วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2566

บทเชิญชุมนุมเทวดา แปล

 


 

เชิญชุมนุมเทวดา แปล

            สะรัชชัง   สะเสนัง   สะพันธุง   นะรินทัง,                ปะริตตานุภาโว   สะทา   รักขะตูติ,

ผะริตîวานะ   เมตตัง   สะเมตตา   ภะทันตา,             อะวิกขิตตะจิตตา   ปะริตตัง   ภะณันตุ.

            ขอเชิญท่านผู้เจริญทั้งหลาย   จงมีเมตตา  แผ่เมตตาจิตไว้ว่า   ขออานุภาพพระปะริตต์จงคุ้มครองรักษาพระมหากษัตริย์    ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ชน   พร้อมทั้งสิริราชสมบัติ  กับทั้งเสนามาตย์และพระราชวงศ์ทุกเมื่อ   แล้วอย่ามีจิตฟุ้งซ่าน  สวดพระปริตต์กันเถิด

            สะมันตา    จักกะวาเฬสุ                            อัตîราคัจฉันตุ    เทวะตา,

สัทธัมมัง    มุนิราชัสสะ                                      สุณันตุ    สัคคะโมกขะทัง.

            ขอเชิญเทวดาทั้งในจักรวาฬทั้งหลายโดยรอบจงมาประชุมกัน     ที่นี้  ( แล้ว )   ขอเชิญฟังพระสัทธรรมที่ชี้ทางไปสู่สวรรค์และพระนิพพานของพระจอมมุนีเจ้า  กันเถิด

            สัคเค   กาเม   จะ   รูเป                  คิริสิขะระตะเฏ   จันตะลิกเข   วิมาเน,

ทีเป   รัฏเฐ   จะ   คาเม                            ตะรุวะนะคะหะเน   เคหะวัตถุมîหิ   เขตเต,

ภุมมา   จาจันตุ   เทวา                    ชะละถะละวิสะเม   ยักขะคันธัพพะ   นาคา,

ติฏฐันตา   สันติเก   ยัง                             มุนิ   วะระวะจะนัง   สาธะโว   เม   สุณันตุ.

            ขอเชิญเทวดาทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพด้วย    ในชั้นรูปภพด้วย   ผู้สิงสถิตอยู่บนยอดเขาและที่หุบเขาและที่หุบผาด้วย   ทั้งที่สิงสถิตอยู่ในวิมานบนอากาศด้วย  และภุมมเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป   ในรัฐ   ในหมู่บ้าน   บนต้นไม้   ในป่าชัฏ   ในเหย้าเรือน   และเรือกสวนไร่นารวมทั้งบรรดายักษ์   คนธรรพ์  และนาคทั้งหลายผู้เป็นสาธุชน  ซึ่งสถิตอยู่ในน้ำ    บนบก      ที่ลุ่มที่ดอน   ที่ใกล้เคียง   จงมาชุมนุมกัน   ขอเชิญฟังของพระมุนีเจ้า   ผู้ประเสริฐ   ( ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายจะกล่าว ณ  บัดนี้ )

กันเถิด

ธัมมัสสะวะนะกาโล   อะยัมภะทันตา

ดูก่อนท่านทั้งหลาย   กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

ธัมมัสสะวะนะกาโล   อะยัมภะทันตา

ดูก่อนท่านทั้งหลาย   กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม

ธัมมัสสะวะนะกาโล   อะยัมภะทันตา

ดูก่อนท่านทั้งหลาย   กาลนี้เป็นกาลฟังธรรม




วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

พิธีบำเพ็ญกุศลในประเพณีของชาวพุทธ

 


พิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม

                ผู้เป็นประธารพิธี   หรือเป็นเจ้าภาพในงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมนั้น    ควรจะปฏิบัติในการจุดเครื่องสักการะบูชาตามลำดับ  ดังนี้

                จุดเครื่องสักการบูชาที่โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปก่อน  แล้วสงเทียนชนวนคืนให้แก่พิธีกร    แล้วนั่งคุกเข่าประณมมือกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยดังกล่าวมาแล้ว  กราบพระรัตนตรัย  ๓ ครั้ง

                เดินไปจุดเครื่องสักการะพระธรรม  ที่โต๊ะบูชาพระธรรมข้างหน้าอาสน์สงฆ์    สำหรับเป็นอาสน์นั่งของพระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมแล้วส่งเทียนชนวนให้แก่พิธีกร  น้อมตัวลงยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อมพระธรรม

                เดินไปจุดเครื่องสักการะบูชาศพ  ที่โต๊ะเครื่องตั้งหน้าศพโดยจุดเทียน ๑ คู่ และจุดธูป  ๑ ดอก นั่งคุกเข่าประณมมือพร้อมทั้งธูปยกขึ้นจบบูชาศพ  โดยนิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้ว  พร้อมกับกล่าวคำขมาโทษต่อศพ  ( ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า  ในระเบียบปฏิบัติการไปในงานศพ แล้วปักธูปไว้  ณ  กระถางธูป

                ถ้ามีเครื่องทองน้อยสำหรับผู้ตายบูชาพระธรรมทั้งอยู่ที่หน้าศพนั้นด้วย    ก็จุดเครื่องสักการบูชาที่เครื่องทองน้อย  แล้วส่งเทียนชนวนคืนให้แก่พิธีกร   แล้วหันหน้าเครื่องทองน้อยนั้น  ( หันด้านที่ตั้งดอกไม้ ออกไปทางพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม  เพื่อให้ผู้ตายสักการบูชาพระธรรม  แล้วหมอบกราบศพ  ๑  ครั้ง  โดยกระพุ่มมือกราบ  ( ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า ในระเบียบการปฏิบัติการไปในงานศพ แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

พิธีบำเพ็ญกุศลโดยมีพระธรรมเทศนาและพระสวดสำหรับเทศน์

            การบำเพ็ญกุศลในงานศพ  เช่น  งานทำบุญสัตตมวาร  ( ทำบุญ  ๗  วัน งานทำบุญปัญญาสมวาร  ( ทำบุญ  ๕๐  วัน  และงานทำบุญสตมวาร ( ทำบุญ  ๑๐๐  วัน ซึ่งนิยมจัดให้มีการบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ   ดังนี้   คือ

                .   มีพระเทศน์และพระสวดรับเทศน์    ( ในเวลาเย็น )

                .   มีพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์  ( ต่อจากพระเทศน์ และ

                มีพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม  ต่อจากพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์)

                ในวันรุ่งขึ้น  มีการถวายภัตตาหารเพล  และมีพระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล  โดยมากนิยมมีจำนวนเท่าอายุของผู้ตาย

                ตามรายการบำเพ็ญกุศลนี้  มีวิธีปฏิบัติในการจุดเครื่องสักการบูชา  ดังต่อไปนี้  คือ

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระเทศน์

                จุดเครื่องสักการะบูชาที่โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปแล้ว  นั่งคุกเข่าประณมมือกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย   และกราบลง  ๓ ครั้ง

                จุดเทียนบูชาพระธรรม  แล้วมอบให้พิธีกรนำไปตั้งไว้บนธรรมาสน์  เพื่อบูชาพระธรรม

                จุดเครื่องสักการะบูชาศพ   และจุดเครื่องทองน้อยที่ตั้งอยู่ข้างหน้าศพ  แล้วหันหน้าเครื่องทองน้อยไปทางพระเทศน์  เพื่อให้ผู้ตายบูชาพระธรรมเทศนา แล้วนั่งคุกเข่าหมอบกราบศพ  ๑ ครั้ง  แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

