วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

พิธีบำเพ็ญกุศลในประเพณีของชาวพุทธ

 


พิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม

                ผู้เป็นประธารพิธี   หรือเป็นเจ้าภาพในงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมนั้น    ควรจะปฏิบัติในการจุดเครื่องสักการะบูชาตามลำดับ  ดังนี้

                จุดเครื่องสักการบูชาที่โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปก่อน  แล้วสงเทียนชนวนคืนให้แก่พิธีกร    แล้วนั่งคุกเข่าประณมมือกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยดังกล่าวมาแล้ว  กราบพระรัตนตรัย  ๓ ครั้ง

                เดินไปจุดเครื่องสักการะพระธรรม  ที่โต๊ะบูชาพระธรรมข้างหน้าอาสน์สงฆ์    สำหรับเป็นอาสน์นั่งของพระสงฆ์ที่สวดพระอภิธรรมแล้วส่งเทียนชนวนให้แก่พิธีกร  น้อมตัวลงยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อมพระธรรม

                เดินไปจุดเครื่องสักการะบูชาศพ  ที่โต๊ะเครื่องตั้งหน้าศพโดยจุดเทียน ๑ คู่ และจุดธูป  ๑ ดอก นั่งคุกเข่าประณมมือพร้อมทั้งธูปยกขึ้นจบบูชาศพ  โดยนิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้ว  พร้อมกับกล่าวคำขมาโทษต่อศพ  ( ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า  ในระเบียบปฏิบัติการไปในงานศพ แล้วปักธูปไว้  ณ  กระถางธูป

                ถ้ามีเครื่องทองน้อยสำหรับผู้ตายบูชาพระธรรมทั้งอยู่ที่หน้าศพนั้นด้วย    ก็จุดเครื่องสักการบูชาที่เครื่องทองน้อย  แล้วส่งเทียนชนวนคืนให้แก่พิธีกร   แล้วหันหน้าเครื่องทองน้อยนั้น  ( หันด้านที่ตั้งดอกไม้ ออกไปทางพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม  เพื่อให้ผู้ตายสักการบูชาพระธรรม  แล้วหมอบกราบศพ  ๑  ครั้ง  โดยกระพุ่มมือกราบ  ( ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า ในระเบียบการปฏิบัติการไปในงานศพ แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

พิธีบำเพ็ญกุศลโดยมีพระธรรมเทศนาและพระสวดสำหรับเทศน์

            การบำเพ็ญกุศลในงานศพ  เช่น  งานทำบุญสัตตมวาร  ( ทำบุญ  ๗  วัน งานทำบุญปัญญาสมวาร  ( ทำบุญ  ๕๐  วัน  และงานทำบุญสตมวาร ( ทำบุญ  ๑๐๐  วัน ซึ่งนิยมจัดให้มีการบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ   ดังนี้   คือ

                .   มีพระเทศน์และพระสวดรับเทศน์    ( ในเวลาเย็น )

                .   มีพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์  ( ต่อจากพระเทศน์ และ

                มีพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม  ต่อจากพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์)

                ในวันรุ่งขึ้น  มีการถวายภัตตาหารเพล  และมีพระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล  โดยมากนิยมมีจำนวนเท่าอายุของผู้ตาย

                ตามรายการบำเพ็ญกุศลนี้  มีวิธีปฏิบัติในการจุดเครื่องสักการบูชา  ดังต่อไปนี้  คือ

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระเทศน์

                จุดเครื่องสักการะบูชาที่โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปแล้ว  นั่งคุกเข่าประณมมือกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย   และกราบลง  ๓ ครั้ง

                จุดเทียนบูชาพระธรรม  แล้วมอบให้พิธีกรนำไปตั้งไว้บนธรรมาสน์  เพื่อบูชาพระธรรม

                จุดเครื่องสักการะบูชาศพ   และจุดเครื่องทองน้อยที่ตั้งอยู่ข้างหน้าศพ  แล้วหันหน้าเครื่องทองน้อยไปทางพระเทศน์  เพื่อให้ผู้ตายบูชาพระธรรมเทศนา แล้วนั่งคุกเข่าหมอบกราบศพ  ๑ ครั้ง  แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

                พิธีกรกล่าวคำอาราธนาศีล  ๕  พรเทศน์ให้ศีล  รับศีลจบแล้วพิธีกรกล่าวคำอาราธนาพระธรรม ต่อไป

                เจ้าภาพหรือประธานพิธี  จุดเครื่องทองน้อยซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าด้านขวามือนั้น   หันหน้าเครื่องทองน้อยไปทางพระเทศน์  เพื่อบูชาพระธรรมเทศนา  แล้วประณมมือฟังพระธรรมเทศนาต่อไปจนจบกัณฑ์

                เมื่อพระเทศน์จบแล้ว   เจ้าภาพหรือประธานพิธีเดินไปจุดเครื่องสักการะบูชาพระธรรมที่ตั้งอยุ่หน้าอาสน์สงฆ์  พระสงฆ์สวดรับเทศน์ เมื่อจุดเสร็จแล้ว  น้อมตัวลงยกมือไหว้พระธรรมหลับไปนั่งที่เดิม  ประณมมือฟังพระสงฆ์สวดพระคาถาธรรมบรรยายต่อไป

                พิธีการทอดผ้าภูษาโวย  หรือทอดด้วยสายโยงที่โยงมาจากศพเพื่อเตรียมทอดผ้าบังสุกุล    เจ้าภาพหรือประธานพิธีลุกขึ้นไปทอดผ้าบังสุกุล  แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม

                ขณะที่พระสงฆ์กล่าวคำพิจารณาผ้าบังสุกุล  เจ้าภาพ  หรือประธานพิธีประณมมือฟัง  เมื่อพระสงฆ์เริ่มอนุโมทนา ( ยะถา  เจ้าภาพหรือประธานพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย   เมื่อพระสงฆ์ขึ้น  ( สัพพี  ติโย …..)  กรวดน้ำเสร็จแล้ว  ประณมมือรับพรต่อไปจนจบ

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์

                เมื่อพระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนามาสวดพระพุทธมนต์นั่งบนอาสน์สงฆ์เรียบร้อยแล้ว  ไม่ต้องจุดเครื่องสักการะบูชาอีก  เพราะพิธีบำเพ็ญกุศลต่อเนื่องกันมาจากการมีเทศน์

                พิธีกรเริ่มกล่าวอาราธนาพระปริตต่อไป  ไม่ต้องกล่าวคำอาราธนาศีลอีก  เพราะได้รับศีลมาแล้วจากพระเทศน์

                เมื่อพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์จบแล้ว  เจ้าภาพ  หรือประธานพิธีทอดผ้าบังสุกุล ( โดยมากนิยมใช้ผ้าไตร เมื่อพระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลแล้ว   นิยมไม่ให้พร  เพราะพรุ่งนี้ยังจะต้องมาฉันภัตตาหารอีกครั้งหนึ่ง

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

                เมื่อพระสงฆ์มานั่งบนอาสน์หรับสวดพระอภิธรรมเรียบร้อยแล้ว  เจ้าภาพ หรือประธานพิธีจุดเครื่องสักการะบูชาพระธรรมที่โต๊ะหน้าอาสน์สงฆ์  พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

