ตรุษไทย
คำว่า ตรุษ เขียนแตกต่างกันมาเป็น ๓
แบบ คือ ตรุศ
ตรุษณ์ ตรุษ มาจากรากศัพท์ในกาษาสันสกฤตว่า ตรุฏ
แปลว่า เผด็จ ตัด
ขาด สิ้น ตรงกับความหมายที่ใช้ในการพระราชพิธีว่า สัมพัจฉรฉินท์
และเผด็จศก ซึ่งแปลว่า ตัดปี
สิ้นปี ขาดปี
ครั้นถึงรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
( ร.๖ ) ได้ทรงนำคำพ้องรูป ตรุษ (
ตะ – รุ – สะ =
ยินดี ) มาใช้คู่กับเทศกาลพิธีสงกรานต์ว่า
ตรุษสงกรานต์ แปลว่า สงกรานต์ที่น่ารื่นเริงยินดี มีความหมายแตกต่างกันกับคำว่า ตรุษ
ในเทศกาลตรุษ จึงเป็นข้อที่น่าทำความเข้าใจให้ชัดเจน
ความหมาย
เทศกาลตรุษ หรือเรียกสั้น ๆ
ว่า ตรุษ มีความหมายว่า
“ เทศกาล “ คราว
สมัยที่กำหนดไว้เป็นประเพณีเพื่อทำบุญและรื่นเริงในท้องถิ่นเมื่อสิ้นปี “
เทศกาลตรุษกำหนดนับวันทางจันทรคติ
( ขึ้น -
แรม ) เป็นเกณฑ์แต่วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน
๔ ถึงวันขึ้น ๑ ค่ำเดือน
๕ รวม ๓ วันด้วยกัน
ตรงกับเทศกาลสงกรานต์
นับวันทางสุริยคติ ( วันที่ ) เป็นเกณฑ์ ซึ่งปกติตกในราว วันที่
๑๓ เมษายน
มีความสำคัญประมวลได้ รวม ๔ ประการคือ
๑. นับเป็นนักขัตฤกษ์ใหญ่ประจำปี
๒. ถือเป็นพระราชพิธีบำเพ็ญกุศลแผ่ส่วนบุญให้เทพยดา ยักษ์
นาค ครุฑ คนธรรพ์
และสรรพสิ่งทั้งหลาย
๓. เป็นพระราชพิธีขจัดเหตุเภทภัย ปัดเป่าเหตุร้ายและอันตรายต่าง ๆ แก่ทวยอาณาประชาราษฎร์
๔. ขอพรให้บ้านเมืองอยู่ร่มเย็นเป็นสุข
ชนิดและความเป็นมา
ตรุษไทย แบ่งได้เป็น ๒ ชนิด คือ
ตรุษหลวงและตรุษชาวบ้าน ( ตรุษราษฎร์ )
ตรุษหลวง มีความเป็นมา
ปรากฏตามความใจพระราชพิธี ๑๒ เดือน
พระราชนิพนธ์ใน ร.๕
ซึ่งสมเด็จพระดำรงค์ราชานุภาพ
ทรงวิจารณ์ไว้ว่า
มีมาแต่รัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลก
ปรากฏหลักฐานตามกฎมณเฑียรบาลในกฎหมายตรา
๓ ดวง มีความหมายว่า
“ เดือน ๔
การพิธีสัมพัจฉรฉินท์ “ ( = พิธีเผด็จศก หรือตัดปี
สิ้นปี ) ซึ่งการพิธีแต่เดิมมีอยู่เพียงพิธีพราหมณ์
ต่อมาถึงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ตกอยู่ในราว
พ.ศ. ๒๒๙๙ ได้มีการเพิ่มพิธีทางพระพุทธศาสนาเข้าไป ( หลังจากพระอริยมุนีได้ไปพบเห็นพิธีตรุษในลังกา ทั้งได้เข้าร่วมพิธีด้วย ครั้นกลับมาถึงจึงนำมาใช้บ้าง ) ปรากฏความในคำให้การของชาวกรุงเก่ามีรายละเอียดระบุว่า ในการนี้
มีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ถึง
๓ วัน เฉพาะในวันที่
๓ นั้น สวดอาฏานาฎิยสูตร ตลอดรุ่ง
ขับไล่เสนียดจัญไร