                พิธีกรกล่าวคำอาราธนาศีล  ๕  พรเทศน์ให้ศีล  รับศีลจบแล้วพิธีกรกล่าวคำอาราธนาพระธรรม ต่อไป

                เจ้าภาพหรือประธานพิธี  จุดเครื่องทองน้อยซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าด้านขวามือนั้น   หันหน้าเครื่องทองน้อยไปทางพระเทศน์  เพื่อบูชาพระธรรมเทศนา  แล้วประณมมือฟังพระธรรมเทศนาต่อไปจนจบกัณฑ์

                เมื่อพระเทศน์จบแล้ว   เจ้าภาพหรือประธานพิธีเดินไปจุดเครื่องสักการะบูชาพระธรรมที่ตั้งอยุ่หน้าอาสน์สงฆ์  พระสงฆ์สวดรับเทศน์ เมื่อจุดเสร็จแล้ว  น้อมตัวลงยกมือไหว้พระธรรมหลับไปนั่งที่เดิม  ประณมมือฟังพระสงฆ์สวดพระคาถาธรรมบรรยายต่อไป

                พิธีการทอดผ้าภูษาโวย  หรือทอดด้วยสายโยงที่โยงมาจากศพเพื่อเตรียมทอดผ้าบังสุกุล    เจ้าภาพหรือประธานพิธีลุกขึ้นไปทอดผ้าบังสุกุล  แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม

                ขณะที่พระสงฆ์กล่าวคำพิจารณาผ้าบังสุกุล  เจ้าภาพ  หรือประธานพิธีประณมมือฟัง  เมื่อพระสงฆ์เริ่มอนุโมทนา ( ยะถา  เจ้าภาพหรือประธานพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย   เมื่อพระสงฆ์ขึ้น  ( สัพพี  ติโย …..)  กรวดน้ำเสร็จแล้ว  ประณมมือรับพรต่อไปจนจบ

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์

                เมื่อพระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนามาสวดพระพุทธมนต์นั่งบนอาสน์สงฆ์เรียบร้อยแล้ว  ไม่ต้องจุดเครื่องสักการะบูชาอีก  เพราะพิธีบำเพ็ญกุศลต่อเนื่องกันมาจากการมีเทศน์

                พิธีกรเริ่มกล่าวอาราธนาพระปริตต่อไป  ไม่ต้องกล่าวคำอาราธนาศีลอีก  เพราะได้รับศีลมาแล้วจากพระเทศน์

                เมื่อพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์จบแล้ว  เจ้าภาพ  หรือประธานพิธีทอดผ้าบังสุกุล ( โดยมากนิยมใช้ผ้าไตร เมื่อพระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลแล้ว   นิยมไม่ให้พร  เพราะพรุ่งนี้ยังจะต้องมาฉันภัตตาหารอีกครั้งหนึ่ง

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

                เมื่อพระสงฆ์มานั่งบนอาสน์หรับสวดพระอภิธรรมเรียบร้อยแล้ว  เจ้าภาพ หรือประธานพิธีจุดเครื่องสักการะบูชาพระธรรมที่โต๊ะหน้าอาสน์สงฆ์  พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

                ในการสวดพระอภิธรรมนี้   บางท้องถิ่นนิยมให้พิธีกรกล่าวคำอาราธนาพระธรรมก่อนเริ่มสวด  และนิยมให้เจ้าภาพ  หรือประธานพิธี  หรือวงศ์ญาติ   ผู้ใดผู้หนึ่ง  ต้องจุดธูปบูชาพระธรรมก่อนสวดทุกจบ  เพื่อเป็นการอาราธนาให้พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

                เมื่อพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม  โดยมาก   นิยมเพียง  ๔ จบ  แล้วพิธีกรก็เก็บเครื่องสักการะบูชาพระธรรมและตู่พระอภิธรรม แล้วยกเครื่องไทยธรรมมาตั้งลนอาสน์สงฆ์ตรงหน้าพระสงฆ์แต่ละรูป

                เจ้าภาพหรือประธานพิธีหรือวงศ์ญาติ   ช่วยกันถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์  แล้วกลับมานั่งที่เดิม

                พิธีกรทอดภูษาโยง  หรือทอด้ายสายโยง  แล้วเชิญเจ้าภาพหรือประธารพิธีให้ทอดผ้าบังสุกุล

                เมื่อพระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลเสร็จแล้ว  เริ่มอนุโมทนา  ( ยะถา ) เจ้าภาพหรือประธานพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วยกุศลแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว  เป็นเสร็จพิธี

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระสงฆ์สวดถวายพรพระ

                ในวันรุ่งขึ้นของการบำเพ็ญกุศล  เวลาใกล้เพลเมื่อพระสงฆ์มานั่งพร้อมกันบนอาสน์สงฆ์เรียบร้อย  เจ้าภาพหรือประธานพิธีจุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัย  และปฏิบัติการต่าง ๆ  ด้งกล่าวมาแล้ว

                จุดเครื่องสักการบูชาศพ  และปฏิบัติการต่าง ๆ  ดังกล่าวมาแล้ว  พิธีกรกล่าวอาราธนาศีล  ๕ พระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ให้ศีล  รับศีล  พระสงฆ์สวดถวายพรพระจบแล้ว  ถวายภัตตาหาร

                เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพลเสร็จแล้ว  เจ้าภาพหรือประธานพิธีถวายเครื่องไทยธรรม  พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพหรือประธานพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแล้ว   เป็นเสร็จพิธี

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล

                เมื่อพระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนามานั่งบนอาสน์สงฆ์เรียบร้อยแล้ว   ก็ตั้งพัดสวดมาติกา  จบแล้ว   ฝ่ายเจ้าภาพก็ช่วยกันถวายเครื่องไทยธรรม  ( ถ้ามี )

                พิธีกรทอดผ้าภูษาโยง  หรือทอดด้ายสายโยงเตรียมทอดผ้าบังสุกุล  เชิญเจ้าภาพหรือประธานพิธี พร้อมทั้งวงศาคณาญาติ  และท่านผู้มาร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล  ให้ช่วยกันทอดผ้าบังสุกุล

                การทอดผ้าบังสุกุลนี้  นิยมทอดตามขวางผ้าภูษาโยง  หรือขวางด้ายสายโยง  ถ้าอาสน์สงฆ์แคบ  ก็นิยมทอดผ้าบังสุกุลไปตามยาวของภูษาโยง  หรือตามยาวของด้ายสายโยง

                การทอดผ้าบังสุกุลนี้  ไม่ควรที่จะยกถวายพระสงฆ์   เพียงแค่วางผ้าถวายไว้  โดยทอดอาลัยไม่มีความเสียดายห่วงใยในผ้านั้น

                เมื่อพระสงฆ์ตั้งพัดพิจารณาผ้าบังสุกุลเสร็จแล้ว  อนุโมทนา  เจ้าภาพหรือประธานพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตายอีกครั้งหนึ่ง

                ถ้าอาสน์สงฆ์ไม่เพียงพอกับพระสงฆ์ที่อาราธนามาสวดมาติการบังสุกุลพร้อมกันทั้งหมดได้  ก็นิยมจัดนิมนต์พระสงฆ์ขึ้นบังสุกุลเป็นชุด ๆ  ไป  จนกว่าจะครบตามจำนวนที่นิมนต์มา


วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2566

ระเบียบปฏิบัติการจุดเครื่องสักการะบูชา

 




ระเบียบปฏิบัติการจุดเครื่องสักการะบูชา

พิธีทำบุญงานมงคล

                เมื่อถึงเวลาตามกำหนดการแล้ว  พิธีกรถือเทียนชนวนเข้ามาเชิญไปจุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัย  ผู้เป็นประธานพิธีหรือเจ้าภาพงาน   ควรปฏิบัติตนดังนี้  คือ

                ลุกขึ้นจากที่นั่ง  เดินตรงไปยังที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระ  ถ้าโต๊ะหมู่บูชาพระตั้งอยู่สูง   ก็ยืนจุด  ถ้าโต๊ะหมู่บูชาพระตั้งอยู่ที่ไม่สูงนัก   พอที่จะนั่งคุกเข่าได้  ก็ควรที่จะนั่งคุกเข่าลงแล้วรับเชิงเทียนชนวนจากพิธีกร   แต่ไม่ควรรับเชิงเทียนชนวนมาก่อนที่ยังไม่ถึงหน้าโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

                และก็ควรที่จะจุดเทียนเล่มขวามือของพระพุทธรูปก่อน    แล้วจึงจุดเล่มซ้ายต่อไป  ถ้ามีเทียนตั้งอยู่หลายคู่   ควรจะจุดคู่บนสุดก่อน  แล้วจึงจุดลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ  จนครบทุกคู่แล้วจึงจุดธูป

                ถ้ามีสายชนวนเชื่อมโยงจากธูปไปยังเทียนทุกคู่แล้ว  ก็จุดธูปเป็นอันดับแรก  ถ้าธูปมิได้จุ่มน้ำมันเตรียมเอาไว้  ก็ถอนธูปมาจุดกับเทียนชนวน  ถ้าธูปจุ่มน้ำมันเตรียมไว้แล้ว  ก็จุดธูปโดยไม่ต้องถอนธูปออกมาจากกระถางธูปมาจุดกับเทียนชนวน

                เมื่อจุดธูปเสร็จแล้ว   ก็ส่งเทียนชนวนคืนให้แก่พิธีกร  แล้วปักธูปไว้ตามเดิม

                วิธีปักธูปนั้น   ควรจะปักเรียงกันเป็นแถวเดียวกัน  โดยเว้นรอยะห่างให้เท่า ๆ กัน  ให้ธูปแต่ละดอกต่ำพอ ๆ กัน  หรือ  ปักธูปเป็นสามเส้าก็ได้  และก็ควรจะปักธูปไว้กึ่งกลางกระถางธูป    โดยจะปักธูปทุกดอกให้ตั้งตรง  ไม่เอนเอียงไปข้างหนึ่งข้างใด  อันเป็นการแสดงถึงอัธยาศัยของผู้นั้นว่าเป็นคนมีระเบียบเรียบร้อย  เป็นคนชื่อตรงไม่ใช่คนมักง่าย

คำบูชาพระรัตนตรัย

                เมื่อปักธูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว    ก็ควรที่จะนั่งคุกเข่า   ตั้งใจกล่าวคำอาราธนาคำบูชาพระรัตนตรัย ( เพียงแต่นึกในใจ  หรือจะออกเสียงก็ได้ ) ว่า

                นะโม   ตัสสะ   ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ  (  กล่าว    จบ )

                ( ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค   อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น )

                อิมินา   สักกาเรนะ  พุทธัง   อภิปูชะยามิ

อิมินา   สักกาเรนะ  ธัมมัง   อภิปูชะยามิ

อิมินา   สักกาเรนะ  สังฆัง   อภิปูชะยามิ ฯ

( ถ้าว่าหลายคนพร้อมกัน  ก็ควรจะเปลี่ยนจากคำว่า  มิ  เป็น  มะ  แทน )

            ( ข้าพเจ้า    ขอบูชาอย่างยิ่ง   ซึ่งพระพุทธเจ้า   ด้วยเครื่องสักการะนี้ )

( ข้าพเจ้า    ขอบูชาอย่างยิ่ง   ซึ่งพระธรรม   ด้วยเครื่องสักการะนี้ )

( ข้าพเจ้า    ขอบูชาอย่างยิ่ง   ซึ่งพระสงฆ์   ด้วยเครื่องสักการะนี้ )

วิธีกราบพระรัตนตรัย

                เมื่อกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยจบแล้ว   ก็กราบพระรัตนตรัย  ๓ ครั้ง  ด้วยเบญจางคประดิษฐ์   ( คือ  การตั้งหน้าผากฝ่ามือทั้งสองข้างและเข่าทั้งสอง   ลงจรดพื้น ) และในขณะที่หมอบกราบพระรัตนตรัยในแต่ละครั้งนั้น    ก็ให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย  ดังนี้

คำระลึกถึงพระรัตนตรัยในขณะกราบ

            กราบครั้งที่     ระลึกว่า   พุทโธ   เม  นาโถ    พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

กราบครั้งที่     ระลึกว่า   ธัมโม   เม  นาโถ    พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

            กราบครั้งที่     ระลึกว่า   สังโฆ   เม  นาโถ    พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

            กิริยาอาการที่กราบพระรัตนตรัยนั้น   ไม่ควรกราบเร็วเกินไป   หรือว่าช้าจนเกินงาม  และกราบให้ถูกต้องแบบเบญจางคประดิษฐ์จริง ๆ  ทุกครั้งที่กราบพระรัตนตรัย   ทั้งนี้   เพื่อเป็นทิฏฐานุคติแก่อนุชนรุ่นหลัง  จะได้ถือเป็นแบบอย่างที่ดี  และนำไปปฏิบัติตามได้ถูกต้องสืบต่อไป

การจุดเทียนน้ำมนต์

                ผู้เป็นประธานพิธี  หรือผู้เป็นเจ้าภาพงานทำบุญนั้น   ก็ควรจะรอคอยเวลาจุดเทียนน้ำมนต์ถวายพระสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง   แม้จะมีธุระอย่างใด   ก็ควรจะงดเว้นไว้ก่อน

                เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงบทมงคลสูตรว่า  ( อเสวนา   จะ   พาลานัง )    พิธีกรจุดเทียนชนวนเข้าเชิญประธานพิธี  หรือเจ้าภาพของงาน   ไปจุดเทียนน้ำมนต์ซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าของพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์

                เมื่อจุดเทียนน้ำมนต์แล้ว  ควรจะหยดน้ำตาเทียนชนวนลงที่ไส้ของเทียนน้ำมนต์นั้นก่อน   ซึ่งจะทำให้การจุดไฟนั้นติดได้ง่าย  และจะไม่ทำให้ไส้เทียนน้ำมนต์นั้นจะถูกไฟไหม้หมดเสียก่อน     

                เมื่อจุดเทียนน้ำมนต์แล้ว   ก็ส่งเทียนชนวนให้แก่พิธีกร    แล้วขดภาชนะน้ำมนต์ถวายพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์

                เมื่อยกภาชนะน้ำมนต์ถวายแล้ว   ก็ควรที่จะยกมือไหว้พระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์  เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ   แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม

                ต่อจากนั้น  ถ้ามีกิจธุระจำเป็น  ก็พอที่จะปลีกตัวไปได้บ้าง   ก็แล้วแต่ท่านแล้ว   ผู้เป็นประธานพิธี  หรือเจ้าภาพของงานนั้น   ไม่ควรจะปลีกตัวไปไหนในขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประธานพิธี  หรือเจ้าภาพของงาน   ควรจะนั่งอยู่เป็นประธานจนกว่าจะเสร็จพิธีจึงจะเป็นการถูกต้องและเหมาะสมทุกประการ


วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการมอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่

 




ระเบียบปฏิบัติการมอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่

การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้

                ผู้เป็นพิธีกรทำหน้าที่มอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่ผู้เป็นประทานพิธีงานนั้น ๆ  เบื้องต้น  จะต้องเตรียมจัดหาอุปกรณ์เครื่องใช้ไว้ให้พร้อม  คือ

                เชิงเทียนขนาดกลาง  ๑  ที่  ควรเป็นเชิงเทียนทองเหลืองเพราะติดเทียนได้มั่นคงดี )

                เทียนขี้ผึ้ง  ขนาดใหญ่พอสมควร  ๑ เล่ม  ( ควรหาเทียนที่มีไส้ใหญ่ ๆ  เพื่อไฟไม่ดับง่าย )

                น้ำมันยาง  หรือน้ำมันก๊าด  หรือน้ำมันเบนซิน  พร้อมทั้งสำลีสำหรับใช้เป็นชนวนติดไว้ที่ธูปและเทียนบูชา  เพื่อสะดวกแก่การจุดไฟติดได้เร็ว

วิธีการถือเชิงเทียนชนวน

                การถือเชิงเทียนชนวนมอบให้แก่ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นประธานพิธีงานนั้น ๆ  นิยมถือด้วยมือขวา  โดยหงายฝ่ามือ  นิ้วมือทั้ง  ๔  นิ้ว  รองรับเชิงเทียน  หัวแม่มือจับอยู่เบื้องบนของเชิงเทียน

                ไม่นิยมจับกึ่งกลางเชิงเทียน  เพราะจะทำให้ผู้ใหญ่รับเชิงเทียนไม่สะดวก  หรือทำให้ผู้ใหญ่ต้องเสียภูมิ  เพราะจับเชิงเทียนภายใต้มือของพิธีกรผู้ส่งให้  แสดงว่าไม่รู้ระเบียบ

วิธีการมอบเชิงเทียนชนวน

                เมื่อถึงเวลาตามกำหนดการแล้ว  พิธีกรพึงจุดเทียนชนวนถือด้วยมือขวา  ( มือซ้ายควรถือไม้ขีดไฟติดมือไปด้วย  เมื่อเทียนชนวนดับ  จะได้จุดได้ทันท่วงที เดินเข้าไปหาท่านผู้เป็นประธานพิธี  ยืนตรงโค้งคำนับท่าน  หรือ

                เมื่อพิธีการเริ่มจุดเทียนชนวน  ท่านผู้เป็นประธานพิธีเห็นแล้ว   ลุกจากที่นั่งเดินไปที่โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยเอง  พิธีกรพึงเดินตามหลังท่านไป  โดยเดินตามไปทางด้านซ้ายมือของท่าน 

                ประธานพิธีหยุดยืนที่ข้างหน้าที่บูชา พิธีการพึงนั่งชันเข่าถ้าประธานนั่งคุกเข่า  พิธีกรพึงนั่งคุกเข่าทางด้ายซ้ายมือของท่าน   ยื่นมือขวาส่งเชิงเทียนชนวนมอบให้ท่าน  ส่วนมือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว

                เมื่อมอบเชิงเทียนชนวนให้ท่านประธานพิธีแล้ว  นิยมถอยหลังออกมาให้ห่างจากท่านพอสมควร  เพื่อไม่ให้ขัดขวางการถ่ายรูปของช่างภาพ  โดยถอยห่างออกมานั่งชันเข่า  หรือนั่งคุกเข่า  ตามควรแก่กรณี  พร้อมกับคอยสังเกตดู  ถ้าเทียนชนวนดับ  พึงรีบเข้าไปจุดได้ทันที


วิธีการรับเชิงเทียนชนวนจากผู้ใหญ่

            เมื่อผู้ใหญ่จุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว  พิธีกรเข้าไปทางด้านซ้ายมือของท่าน  ถ้าท่านยืนจุดพิธีการพึงนั่งชันเข่ารับ  ถ้าท่านนั่งคุกเข่าจุด  พิธีกรนั่งคุกเข่ารับเชิงเทียนชนวน

                การรับเชิงเทียนชนวนจากผู้ใหญ่นั้น  นิยมยื่นมือขวาแบมือเข้าไปรองรับเชิงเทียนขนวนจากท่าน  เมื่อรับแล้วนิยมถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย  แล้วเดินกลับไปได้

ข้อควรสังวรระวัง

                อย่าจับเชิงเทียนชนวนเหนือมือท่านผู้ใหญ่ที่ท่านจับอยู่  ถือว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพท่าน   ทั้งเป็นการแสดงว่าตนเป็นคนไม่รู้ระเบียบอีกด้วย

                ขณะส่งเชิงเทียบชนวนมอบให้ท่านผู้ใหญ่  อย่าถือกึ่งกลางเชิงเทียนมอบให้ท่าน  เพราะจะทำให้ท่านรับเชิงเทียนไม่สะดวก

                ต้องเตรียมไม้ขีดไฟ  เป็นต้น  ติดมือไปด้วย  เพื่อเตรียมพร้อมที่จะจุดได้ทันทีเมื่อไฟเทียนชนวนดับ

                ต้องกำหนดดูทิศทางของลมที่พัดมา  โดยเฉพาะคือทิศทางลมที่เกิดจากพัดลม  จะทำให้ไฟเทียนชนวนดับ  หรือจะทำให้การจุดไฟเครื่องสักการะบูชาไม่ติด   หรือจุดติดไฟยาก

                ถ้าเป็นงานมงคลที่มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์  เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงบทมงคลสูตรว่า  อเสวนา  จ  พาลานัง พิธีกรจะต้องจุดเทียนชนวนเข้าไปเชิญท่านผู้เป็นประธานพิธี  ให้ท่านมาจุดเทียนน้ำมนต์อีกครั้งหนึ่ง  โดยมีวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการใช้ด้ายสายสิญจน์

 


ระเบียบปฏิบัติการใช้ด้ายสายสิญจน์

ความหมายของด้ายสายสิญจน์

            คำว่า  สายสิญจน์ “  หรือ  ด้ายสายสิญจน์ “  หมายถึงเส้นด้ายที่นำมาใช้ในพิธีรดน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในงานพิธีมงคลต่าง ๆ

                คำว่า  สิญจน์ “  แปลว่า   การรดน้ำ  การเทน้ำ  การราดน้ำ  การสาดน้ำ  ได้แก่  การทำพิธีรดน้ำที่ประกอบด้วยการร่ายเวทมนต์คาถา  เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความนิยมเชื่อถือของลัทธิศาสนาพราหมณ์

                ด้านสายสิญจน์  นิยมใช้ด้ายดิบ  นำมาจับทบเข้าตามแบบของการจับด้ายสายสิญจน์  เมื่อจับครั้งแรกสำเร็จเป็นด้ายสายสิญจน์  ๓  เส้น  นิยมใช้วงในการทำพิธีเบิกโลงสำหรับใส่ศพ  ครั้นจับอีกครั้งสำเร็จเป็นด้ายสายสิญจน์  ๙  เส้น  นิยมใช้ในงานพิธีมงคลทั้งหลายทั่วไป