                ในการสวดพระอภิธรรมนี้   บางท้องถิ่นนิยมให้พิธีกรกล่าวคำอาราธนาพระธรรมก่อนเริ่มสวด  และนิยมให้เจ้าภาพ  หรือประธานพิธี  หรือวงศ์ญาติ   ผู้ใดผู้หนึ่ง  ต้องจุดธูปบูชาพระธรรมก่อนสวดทุกจบ  เพื่อเป็นการอาราธนาให้พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม

                เมื่อพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม  โดยมาก   นิยมเพียง  ๔ จบ  แล้วพิธีกรก็เก็บเครื่องสักการะบูชาพระธรรมและตู่พระอภิธรรม แล้วยกเครื่องไทยธรรมมาตั้งลนอาสน์สงฆ์ตรงหน้าพระสงฆ์แต่ละรูป

                เจ้าภาพหรือประธานพิธีหรือวงศ์ญาติ   ช่วยกันถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์  แล้วกลับมานั่งที่เดิม

                พิธีกรทอดภูษาโยง  หรือทอด้ายสายโยง  แล้วเชิญเจ้าภาพหรือประธารพิธีให้ทอดผ้าบังสุกุล

                เมื่อพระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลเสร็จแล้ว  เริ่มอนุโมทนา  ( ยะถา ) เจ้าภาพหรือประธานพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วยกุศลแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว  เป็นเสร็จพิธี

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระสงฆ์สวดถวายพรพระ

                ในวันรุ่งขึ้นของการบำเพ็ญกุศล  เวลาใกล้เพลเมื่อพระสงฆ์มานั่งพร้อมกันบนอาสน์สงฆ์เรียบร้อย  เจ้าภาพหรือประธานพิธีจุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัย  และปฏิบัติการต่าง ๆ  ด้งกล่าวมาแล้ว

                จุดเครื่องสักการบูชาศพ  และปฏิบัติการต่าง ๆ  ดังกล่าวมาแล้ว  พิธีกรกล่าวอาราธนาศีล  ๕ พระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ให้ศีล  รับศีล  พระสงฆ์สวดถวายพรพระจบแล้ว  ถวายภัตตาหาร

                เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพลเสร็จแล้ว  เจ้าภาพหรือประธานพิธีถวายเครื่องไทยธรรม  พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพหรือประธานพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแล้ว   เป็นเสร็จพิธี

วิธีการปฏิบัติเมื่อพระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุล

                เมื่อพระสงฆ์ที่ได้รับอาราธนามานั่งบนอาสน์สงฆ์เรียบร้อยแล้ว   ก็ตั้งพัดสวดมาติกา  จบแล้ว   ฝ่ายเจ้าภาพก็ช่วยกันถวายเครื่องไทยธรรม  ( ถ้ามี )

                พิธีกรทอดผ้าภูษาโยง  หรือทอดด้ายสายโยงเตรียมทอดผ้าบังสุกุล  เชิญเจ้าภาพหรือประธานพิธี พร้อมทั้งวงศาคณาญาติ  และท่านผู้มาร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล  ให้ช่วยกันทอดผ้าบังสุกุล

                การทอดผ้าบังสุกุลนี้  นิยมทอดตามขวางผ้าภูษาโยง  หรือขวางด้ายสายโยง  ถ้าอาสน์สงฆ์แคบ  ก็นิยมทอดผ้าบังสุกุลไปตามยาวของภูษาโยง  หรือตามยาวของด้ายสายโยง

                การทอดผ้าบังสุกุลนี้  ไม่ควรที่จะยกถวายพระสงฆ์   เพียงแค่วางผ้าถวายไว้  โดยทอดอาลัยไม่มีความเสียดายห่วงใยในผ้านั้น

                เมื่อพระสงฆ์ตั้งพัดพิจารณาผ้าบังสุกุลเสร็จแล้ว  อนุโมทนา  เจ้าภาพหรือประธานพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตายอีกครั้งหนึ่ง

                ถ้าอาสน์สงฆ์ไม่เพียงพอกับพระสงฆ์ที่อาราธนามาสวดมาติการบังสุกุลพร้อมกันทั้งหมดได้  ก็นิยมจัดนิมนต์พระสงฆ์ขึ้นบังสุกุลเป็นชุด ๆ  ไป  จนกว่าจะครบตามจำนวนที่นิมนต์มา


วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2566

ระเบียบปฏิบัติการจุดเครื่องสักการะบูชา

 




ระเบียบปฏิบัติการจุดเครื่องสักการะบูชา

พิธีทำบุญงานมงคล

                เมื่อถึงเวลาตามกำหนดการแล้ว  พิธีกรถือเทียนชนวนเข้ามาเชิญไปจุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัย  ผู้เป็นประธานพิธีหรือเจ้าภาพงาน   ควรปฏิบัติตนดังนี้  คือ

                ลุกขึ้นจากที่นั่ง  เดินตรงไปยังที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระ  ถ้าโต๊ะหมู่บูชาพระตั้งอยู่สูง   ก็ยืนจุด  ถ้าโต๊ะหมู่บูชาพระตั้งอยู่ที่ไม่สูงนัก   พอที่จะนั่งคุกเข่าได้  ก็ควรที่จะนั่งคุกเข่าลงแล้วรับเชิงเทียนชนวนจากพิธีกร   แต่ไม่ควรรับเชิงเทียนชนวนมาก่อนที่ยังไม่ถึงหน้าโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

                และก็ควรที่จะจุดเทียนเล่มขวามือของพระพุทธรูปก่อน    แล้วจึงจุดเล่มซ้ายต่อไป  ถ้ามีเทียนตั้งอยู่หลายคู่   ควรจะจุดคู่บนสุดก่อน  แล้วจึงจุดลดหลั่นกันลงมาตามลำดับ  จนครบทุกคู่แล้วจึงจุดธูป

                ถ้ามีสายชนวนเชื่อมโยงจากธูปไปยังเทียนทุกคู่แล้ว  ก็จุดธูปเป็นอันดับแรก  ถ้าธูปมิได้จุ่มน้ำมันเตรียมเอาไว้  ก็ถอนธูปมาจุดกับเทียนชนวน  ถ้าธูปจุ่มน้ำมันเตรียมไว้แล้ว  ก็จุดธูปโดยไม่ต้องถอนธูปออกมาจากกระถางธูปมาจุดกับเทียนชนวน

                เมื่อจุดธูปเสร็จแล้ว   ก็ส่งเทียนชนวนคืนให้แก่พิธีกร  แล้วปักธูปไว้ตามเดิม

                วิธีปักธูปนั้น   ควรจะปักเรียงกันเป็นแถวเดียวกัน  โดยเว้นรอยะห่างให้เท่า ๆ กัน  ให้ธูปแต่ละดอกต่ำพอ ๆ กัน  หรือ  ปักธูปเป็นสามเส้าก็ได้  และก็ควรจะปักธูปไว้กึ่งกลางกระถางธูป    โดยจะปักธูปทุกดอกให้ตั้งตรง  ไม่เอนเอียงไปข้างหนึ่งข้างใด  อันเป็นการแสดงถึงอัธยาศัยของผู้นั้นว่าเป็นคนมีระเบียบเรียบร้อย  เป็นคนชื่อตรงไม่ใช่คนมักง่าย

