัติสืบเนื่องมา  ๑๕๐  ปี

                ตรุษชาวบ้าน  ( ตรุษราษฎร์ )  มีความเป็นมาและกำหนดตามตรุษหลวงเช่นกัน   ดังเป็นที่รู้ทั่วกันว่า  ตรุษ ๓  สงกรานต์     ( บางท้องถิ่น ตรุษ  ๔ วัน  สงกรานต์    วันก็มี )  มีกิจกรรมทั้งด้านบุญและการรื่นเริงบันเทิงใจประกอบกันเป็น    ภาค  คือ

                ภาคกลางวัน   ทุกบ้านจะรีบแต่งตัวนำอาหารไปทำบุญตักบาตรที่วัดแต่เช้า  รับพรเสร็จแล้วตอนสายหนุ่าสายจะรีบกลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวออกไปหาเก็บดอกไม้บุชากราบไหว้พระเจดีย์ตามวัด  ในโอกาสนี้เอง  หนุ่มสายจะถือโอกาสร้องเพลงตอบโต้กันตามถนัด  เช่น

-          เพลงอธิษฐาน  ( ในตอนบูชาพระ  เจดีย์ )

-          เพลงพวงมาลัย

-          เพลงช่วงชัย

-          เล่นมอญซ่อนผ้า  เป็นต้น

ภาคกลางคืน  จะเป็นการเล่นเข้าทรงลงผีต่าง ๆ  ตามลานกลางบ้าน  เช่น

-          แม่ศรี  (  เข้าทรงผีนางรำ )

-          ลิงลม  ( เข้าหัวใจลิงลม   ซึ่งจะปีนป่ายประดุจลิง )

-          ผีนางด้ง ( มีกระด้งฝัดข้าวเป็นองค์ประกอบ )

สมัยปัจจุบันนี้  การเล่นร้องรำ  และการเข้าทรงผี  อันเป็นกิจกรรมเนื่องด้วยวัฒนธรรม  ประเพณีจุดมุ่งหมาเฉพาะเพื่อการสนุกสนานรื่นเริงดังกล่าว   ดูจะจางหายหาดูเกือบไม่พบแล้ว   จะคงเหลืออยู่บ้างก็ในซอกมุมที่ห่างไกลความเจริญลึกลับเข้าไป  ซึ่งถูกคลื่นวัฒนธรรมใหม่   บ่าทะลักเข้าลบล้าง  ผ่านทางวิทยุ  โทรทัศน์  ภาพยนตร์  และดนตรีสมัยใหม่อยู่ไม่สร่างซา  เกรงไปว่า  ในอีกไม่ช้า   ประเพณีมีเอกลักษณ์เฉพาะของไทยเหล่านี้  ก็จะลบเลือนหายไป  ไร้ร่องรอยลงในที่สุด  เราจะมีวิธีช่วยรักษาไว้ได้อย่างไร ?    ในเมื่อปัจจุบัน  วัฒนธรรมอันดีงามของชาติดูจะถูกละเลย  และเสมือนมีใครจงใจจะให้เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาทุกวัน ๆ  อย่างเช่นที่เป็นอยู่นี้  หรือท่านเห็นเป็นอย่างไร ?

เทศกาลตรุษไทย

                ประเพณีในทางปฏิบัติในแต่ละครัวเรือนมีอยู่วาแต่ละบ้านเรือนจะต้องหาเตรียมจัดทำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี  คือ

                แขวนข้าวผอก  กระบอกน้ำไว้ตามทางแยกสามแพร่  หรือสี่แพร่ง  เพื่อให้ผีทั้งที่เป็นญาติและมิใช่ญาติ  ซึ่งหนีเตลิดตื่นตกใจจากเสียสวดอาฏานา  หรือภาณยักษ์และเสียงปืนใหญ่   ( ซึ่งใช้ข้าวสารเสกเป็นลูกปืน ) วิ่งผ่านมาจะได้หยิบ
ฉวยพาเอาไปเป็นเสบียงกินได้  (  คำ  ผอก แปลว่า  ปลาหรือกุ้งป่น   คลุกกับเกลือ )

                -      เตรียมขมิ้นกับปูนวางไว้   เพื่อเมื่อที่วิ่งหนีได้รับบาดเจ็บมาจะได้ทาฟกช้ำ

-          ห้ามปัสสาวะลงล่องพื้นเรือนด้วยเกรงจะถูกผีที่วิ่งตื่นตกใจผ่านมาจะถือโทษโกรธแค้นเอาด้วยหาว่าดูแคลน

-          ทำข้าวเหนียวแดงและกะละแม  ถือเป็นขนมประจำเทศกาลตรุษ เพื่อทำบุญอุทิศเป็นเสบียงให้ญาติผู้ล่วงลับ

ได้เก็บไว้กินได้นานไม่เน่าบูด

 

                ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน   ..  ๒๕๒๕  ให้ความหมายว่า  สงกรานต์  ไว้ว่า  หมายถึง  เทศกาลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่อย่างเก่าซึ่งกำหนดทางสุริยคติ  ตกราววันที่  ๑๓ - ๑๕  เมษายน

กำหนด

                เทศกาลประเพณีสงกรานต์  ตามคตินิยมทั่วไปถือตามคติโหราศาสตร์มีเกณฑ์กำหนดอยู่    วันคือ  มหาสงกรานต์  วันเนา  และวันเถลิงศก  บางแห่งเช่นทางภาคเหนือ  เพิ่มวันปากปีวันปากเดือนและวันปากวันเข้ามาอีก  รวมเป็น    วันด้วยกัน  แต่ในทางปฏิบัติตามท้องถิ่นชนบททั่วไปนั้น  มักถือทำบุญตักบาตรคล้าย ๆ กันคือทำบุญในเทศกาลตรุษ     วัน  ในเทศกาลสงกรานต์    วัน

                .   วันมหาสงกรานต์  เป็นวันที่ทางโหราศาสตร์คำนวณไว้ว่า  ดวงอาทิตย์ยกย้ายจากราศีมีน  ย่างเข้าสู่ราศีเมษ  ปกติจะตกอยู่ราววันที่  ๑๓ - ๑๕  เมษายน  วันใดวันหนึ่งแต่ละปี   มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามประเพณีท้องถิ่น  เช่น