                การใช้ด้ายสายสิญจน์ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ นั้น  แม้จะเป็นความนิยมเชื่อถือตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ก็ตาม  แต่ในทางพระพุทธศาสนาก็ไม่ทรงห้าม  คงอนุโลมคล้อยตามประเพณีนิยมของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายในยุคนั้น ๆ  ซึ่งเคยเป็นผู้เคารพนับถือลัทธิศาสนาพราหมณ์มาก่อน

                ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ขัดต่อโลก   คือ   ไม่ขัดขวางความนิยมเชื่อถือของชาวโลก   ที่ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน  ทั้งความ นิยมเชื่อถือแบบนี้ก็ไม่ถึงกับเป็นการฝืนธรรมชาติ  คือ  ไม่ใช่ความเชื่อถือที่ขัดแย้งต่อหลักสัจธรรมในทางพระพุทธศาสนาโดยตรงเป็นเพียงแต่ความเชื่อถือเช่นนี้  ยังห่างจากหลักสัจธรรมเท่านั้น

                ความจริง   ความนิยมเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ  เช่น  พิธีเรียกขวัญ  พิธีเชิญขวัญ   พิธีทำขวัญ  พิธีโกนจุก  พิธีทำขวัญนาค  เป็นต้น  ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายนิยมประพฤติปฏิบัติจัดทำสืบต่อกันมาแต่โบราณกาลจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้  ด้วยเป็นเรื่องของลัทธิศาสนาพราหมณ์ทั้งสิ้น  ไม่ใช่คำสอนทางพระพุทธศาสนา  ไม่ใช่เนื้อหาสาระ  ไม่ใช่แก่นไม่ใช่สัจธรรม  จัดได้ว่าเป็นเพียงเปลือก  เป็นเพียงกระพี้ของพระพุทธศาสนาแม้โดยแท้

                ถึงกระนั้น   พิธีกรรมต่าง ๆ  ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายนิยมเชื่อถือเหล่านั้น  ก็นับได้ว่ามีความสำคัญไม่น้อย   และมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้ทีมีศรัทธายังไม่มั่นคง  ยังง่อนแง่นคลอนแคลน  ยังมีกำลังไม่เข้มแข็งพอจึงจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีรีตองต่าง ๆ  ไปพลาง ๆ ก่อน

                อุปมาเหมือนบรรดาบุคคลทั้งหลายที่เดินขึ้นบันไดอาคารบ้านเรือน  บุคคลทีมีกำลังกายอ่อนแอ    ไม่แข็งแรง  ได้แก่  เด็กและคนทุพพลภาพ  หรือคนชราทุพพลภาพ  ย่อมมีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะราวบันไดขึ้นลง   ส่วนบุคคลทีมีร่างกายแข็งแรงก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะราวบันได  ขึ้นลงได้อย่างสะดวกสบาย  ฉันใด

                ในบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้นิยมเชื่อถือพิธีรีตองต่าง ๆ  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   พุทธศาสนิกชนผู้ได้รับการศึกษาอบรมในทางพระพุทธศาสนายังน้อย  ยังเข้าไม่ถึงสัจธรรมเชื่อว่าเป็นผู้มีกำลังใจไม่เข้าแข็ง ยังมีจิตใจไม่มั่นคง  จึงจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีต่าง ๆ ไปพลาง ๆ  ก่อน  ส่วนพุทธศาสนิกชนผู้ที่ได้รับการศึกษาจนมีความรู้ถึงสัจธรรมแล้ว  ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีรีตองเหล่านั้นอีกต่อไป  ฉันนั้น


ประโยชน์ของพิธีกรรมต่าง ๆ

                ธรรมดาต้นไม้ที่มีแก่นทั้งหลาย  ใช่ว่าจะมีแก่นมาแต่เริ่มเกิดขึ้นเป็นลำต้น  ก็หามิได้  แก่นย่อมเกิดมีขึ้นภายหลังทั้งสิ้นและก่อนที่จะมีแก่นเกิดขึ้นภายในลำต้นกได้ก็จำเป็นจะต้องอาศัยเปลือก  อาศัยกระพี้  ห่อหุ้มป้องกันอยู่ภายนอก  ถ้าต้นไม้ปราศจากเปลือกและกระพี้แล้ว  จะมีแก่นเกิดขึ้นไม่ได้เลย  ฉันใด

                สัจธรรมทางพระพุทธศาสนา  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  กล่าวคือ  พระพุทธศาสนาเปรียบเหมือนต้นไม้มีแก่น    สัจธรรมเปรียบเสมือนแก่นของต้นไม้  พิธีรีตองต่างๆ   ซึ่งเนื่องมาจากลัทธิศาสนาพราหมณ์เปรียบเสมือนเปลือกและกระพี้ของต้นไม้

                ถ้าพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้มีจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ   ไม่อาศัยเกาะพิธีรีตองเป็นเครื่องยึดเหนี่ยงจิตใจให้หันเข้าหาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่มีโอกาสจะได้รับการศึกษาอบรบทางพระพุทธศาสนา  และไม่มีโอกาสจะประพฤติปฏิบัติตนเข้าถึงสัจธรรมทางพระพุทธศาสนาได้เลย  ฉันนั้น

ความนิยมในการใช้ด้ายสายสิญจน์

                การใช้ด้ายสายสิญจน์  เกี่ยวกับพิธีบำเพ็ญกุศลทางพระพุทธศาสนานั้น  นิยมใช้ทั้งงานพิธีมงคลและงานพิธีอวมงคล

                ในงานพิธีอวมงคลเกี่ยวกับศพ  ไม่นิยมใช้ด้ายสายสิญจน์วงรอบอาคารบ้านเรือน   แต่นิยมใช้เป็นสายโยงจากศพมาถึงอาสน์สงฆ์    เพื่อให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลเท่านั้น

                ส่วนในงานพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น  งานพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานพิธีทำบุญบ้านเรือนประจำปี  เป็นต้น  นิยมใช้ด้านสายสิญจน์วงรอบอาคารบ้านเรือนด้วย  โดยมีความนิยมในการวงด้ายสายสิญจน์  ดังนี้

                ถ้าอาคารบ้านเรือน  มารั้วหรือกำแพงล้อม  นิยมวงด้ายสายสิญจน์รอบรั้วหรือกำแพงรอบบริเวณทั้งหมด

                ถ้าบ้านเรือนไม่มีรั้ว  หรือกำแพงล้อม  หรือมีแต่บริเวณกว้างขวาง  หรือมีอาคารปลูกสร้างที่ไม่เกี่ยวกับพิธีมงคลอยู่ในบริเวณนั้นด้วย  นิยมวงสายสิญจน์เฉพาะรองตัวอาคารบ้านเรือนที่ประกอบพิธีมงคลเท่านั้นก็พอ

                ถ้างานพิธีมงคลนั้น  ไม่เกี่ยวกับพิธีทำบุญบ้านเรือนโดยตรง  เช่น  งานมงคลสมรส  เป็นต้น  ทั้งเจ้าภาพก็ไม่ประสงค์จะวงด้ายสายสิญจน์รอบตัวอาคารบ้านเรือนด้วย  ก็นิยมวงด้ายสายสิญจน์เฉพาะรอบฐานพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชาในห้องประกอบพิธีแล้วโยงมาวงรอบภาชนะน้ำมนต์  ด้านขวาของอาสน์สงฆ์  เพียงเท่านี้ก็ได้