เพื่อให้เกิดสุขสงบร่มเย็นแก่บ้านเมืองในแต่ละจบสะมีการยิงปืนใหญ่ตามป้อมค่ายที่เรียงรายอยู่รอบกำแพงวังและกำแพงพระนคร ๑๐๘
วัด
โดยใช้ถุงข้าวสารแถมลูกกระสุนปืนใหญ่
ใช้ใบหนาดและใบสาบแร้งสาบกาทำเป็นหมอนอัดดินปืน ในหลวงเสด็จพิธี เมื่อพิธีเสร็จโปรดให้พรมน้ำมนต์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ สรรพาวุธ
และช้าง เป็นต้น
การพระราชพิธีนี้
ได้ทำสืบเนื่องมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
โดยมีการปรับปรุงแก้ไขบ้างในสมัยรัชกาลที่
๔ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการลดทอนลงเรื่อย ๆ เพื่อให้เหมาะกับการสมัย กระทั่งที่สุดได้ยกเลิกไป เมื่อ
พ.ศ.๒๔๘๐ ในรัชกาลที่
๘
รวมระยะเวลาปฏิบัติสืบเนื่องมา
๑๕๐ ปี
ตรุษชาวบ้าน ( ตรุษราษฎร์ ) มีความเป็นมาและกำหนดตามตรุษหลวงเช่นกัน
ดังเป็นที่รู้ทั่วกันว่า “ ตรุษ ๓ สงกรานต์ ๔ “
( บางท้องถิ่น ตรุษ
๔ วัน สงกรานต์ ๕
วันก็มี ) มีกิจกรรมทั้งด้านบุญและการรื่นเริงบันเทิงใจประกอบกันเป็น ๒
ภาค คือ
ภาคกลางวัน
ทุกบ้านจะรีบแต่งตัวนำอาหารไปทำบุญตักบาตรที่วัดแต่เช้า
รับพรเสร็จแล้วตอนสายหนุ่าสายจะรีบกลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวออกไปหาเก็บดอกไม้บุชากราบไหว้พระเจดีย์ตามวัด ในโอกาสนี้เอง
หนุ่มสายจะถือโอกาสร้องเพลงตอบโต้กันตามถนัด เช่น
-
เพลงอธิษฐาน ( ในตอนบูชาพระ เจดีย์ )
-
เพลงพวงมาลัย
-
เพลงช่วงชัย
-
เล่นมอญซ่อนผ้า เป็นต้น
ภาคกลางคืน
จะเป็นการเล่นเข้าทรงลงผีต่าง ๆ
ตามลานกลางบ้าน เช่น
-
แม่ศรี
( เข้าทรงผีนางรำ
)
-
ลิงลม
( เข้าหัวใจลิงลม
ซึ่งจะปีนป่ายประดุจลิง )
-
ผีนางด้ง ( มีกระด้งฝัดข้าวเป็นองค์ประกอบ
)
สมัยปัจจุบันนี้ การเล่นร้องรำ และการเข้าทรงผี อันเป็นกิจกรรมเนื่องด้วยวัฒนธรรม ประเพณีจุดมุ่งหมาเฉพาะเพื่อการสนุกสนานรื่นเริงดังกล่าว ดูจะจางหายหาดูเกือบไม่พบแล้ว จะคงเหลืออยู่บ้างก็ในซอกมุมที่ห่างไกลความเจริญลึกลับเข้าไป ซึ่งถูกคลื่นวัฒนธรรมใหม่ บ่าทะลักเข้าลบล้าง ผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และดนตรีสมัยใหม่อยู่ไม่สร่างซา เกรงไปว่า ในอีกไม่ช้า ประเพณีมีเอกลักษณ์เฉพาะของไทยเหล่านี้ ก็จะลบเลือนหายไป ไร้ร่องรอยลงในที่สุด เราจะมีวิธีช่วยรักษาไว้ได้อย่างไร ? ในเมื่อปัจจุบัน วัฒนธรรมอันดีงามของชาติดูจะถูกละเลย และเสมือนมีใครจงใจจะให้เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาทุกวัน ๆ อย่างเช่นที่เป็นอยู่นี้ หรือท่านเห็นเป็นอย่างไร ?