                .   วันว่าง  ( ทางภาคใต้ )  โดยถือว่าเป็นวันว่างจากการประกอบอาชีพการงาน  ชาวบ้านจะเที่ยวเตร่เล่นรื่นเริง  เช่น  กีฬาชนวัว  ปาข้าวต้ม  ( ใช้ข้าวเหนียวห่อใบพ้ออย่างที่ภาคกลางเรียกว่า  ลูกโยนต้มให้สุกนำมาขว้างปากันเป็นคู่ ๆ ระหว่างหนุ่มสาวเช่นเดียวกันกับเล่นลูกช่วงทางภาคกลาง )

                .   วันสังขารล่อง  ( ทางภาคเหนือ )  คือวันที่ปีเก่ผ่านพ้นไปเนื่องจากดวงอาทิตย์ย้ายราศี  มาคมติความเชื่อถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่ควรนำมาเล่าขานไว้ในที่นี้  ก็คือว่า  ก่อนวันสังขานต์ล่องจะมาถึง  แต่ละบ้านใดไม่ทำจะถูก  ( ปู่สังขานต์ ) ถ่มน้ำลายรดเอา  จะต้องซวยไปทั้งปีไม่มีความเจริญ ครั้น  วันสังขานต์ล่อง   มาถึง  ทุกบ้านจะทำการเผาขยะหยากเยื่อนั้นเรียกกันว่า  เผาสังขานต์ เป็นการกำจัดความไม่ดี  รวมทั้งเคราะห์โสก   โรค   ภัย  ที่มีในปีที่ผ่านมาปล่อยทิ้งไปพร้อมกับปีเก่าที่ผ่านพ้นไป

                .๓ วันพระเจ้าลง  เรียกประเพณีปฏิบัติของชาวจังหวัดเพชรบูรณ์   คล้ายกับประเพณีของชาวเวียงจันทร์   เมื่อสงกรานต์มาถึง  พระสงฆ์ในวัดแถบนั้นจะนำพระเจ้า  คือพระพุทธรูปน้อยใหญ่  มาขัดสีฉวีวรรณ  สรงน้ำ  แห่อันเชิญขึ้นประดิษฐานบนแท่นหรือโต๊ะบูชาในศาลาการเปรียญให้คนได้สรงน้ำพระต่อไป  ตกเย็น  จึงอัญเชิญพระเจ้าองค์ที่สำคัญ ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นพระทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ลงประดิษฐานไว้ที่หอสรง  ที่จัดเตรียมไว้เฉพาะที่บริเวณลานพิธีเพื่อให้คนได้สรงน้ำกันทั่วถึงในตอนเย็นและค่ำคืน  จึงเรียกว่ากันว่า    วันพระเจ้าลง

                ส่วนประเพณีชาวบ้านหมี่  ลพบุรี  มีข้อแตกต่างกันไปบ้าง  ที่น่ารู้คือ

                ตอนเย็น  หลังจากพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปหรือพระเจ้าแล้วก็ถือโอกาสสรงน้ำพระสงฆ์และเล่นสนุกสนานสาดน้ำกัน  เสร็จแล้วทำพิธีขอขมาพระสงฆ์

                ตอนกลางคืน   ชาวบ้านจะพากันนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาพระเจ้าที่หอสรง  จากนั้นก็เล่นรื่นเริงต่าง ๆ เช่น  ช่วงชัย  เข้าทรงลงผี  เล่นลิงลม  แม่ศรี  เป็นต้น

                วันถัดไป  ( วันเนา )  ต่างนำดอกไม้ธูปเทียนเดินเป็นขบวนไปสรงน้ำพระตามหอสรงวัดต่าง ๆ  พลางเล่นสาดน้ำรื่นเริงกันด้วย  เมื่อเสร็จจากสรงน้ำพระตามหอสรงตามวัดและวันที่ต้องการแล้ว  ก็จะนำข้าวเหนียวมาแช่และนึ่งทำรวมกันที่ศาลาวัดระหว่างที่คอยเวลาให้ข้าวสุกอยู่นั้น  ก็ตีกลองฆ้องเล่นรื่นเริงสนุกสนานบันเทิงกันไป   เรียกกันว่า  ง้นข้าวพ้นก้อน   ( ง้น = ฉลอง ) กระทั่งรุ่งเช้า  จึงจัดขบวนแห่ข้าวสุกแล้วไปบูชาพระตามหอสรง  เรียกว่า  บูชาข้าวสุก   จนครบวัดที่ต้องการแล้วจึงกลับมาทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระที่วัดเสร็จแล้ว  ทำพิธี  สู่ขวัญพระเจ้า   ( พระพุทธเจ้า   แล้วอัญเชิญขึ้นจากหอสรง นำไปประดิษฐานเก็บไว้ตามเดิม

                .   บุญสรงน้ำ  บุญประเพณีของชาวอีสานนี้  มิได้กำหนดเอาวันสงกรานต์เป็นเกณฑ์เหมือนภาคอื่น ๆ  แต่ถือเอาวันขึ้น  ๑๕ ค่ำ  เดือน ๔  เป็นวันกำหนดบุญประเพณี  เรียกว่า  บุญสรงน้ำ   ซึ่งความจริงก็อยู่ในเทศกาลสรงกรานต์นั่นเอง  เมื่อวันนี้มาถึงประมาณบ่าย    โมง  พระสงฆ์จะตีกลองโฮม  (รวม ) ชาวบ้านซึ่งต่างก็นำน้ำอบน้ำหอมที่จัดเตรียมไว้ใส่หาบนแมารวมกันที่ศาลาววันเรียกว่า  ศาลาโรงธรรม     หรือศาลาการเปรียญ  พระสงฆ์จะนำพระพุทธรูปน้อยใหญ่ขัดสีฉวีวรรณแล้วอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่   หอโฮง   ( หอโรง )  หรือศาลาโรงธรรม  พระสงฆ์มาพร้อมกัน  จากนั้นชาวบ้านนำเครื่องสักการะกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยตรัส  ขอศีล  อาราธนามุงคุล  ( มงคล )  พระสงฆ์สูดมุงคุล  ( สวดมงคล ) จบแล้ว ชาวบ้านทำพิธีสู่ขวัญพระพุทธรูป  สรงน้ำพระ   ก่อทราย  สวดมนต์เย็นฉลองพระทราย  กลางคืนมีมหรสพพื้นบ้านฉลองหรือ  งัน   เป็นการรื่นเริง  รุ่งขึ้นทำบุญตักบาตร