การวงด้ายสายสิญจน์รอบบ้านเรือน

                การวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือนนั้น  นิยมใช้ในพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่  พิธีทำบุญบ้านประจำปี  และพิธีทำบุญบำบัดความเสนียดจัญไร  เป็นต้น

                การวงด้ายสายสิญจน์ในพิธีทำบุญดังกล่าวนี้  นิยมวงไว้ตลอดไปโดยไม่ต้องเก็บ  เพราะถือกันว่า  ด้ายสายสิญจน์นั้นเป็นด้ายพระปริตสำหรับเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติอุปัทวันตรายทุกประการที่จะพึงเกิดมี

                ส่วนพิธีทำบุญงานมงคลอื่น  ๆ  เช่น  พิธีทำบุญงานมงคลสมรส  เป็นต้น  นิยมวงด้ายสายสิญจน์เฉพาะบริเวณห้องพิธีนั้น ๆ  หรือเฉพาะโยงจากพระพุทธรูปมาให้พระสงฆ์ถือเจริญพระพุทธมนต์เพียงเท่านั้นก็พอ

วิธีการวงด้ายสายสิญจน์

                การวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือน  หรือรอบริเวณงานนั้น  นิยมเริ่มวงด้ายสายสิญจน์ตั้งแต่โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปที่ห้องประกอบพิธีนั้นเป็นต้นไป   แต่ยังไม่ต้องวงรอบพระพุทธรูปนั้น  เมื่อวงรอบอาคารบ้านเรือน  หรือวงรอบบริเวณงานแล้ว  จึงนำมาวงรอบพระพุทธรูปภายหลัง

                การวงด้ายสายสิญจน์นั้น   นิยมวงเวียนทักษิณาวัฏ  คือเวียนขวาไปตามลำดับ   และยกขึ้นให้อยู่ที่สูงมากที่สุดเท่าที่จะสูงได้   เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไดข้ามรายหรือทำขาด

                เมื่อวงรอบตัวอาคารบ้านเรือน  หรือวงรอบบริเวณบ้านแล้วก็นำมาวงรอบฐานพระพุทธรูปโดยวงเวียนขวา  ๑  รอบ  หรือ  ๓ รอบ  แล้วนำมาวงเวียนขวารอบภาชนะน้ำมนต์  ๑  รอบ  หรือ  ๓  รอบ  แล้วนำกลุ่มด้วยสายสิญจน์ที่เหลือใส่พานตั้งไว้ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป

                กลุ่มด้ายสายสิญจน์ที่เหลือนั้น  นิยมมีขนาดความยาวเพียงพอสำหรับพระสงฆ์จำนวน  ๙  รูป  ถือเจริญพระพุทธมนต์ได้สะดวก


การใช้ด้ายสายสิญจน์ทอดบังสุกุล

                งานทำบุญบำเพ็ญกุศลศพทุกชนิด  ไม่นิยมวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือน  รอบบริเวณงาน  หรือโยงจากพระพุทธรูปมาให้พระสงฆ์ถือสวดพระพุทธมนต์

                แต่นิยมใช้สายสิญจน์โยงจากศพ  จากโกศอัฐิจากรูปของผู้ตาย  หรือจากรายนามของผู้ตาย   มาทอดให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลเท่านั้น

                ในพิธีทำบุงานมงคล  เช่น  งานทำบุญบ้านประจำปีเป็นต้น  มักนิยมอันเชิญโกศอัฐิของบรรพบุรุษมาตั้งร่วมบำเพ็ญกุศลด้วย  เมื่อจะนิมนต์พระสงฆ์ให้พิจารณาบังสุกุล  นิยมใช้ด้ายสายสิญจน์อีกกลุ่มหนึ่งต่างหาก  จากด้ายสายสิญจน์กลุ่มที่พระสงฆ์ถือเจริญพระพุทธมนต์

                ถ้ามิได้เตรียมด้ายสายสิญจน์กลุ่มอื่นไว้  นิยมเด็ดด้ายสายสิญจน์กลุ่มนั้นให้ขาดออกจากพระพุทธรูปเสียก่อน  แล้วจึงนำไปเชื่อมโยงกับโกศอัฐิให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล

การใช้ด้ายสายสิญจน์ทำมงคล

                การทำมงคล  เช่น  มงคลคู่สมรส  เป็นต้น  นิยมใช้ด้ายดิบที่ยังไม่ทำเป็นด้ายสายสิญจน์  ซึ่งมีจำหน่ายในท้องตลาดโดยซื้อด้ายดิบเป็นใจ   ( ม้วน ๆ ไปถวายให้พระเถระรูปใดรูปหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของตระกูลช่วยทำพิธีปลุกเสกทำเป็นมงคลสำหรับคู่บ่าวสาว

                เพื่อให้พระเถระท่านได้มีเวลาทำพิธีปลุกเสกด้วยพระพุทธมนต์ให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวมากยิ่ง ๆ  ขึ้นจึงนิยมจำไปถวายท่านก่อนถึงวันงานสัก ๒ หรือ   ๓  วัน เป็นอย่างน้อย

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการนิมนต์พระสงฆ์

 



การนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระสงฆ์  คือ  การที่เจ้าของงาน  หรือผู้แทนเจ้าของงาน ไปติดต่อแจ้งความจำนงกับเจ้าอาวาส  หรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  ณ  วัดใดวัดหนึ่ง  ของอาราธนา  คือ  ขอเชิญพระภิกษุสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการ   ให้ไปประกอบพิธีในงานมงคลหรืองานอวมงคล  ซึ่งได้กำหนดจะจัดทำขึ้น  ณ  สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง  เช่น  นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคลสมรสที่บ้าน  เป็นต้น

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานมงคลทั่วไป

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์พิธีทำบุญงานมงคลทั่วไป นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนอย่างน้อย  ๕ รูป คือ  พระสงฆ์ปัญจวรรค  ส่วนจำนวนพระภิกษุสงฆ์ข้างมากไม่มีกำหนดตามกำลังศรัทธาของเจ้าภาพ  ซึ่งมีจำนวนมากเท่าไร  ก็ยิ่งเพิ่มบุญกุศลมากขึ้นเท่านั้น   ทั้งนี้ย่อมอยู่กับกำลังทรัพย์และพอเหมาะกับสุถานที่ซึ่งจะอำนวยให้ เป็นประการสำคัญ

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานมงคลสมรส

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์พิธีทำบุญงานมงคลสมรสนั้น  แต่เดิมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนคู่  คือ  ๖ รูป  ๘ รูป  ๑๐  รูป  ๑๒  รูป  เป็นต้น   เพื่อกำหนดแบ่งให้ฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาว   เลือกนิมนต์พระภิกษุที่มีความรู้จักมักคุ้นกับตระกูลของตนฝ่ายละเท่า ๆ กัน  จะได้ไม่ได้เปรียบและไม่เสียเปรียบกันและกัน