คำบูชาพระรัตนตรัย

                เมื่อปักธูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว    ก็ควรที่จะนั่งคุกเข่า   ตั้งใจกล่าวคำอาราธนาคำบูชาพระรัตนตรัย ( เพียงแต่นึกในใจ  หรือจะออกเสียงก็ได้ ) ว่า

                นะโม   ตัสสะ   ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ  (  กล่าว    จบ )

                ( ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค   อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น )

                อิมินา   สักกาเรนะ  พุทธัง   อภิปูชะยามิ

อิมินา   สักกาเรนะ  ธัมมัง   อภิปูชะยามิ

อิมินา   สักกาเรนะ  สังฆัง   อภิปูชะยามิ ฯ

( ถ้าว่าหลายคนพร้อมกัน  ก็ควรจะเปลี่ยนจากคำว่า  มิ  เป็น  มะ  แทน )

            ( ข้าพเจ้า    ขอบูชาอย่างยิ่ง   ซึ่งพระพุทธเจ้า   ด้วยเครื่องสักการะนี้ )

( ข้าพเจ้า    ขอบูชาอย่างยิ่ง   ซึ่งพระธรรม   ด้วยเครื่องสักการะนี้ )

( ข้าพเจ้า    ขอบูชาอย่างยิ่ง   ซึ่งพระสงฆ์   ด้วยเครื่องสักการะนี้ )

วิธีกราบพระรัตนตรัย

                เมื่อกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยจบแล้ว   ก็กราบพระรัตนตรัย  ๓ ครั้ง  ด้วยเบญจางคประดิษฐ์   ( คือ  การตั้งหน้าผากฝ่ามือทั้งสองข้างและเข่าทั้งสอง   ลงจรดพื้น ) และในขณะที่หมอบกราบพระรัตนตรัยในแต่ละครั้งนั้น    ก็ให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย  ดังนี้

คำระลึกถึงพระรัตนตรัยในขณะกราบ

            กราบครั้งที่     ระลึกว่า   พุทโธ   เม  นาโถ    พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

กราบครั้งที่     ระลึกว่า   ธัมโม   เม  นาโถ    พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

            กราบครั้งที่     ระลึกว่า   สังโฆ   เม  นาโถ    พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า

            กิริยาอาการที่กราบพระรัตนตรัยนั้น   ไม่ควรกราบเร็วเกินไป   หรือว่าช้าจนเกินงาม  และกราบให้ถูกต้องแบบเบญจางคประดิษฐ์จริง ๆ  ทุกครั้งที่กราบพระรัตนตรัย   ทั้งนี้   เพื่อเป็นทิฏฐานุคติแก่อนุชนรุ่นหลัง  จะได้ถือเป็นแบบอย่างที่ดี  และนำไปปฏิบัติตามได้ถูกต้องสืบต่อไป

การจุดเทียนน้ำมนต์

                ผู้เป็นประธานพิธี  หรือผู้เป็นเจ้าภาพงานทำบุญนั้น   ก็ควรจะรอคอยเวลาจุดเทียนน้ำมนต์ถวายพระสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง   แม้จะมีธุระอย่างใด   ก็ควรจะงดเว้นไว้ก่อน

                เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงบทมงคลสูตรว่า  ( อเสวนา   จะ   พาลานัง )    พิธีกรจุดเทียนชนวนเข้าเชิญประธานพิธี  หรือเจ้าภาพของงาน   ไปจุดเทียนน้ำมนต์ซึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าของพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์

                เมื่อจุดเทียนน้ำมนต์แล้ว  ควรจะหยดน้ำตาเทียนชนวนลงที่ไส้ของเทียนน้ำมนต์นั้นก่อน   ซึ่งจะทำให้การจุดไฟนั้นติดได้ง่าย  และจะไม่ทำให้ไส้เทียนน้ำมนต์นั้นจะถูกไฟไหม้หมดเสียก่อน     

                เมื่อจุดเทียนน้ำมนต์แล้ว   ก็ส่งเทียนชนวนให้แก่พิธีกร    แล้วขดภาชนะน้ำมนต์ถวายพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์

                เมื่อยกภาชนะน้ำมนต์ถวายแล้ว   ก็ควรที่จะยกมือไหว้พระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์  เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ   แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม

                ต่อจากนั้น  ถ้ามีกิจธุระจำเป็น  ก็พอที่จะปลีกตัวไปได้บ้าง   ก็แล้วแต่ท่านแล้ว   ผู้เป็นประธานพิธี  หรือเจ้าภาพของงานนั้น   ไม่ควรจะปลีกตัวไปไหนในขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประธานพิธี  หรือเจ้าภาพของงาน   ควรจะนั่งอยู่เป็นประธานจนกว่าจะเสร็จพิธีจึงจะเป็นการถูกต้องและเหมาะสมทุกประการ


วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการมอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่

 




ระเบียบปฏิบัติการมอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่

การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้

                ผู้เป็นพิธีกรทำหน้าที่มอบเทียนชนวนแก่ผู้ใหญ่ผู้เป็นประทานพิธีงานนั้น ๆ  เบื้องต้น  จะต้องเตรียมจัดหาอุปกรณ์เครื่องใช้ไว้ให้พร้อม  คือ

                เชิงเทียนขนาดกลาง  ๑  ที่  ควรเป็นเชิงเทียนทองเหลืองเพราะติดเทียนได้มั่นคงดี )

                เทียนขี้ผึ้ง  ขนาดใหญ่พอสมควร  ๑ เล่ม  ( ควรหาเทียนที่มีไส้ใหญ่ ๆ  เพื่อไฟไม่ดับง่าย )

                น้ำมันยาง  หรือน้ำมันก๊าด  หรือน้ำมันเบนซิน  พร้อมทั้งสำลีสำหรับใช้เป็นชนวนติดไว้ที่ธูปและเทียนบูชา  เพื่อสะดวกแก่การจุดไฟติดได้เร็ว

วิธีการถือเชิงเทียนชนวน

                การถือเชิงเทียนชนวนมอบให้แก่ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นประธานพิธีงานนั้น ๆ  นิยมถือด้วยมือขวา  โดยหงายฝ่ามือ  นิ้วมือทั้ง  ๔  นิ้ว  รองรับเชิงเทียน  หัวแม่มือจับอยู่เบื้องบนของเชิงเทียน

                ไม่นิยมจับกึ่งกลางเชิงเทียน  เพราะจะทำให้ผู้ใหญ่รับเชิงเทียนไม่สะดวก  หรือทำให้ผู้ใหญ่ต้องเสียภูมิ  เพราะจับเชิงเทียนภายใต้มือของพิธีกรผู้ส่งให้  แสดงว่าไม่รู้ระเบียบ