                อนึ่ง  การสรงน้ำพระพุทธรูปจะกระทำต่อเนื่องไปตลอดเดือนจนถึงวันเพ็ญเดือนหก  หรือวิสาขบูรณมี  จึงอันเชิญพระพุทธรูปขึ้นสถิตไว้    ที่เดิมต่อไป

                .  วันเนา  โบราณเขียนรูปต่างกัน  วันเนาว์  วันเนา  มีความหมายไปตามรูปคำ  แต่ก็ยุติลงในวัตถุประสงค์เดียวกันดังนี้

                ..   วันเนา  ( เนา  (เขมร)  อยู่ )  หมายถึง  ดาวอาทิตย์ยังอยู่กันที่เนื่องมาจากเพิ่งเข้าสถิตราศีเมษดังกล่าวแล้ว  จึงไม่ส่งผลในการส่งเสริมดาวสุภเคราะห์ใด ๆ  และไม่มีกำลังที่จะต้านทานผลร้ายจากดาวบาปเคราะห์อื่น ๆ  ในลักษณะป้องกันได้  จึงถือเป็นวันไม่ดี  ไม่ส่งเสริมมงคล

                ..   วันเน่า  เป็นสำเนียงพื้นบ้านทางภาคเหนือ  มีที่มาอยู่    ทางคือ

                   เป็นรูปเดียวกับคำว่า  เนา    นั่นเอง  แต่เขียนตามสำเนียงพื้นบ้านเป็น    วันเน่า    ไป  และมีความหมายเช่นเดียวกันดังกล่าวแล้ว

                - มีที่มาจาก  คัมภีร์อานิสงส์ปีใหม่   ของชาวเหนือ  กล่าวถึงที่มาและความหมายของ  วันเน่า   โดยดำเนินเรื่องกล่าวถึงพระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลซึ่งถูกถามว่า  พระยาสุริยะ ครองเมือง  กลิงคราช   เลี้ยงผีปีศาจไว้มากมาย  ไม่ช้าชีพิตักษัตริย์ไปเกิดเป็นเปรตหัวล้านมีเลือดไหลอยู่มิได้ขาด   ครั้นภายหลังภริยา    นางตายไปเกิดเป็นเปรตอยู่ด้วยกัน  ครั้นในวันสังขานต์ล่องผ่านไปได้ช่วยกันเอาน้ำล้างเลือดเน่าที่ไหลออกมานั้น  จึงเรียกว่า วันเน่า    

ด้วยเหตุนี้  สรุปแล้ว  วันเนาว์  วันเนา  ถือเป็นวันที่ไม่ดีดังกล่าวแล้ว

                อย่างไรก็ดี  กิจกรรมตามประเพณีนิยมที่จัดทำในวันเนานั้น  นำมารวบรวมกล่าวไว้ดังนี้

-          เป็นวันจัดทำของทำบุญตักบาตร ถวายอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์  อุทิศผลบุญกุศลให้ญาติมิต  บุพพการิชน  บรรพบุรุษของตน  เป็นการทดแทนบูชาพระคุณที่ปีใหม่มาถึง

-          เตรียมชื้อ  นก  ปลา  เต่า  วัว  ควาย  ไถ่ชีวิตให้เป็นทาน  เปลื้องทุกข์  ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุให้เกิดปลอดภัย มีความอยู่เย็นเป็นสุข

-          จัดเตรียมชื้อของ  เสื้อผ้า   น้ำอบ  น้ำหอม  เพื่ออาบน้ำดำหัว  ( สระผม )  ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นปูชนียบุคคลในครอบครัวและในหมู่บ้าน   ตั้งปรารถนา  ให้ท่านอยู่ดีมีอายุยืน  และขอศีลขอพรจากท่านเป็นมงคลแก่ตัว

-          เตรียมขนทรายเข้าวัด   เพื่อก่อ  ฉลองพระเจดีย์ทราย  หรือพระทราย  ( วาลุกาเจดีย์ )  ซึ่งบางแห่งนิยมทำกันในวันเนานี้  แต่บางแห่งนิยมทำกันในวันรุ่งขึ้นหรือวันเถลิงศก

อนึ่งการก่อเจดีย์ทรายนั้น   มีประวัติว่า  พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นทรายขาวสะอาดที่ชายหาดด้วพระราชศรัทธาในพระรัตนตรัย   ทรงก่อวาลุกาเจดีย์ขึ้น    ที่นั้น  จำนวนถึง  ,๔๐๐๐   องค์และได้ทรงรับพระยากรณ์จากพระพุทธองค์ว่ามีอานิสงส์มากยิ่ง  อันถือเป็นคตินิยมทำตามกันมา  และต่อมา  ได้มีความนิยมเชื่อถือเพิ่มเติมขึ้น  สรุปกล่าวไว้  ๒ ประเด็น คือ  

                ประเด็นแรก  เป็นการจำลองเจดีย์จุฬามณีในดาวดึงเทวโลกมาสร้างกราบไหว้บูชา  ซึ่งถือกันว่า

-          เป็นสถานที่บรรจุ  พระจุฬาโมลี  ( มวยผม )  ที่พระพุทธองค์ทรงใช้พระขรรค์ตัดทิ้งเมื่อครั้งเสด็จออกผนวช   ซึ่งพระอินทร์นำไปบรรจุไว้

-          เป็นสถานที่บรรจุ   พระทาฐธาตุ  ( พระเขี้ยวแก้ว )  ด้านขวา  ซึ่งพระอินทร์นำมาจากมวยผมของโทณพราหมณ์ที่แอบซ่อนไวว้ในขณะแจกพระบรมสาริริกธาติแล้วนำไปบรรจุรวมไว้ด้วย

การก่อพระเจดีย์ทราย  ตามนัยนี้ถือเป็นอุทเทสิกเจดีย์    ( พระเจดีย์ที่สร้างขี้นเป็นเครื่องเตือนให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณเช่นเดียวกันกับ  พระพุทธรูป )  ถือว่าได้บุญมาก