เทศกาลตรุษไทย
ประเพณีในทางปฏิบัติในแต่ละครัวเรือนมีอยู่วาแต่ละบ้านเรือนจะต้องหาเตรียมจัดทำเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี คือ
แขวนข้าวผอก กระบอกน้ำไว้ตามทางแยกสามแพร่ หรือสี่แพร่ง
เพื่อให้ผีทั้งที่เป็นญาติและมิใช่ญาติ
ซึ่งหนีเตลิดตื่นตกใจจากเสียสวดอาฏานา
หรือภาณยักษ์และเสียงปืนใหญ่ (
ซึ่งใช้ข้าวสารเสกเป็นลูกปืน ) วิ่งผ่านมาจะได้หยิบ
ฉวยพาเอาไปเป็นเสบียงกินได้
( คำ “ ผอก “ แปลว่า ปลาหรือกุ้งป่น คลุกกับเกลือ )
- เตรียมขมิ้นกับปูนวางไว้
เพื่อเมื่อที่วิ่งหนีได้รับบาดเจ็บมาจะได้ทาฟกช้ำ
-
ห้ามปัสสาวะลงล่องพื้นเรือนด้วยเกรงจะถูกผีที่วิ่งตื่นตกใจผ่านมาจะถือโทษโกรธแค้นเอาด้วยหาว่าดูแคลน
-
ทำข้าวเหนียวแดงและกะละแม ถือเป็นขนมประจำเทศกาลตรุษ
เพื่อทำบุญอุทิศเป็นเสบียงให้ญาติผู้ล่วงลับ
ได้เก็บไว้กินได้นานไม่เน่าบูด
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า สงกรานต์
ไว้ว่า หมายถึง “ เทศกาลเนื่องในวันขึ้นปีใหม่อย่างเก่าซึ่งกำหนดทางสุริยคติ ตกราววันที่
๑๓ - ๑๕
เมษายน “
กำหนด
เทศกาลประเพณีสงกรานต์
ตามคตินิยมทั่วไปถือตามคติโหราศาสตร์มีเกณฑ์กำหนดอยู่ ๓
วันคือ มหาสงกรานต์ วันเนา
และวันเถลิงศก
บางแห่งเช่นทางภาคเหนือ
เพิ่มวันปากปีวันปากเดือนและวันปากวันเข้ามาอีก รวมเป็น
๖ วันด้วยกัน แต่ในทางปฏิบัติตามท้องถิ่นชนบททั่วไปนั้น มักถือทำบุญตักบาตรคล้าย ๆ
กันคือทำบุญในเทศกาลตรุษ ๔ วัน
ในเทศกาลสงกรานต์ ๕ วัน
๑. วันมหาสงกรานต์ เป็นวันที่ทางโหราศาสตร์คำนวณไว้ว่า ดวงอาทิตย์ยกย้ายจากราศีมีน ย่างเข้าสู่ราศีเมษ ปกติจะตกอยู่ราววันที่ ๑๓ - ๑๕ เมษายน
วันใดวันหนึ่งแต่ละปี
มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามประเพณีท้องถิ่น เช่น
๑.๑ วันว่าง
( ทางภาคใต้ ) โดยถือว่าเป็นวันว่างจากการประกอบอาชีพการงาน ชาวบ้านจะเที่ยวเตร่เล่นรื่นเริง เช่น
กีฬาชนวัว ปาข้าวต้ม ( ใช้ข้าวเหนียวห่อใบพ้ออย่างที่ภาคกลางเรียกว่า ลูกโยนต้มให้สุกนำมาขว้างปากันเป็นคู่ ๆ
ระหว่างหนุ่มสาวเช่นเดียวกันกับเล่นลูกช่วงทางภาคกลาง )
๑.๒ วันสังขารล่อง ( ทางภาคเหนือ ) คือวันที่ปีเก่ผ่านพ้นไปเนื่องจากดวงอาทิตย์ย้ายราศี
มาคมติความเชื่อถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่ควรนำมาเล่าขานไว้ในที่นี้ ก็คือว่า
ก่อนวันสังขานต์ล่องจะมาถึง