วิธีการมอบเชิงเทียนชนวน

                เมื่อถึงเวลาตามกำหนดการแล้ว  พิธีกรพึงจุดเทียนชนวนถือด้วยมือขวา  ( มือซ้ายควรถือไม้ขีดไฟติดมือไปด้วย  เมื่อเทียนชนวนดับ  จะได้จุดได้ทันท่วงที เดินเข้าไปหาท่านผู้เป็นประธานพิธี  ยืนตรงโค้งคำนับท่าน  หรือ

                เมื่อพิธีการเริ่มจุดเทียนชนวน  ท่านผู้เป็นประธานพิธีเห็นแล้ว   ลุกจากที่นั่งเดินไปที่โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยเอง  พิธีกรพึงเดินตามหลังท่านไป  โดยเดินตามไปทางด้านซ้ายมือของท่าน 

                ประธานพิธีหยุดยืนที่ข้างหน้าที่บูชา พิธีการพึงนั่งชันเข่าถ้าประธานนั่งคุกเข่า  พิธีกรพึงนั่งคุกเข่าทางด้ายซ้ายมือของท่าน   ยื่นมือขวาส่งเชิงเทียนชนวนมอบให้ท่าน  ส่วนมือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว

                เมื่อมอบเชิงเทียนชนวนให้ท่านประธานพิธีแล้ว  นิยมถอยหลังออกมาให้ห่างจากท่านพอสมควร  เพื่อไม่ให้ขัดขวางการถ่ายรูปของช่างภาพ  โดยถอยห่างออกมานั่งชันเข่า  หรือนั่งคุกเข่า  ตามควรแก่กรณี  พร้อมกับคอยสังเกตดู  ถ้าเทียนชนวนดับ  พึงรีบเข้าไปจุดได้ทันที


วิธีการรับเชิงเทียนชนวนจากผู้ใหญ่

            เมื่อผู้ใหญ่จุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว  พิธีกรเข้าไปทางด้านซ้ายมือของท่าน  ถ้าท่านยืนจุดพิธีการพึงนั่งชันเข่ารับ  ถ้าท่านนั่งคุกเข่าจุด  พิธีกรนั่งคุกเข่ารับเชิงเทียนชนวน

                การรับเชิงเทียนชนวนจากผู้ใหญ่นั้น  นิยมยื่นมือขวาแบมือเข้าไปรองรับเชิงเทียนขนวนจากท่าน  เมื่อรับแล้วนิยมถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย  แล้วเดินกลับไปได้

ข้อควรสังวรระวัง

                อย่าจับเชิงเทียนชนวนเหนือมือท่านผู้ใหญ่ที่ท่านจับอยู่  ถือว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพท่าน   ทั้งเป็นการแสดงว่าตนเป็นคนไม่รู้ระเบียบอีกด้วย

                ขณะส่งเชิงเทียบชนวนมอบให้ท่านผู้ใหญ่  อย่าถือกึ่งกลางเชิงเทียนมอบให้ท่าน  เพราะจะทำให้ท่านรับเชิงเทียนไม่สะดวก

                ต้องเตรียมไม้ขีดไฟ  เป็นต้น  ติดมือไปด้วย  เพื่อเตรียมพร้อมที่จะจุดได้ทันทีเมื่อไฟเทียนชนวนดับ

                ต้องกำหนดดูทิศทางของลมที่พัดมา  โดยเฉพาะคือทิศทางลมที่เกิดจากพัดลม  จะทำให้ไฟเทียนชนวนดับ  หรือจะทำให้การจุดไฟเครื่องสักการะบูชาไม่ติด   หรือจุดติดไฟยาก

                ถ้าเป็นงานมงคลที่มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์  เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงบทมงคลสูตรว่า  อเสวนา  จ  พาลานัง พิธีกรจะต้องจุดเทียนชนวนเข้าไปเชิญท่านผู้เป็นประธานพิธี  ให้ท่านมาจุดเทียนน้ำมนต์อีกครั้งหนึ่ง  โดยมีวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการใช้ด้ายสายสิญจน์

 


ระเบียบปฏิบัติการใช้ด้ายสายสิญจน์

ความหมายของด้ายสายสิญจน์

            คำว่า  สายสิญจน์ “  หรือ  ด้ายสายสิญจน์ “  หมายถึงเส้นด้ายที่นำมาใช้ในพิธีรดน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลในงานพิธีมงคลต่าง ๆ

                คำว่า  สิญจน์ “  แปลว่า   การรดน้ำ  การเทน้ำ  การราดน้ำ  การสาดน้ำ  ได้แก่  การทำพิธีรดน้ำที่ประกอบด้วยการร่ายเวทมนต์คาถา  เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความนิยมเชื่อถือของลัทธิศาสนาพราหมณ์

                ด้านสายสิญจน์  นิยมใช้ด้ายดิบ  นำมาจับทบเข้าตามแบบของการจับด้ายสายสิญจน์  เมื่อจับครั้งแรกสำเร็จเป็นด้ายสายสิญจน์  ๓  เส้น  นิยมใช้วงในการทำพิธีเบิกโลงสำหรับใส่ศพ  ครั้นจับอีกครั้งสำเร็จเป็นด้ายสายสิญจน์  ๙  เส้น  นิยมใช้ในงานพิธีมงคลทั้งหลายทั่วไป

                การใช้ด้ายสายสิญจน์ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ นั้น  แม้จะเป็นความนิยมเชื่อถือตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ก็ตาม  แต่ในทางพระพุทธศาสนาก็ไม่ทรงห้าม  คงอนุโลมคล้อยตามประเพณีนิยมของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายในยุคนั้น ๆ  ซึ่งเคยเป็นผู้เคารพนับถือลัทธิศาสนาพราหมณ์มาก่อน

                ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ขัดต่อโลก   คือ   ไม่ขัดขวางความนิยมเชื่อถือของชาวโลก   ที่ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน  ทั้งความ นิยมเชื่อถือแบบนี้ก็ไม่ถึงกับเป็นการฝืนธรรมชาติ  คือ  ไม่ใช่ความเชื่อถือที่ขัดแย้งต่อหลักสัจธรรมในทางพระพุทธศาสนาโดยตรงเป็นเพียงแต่ความเชื่อถือเช่นนี้  ยังห่างจากหลักสัจธรรมเท่านั้น

                ความจริง   ความนิยมเชื่อถือเกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ  เช่น  พิธีเรียกขวัญ  พิธีเชิญขวัญ   พิธีทำขวัญ  พิธีโกนจุก  พิธีทำขวัญนาค  เป็นต้น  ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายนิยมประพฤติปฏิบัติจัดทำสืบต่อกันมาแต่โบราณกาลจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้  ด้วยเป็นเรื่องของลัทธิศาสนาพราหมณ์ทั้งสิ้น  ไม่ใช่คำสอนทางพระพุทธศาสนา  ไม่ใช่เนื้อหาสาระ  ไม่ใช่แก่นไม่ใช่สัจธรรม  จัดได้ว่าเป็นเพียงเปลือก  เป็นเพียงกระพี้ของพระพุทธศาสนาแม้โดยแท้