                ประเด็นที่สอง   ถือเป็นการชดเชยใช้หนี้คืนให้แก่ธรณีสงฆ์สมบัติพระศาสนา   ในภาคเหนือเรียกว่า  ขอขมาต่อช่วงแก้วทั้งสาม “ ( ลานพระรัตนตรัย )  ทั้งนี้  โดยคติความเชื่อเช่นเดียวกันว่า  การนำของพระสงฆ์ออกไปโดยมาได้รับอนุญาติเป็นบาปใหญ่หลวง  เพื่อเป็นการปลดเปลื้องบาปที่อาจมีเพราะดินทรายที่เหยียบย่ำในวัดติดเท้าออกไปด้วย   เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ก็จัดประเพณีขนทรายเข้าวัด  โดยก่อพระเจดีทายเป็นอุทเทสิกเจดีย์พร้อมกันไปด้วย  ซึ่งประเพณีดังกล่าวนี้  นอกจากจะเป็นการฝึกปลูกฝังคุณธรรมข้อกตัญญูกตเวทีแล้ว  ยังปลูกสร้างสำนึกรับผิดชอบให้เกิดสำนึกร่วมในการเป็นประประโยชน์ร่วมและดำรงรักษาสาธารณประโยชน์ร่วมกันอีกด้วย

                วันเถลิงศก  ทางภาคเหนือเรียกว่า  วันพญาวัน   ถือเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราช ( .. )  ใหม่  แต่ต่อมาใช้รั้ตนโกสินทร์สักราช ( .. )  แทน  มีกิจกรรมตามคติเชื่อถือปฏิบัติกันมา  รวมกล่าวได้  ดังนี้

-          เป็นวันทำบุญตักบาตร บังสุกุลอัฐิบรรพบุรุษและวงศาคณาญาติอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านพ้นทุกข์ มีสุขตลอดไป

-          เป็นวันก่อพระเจดีย์ทราย  (  วาลุกาเจดีย์ )

-          เป็นวันสรงน้ำพระ  เล่นสาดน้ำสงกรานต์

-          ทางภาคเหนือ  จะเอาไม้ค้ำกิ่งโพธิ์  มีความหมายเป็นการอุปถัมภ์ค้ำจุนไม้ตรัสรู้  ถือเป็นการค้ำจุนสืออายุ  ส่งเสริมพระศาสดาทางหนึ่ง

.  เป็นวันที่ชาวเหนือขยายสงกรานต์ออกไปอีก    วัน  เป็นวันรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่โดยเฉพาะ  โดยแต่ละหมู่บ้านจะรวมตัวกันจัดขบวนแห่ตระเวนไปรดน้ำดำหัวมอบเสื้อผ้าให้ผู้หลักผู้ใหญ่ปูชนียบุคคลของชุมชน  ปรารถนาให้อยู่ดีมีสุข  และขอศีลขอพรจากท่านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนนับเป็นเอกอุดมมงคลข้อ  บูชาผู้ที่ควรบูชา โดยแท้

ความสำคัญ  ความสำคัญของสงกรานต์ที่มองเห็นได้ชัดเจนมี    ประการ   คือ

.    ถือเป็นเทศกาลปีใหม่ของชนชาติไทยมานาน  ซึ่งแม้มีประกาศยกเลิกเป็นทางการไปแล้วตั้งแต่ พ.. ๒๔๘๓(สมัย ร.. ) แต่ชาวบ้านชาวเมืองก็ยังคงนิยมถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา  แม้กระทั่งปัจจุบัน

การถือวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่นั้น  เป็นคติความเชื่อของชนชาวลุ่มน้ำเจ้าพระยามานับเนื่องนานกาล   เนื่องจากเป็นคติความเชื่อตามอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ซึ่งครอบงำแถบถิ่นนี้มาก่อน  ต่อเมื่อชนชาติไทยอพยพมาจากจีนตอนใต้เข้ามาอยู่ในถิ่นแถบนี้   จึงรับเอาอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ไว้เต็มที่และปรับเปลี่ยนประเพณีแนวปฏิบัติที่เคยนับเริ่มฤดูกาลทำกินตั้งแต่เดือนอ้าย  ( เดือนแรก )  ซึ่งตกในราวเดือนพฤศจิกายน  อันถือเป็นฤดูเริ่มเพาะปลูกทำกินและถือเป็นวันขึ้นปีใหม่เริ่มชีวิตใหม่มาแต่ต้น  เปลี่ยนมาถือเดือนเมษายนเป็นเดือนเริ่มฤดูตั้งต้นทำกินหรือเริ่มปีใหม่ตามฤดูกาลแตกต่างกันไปตามภูมิภาคของโลกตามเป็นจริง  ซึ่งน่าจะบันทึกระยะการเปลี่ยนแปลงไว้ดังนี้

เดิมทีชนชาติไทยเราถือเอาเดือนอ้ายเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ซึ่งยังมีชื่อเดือนอ้าย  ( แรก  หนึ่ง )  เดือนยี่ ( สอง ) เดือนสาม  เดือนสี่  เป็นต้น  ปรากฏอยู่ในปฏิทินปัจจุบันเป็นหลักฐาน

ครั้นอพยพย้ายถิ่นฐานลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ได้รับเอาอิทธิพลศาสนาพราหมณ์คือ เดือนห้า  เป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่เพิ่มเข้ามาอีก   เป็นเหตุให้มีเทศกาลประเพณีขึ้นปีใหม่สองครั้งสองหนประดักประเดิดเรื่อยมา  จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์  .. ๒๔๓๒  อันเป็นรัชสมัยของ ร.  เผอิญว่าวันขึ้น ๑ ค่ำ  เดือน ๕  อันเป็นเปลี่ยนศกใหม่  ตรงกับวันที่ ๑  เมษายนพอดี  ได้มีพระบรมราชโองการ  โปรดเกล้า ฯ  ให้ถือเอาเดือนห้าเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่เป็นทางการตั้งแต่ครั้งเดียวกระทั่งถึง รัชสมัย ร.  รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเปลี่ยนแปลงแก้ไขวันขึ้นปีใหม่ตามหลักสากลขึ้นคณะหนึ่ง  ประชุมกันครั้งแรกเมื่อวันที่  ๑๖  กุมภาพันธ์  ..  ๒๔๘๑    ห้องประชุมราชบัณฑิยสถาน  มามติให้ถือเอา  วันที่    มกราคม  เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยตามหลักสากล  โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่  ๑ มกราคม  .. ๒๔๘๔  เป็นต้นไป  เป็นเหตุให้ปี  .. ๒๔๘๓  ( ปีมะโรง )  มีเพียง  ๑๐  เดือนเท่รานั้น  ถึงกระนั้น  ถึงกระนั้นทางโหรศาสตร์ไทยยังคงนับอายุโดยถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนเริ่มต้นอยุ่เช่นเดิม