แต่ละบ้านใดไม่ทำจะถูก ( ปู่สังขานต์ ) ถ่มน้ำลายรดเอา จะต้องซวยไปทั้งปีไม่มีความเจริญ ครั้น “ วันสังขานต์ล่อง “ มาถึง
ทุกบ้านจะทำการเผาขยะหยากเยื่อนั้นเรียกกันว่า “ เผาสังขานต์ “ เป็นการกำจัดความไม่ดี
รวมทั้งเคราะห์โสก โรค ภัย
ที่มีในปีที่ผ่านมาปล่อยทิ้งไปพร้อมกับปีเก่าที่ผ่านพ้นไป
๑.๓
วันพระเจ้าลง
เรียกประเพณีปฏิบัติของชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ คล้ายกับประเพณีของชาวเวียงจันทร์ เมื่อสงกรานต์มาถึง พระสงฆ์ในวัดแถบนั้นจะนำพระเจ้า คือพระพุทธรูปน้อยใหญ่ มาขัดสีฉวีวรรณ สรงน้ำ
แห่อันเชิญขึ้นประดิษฐานบนแท่นหรือโต๊ะบูชาในศาลาการเปรียญให้คนได้สรงน้ำพระต่อไป ตกเย็น
จึงอัญเชิญพระเจ้าองค์ที่สำคัญ ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นพระทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ลงประดิษฐานไว้ที่หอสรง
ที่จัดเตรียมไว้เฉพาะที่บริเวณลานพิธีเพื่อให้คนได้สรงน้ำกันทั่วถึงในตอนเย็นและค่ำคืน จึงเรียกว่ากันว่า “
วันพระเจ้าลง “
ส่วนประเพณีชาวบ้านหมี่ ลพบุรี
มีข้อแตกต่างกันไปบ้าง
ที่น่ารู้คือ
ตอนเย็น
หลังจากพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปหรือพระเจ้าแล้วก็ถือโอกาสสรงน้ำพระสงฆ์และเล่นสนุกสนานสาดน้ำกัน เสร็จแล้วทำพิธีขอขมาพระสงฆ์
ตอนกลางคืน
ชาวบ้านจะพากันนำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาพระเจ้าที่หอสรง จากนั้นก็เล่นรื่นเริงต่าง ๆ เช่น ช่วงชัย
เข้าทรงลงผี เล่นลิงลม แม่ศรี เป็นต้น
วันถัดไป ( วันเนา ) ต่างนำดอกไม้ธูปเทียนเดินเป็นขบวนไปสรงน้ำพระตามหอสรงวัดต่าง
ๆ พลางเล่นสาดน้ำรื่นเริงกันด้วย
เมื่อเสร็จจากสรงน้ำพระตามหอสรงตามวัดและวันที่ต้องการแล้ว
ก็จะนำข้าวเหนียวมาแช่และนึ่งทำรวมกันที่ศาลาวัดระหว่างที่คอยเวลาให้ข้าวสุกอยู่นั้น
ก็ตีกลองฆ้องเล่นรื่นเริงสนุกสนานบันเทิงกันไป เรียกกันว่า
“ ง้นข้าวพ้นก้อน “ ( ง้น = ฉลอง
) กระทั่งรุ่งเช้า
จึงจัดขบวนแห่ข้าวสุกแล้วไปบูชาพระตามหอสรง เรียกว่า
“ บูชาข้าวสุก “ จนครบวัดที่ต้องการแล้วจึงกลับมาทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระที่วัดเสร็จแล้ว ทำพิธี
“ สู่ขวัญพระเจ้า “ ( พระพุทธเจ้า “ แล้วอัญเชิญขึ้นจากหอสรง
นำไปประดิษฐานเก็บไว้ตามเดิม
๑.๔ บุญสรงน้ำ
บุญประเพณีของชาวอีสานนี้
มิได้กำหนดเอาวันสงกรานต์เป็นเกณฑ์เหมือนภาคอื่น ๆ แต่ถือเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ
เดือน ๔ เป็นวันกำหนดบุญประเพณี เรียกว่า
“ บุญสรงน้ำ “ ซึ่งความจริงก็อยู่ในเทศกาลสรงกรานต์นั่นเอง เมื่อวันนี้มาถึงประมาณบ่าย ๓
โมง พระสงฆ์จะตีกลองโฮม (รวม ) ชาวบ้านซึ่งต่างก็นำน้ำอบน้ำหอมที่จัดเตรียมไว้ใส่หาบนแมารวมกันที่ศาลาววันเรียกว่า “ ศาลาโรงธรรม “ หรือศาลาการเปรียญ
พระสงฆ์จะนำพระพุทธรูปน้อยใหญ่ขัดสีฉวีวรรณแล้วอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ “ หอโฮง “ ( หอโรง ) หรือศาลาโรงธรรม พระสงฆ์มาพร้อมกัน
จากนั้นชาวบ้านนำเครื่องสักการะกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยตรัส ขอศีล
อาราธนามุงคุล ( มงคล ) พระสงฆ์สูดมุงคุล ( สวดมงคล ) จบแล้ว ชาวบ้านทำพิธีสู่ขวัญพระพุทธรูป
สรงน้ำพระ ก่อทราย สวดมนต์เย็นฉลองพระทราย กลางคืนมีมหรสพพื้นบ้านฉลองหรือ “ งัน “ เป็นการรื่นเริง รุ่งขึ้นทำบุญตักบาตร
อนึ่ง
การสรงน้ำพระพุทธรูปจะกระทำต่อเนื่องไปตลอดเดือนจนถึงวันเพ็ญเดือนหก หรือวิสาขบูรณมี จึงอันเชิญพระพุทธรูปขึ้นสถิตไว้ ณ
ที่เดิมต่อไป
๒. วันเนา โบราณเขียนรูปต่างกัน วันเนาว์
วันเนา มีความหมายไปตามรูปคำ แต่ก็ยุติลงในวัตถุประสงค์เดียวกันดังนี้
๒.๑. วันเนา ( เนา (เขมร) อยู่ ) หมายถึง
ดาวอาทิตย์ยังอยู่กันที่เนื่องมาจากเพิ่งเข้าสถิตราศีเมษดังกล่าวแล้ว จึงไม่ส่งผลในการส่งเสริมดาวสุภเคราะห์ใด
ๆ
และไม่มีกำลังที่จะต้านทานผลร้ายจากดาวบาปเคราะห์อื่น ๆ ในลักษณะป้องกันได้ จึงถือเป็นวันไม่ดี ไม่ส่งเสริมมงคล
๒.๒. วันเน่า เป็นสำเนียงพื้นบ้านทางภาคเหนือ มีที่มาอยู่
๒ ทางคือ
๒
เป็นรูปเดียวกับคำว่า “ เนา “ นั่นเอง แต่เขียนตามสำเนียงพื้นบ้านเป็น “
วันเน่า “ ไป และมีความหมายเช่นเดียวกันดังกล่าวแล้ว
- มีที่มาจาก “ คัมภีร์อานิสงส์ปีใหม่ “ ของชาวเหนือ กล่าวถึงที่มาและความหมายของ “ วันเน่า “ โดยดำเนินเรื่องกล่าวถึงพระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลซึ่งถูกถามว่า “ พระยาสุริยะ “ ครองเมือง “ กลิงคราช “ เลี้ยงผีปีศาจไว้มากมาย
ไม่ช้าชีพิตักษัตริย์ไปเกิดเป็นเปรตหัวล้านมีเลือดไหลอยู่มิได้ขาด ครั้นภายหลังภริยา ๒
นางตายไปเกิดเป็นเปรตอยู่ด้วยกัน
ครั้นในวันสังขานต์ล่องผ่านไปได้ช่วยกันเอาน้ำล้างเลือดเน่าที่ไหลออกมานั้น จึงเรียกว่า “วันเน่า “
ด้วยเหตุนี้ สรุปแล้ว
วันเนาว์ วันเนา ถือเป็นวันที่ไม่ดีดังกล่าวแล้ว
อย่างไรก็ดี