                ถึงกระนั้น   พิธีกรรมต่าง ๆ  ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายนิยมเชื่อถือเหล่านั้น  ก็นับได้ว่ามีความสำคัญไม่น้อย   และมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้ทีมีศรัทธายังไม่มั่นคง  ยังง่อนแง่นคลอนแคลน  ยังมีกำลังไม่เข้มแข็งพอจึงจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีรีตองต่าง ๆ  ไปพลาง ๆ ก่อน

                อุปมาเหมือนบรรดาบุคคลทั้งหลายที่เดินขึ้นบันไดอาคารบ้านเรือน  บุคคลทีมีกำลังกายอ่อนแอ    ไม่แข็งแรง  ได้แก่  เด็กและคนทุพพลภาพ  หรือคนชราทุพพลภาพ  ย่อมมีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะราวบันไดขึ้นลง   ส่วนบุคคลทีมีร่างกายแข็งแรงก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะราวบันได  ขึ้นลงได้อย่างสะดวกสบาย  ฉันใด

                ในบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้นิยมเชื่อถือพิธีรีตองต่าง ๆ  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   พุทธศาสนิกชนผู้ได้รับการศึกษาอบรมในทางพระพุทธศาสนายังน้อย  ยังเข้าไม่ถึงสัจธรรมเชื่อว่าเป็นผู้มีกำลังใจไม่เข้าแข็ง ยังมีจิตใจไม่มั่นคง  จึงจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีต่าง ๆ ไปพลาง ๆ  ก่อน  ส่วนพุทธศาสนิกชนผู้ที่ได้รับการศึกษาจนมีความรู้ถึงสัจธรรมแล้ว  ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอาศัยเกาะพิธีรีตองเหล่านั้นอีกต่อไป  ฉันนั้น


ประโยชน์ของพิธีกรรมต่าง ๆ

                ธรรมดาต้นไม้ที่มีแก่นทั้งหลาย  ใช่ว่าจะมีแก่นมาแต่เริ่มเกิดขึ้นเป็นลำต้น  ก็หามิได้  แก่นย่อมเกิดมีขึ้นภายหลังทั้งสิ้นและก่อนที่จะมีแก่นเกิดขึ้นภายในลำต้นกได้ก็จำเป็นจะต้องอาศัยเปลือก  อาศัยกระพี้  ห่อหุ้มป้องกันอยู่ภายนอก  ถ้าต้นไม้ปราศจากเปลือกและกระพี้แล้ว  จะมีแก่นเกิดขึ้นไม่ได้เลย  ฉันใด

                สัจธรรมทางพระพุทธศาสนา  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  กล่าวคือ  พระพุทธศาสนาเปรียบเหมือนต้นไม้มีแก่น    สัจธรรมเปรียบเสมือนแก่นของต้นไม้  พิธีรีตองต่างๆ   ซึ่งเนื่องมาจากลัทธิศาสนาพราหมณ์เปรียบเสมือนเปลือกและกระพี้ของต้นไม้

                ถ้าพุทธศาสนิกชนทั้งหลายผู้มีจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ   ไม่อาศัยเกาะพิธีรีตองเป็นเครื่องยึดเหนี่ยงจิตใจให้หันเข้าหาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่มีโอกาสจะได้รับการศึกษาอบรบทางพระพุทธศาสนา  และไม่มีโอกาสจะประพฤติปฏิบัติตนเข้าถึงสัจธรรมทางพระพุทธศาสนาได้เลย  ฉันนั้น

ความนิยมในการใช้ด้ายสายสิญจน์

                การใช้ด้ายสายสิญจน์  เกี่ยวกับพิธีบำเพ็ญกุศลทางพระพุทธศาสนานั้น  นิยมใช้ทั้งงานพิธีมงคลและงานพิธีอวมงคล

                ในงานพิธีอวมงคลเกี่ยวกับศพ  ไม่นิยมใช้ด้ายสายสิญจน์วงรอบอาคารบ้านเรือน   แต่นิยมใช้เป็นสายโยงจากศพมาถึงอาสน์สงฆ์    เพื่อให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลเท่านั้น

                ส่วนในงานพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น  งานพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานพิธีทำบุญบ้านเรือนประจำปี  เป็นต้น  นิยมใช้ด้านสายสิญจน์วงรอบอาคารบ้านเรือนด้วย  โดยมีความนิยมในการวงด้ายสายสิญจน์  ดังนี้

                ถ้าอาคารบ้านเรือน  มารั้วหรือกำแพงล้อม  นิยมวงด้ายสายสิญจน์รอบรั้วหรือกำแพงรอบบริเวณทั้งหมด

                ถ้าบ้านเรือนไม่มีรั้ว  หรือกำแพงล้อม  หรือมีแต่บริเวณกว้างขวาง  หรือมีอาคารปลูกสร้างที่ไม่เกี่ยวกับพิธีมงคลอยู่ในบริเวณนั้นด้วย  นิยมวงสายสิญจน์เฉพาะรองตัวอาคารบ้านเรือนที่ประกอบพิธีมงคลเท่านั้นก็พอ

                ถ้างานพิธีมงคลนั้น  ไม่เกี่ยวกับพิธีทำบุญบ้านเรือนโดยตรง  เช่น  งานมงคลสมรส  เป็นต้น  ทั้งเจ้าภาพก็ไม่ประสงค์จะวงด้ายสายสิญจน์รอบตัวอาคารบ้านเรือนด้วย  ก็นิยมวงด้ายสายสิญจน์เฉพาะรอบฐานพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชาในห้องประกอบพิธีแล้วโยงมาวงรอบภาชนะน้ำมนต์  ด้านขวาของอาสน์สงฆ์  เพียงเท่านี้ก็ได้

การวงด้ายสายสิญจน์รอบบ้านเรือน

                การวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือนนั้น  นิยมใช้ในพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่  พิธีทำบุญบ้านประจำปี  และพิธีทำบุญบำบัดความเสนียดจัญไร  เป็นต้น

                การวงด้ายสายสิญจน์ในพิธีทำบุญดังกล่าวนี้  นิยมวงไว้ตลอดไปโดยไม่ต้องเก็บ  เพราะถือกันว่า  ด้ายสายสิญจน์นั้นเป็นด้ายพระปริตสำหรับเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติอุปัทวันตรายทุกประการที่จะพึงเกิดมี

                ส่วนพิธีทำบุญงานมงคลอื่น  ๆ  เช่น  พิธีทำบุญงานมงคลสมรส  เป็นต้น  นิยมวงด้ายสายสิญจน์เฉพาะบริเวณห้องพิธีนั้น ๆ  หรือเฉพาะโยงจากพระพุทธรูปมาให้พระสงฆ์ถือเจริญพระพุทธมนต์เพียงเท่านั้นก็พอ

วิธีการวงด้ายสายสิญจน์

                การวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือน  หรือรอบริเวณงานนั้น  นิยมเริ่มวงด้ายสายสิญจน์ตั้งแต่โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปที่ห้องประกอบพิธีนั้นเป็นต้นไป   แต่ยังไม่ต้องวงรอบพระพุทธรูปนั้น  เมื่อวงรอบอาคารบ้านเรือน  หรือวงรอบบริเวณงานแล้ว  จึงนำมาวงรอบพระพุทธรูปภายหลัง