.  เป็นเทศกาลลอนอนุรักษ์และปลูกฝังคุณธรรมอันเป็นเอกลักษณ์แห่งวัฒนธรรมประเพณีไทย

หยก

                หยกมีอิทธิพลต่อคติความเชื่อของชาวจีนลึกซึ้ง  เรามักจะเห็นสตรีชาวจีนสวมใส่กำไลหยกกันเป็นพื้นตามบันทึกจองเก๋อหง   บัณฑิตในลัทธิเต๋า  ผู้รวบรวมคำสอนของเต๋าซึ่งมิได้มีการบันทึกมาก่อนจดบันทึดเข้าไว้เป็นรูปเล่น  ชื่อว่า  เน่ยเพียน  นำออกเผยแพร่เมื่อปี  ..  ๘๕๓  ( ..  ๓๒๐ ) กล่าวความไว้ว่า

                หยกทำให้มนุษย์ตัวเบาจนเหาะได้

                หยกสามารถละลายในเหล้าโรงสีดี  แล้วปล่อยให้ตกผลึกหรือทำเป็นเม็ดยาได้  หากกินติดต่อกันเป็น เวลา ๑  ปี จะทำให้ตัวไม่เปียกในเวลาที่เดินลงไปในน้ำ  และไฟไม่ไหม้เมื่อเดินเข้าไปในกองไฟ  อยู่ยงคงกระพันของมีคมแทงไม่เข้า  สารพิษไม่สามารถทำอันตรายได้    ทั้งยังบันทึกไว้อีกว่า  ชายตาบอดผู้หนึ่ง  สามารถรักษาดวงตาให้หายดีได้ด้วยการดื่มผงหยกละลาย

                นอกจากนี้ยังถือว่า  หยกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์   การใส่กำไลหยก  มีความมุ่งหมายว่า  เพื่อเป็นเครื่องป้องกัน  ปลอดภัยนากผีร้าย  หรือวิญญาณชั่วร้ายต่าง ๆ

หลิว

                หลิว  เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งมีชื่อทางพฤษศาสตร์ว่า  Salix  babayiolica มีดอกสีแดงสดลักษณะเป็นช่อกลม ๆ ยาวประมาณ ๒.  ๔ เชนติเมตรกิ่งและใบห้อยระย้าลงคล้ายใบสนปฏิพัทธ์ที่ปลูกตามรั้วนิยมปลูกทำเป็ซนไม้ประดับ

                ชาวจีนถือว่า  หลิว  เป็นสัญญลักษณ์มีคุณค่าของความบริสุทธิ์

นาฬิกา

            นาฬิกา  เป็นสิ่งที่ชาวจีนกวางตุ้งถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับการนำมามอบให้เป็นของขวัญ เพราะคำว่า  นาฬิกา มีเสียงพ้องคำในภาษากวางตุ้ง  มีความหมายว่าไปงานศพ  การให้นาฬิกาเป็นของขวัญแก่กัน  จึงเป็นเรื่องไม่น่านิยมในชาวจีนกวางตุ้ง

                อนึ่งของขวัญใด ๆ ควรเว้นสีซึ่งชาวจีนถือว่าไม่เป็นมงคล  ได้แก่  สีขาว  สีดำ  สีน้ำเงิน  รวมทั้งสีในกลุ่มสีดังกล่าว  เช่น  สีม่วงเป็นต้นด้วย  ส่วนสีที่เหมาะสมที่สุดคือสีแดงซึ่งเป็นสัญญลักษณ์แห่งมงคลและโชคลาภหรือจะเป็นสีทอง  สีแสด  ก็ได้

                ของมีคม  เช่น  มีด  กรรไร  ก็ห้ามใช้เป็นของขวัญเพราะมันหมายถึง  การตัดรอน  ห่ำหั่น  หรือบั่นทอนทำลายมิตรไมตรีต่อกัน  ( ตัดญาติขาดมิตร )

                พี่น้องชาวจีนถือการให้ผ้าเช็ดหน้าเป็นของต้องห้าม  เพราะผ้าเช็ดหน้า  หรือผ้าห่ม  เป็นของที่ชาวจีนนิยมให้แก่กันในงานศพ  งานเฉลิมฉลองจึงไม่นิยม

โป๊ยก่วย

                โป๊ยก่วย  ปัจจุบันเป็นกระจกรูปทรงกลม    เหลี่ยม บานเล็ก ๆ  ซึ่งมักจะมีติดตั้งอยู่เหนือประตูเกือบทุกบ้านถือเป็นการสท้อนสิ่งที่ไม่ดีให้กลับออกไปเป็นเครื่องกันและขจัดภัยพิบัติต่าง ๆ

                โป๊ยก่าย  ( สัญลักษณ์  )  สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์ฮกฮี  ครั้งดึกดำบรรพ์  ซึ่งกำหนดใช้ขีดยาว ๑ เส้นแทนหยาง  หรือเพศชาย  และขีดสั้น  ๒ ขีด แทนหยิน  หรือเพศหญิง  ผสมกันใช้เป็นสัญญลักษณ์แทนธรรมชาติต่าง ๆ

                ขีดยาว  แทนความสว่าง  ความแข็ง  เพศชาย  หรือหยาง

                ขีดสั้น ๒ ขีด  แทนความคิด   ความอ่อน  เพศหญิง  หรือหยิน

                สองสิ่งนี้ได้ผสมกัน  ก่อกำเนิดเป็นเครื่องหมายหรือสัญญลักษณ์ของสรรพสิ่งปรากฏการณ์แห่งโลกขึ้น  คือ

                ยาว  - ยาว ยาว   ( - - - )                    ใช้เป็นเครื่องหมายแทน         ฟ้า

                สั้น สั้น สั้น        ( . . . )                      ใช้เป็นเครื่องหมายแทน         ดิน

                สั้น ยาว สั้น      (. - . )                       ใช้เป็นเครื่องหมายแทน         น้ำ

                ยาว สั้น ยาว    ( - . - )                      ใช้เป็นเครื่องหมายแทน         ไฟ

                ยาว สั้น สั้น     ( - . . )                       ใช้เป็นเครื่องหมายแทน         ภูเขา