                แต่ในสมัยปัจจุบันนี้  พิธีทำบุญงานมงคลทุกประเภทรวมทั้งสิ้นรวมทั้งพิธีทำบุญงานมงคลสมรสด้วย  โดยมากมักนิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์จำนวน  ๙  รูป  ทั้งนี้  เพราะชาวบ้านโดยมากถือกันว่า  เลข  ๙  นั้นการออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า  ก้าว “  คือ  ก้าวหน้า  หมายถึง  ความเจริญรุ่งเรืองหรือถือกันตามมหาทักษาพยากรณ์ว่า  เลข  ๙  นั้นเท่ากันกำลังพระเกติ  ๙  ซึ่งอาจจะคุ้มครองป้องกันภยันตรายได้นานาประการ  และถือกันตามคติทางพระพุทธศาสนาว่า  เลข  ๙  นั้น  เท่ากับนวหรคุณ  ๙  ประการ  อันเป็นสิริมงคลอย่างสูง  และเท่ากับโลกุตตรธรรม  ๙  ประการ  คือ  มรรค  ๔  ผล  ๔  นิพพาน  ๑  ซึ่งเป็นผลที่ยอดเยี่ยมสูงสุดในพระพุทธศาสนา

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์



งานทำบุญอายุ

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์งานทำบุญอายุนั้น  นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนเกินอายุของเจ้าภาพขึ้นไป  ๑ รูป  เช่น

             ทำบุญอายุ    ๔๘  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๔๙   รูป

ทำบุญอายุ    ๖๐  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๖๑   รูป

ทำบุญอายุ    ๗๒  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๗๓   รูป

ทำบุญอายุ    ๘๔  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๘๕   รูป             

เป็นต้น

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานทำบุญสะเดาะเคราะห์

                การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์งานทำบุญสะเดาะเคราะห์นั้น  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าพระเคราะห์ที่เข้าเสวยอายุ  ดังนี้

                .   พระอาทิตย์   มีกำลัง   ๖   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๖  รูป

                .   พระจันทร์   มีกำลัง   ๑๕   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๕  รูป

                .   พระอังคาร   มีกำลัง   ๘   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๘  รูป

                ๔    พระพุธ   มีกำลัง   ๑๗   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๗  รูป

                .   พระพฤหัสบดีมีกำลัง   ๑๙   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๙  รูป

                .   พระศุกร์มีกำลัง   ๒๑   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๒๑  รูป

                ๗    พระเสาร์มีกำลัง   ๑๐   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๐  รูป

                .   พระราหู  มีกำลัง   ๑๒   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๒  รูป

การนิมนต์พระสงฆ์ประกอบพิธีงานอวมงคล

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีงานอวมงคลเกี่ยวเนื่องกับศพนั้น   นิยมนิมนต์พระสงฆ์มีจำนวน  ดังนี้

                .   พิธีสวดพระอภิธรรม   นิยมนิมนต์จำนวน  ๔   รูป  เป็นอย่างน้อย

                พิธีสวดหน้าไฟ   เวลาเผาศพ  นิยมนิมนต์จำนวน  ๔ รูป  เป็นอย่างน้อย

                .   พิธีสวดพระพุทธมนต์งานบำเพ็ญกุศลศพ  เช่น  งาน  ทำบุญ  ๗   วัน   ๑๐๐ วัน  เป็นต้น  นิยมนิมนต์พระสงฆ์  ๕  รูป   ๗ รูป  ๑๐  รูป  ๒๐  รูป  หรือ  ตามกำลังศรัทธา  และพอเหมาะแก่สถานที่นั้น ๆ

                พิธีสวดแจงงานฌาปนกิจศพ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์  จำนวน  ๒๐ รูป  ๒๕  รูป   ๕๐  รูป  ๑๐  รูป  ๕๐๐  รูป หรือนิมนต์หมดทั้งวัด

                .   พิธีสวดมาติกาบังสกุลศพ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าอายุของผู้ตายที่บำเพ็ญกุศลอุทิศให้นั้น  เช่น  ผู้ตายอายุ  ๗๕  ปี  ก็นิยมนิมนต์พระสงฆ์  ๗๕  รูป  สวดมาติกาบังสกุลเป็นต้น  หรือจะนิมนต์จำนวนน้อยกว่าอายุผู้ตายก็ได้  ตามกำลังศรัทธร  ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด


วิธีนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานมงคล   หรืองานอวมงคลต่าง ๆ  นั้น  นิยมปฏิบัติกันทั่วไปทังการนิมนต์ด้วยวาจา   และการนิมนต์ด้วยการทำหนังสือฎีกานิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร

                ถ้าเป็นงานทำบุญส่วนตัว  เช่น  งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานทำบุญบ้านประจำปี  เป็นต้น  ก็นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ด้วยวาจา  โดยไปติดต่อนิมนต์ด้วยตนเอง

                ถ้าเป็นงานพิธีทำบุญเกี่ยวกับทางราชการ  เช่น  การทำบุญพิธีวางศิลาฤกษ์สถานที่ราชการ   งานทำบุญพิธีเปิดอาคารสถานที่ราชการ  เป็นต้น  ก็นิยมทำหนังสือฎีกานิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร  เพื่อพระสงฆ์จะได้ทราบกำหนดเวลาที่แน่นอนและเพื่อป้องกันความหลงลืมอีกด้วย

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานมงคลและงานอวมงคลทุกประเภทนั้น  นิยมกราบเรียนให้พระสงฆ์ทราบโดยย่อ   ดังนี้

                .   พิธีทำปรารภงานอะไร 

                กำหนดงานวันที่    เดือน  พ.ตรงกับวันขึ้น  แรมเดือนอะไร 

                .   สถานที่ไหน 

                ต้องการพระสงฆ์จำนวนเท่าไร 

                .   จะจัดรถมารับ  หรือ  จะให้พระสงฆ์ไปเอง 

                .   จะจัดรถมารับ  เวลาเท่าไร 


ข้อควรระวังเกี่ยวกับการนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์แล้วฉันเช้า   หรือฉันเพลนั้น  มีพระวินัยพุทธบัญญัติเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันสืบมาว่า   ทายกนิมนต์ออกชื่อโภชนะ  เช่น  นิมนต์ฉันขนมเบื้อง  หรือขนมจีน  เป็นต้น  พระสงฆ์ไม่รับนิมนต์  ถ้ารับนิมนต์เป็นอาบัติปาจิตตีย์ทุกคำกลืน

                ทายกผู้เข้าใจพระวินัยพุทธบัญญัติ  จึงนิยมนิมนต์แต่เพียงว่า  นิมนต์รับบิณฑบาต   หรือรับภิกษา  หรือนิมนต์ฉันเช้า   หรือฉันเพล  ดังนี้   พระสงฆ์จึงรับนิมนต์ได้  ไม่มีโทษทางพระวินัย



วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการจัดสถานที่ทำบุญ

 


ระเบียบปฏิบัติการจัดสถานที่ทำบุญ

การจัดสถานที่ทำบุญ

            - การจัดสถานที่ทำบุญในทางพระพุทธศาสนาทุกอย่าง  ทั้งงานมงคลและอวมงคลนั้น  เบื้องต้น  เจ้าภาพ คือ  เจ้าของงานจะต้องคำนึงถึงสถานที่ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางเพียงพอ  และเหมาะสมจะใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญกุศลทางพระพุทธศาสนาสำหรับจัดเป็นพิธี  อันประกอบด้วยสถานที่สำคัญ    ประการ คือ