                การวงด้ายสายสิญจน์นั้น   นิยมวงเวียนทักษิณาวัฏ  คือเวียนขวาไปตามลำดับ   และยกขึ้นให้อยู่ที่สูงมากที่สุดเท่าที่จะสูงได้   เพื่อป้องกันมิให้ผู้ไดข้ามรายหรือทำขาด

                เมื่อวงรอบตัวอาคารบ้านเรือน  หรือวงรอบบริเวณบ้านแล้วก็นำมาวงรอบฐานพระพุทธรูปโดยวงเวียนขวา  ๑  รอบ  หรือ  ๓ รอบ  แล้วนำมาวงเวียนขวารอบภาชนะน้ำมนต์  ๑  รอบ  หรือ  ๓  รอบ  แล้วนำกลุ่มด้วยสายสิญจน์ที่เหลือใส่พานตั้งไว้ด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป

                กลุ่มด้ายสายสิญจน์ที่เหลือนั้น  นิยมมีขนาดความยาวเพียงพอสำหรับพระสงฆ์จำนวน  ๙  รูป  ถือเจริญพระพุทธมนต์ได้สะดวก


การใช้ด้ายสายสิญจน์ทอดบังสุกุล

                งานทำบุญบำเพ็ญกุศลศพทุกชนิด  ไม่นิยมวงด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือน  รอบบริเวณงาน  หรือโยงจากพระพุทธรูปมาให้พระสงฆ์ถือสวดพระพุทธมนต์

                แต่นิยมใช้สายสิญจน์โยงจากศพ  จากโกศอัฐิจากรูปของผู้ตาย  หรือจากรายนามของผู้ตาย   มาทอดให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุลเท่านั้น

                ในพิธีทำบุงานมงคล  เช่น  งานทำบุญบ้านประจำปีเป็นต้น  มักนิยมอันเชิญโกศอัฐิของบรรพบุรุษมาตั้งร่วมบำเพ็ญกุศลด้วย  เมื่อจะนิมนต์พระสงฆ์ให้พิจารณาบังสุกุล  นิยมใช้ด้ายสายสิญจน์อีกกลุ่มหนึ่งต่างหาก  จากด้ายสายสิญจน์กลุ่มที่พระสงฆ์ถือเจริญพระพุทธมนต์

                ถ้ามิได้เตรียมด้ายสายสิญจน์กลุ่มอื่นไว้  นิยมเด็ดด้ายสายสิญจน์กลุ่มนั้นให้ขาดออกจากพระพุทธรูปเสียก่อน  แล้วจึงนำไปเชื่อมโยงกับโกศอัฐิให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล

การใช้ด้ายสายสิญจน์ทำมงคล

                การทำมงคล  เช่น  มงคลคู่สมรส  เป็นต้น  นิยมใช้ด้ายดิบที่ยังไม่ทำเป็นด้ายสายสิญจน์  ซึ่งมีจำหน่ายในท้องตลาดโดยซื้อด้ายดิบเป็นใจ   ( ม้วน ๆ ไปถวายให้พระเถระรูปใดรูปหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของตระกูลช่วยทำพิธีปลุกเสกทำเป็นมงคลสำหรับคู่บ่าวสาว

                เพื่อให้พระเถระท่านได้มีเวลาทำพิธีปลุกเสกด้วยพระพุทธมนต์ให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาวมากยิ่ง ๆ  ขึ้นจึงนิยมจำไปถวายท่านก่อนถึงวันงานสัก ๒ หรือ   ๓  วัน เป็นอย่างน้อย

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการนิมนต์พระสงฆ์

 



การนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระสงฆ์  คือ  การที่เจ้าของงาน  หรือผู้แทนเจ้าของงาน ไปติดต่อแจ้งความจำนงกับเจ้าอาวาส  หรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง  ณ  วัดใดวัดหนึ่ง  ของอาราธนา  คือ  ขอเชิญพระภิกษุสงฆ์ตามจำนวนที่ต้องการ   ให้ไปประกอบพิธีในงานมงคลหรืองานอวมงคล  ซึ่งได้กำหนดจะจัดทำขึ้น  ณ  สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง  เช่น  นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ในงานมงคลสมรสที่บ้าน  เป็นต้น

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานมงคลทั่วไป

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์พิธีทำบุญงานมงคลทั่วไป นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนอย่างน้อย  ๕ รูป คือ  พระสงฆ์ปัญจวรรค  ส่วนจำนวนพระภิกษุสงฆ์ข้างมากไม่มีกำหนดตามกำลังศรัทธาของเจ้าภาพ  ซึ่งมีจำนวนมากเท่าไร  ก็ยิ่งเพิ่มบุญกุศลมากขึ้นเท่านั้น   ทั้งนี้ย่อมอยู่กับกำลังทรัพย์และพอเหมาะกับสุถานที่ซึ่งจะอำนวยให้ เป็นประการสำคัญ

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานมงคลสมรส

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์พิธีทำบุญงานมงคลสมรสนั้น  แต่เดิมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนคู่  คือ  ๖ รูป  ๘ รูป  ๑๐  รูป  ๑๒  รูป  เป็นต้น   เพื่อกำหนดแบ่งให้ฝ่ายเจ้าบ่าวและฝ่ายเจ้าสาว   เลือกนิมนต์พระภิกษุที่มีความรู้จักมักคุ้นกับตระกูลของตนฝ่ายละเท่า ๆ กัน  จะได้ไม่ได้เปรียบและไม่เสียเปรียบกันและกัน

                แต่ในสมัยปัจจุบันนี้  พิธีทำบุญงานมงคลทุกประเภทรวมทั้งสิ้นรวมทั้งพิธีทำบุญงานมงคลสมรสด้วย  โดยมากมักนิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์จำนวน  ๙  รูป  ทั้งนี้  เพราะชาวบ้านโดยมากถือกันว่า  เลข  ๙  นั้นการออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า  ก้าว “  คือ  ก้าวหน้า  หมายถึง  ความเจริญรุ่งเรืองหรือถือกันตามมหาทักษาพยากรณ์ว่า  เลข  ๙  นั้นเท่ากันกำลังพระเกติ  ๙  ซึ่งอาจจะคุ้มครองป้องกันภยันตรายได้นานาประการ  และถือกันตามคติทางพระพุทธศาสนาว่า  เลข  ๙  นั้น  เท่ากับนวหรคุณ  ๙  ประการ  อันเป็นสิริมงคลอย่างสูง  และเท่ากับโลกุตตรธรรม  ๙  ประการ  คือ  มรรค  ๔  ผล  ๔  นิพพาน  ๑  ซึ่งเป็นผลที่ยอดเยี่ยมสูงสุดในพระพุทธศาสนา

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์



งานทำบุญอายุ

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์งานทำบุญอายุนั้น  นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนเกินอายุของเจ้าภาพขึ้นไป  ๑ รูป  เช่น