                สั้น ยาว ยาว    ( . - - )                      ใช้เป็นเครื่องหมายแทน         บึง

                สั้น สั้น ยาว      ( . . - )                      ใช้เป็นเครื่องหมายแทน         ฟ้าคะนอง

                ยาว ยาว สั้น    ( - - . )                      ใช้เป็นเครื่องหมายแทน         ลม

                สัญญะลักษณ์เหล่านี้   นิยมเขียนไว้ตามแผ่นไม้  แล้วติดไว้ตามบ้าน  หากตรอกซอกซอย  ถือเป็นเครื่องกันและขจัดภัยพิบัติต่าง ๆ  ดังกล่าวแล้ว  สันนิษฐานว่า  คณะฉันท์ทั้ง    คือ  มะ  ( - - - )  ( . . . )  ชะ ( . - . )  ระ ( - . - ) สะ ( . . - )  ตะ ( - - . )  ซึ่งกำหนดมากำหนดเป็นกระบวนฉันท์ชนิดต่าง ๆ  ขึ้นนั้น  คงจะได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากแหล่งเดียวกัน  หรือใกล้เคียงกันกระมัง   จะแตกต่างกันก็แต่ความหมายซึ่งขยายความยักย้ายถ่ายเทไปตามความประสงค์ที่ต้องการ

ข้อความกำหนด

                ชาวไทยเรามักจะสับสนระหว่างคำ  ๒ คำ  คือ โป๊ยก่วย  กับ  โป๊ยก่าย  คำว่า  โป๊ยก่วย  หมายถึง สัญญะลักษณ์แปด  ดังกล่าวมาแล้ว  ส่วนโป๊ยก่าย  หมายถึง  ศีลแปด  เป็นคนละเรื่องกัน

                คำว่า  ซำปอกง  นี้ตามความหมายที่ชาวจีนใช้เรียกพระพุทธรูปองค์ใหญ่แห่งวัดพนัญเชิง  (พนัญเชิง  มาจาก พะแนงเชิง ()  แปลว่าพับ,  เชิง  แปลว่าเท้า,  พนัญเชิงแปลว่า  นั่งขัดสมาธิ )  ที่จังหวัดอยุธยา  และที่วัดกัลยาณมิตร  ฝั่งธนบุรีนั้น  มีที่มาค่อนข้างสับสนด้วยว่าในทางพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่า  ซำปอกง คงมี่แต่คำว่า  ซำปอ  แปลว่าพระรัตนตรัย  ส่วนคำว่ากง  หรือกัง   นั้นเป็นคำทั่วไป  แปลว่า ปู่  แต่ที่คำว่า  ซำปอ  กลายเป็นซำปอกง  ไปในที่สุดนั้น  น่าจะเป็นการเข้าใจสับสน   หรือเรียกไปตามความเคยชิน  ทั้งนี้เนื่องจากมีคำว่า  ซำปอกง  ใช้อยู่ก่อนแล้ว   เป็นชื่อที่ชาวจีนเรียกมหาดเล็กผู้มีชื่อเสียงคือ  ท่านแต้ฮั้ว  ในอีกชื่อหนึ้งว่า  ซำปอกง

                แต้ฮั้ว   มีประวัติความเป็นมาไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นชาวมองโกล  หรืออินเดีย  หรือชาวอาหรับกันแน่  แต่ท่าน อ. เสถียรสุตผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติววัฒนธรรมจีน  สันนิษฐานว่า  น่าจะเป็นชาวอาหรับ โดยให้เหตุผลว่า  เพราะมีความสามารถในการเดินเรือ แต้ฮั้ว  นับถือศาสนาอิสลาม  ปรากฏว่ามีรถรากเข้าตั้งถิ่นฐานอยู่ใน  ยูนาน  ตั้งแต่รุ่นปู่  กระทั่งกลายเป็นจีนไปในที่สุด  ได้รับพระราชทานแซ่ว่า  เบ้  มีตำแหน่งทางราชการเป็นมหาดเล็ก  มีผู้สันนิษฐานว่าชาวจีนอิสลามนิยมใช้แซ่  เบ้  เนื่องมาจากเบ้เอี๋ยง  แม่ทัพชาวอิสลามผู้เกรียงไกรได้ยึดดินแดน  และนำวัฒนธรรมเข้ามาเป็นอันมาก  ปัจจุบันยังมีชนกลุ่มหนึ่งเรียกว่า เบ้ลิ้ว  ซึ่งหมายความว่าคนของเบ้เอี๋ยงที่ยังเหลืออยู่  ตามบันทึกปรากฏว่า  .. ๑๙๘๔  กษัตริย์อซ่งโจ๊วทงใช้ให้แต้ฮั้ว  ( เจงโห )  นำกองเรือจำนวน  ๖๒  ลำพร้อมด้วยทหารจำนวนถึง ๓๗,๐๐๐ คนเดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ  แถบหมู่เกาะทะเลได้

                แต้ฮั้ว  ได้ออกเดินทางตั้งแต่  .. ๑๙๔๙  จนถึง พ.. ๑๙๗๕  รวม  ๗ ครั้ง  เป็นเวลารวม  ๒๕  ปีด้วยกัน  ได้เยี่ยมเยือนประเทศต่าง ๆ  รวมกว่า ๓๐  ประเทศ ปรากฏว่า กองเรือนี้ได้เดินทางมาถึงพระนครศรีอยุธยา  เมื่อเดือน ๙  ปี พ.. ๑๙๓๕  มีผู้นิยมเรียกท่านว่า  ซำปอกง

                คำว่า  ซำปอ  ที่ใช้เรียกท่านแต้ฮั้วในที่นี้  ท่าน  .  เสถียรสุต  กล่าวว่า  ไม่ทราบว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งหรือเป็นคำเรียกที่ชาวจีนในต่างประเทศใช้กล่าวยกย่องท่านแต่ฮั้วกันแน่   แต่ที่แน่ ๆ  ก็คือ  ซำปอกง  ( ท่านปู่ซำปอ )  นั้น  เป็นชื่อเรียกท่านแต้ฮั้วอยู่ก่อนแล้ว  ฉะนั้น  เมื่อมาใช้คำว่า  ซำปอ   ( พระรัตนตรัย )  เรียกพระพุทธรูปใหญ่  หรือ  หลวงพ่อโต  ที่วัดพนัญเชิง  และวัดกัลยาณมิตร   จึงเพิ่มคำว่า กง  ต่อท้ายเข้าด้วยตามความเคยชิน  เลยกลายเป็น ซำปอกง  ไปในที่สุดดังที่ปรากฏ