                .   สถานที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

                .   สถานที่จัดเป็นอาสน์สงฆ์

                .   สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน

สถานที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

            โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย  นิยมจัดตั้งไว้ด้านขวาของอาสน์สงฆ์ ตั้งไว้สูงกว่าอาสน์สงฆ์พอสมควร  และนิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  เพราะเป็นทิศที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า  ถ้าขัดข้องเพราะสถานที่ไม่อำนวย  ก็นิยมตังหันหน้าไปทางทิศเหนือ  หรือทิศใต้  ทิศใดทิศหนึ่ง  แต่ไม่นิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก  เพราะถือว่าทิศตะวันตก  เป็นทิศอัสดงคตแห่งพระอาทิตย์เป็นทิศแห่งความเสื่อม  ไม่เจริญรุ่งเรือง


                โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยนั้น  โดยมากนิยมตั้งไว้บนอาสน์สงฆ์  ทางต้นอาสน์สงฆ์  ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ    ประการ  คือ

                .   พระพุทธรูป  ๑ องค์   ( นิยมพระปางมารวิชัย )

                .   กาถางธูป  ๑ ลูก  พร้อมทังธูป    ดอกเป็นอย่างน้อย

                .   เชิงเทียน  ๑ คู่  พร้อมเทียน  ๒ เล่ม  เป็นอย่างน้อย

                .   แจกัน  ๑ คู่   พร้อมดอกไม้ประดับ   และนิยมมีพานดอกไม้ตั้งบูชาด้วย

                .   โต๊ะหมู่  ๑ หมู่  ( นิยมใช้โต๊ะหมู่บูชา )

                เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยนั้น  นิยมจัดหาสิ่งของที่ดีที่สุด  ประณีตที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้  กล่าวคือ

                .   ธูป  นิยมใช้ธูปหอมอย่างดี

                .   เทียน  นิยมใช้เทียนเล่มใหญ่พอสมควรแก่เชิงเทียน 

                .   ดอกไม้  นิยมดอกได้ที่เพียบพร้อมด้วยลักษณะ    ประการ  คือ มีสีสวย ๑ มีกลิ่นหอม ๑  และกำลังสดชื่น๑

สถานที่จัดเป็นอาสน์สงฆ์

                อาสน์สงฆ์  คือ  สถานที่สำหรับพระสงฆ์นั่งนั้นนิยมจัดตั้งไว้ทางด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย  และนิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วนหนึ่งต่างหากจากที่นั่งของคฤหัสถ์ชายหญิง  ประกอบด้วยเครื่องรับรองพระสงฆ์  ดังนี้

                .   พรมเล็ก  สำหรับปูเป็นที่นั่งของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป

                .   กระโถน

                .   ภาชนะน้ำร้อน

                .  ภาชนะน้ำเย็น







                เครื่องรับรองพระภิกษุสงฆ์นั้น  นิยมจัดไว้ด้านขวามือของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป  โดยจัดตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด  จัดตั้งภาชนะน้ำเย็นไว้ถัดมา    ส่วนภาชนะน้ำร้อนนั้น  นิยมจัดนำมาถวายภายหลัง เมื่อพระภิกษุสงฆ์นั่งเรียบร้อยแล้ว  เพราะถ้านำมาตั้งไว้ก่อนน้ำร้อนจะเย็นเสียก่อน  ทำให้เสียรสน้ำชา

                ถ้าสถานที่ห้องประกอบพิธีสงฆ์นั้นคับแคบ  หรือสิ่งยองเครื่องรับรองมีไม่เพียงพอที่จะจัดถวายให้ครบทั้ง    ที่  สำหรับพระภิกษุสงฆ์ทั้ง    รูป ก็นิยมจัดเครื่องรับรองเพียง    ที่ก็เพียงพอแล้ว

                .   สำหรับพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์  จัดตั้งไว้ด้านขวามือของท่าน  หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

            .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

สถานที่นั่งสำเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน

                สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น   นิยมจัดไว้ด้านหน้าของอาสน์สงฆ์  และนิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วยหนึ่งต่างหากจากอาสน์สงฆ์   เพื่อป้องกันมิให้พระภิกษุสงฆ์ต้องอาบัติโทษ  เพราะนั่งอาสนะเดียวกับสตรีเพศ

                ถ้าสถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้นปูลาดเนื่องเป็นอันเดียวกับอาสน์สงฆ์  โดยปูเสื่อ  หรือพรมเชื่อมเป็นอันเดียวกัน  นิยมปูเสื่อหรือพรมผืนที่เป็นอาสน์สงฆ์ทับผืนที่เป็นที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน  โดยปูลาดทับกันออกมาตามลำดับแนะนิยมจัดปูลาดพรมเล็กสำหรับเป็นอาสนะที่นั่งของพระภิกษุแต่ละรูป  เพื่อให้สูงกว่าที่นั่งของคฤหัสถ์อีกด้วย

                สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น   นิยมว่าจะต้องไม่ดีกว่า   ไม่ประณีตกว่า   และไม่อยู่ ณ  ที่สูงกว่าอาสน์สงฆ์ทั้งนี้  เพื่อเป็นการแสดงความเคารพคารวะแก่พระสงฆ์

                การปูลาดอาสน์สงฆ์   และอาสนะที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น  โดยทั่วไป  นิยมจัดแยกออกจากกันคนละส่วนเพื่อความสบายใจด้วยกันทุกฝ่าย





การจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์

การจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์งานพิธีทำบุญในทางพระพุทธศาสนานั้น   นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์เฉพาะพิธีทำบุญในงานมงคลทุกชนิ  เช่น  งานทำบุญแต่งงาน  งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานทำบุญอายุ  งายทำบุญฉลองต่าง ๆ  เป็นต้น และนิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์นี้ไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชา  ด้านขวาพระประธานสงฆ์นั่ง

ส่วนพิธีทำบุญงานอวมงคลที่เกี่ยวกับศพ  เช่น  งานทำบุญสัตตมวาร  ( ทำบุญ    วัน )  งานทำบุญปัญญาสมวาร  ( ทำบุญ  ๕๐  วัน )  งานทำบุญสตมวาร ( ทำบุญ  ๑๐๐ วัน )   เป็นต้น   ไม่นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์  เพราะพิธีทำบุญงานศพนั้น  เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว  ไม่ใช่จัดทำเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของงาน 

ภาชนะน้ำมนต์

                ภาชนะสำหรับใส่น้ำมนต์นั้น  นิยมใช้ขันน้ำมนต์โดยเฉพาะ     หรือใช้บาตรพระสงฆ์แทน  แต่ไม่นิยมใช้ขันเงินแทน  เพราะเป็นวัตถุอนามาสที่พระภิกษุไม่ควรจับต้อง   เกิดอาบัติโทษแก่พระภิกษุสงฆ์

                น้ำสำหรับทำน้ำมนต์  นิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์   เติมน้ำขนาดเกือบเต็มภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์นั้น  และมีวัตถุที่นิยมกันว่าเป็นมงคล    ตามความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ  ใส่ในภาชนะน้ำมนต์ด้วย

เทียนสำหรับทำน้ำมนต์

                เทียนสำหรับทำน้ำมนต์นั้น  นิยมใช้เทียนขี้ผึ้งแท้มีขนาดเล่มใหญ่พอสมควร   แต่ที่นิยมกันมากคือเทียนขี้ผึ้งที่มีน้ำหนัก ๑ บาทขึ้นไป และนิยมใช้เทียมที่มีไส้ใหญ่ ๆ  เพื่อป้องกันมิให้ดับง่ายเมื่อถูกลมพัด

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...