             ทำบุญอายุ    ๔๘  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๔๙   รูป

ทำบุญอายุ    ๖๐  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๖๑   รูป

ทำบุญอายุ    ๗๒  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๗๓   รูป

ทำบุญอายุ    ๘๔  ปี              นิยมนิมนต์พระสงฆ์   ๘๕   รูป             

เป็นต้น

การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

งานทำบุญสะเดาะเคราะห์

                การนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์งานทำบุญสะเดาะเคราะห์นั้น  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าพระเคราะห์ที่เข้าเสวยอายุ  ดังนี้

                .   พระอาทิตย์   มีกำลัง   ๖   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๖  รูป

                .   พระจันทร์   มีกำลัง   ๑๕   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๕  รูป

                .   พระอังคาร   มีกำลัง   ๘   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๘  รูป

                ๔    พระพุธ   มีกำลัง   ๑๗   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๗  รูป

                .   พระพฤหัสบดีมีกำลัง   ๑๙   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๙  รูป

                .   พระศุกร์มีกำลัง   ๒๑   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๒๑  รูป

                ๗    พระเสาร์มีกำลัง   ๑๐   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๐  รูป

                .   พระราหู  มีกำลัง   ๑๒   เข้าเสวยอายุ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวน   ๑๒  รูป

การนิมนต์พระสงฆ์ประกอบพิธีงานอวมงคล

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีงานอวมงคลเกี่ยวเนื่องกับศพนั้น   นิยมนิมนต์พระสงฆ์มีจำนวน  ดังนี้

                .   พิธีสวดพระอภิธรรม   นิยมนิมนต์จำนวน  ๔   รูป  เป็นอย่างน้อย

                พิธีสวดหน้าไฟ   เวลาเผาศพ  นิยมนิมนต์จำนวน  ๔ รูป  เป็นอย่างน้อย

                .   พิธีสวดพระพุทธมนต์งานบำเพ็ญกุศลศพ  เช่น  งาน  ทำบุญ  ๗   วัน   ๑๐๐ วัน  เป็นต้น  นิยมนิมนต์พระสงฆ์  ๕  รูป   ๗ รูป  ๑๐  รูป  ๒๐  รูป  หรือ  ตามกำลังศรัทธา  และพอเหมาะแก่สถานที่นั้น ๆ

                พิธีสวดแจงงานฌาปนกิจศพ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์  จำนวน  ๒๐ รูป  ๒๕  รูป   ๕๐  รูป  ๑๐  รูป  ๕๐๐  รูป หรือนิมนต์หมดทั้งวัด

                .   พิธีสวดมาติกาบังสกุลศพ  นิยมนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าอายุของผู้ตายที่บำเพ็ญกุศลอุทิศให้นั้น  เช่น  ผู้ตายอายุ  ๗๕  ปี  ก็นิยมนิมนต์พระสงฆ์  ๗๕  รูป  สวดมาติกาบังสกุลเป็นต้น  หรือจะนิมนต์จำนวนน้อยกว่าอายุผู้ตายก็ได้  ตามกำลังศรัทธร  ไม่มีข้อห้ามแต่ประการใด


วิธีนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานมงคล   หรืองานอวมงคลต่าง ๆ  นั้น  นิยมปฏิบัติกันทั่วไปทังการนิมนต์ด้วยวาจา   และการนิมนต์ด้วยการทำหนังสือฎีกานิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร

                ถ้าเป็นงานทำบุญส่วนตัว  เช่น  งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานทำบุญบ้านประจำปี  เป็นต้น  ก็นิยมนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ด้วยวาจา  โดยไปติดต่อนิมนต์ด้วยตนเอง

                ถ้าเป็นงานพิธีทำบุญเกี่ยวกับทางราชการ  เช่น  การทำบุญพิธีวางศิลาฤกษ์สถานที่ราชการ   งานทำบุญพิธีเปิดอาคารสถานที่ราชการ  เป็นต้น  ก็นิยมทำหนังสือฎีกานิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร  เพื่อพระสงฆ์จะได้ทราบกำหนดเวลาที่แน่นอนและเพื่อป้องกันความหลงลืมอีกด้วย

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีในงานมงคลและงานอวมงคลทุกประเภทนั้น  นิยมกราบเรียนให้พระสงฆ์ทราบโดยย่อ   ดังนี้

                .   พิธีทำปรารภงานอะไร 

                กำหนดงานวันที่    เดือน  พ.ตรงกับวันขึ้น  แรมเดือนอะไร 

                .   สถานที่ไหน 

                ต้องการพระสงฆ์จำนวนเท่าไร 

                .   จะจัดรถมารับ  หรือ  จะให้พระสงฆ์ไปเอง 

                .   จะจัดรถมารับ  เวลาเท่าไร 


ข้อควรระวังเกี่ยวกับการนิมนต์พระสงฆ์

                การนิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์แล้วฉันเช้า   หรือฉันเพลนั้น  มีพระวินัยพุทธบัญญัติเป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันสืบมาว่า   ทายกนิมนต์ออกชื่อโภชนะ  เช่น  นิมนต์ฉันขนมเบื้อง  หรือขนมจีน  เป็นต้น  พระสงฆ์ไม่รับนิมนต์  ถ้ารับนิมนต์เป็นอาบัติปาจิตตีย์ทุกคำกลืน

                ทายกผู้เข้าใจพระวินัยพุทธบัญญัติ  จึงนิยมนิมนต์แต่เพียงว่า  นิมนต์รับบิณฑบาต   หรือรับภิกษา  หรือนิมนต์ฉันเช้า   หรือฉันเพล  ดังนี้   พระสงฆ์จึงรับนิมนต์ได้  ไม่มีโทษทางพระวินัย



วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ระเบียบปฏิบัติการจัดสถานที่ทำบุญ

 


ระเบียบปฏิบัติการจัดสถานที่ทำบุญ

การจัดสถานที่ทำบุญ

            - การจัดสถานที่ทำบุญในทางพระพุทธศาสนาทุกอย่าง  ทั้งงานมงคลและอวมงคลนั้น  เบื้องต้น  เจ้าภาพ คือ  เจ้าของงานจะต้องคำนึงถึงสถานที่ซึ่งมีบริเวณกว้างขวางเพียงพอ  และเหมาะสมจะใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญกุศลทางพระพุทธศาสนาสำหรับจัดเป็นพิธี  อันประกอบด้วยสถานที่สำคัญ    ประการ คือ

                .   สถานที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

                .   สถานที่จัดเป็นอาสน์สงฆ์

                .   สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน

สถานที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย

            โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย  นิยมจัดตั้งไว้ด้านขวาของอาสน์สงฆ์ ตั้งไว้สูงกว่าอาสน์สงฆ์พอสมควร  และนิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  เพราะเป็นทิศที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า  ถ้าขัดข้องเพราะสถานที่ไม่อำนวย  ก็นิยมตังหันหน้าไปทางทิศเหนือ  หรือทิศใต้  ทิศใดทิศหนึ่ง  แต่ไม่นิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก  เพราะถือว่าทิศตะวันตก  เป็นทิศอัสดงคตแห่งพระอาทิตย์เป็นทิศแห่งความเสื่อม  ไม่เจริญรุ่งเรือง


                โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยนั้น  โดยมากนิยมตั้งไว้บนอาสน์สงฆ์  ทางต้นอาสน์สงฆ์  ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ    ประการ  คือ

                .   พระพุทธรูป  ๑ องค์   ( นิยมพระปางมารวิชัย )

                .   กาถางธูป  ๑ ลูก  พร้อมทังธูป    ดอกเป็นอย่างน้อย

                .   เชิงเทียน  ๑ คู่  พร้อมเทียน  ๒ เล่ม  เป็นอย่างน้อย

                .   แจกัน  ๑ คู่   พร้อมดอกไม้ประดับ   และนิยมมีพานดอกไม้ตั้งบูชาด้วย

                .   โต๊ะหมู่  ๑ หมู่  ( นิยมใช้โต๊ะหมู่บูชา )

                เครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยนั้น  นิยมจัดหาสิ่งของที่ดีที่สุด  ประณีตที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้  กล่าวคือ

                .   ธูป  นิยมใช้ธูปหอมอย่างดี

                .   เทียน  นิยมใช้เทียนเล่มใหญ่พอสมควรแก่เชิงเทียน 

                .   ดอกไม้  นิยมดอกได้ที่เพียบพร้อมด้วยลักษณะ    ประการ  คือ มีสีสวย ๑ มีกลิ่นหอม ๑  และกำลังสดชื่น๑

สถานที่จัดเป็นอาสน์สงฆ์

                อาสน์สงฆ์  คือ  สถานที่สำหรับพระสงฆ์นั่งนั้นนิยมจัดตั้งไว้ทางด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย  และนิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วนหนึ่งต่างหากจากที่นั่งของคฤหัสถ์ชายหญิง  ประกอบด้วยเครื่องรับรองพระสงฆ์  ดังนี้

                .   พรมเล็ก  สำหรับปูเป็นที่นั่งของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป

                .   กระโถน

                .   ภาชนะน้ำร้อน

                .  ภาชนะน้ำเย็น







                เครื่องรับรองพระภิกษุสงฆ์นั้น  นิยมจัดไว้ด้านขวามือของพระภิกษุสงฆ์แต่ละรูป  โดยจัดตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด  จัดตั้งภาชนะน้ำเย็นไว้ถัดมา    ส่วนภาชนะน้ำร้อนนั้น  นิยมจัดนำมาถวายภายหลัง เมื่อพระภิกษุสงฆ์นั่งเรียบร้อยแล้ว  เพราะถ้านำมาตั้งไว้ก่อนน้ำร้อนจะเย็นเสียก่อน  ทำให้เสียรสน้ำชา

                ถ้าสถานที่ห้องประกอบพิธีสงฆ์นั้นคับแคบ  หรือสิ่งยองเครื่องรับรองมีไม่เพียงพอที่จะจัดถวายให้ครบทั้ง    ที่  สำหรับพระภิกษุสงฆ์ทั้ง    รูป ก็นิยมจัดเครื่องรับรองเพียง    ที่ก็เพียงพอแล้ว

                .   สำหรับพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์  จัดตั้งไว้ด้านขวามือของท่าน  หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

            .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

                .   จัดตั้งไว้ระหว่างพระภิกษุรูปที่      กันรูปที่    หนึ่งที่

สถานที่นั่งสำเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน

                สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น   นิยมจัดไว้ด้านหน้าของอาสน์สงฆ์  และนิยมจัดแยกออกเป็นเอกเทศส่วยหนึ่งต่างหากจากอาสน์สงฆ์   เพื่อป้องกันมิให้พระภิกษุสงฆ์ต้องอาบัติโทษ  เพราะนั่งอาสนะเดียวกับสตรีเพศ

                ถ้าสถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้นปูลาดเนื่องเป็นอันเดียวกับอาสน์สงฆ์  โดยปูเสื่อ  หรือพรมเชื่อมเป็นอันเดียวกัน  นิยมปูเสื่อหรือพรมผืนที่เป็นอาสน์สงฆ์ทับผืนที่เป็นที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงาน  โดยปูลาดทับกันออกมาตามลำดับแนะนิยมจัดปูลาดพรมเล็กสำหรับเป็นอาสนะที่นั่งของพระภิกษุแต่ละรูป  เพื่อให้สูงกว่าที่นั่งของคฤหัสถ์อีกด้วย

                สถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น   นิยมว่าจะต้องไม่ดีกว่า   ไม่ประณีตกว่า   และไม่อยู่ ณ  ที่สูงกว่าอาสน์สงฆ์ทั้งนี้  เพื่อเป็นการแสดงความเคารพคารวะแก่พระสงฆ์

                การปูลาดอาสน์สงฆ์   และอาสนะที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้มาร่วมงานนั้น  โดยทั่วไป  นิยมจัดแยกออกจากกันคนละส่วนเพื่อความสบายใจด้วยกันทุกฝ่าย





การจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์

การจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์งานพิธีทำบุญในทางพระพุทธศาสนานั้น   นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์เฉพาะพิธีทำบุญในงานมงคลทุกชนิ  เช่น  งานทำบุญแต่งงาน  งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่  งานทำบุญอายุ  งายทำบุญฉลองต่าง ๆ  เป็นต้น และนิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์นี้ไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชา  ด้านขวาพระประธานสงฆ์นั่ง

ส่วนพิธีทำบุญงานอวมงคลที่เกี่ยวกับศพ  เช่น  งานทำบุญสัตตมวาร  ( ทำบุญ    วัน )  งานทำบุญปัญญาสมวาร  ( ทำบุญ  ๕๐  วัน )  งานทำบุญสตมวาร ( ทำบุญ  ๑๐๐ วัน )   เป็นต้น   ไม่นิยมจัดตั้งภาชนะน้ำมนต์  เพราะพิธีทำบุญงานศพนั้น  เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว  ไม่ใช่จัดทำเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของงาน 

ภาชนะน้ำมนต์

                ภาชนะสำหรับใส่น้ำมนต์นั้น  นิยมใช้ขันน้ำมนต์โดยเฉพาะ     หรือใช้บาตรพระสงฆ์แทน  แต่ไม่นิยมใช้ขันเงินแทน  เพราะเป็นวัตถุอนามาสที่พระภิกษุไม่ควรจับต้อง   เกิดอาบัติโทษแก่พระภิกษุสงฆ์

                น้ำสำหรับทำน้ำมนต์  นิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์   เติมน้ำขนาดเกือบเต็มภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์นั้น  และมีวัตถุที่นิยมกันว่าเป็นมงคล    ตามความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ  ใส่ในภาชนะน้ำมนต์ด้วย

เทียนสำหรับทำน้ำมนต์

                เทียนสำหรับทำน้ำมนต์นั้น  นิยมใช้เทียนขี้ผึ้งแท้มีขนาดเล่มใหญ่พอสมควร   แต่ที่นิยมกันมากคือเทียนขี้ผึ้งที่มีน้ำหนัก ๑ บาทขึ้นไป และนิยมใช้เทียมที่มีไส้ใหญ่ ๆ  เพื่อป้องกันมิให้ดับง่ายเมื่อถูกลมพัด

  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...