โป็ยเซียน

                โป็ยเซียน  หรือเทวดานั้น  เป็นนักพรต  ในลัทธิเต๋า  ประกอบด้วย

                .  เทพเจ้าแห่งการแสดง

                .  เทพเจ้าแห่งสวนและพฤกษชาติ

                .  เทพเจ้าแห่งผู้ป่วย

                .   เทพเจ้าแห่งศีลปกรรมและสักษศิลป์

                .   เทพเจ้าแห่งดนตรี

                .   เทพเจ้าแห่งแม่บ้าน

                .   เทพเจ้าแห่งการค้นพบแก่นแท้แห่งชีวิต

.   เทพเจ้าแห่งโหราศาสตร์  และมายากล

เทพทั้ง ๘  (โป๊ยเซียน ) นี้สันนิษฐานว่าคงจะปรากฏขึ้นอย่างน้อยก็ในสมัยกษัตริย์เหี้ยนจง  เพราะมีละครเรื่องโป๊ยเซียนอวยพรอายุปรากฏแล้ว  และยังคงมีอยู่ในเมืองไทยในบัดนี้  แต่รายละชื่อเซียนของลัทธิเต๋าเองหาได้มีคำว่าโป๊ยเซียนปรากฏอยู่ไม่   และเซียนแต่ละเซียนก็มิได้มีตำแหน่งประจำเช่นอย่างโป๊ยเซียนนอกจากจะไปอวยพรเรื่องอายุเท่านั้น

ในบันทึกของเมืองเสฉวนปรากฏว่ามีโป๊ยเซียนเป็นของเสฉวนเอง  คำว่า  โป๊ยเซียน  อาจจะมาจากที่นี้ก็ได้

อนึ่ง ในราชวงศ์ถัง  มีโป๊ยเซียนสุรา  คือ  เซียนทั้ง ๘  นี้เป็นกวีใหญ่ที่ชอบดื่มสุรา

โป๊ยเซียน  มักจะพบประดิษฐานอยู่บนแท่นบูชาตามวัดหรือเป็นภาพแขวนอยู่ตามฝาผนัง  เป็นที่น่าสังเกตุว่ามักเป็นภาพเขียนหรือเป็นภาพจำลองประดิษฐานไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ  ตามความเชื่อและความเหมาะสมของธุรกิจนั้น ๆ

กวนอิม  กวนอิน   (ญี่ปุ่น  เป็น กันออน   อย่างที่เอาไปตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ซ่า  CANON )

                กวนอิม  หรือกวนอิน  คือพระอวโลกิเตศวรพระโพธิสัตว์ในนิกายมหายาน  แปลเป็นจีนว่า  กวนซีอิม  หรือกวนจือไจ๋ เรียกย่อว่า  กวนอิม เพราะ ซี  ไปพ้องกับพระนามกษัตริย์ไทจงแห่งราชวงศ์ถัง  คือหลีซีบิ๋น

                พระโพธิสัตว์กวนอิม  จีนถือว่า  มีนิรมาณกายถึง  ๓๒  องค์  แต่ที่จีนนิยมบูชา นิรมาณกายหญิง  เป็นผู้ทรงความกรุณา   หรือโพธิสัตว์แห่งความกรุณา  เป็นองค์เดียวกันกับเทพองค์หนึ่งของธิเบต  ซึ่งชาวธิเบตเชื่อว่า เทพองค์นี้แต่เดิมเป็นชาย  ต่อมาถูกแปลงเพศเป็นหญิง  ( จากอิทธิพลเรื่อง  ศักตี  คือนางดารา  หรือชายาคู่บารมี  ของลัทธิฮินดู  เช่น  พระศิวะ  มีศักตีชื่อ  อุมา  สำหรับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ของมหายานมีนางดารา  ช่อว่า  ปรัชญาปารมิตา  ช่วยเหลือราษฎรให้รอดพ้นจากทุกข์ทรมานจากการกดขี่ในที่สุดด้วยบุพบารมีเมตตาของนาง  นางสามารถช่วยบิดาซึ่งตายไปตกนรกให้รองพ้นจากขุมนรกได้

                พระโพธิสัตว์  บางครั้งชาวจีนเรียกว่า  อาเหนียว  อาเหนีย  ซึ่งไปเรียกปะปนกันกับชื่อของ  พระราชเทวีมาตา อันเป็นลักษณะความเข้าใจสับสน

                อันราชเทวีมาตานั้น  เดิมเป็นหญิงสาวฮกเกี้ยน  แซ่ลิ้ม  ในราชวงศ์ซ้อง  เรียกกันว่า  อาม้า  หรืออาเหนียว มีความสามารถช่วยเหลือคนเรือล่มให้รอดพ้นได้ในขณะยังเยาว์วัย  ถึงแก่กรรมลงเมื่ออายุได้  ๒๐  ปีได้ปรากฏกายเป็นเทพช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวเรือเสมอ  ต่อมาในราชวงศ์เหม็งได้พระราชทานนามเฉพาะว่าพระราชเทวี  หรือพระราชเทวีมาตา

                ชาวจีนนิยมกราบไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมภาคนิรมาณกายหญิง  หรือเจ้าแม่กวนอิม  ด้วยความประสงค์เฉพาะคือ  เพื่อขอมี  ขอความมั่งมี  และขอความปลอดภัยต่าง ๆ

เจ้าแม่ทับทิม  ( เทียนโห้ว  เทียนเฟย หรือมาจู่ )

                เทียนโห้ว  หรือเทียนเฟย  หรือมาจู่  ซึ่งเรารู้จักทั่วไปในนาม  เจ้าแม่ทับทิม  นั้น  เป็นเทพธิดาในลัทธิเต๋าถือเป็นเทพธิดาผู้พิทักษ์ท้องทะเล  นับถือกันมากในหมู่ชาวประมง  ทั้งชาวจีนและชาวไทย

                ตามตำนานกล่าว  เทียนโห้ว  นั้น  เคยเป็นมนุษย์  เป็นหญิงสาวที่มีความสามารถสูงในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศทำนองเจ้าหน้าที่ทางอุตุนิยมวิทยา  ครั้นสิ้นชีวิตลง ชาวบ้านต่างพากันยกย่องบูชา  ยกเป็นเทพธิดาผู้ช่วยพิทักษ์คุ้มครอง

                เทศกาลเทียนโห้วจัดขึ้นเฉลิมฉลองวันเกิดของเจ้าแม่โดยกำหนดเอาเดือนที่สามตามจันทรคติของจีน  เทศกาลนี้เป็นเรื่องของชาวทะเลโดยแม้   เพราะเป็นอาชีพที่ได้รับผลคุ้มครองจากเจ้าแม่โดยตรง  มีการจัดขบวนเรือหระมงยิ่งใหญ่เฉลิมฉลองกันเป็นที่เอิกเกริกด้วยเสียงประทัดก้องสะท้านท้องน้ำที่ขบวนแห่ผ่านไป  อันเป็นลักษณะแห่งการบูชาเจ้าแม่ทับทิม

น้ำเต้า

                เท่าที่สืบรู้ได้ความว่า  พุ่มน้ำเต้า  เคยเป็นที่ซ่อนตัวหลบหนีการจับกุมของ  ตั้วเฮียโค้   หัวหน้าพี่ใหญ่ของดวกกู้ชาติที่ลุกขึ้นต่อสู้พวกแมนจู  หลังจากราชวงศ์เหม็งสลายตัวลง  ให้ได้รอดพ้นจากการจับกุม  ดังนั้น  ชาวจีนจังนับถือน้ำเต้าเป็นการบูชาคุณ   โดยเฉพาะคณะอั้งยี่  สืบเนื่องมาจากขบวนการของพวกกู้ชาตินั้นถือไม่กินน้ำเต้า  เลยถือเป็นประเพณีสืบทอดกันมา  ด้วยเหตุนี้กระมังสถานที่จุดไฟบูชาจึงมักทำเป็นรูปน้ำเต้า  คงจะเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงบุญคุณของน้ำเต้าที่เคยมีต่อบรรพของชาติจีนมาก่อน

ขนมจ้าง

                ขนมจ้าง  เป็นขนมของชาวนครช้อ  โดยเฉพาะนครช้อนั้น  มีอาณาเตอยู่ด้านใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง  ซึ่งในสมัยก่อนมิได้อยู่ในการปกครองของจีน

                คำว่า  จ้าง  หรือ  จ่าง  เป็นอักษาผสมระหว่างคำว่า  ข้าว  กับคำว่า  จง  ซึ่งเป็นคำที่จีนใช้คำภาษาต่างประเทศในหนังสือจีน  ส่วนมากเรียกว่า  ข้าวห่อ  ๓ เหลี่ยม  ในเสฉวนเรียกว่า  ข้าวกระบอก

                สารทขนมจ้าง  ในวันที่    ของเดือนที่    ของจีนนั้น จัดขึ้นเป็นการเซ่นไหว้จินตกวีชาวนครช้อ  ซื่อว่า  คุกง้วนผู้ซึ่งรับราชการอยู่ในสมัยที่นครช้อเต็มไปด้วยสงครามกลางเมืองแต่ต่อมาได้ลาออกจากราชการเมื่อเห็นว่า  นครช้อไปไม่รอด  และในที่สุดได้กระทำอัตตวินิบาตกรรม  หรือฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำตาย  บทประพันธ์ชั้นเอกของท่านชื่อ  ลี่เซา  ได้รับการยกย่องให้เป็นแบบฉบับของร้อยกรองที่ยอดเยี่ยม  แม้กระทั่งปัจจุบัน  เช่นเดียวกับกำศรวญศรีปราชญ์ของเรา

                สารทขนมจ้าง  จัดขึ้นเพื่อการเซ่นไหว้กวีผู้นี้โดยเฉพาะซึ่งต่อมาก็ไหว้ผีอื่น ๆ  เข้าไปด้วยตามแต่ใครจะมีน้ำใจเผื่อแผ่ไม่จำกัด  ซึ่งมิได้มีข้อห้ามแต่อย่างใด

                เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า  พิธีกรรมใด ๆ  อันเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทยนั้น  ล้วนแผ่ไปด้วยแนวประพฤติปฏิบัติที่มุ่งปลูกฝังคุณธรรมสัมพันธ์ด้วยกันทั้งสิ้น  เช่น  หลักการบำเพ็ญคุณธรรมความดี    ด้านที่เรียกว่า  บุญกิริยาวัตถุ  ๓ ประการ   มุ่งปลูกฝังคุณธรรมตามแนวสอนที่ว่า  คนดี  ต้องมีกตัญญูกตเวที   เช่น  การลอยกระทง  การบำเพ็ญทักษิณานุปทาน  หรือมิฉะนั้น  ก็เป็นการจรรโลงสันติสุขและสามัคคีธรรมในสังคม  ได้แก่พรหมวิหารธรรม  เช่น  การแผ่เมตตา การกรวดน้ำ  ( กรวด  ( เขมร)  ริน  เท )  กรวดน้ำดำหัวผู้ใหญ่  การก่อพระเจดีย์ทราย  เป็นต้น

                โดยเฉพาะเทศกาลประเพณีสงกรานต์  ( ตรุษสงกรานต์ )  อันเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของไทยเรานั้น  มีการปลูกฝังคุณธรรมสัมพันธ์อย่างสมบูรณ์  จึงเป็นประเพณีที่คุณค่า  ควรสืบสานอนุรักษ์ไว้อย่าให้แปรเปลี่ยนจนเกินไป  มิฉะนั้น อนุชนไทยจะมิเหลือคุณลักษณะ  คนไทย   ซึ่งมีความเป็นไทยทั้งกายและใจ  ให้ปรากฏอีกต่อไป  เนื่องจากปัจจุบันนี้มีผู้พยายามเปลี่ยนแปลง  บ่อนทำลายจนเกือบจะกลายสภาพอยู่มากแล้ว  น่าเป็นห่วงอยู่เหลือเกินว่าอนาคตต่อไป  คนไทย   จะมีลักษณะเป็นคนไทยสักกี่เปอร์เซ็นต์  จะเต็มไปด้วยตัวเป็นคนไทยใจเป็นทาสต่างชาติ  ขาดความสำนึกและภูมิใจในตัวเอง   ดูถูกวัฒนธรรมแระเพณีตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ดาษดื่นทั้งผู้ใหญ่และเด็กเช่นขณะนี้กระนั้นหรือ   ท่านรู้สึกเห็นเป็นเช่นไร


  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...