กิจกรรมตามประเพณีนิยมที่จัดทำในวันเนานั้น นำมารวบรวมกล่าวไว้ดังนี้
-
เป็นวันจัดทำของทำบุญตักบาตร
ถวายอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์
อุทิศผลบุญกุศลให้ญาติมิต
บุพพการิชน บรรพบุรุษของตน เป็นการทดแทนบูชาพระคุณที่ปีใหม่มาถึง
-
เตรียมชื้อ นก
ปลา เต่า วัว
ควาย ไถ่ชีวิตให้เป็นทาน เปลื้องทุกข์
ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุให้เกิดปลอดภัย มีความอยู่เย็นเป็นสุข
-
จัดเตรียมชื้อของ เสื้อผ้า
น้ำอบ น้ำหอม เพื่ออาบน้ำดำหัว ( สระผม ) ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นปูชนียบุคคลในครอบครัวและในหมู่บ้าน ตั้งปรารถนา
ให้ท่านอยู่ดีมีอายุยืน
และขอศีลขอพรจากท่านเป็นมงคลแก่ตัว
-
เตรียมขนทรายเข้าวัด เพื่อก่อ
ฉลองพระเจดีย์ทราย หรือพระทราย ( วาลุกาเจดีย์ ) ซึ่งบางแห่งนิยมทำกันในวันเนานี้
แต่บางแห่งนิยมทำกันในวันรุ่งขึ้นหรือวันเถลิงศก
อนึ่งการก่อเจดีย์ทรายนั้น มีประวัติว่า
พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นทรายขาวสะอาดที่ชายหาดด้วพระราชศรัทธาในพระรัตนตรัย ทรงก่อวาลุกาเจดีย์ขึ้น ณ
ที่นั้น จำนวนถึง ๘,๔๐๐๐
องค์และได้ทรงรับพระยากรณ์จากพระพุทธองค์ว่ามีอานิสงส์มากยิ่ง อันถือเป็นคตินิยมทำตามกันมา และต่อมา
ได้มีความนิยมเชื่อถือเพิ่มเติมขึ้น
สรุปกล่าวไว้ ๒ ประเด็น คือ
ประเด็นแรก
เป็นการจำลองเจดีย์จุฬามณีในดาวดึงเทวโลกมาสร้างกราบไหว้บูชา ซึ่งถือกันว่า
-
เป็นสถานที่บรรจุ พระจุฬาโมลี
( มวยผม )
ที่พระพุทธองค์ทรงใช้พระขรรค์ตัดทิ้งเมื่อครั้งเสด็จออกผนวช ซึ่งพระอินทร์นำไปบรรจุไว้
-
เป็นสถานที่บรรจุ พระทาฐธาตุ
( พระเขี้ยวแก้ว ) ด้านขวา ซึ่งพระอินทร์นำมาจากมวยผมของโทณพราหมณ์ที่แอบซ่อนไวว้ในขณะแจกพระบรมสาริริกธาติแล้วนำไปบรรจุรวมไว้ด้วย
การก่อพระเจดีย์ทราย ตามนัยนี้ถือเป็นอุทเทสิกเจดีย์ ( พระเจดีย์ที่สร้างขี้นเป็นเครื่องเตือนให้น้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณเช่นเดียวกันกับ พระพุทธรูป ) ถือว่าได้บุญมาก
ประเด็นที่สอง ถือเป็นการชดเชยใช้หนี้คืนให้แก่ธรณีสงฆ์สมบัติพระศาสนา ในภาคเหนือเรียกว่า “ ขอขมาต่อช่วงแก้วทั้งสาม
“ ( ลานพระรัตนตรัย ) ทั้งนี้ โดยคติความเชื่อเช่นเดียวกันว่า
การนำของพระสงฆ์ออกไปโดยมาได้รับอนุญาติเป็นบาปใหญ่หลวง เพื่อเป็นการปลดเปลื้องบาปที่อาจมีเพราะดินทรายที่เหยียบย่ำในวัดติดเท้าออกไปด้วย
เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ก็จัดประเพณีขนทรายเข้าวัด
โดยก่อพระเจดีทายเป็นอุทเทสิกเจดีย์พร้อมกันไปด้วย ซึ่งประเพณีดังกล่าวนี้
นอกจากจะเป็นการฝึกปลูกฝังคุณธรรมข้อกตัญญูกตเวทีแล้ว ยังปลูกสร้างสำนึกรับผิดชอบให้เกิดสำนึกร่วมในการเป็นประประโยชน์ร่วมและดำรงรักษาสาธารณประโยชน์ร่วมกันอีกด้วย
วันเถลิงศก
ทางภาคเหนือเรียกว่า “ วันพญาวัน “ ถือเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราช ( จ.ศ. ) ใหม่ แต่ต่อมาใช้รั้ตนโกสินทร์สักราช ( ร.ศ. )
แทน
มีกิจกรรมตามคติเชื่อถือปฏิบัติกันมา
รวมกล่าวได้ ดังนี้
-
เป็นวันทำบุญตักบาตร
บังสุกุลอัฐิบรรพบุรุษและวงศาคณาญาติอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านพ้นทุกข์ มีสุขตลอดไป
-
เป็นวันก่อพระเจดีย์ทราย (
วาลุกาเจดีย์ )
-
เป็นวันสรงน้ำพระ เล่นสาดน้ำสงกรานต์
-
ทางภาคเหนือ จะเอาไม้ค้ำกิ่งโพธิ์ มีความหมายเป็นการอุปถัมภ์ค้ำจุนไม้ตรัสรู้ ถือเป็นการค้ำจุนสืออายุ ส่งเสริมพระศาสดาทางหนึ่ง
๔. เป็นวันที่ชาวเหนือขยายสงกรานต์ออกไปอีก ๓
วัน
เป็นวันรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่โดยเฉพาะ
โดยแต่ละหมู่บ้านจะรวมตัวกันจัดขบวนแห่ตระเวนไปรดน้ำดำหัวมอบเสื้อผ้าให้ผู้หลักผู้ใหญ่ปูชนียบุคคลของชุมชน ปรารถนาให้อยู่ดีมีสุข
และขอศีลขอพรจากท่านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนนับเป็นเอกอุดมมงคลข้อ “ บูชาผู้ที่ควรบูชา “
โดยแท้
ความสำคัญ
ความสำคัญของสงกรานต์ที่มองเห็นได้ชัดเจนมี ๒
ประการ คือ
๑. ถือเป็นเทศกาลปีใหม่ของชนชาติไทยมานาน ซึ่งแม้มีประกาศยกเลิกเป็นทางการไปแล้วตั้งแต่
พ.ศ. ๒๔๘๓(สมัย ร.๕. ) แต่ชาวบ้านชาวเมืองก็ยังคงนิยมถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา แม้กระทั่งปัจจุบัน
การถือวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่นั้น
เป็นคติความเชื่อของชนชาวลุ่มน้ำเจ้าพระยามานับเนื่องนานกาล เนื่องจากเป็นคติความเชื่อตามอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ซึ่งครอบงำแถบถิ่นนี้มาก่อน
ต่อเมื่อชนชาติไทยอพยพมาจากจีนตอนใต้เข้ามาอยู่ในถิ่นแถบนี้
จึงรับเอาอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ไว้เต็มที่และปรับเปลี่ยนประเพณีแนวปฏิบัติที่เคยนับเริ่มฤดูกาลทำกินตั้งแต่เดือนอ้าย ( เดือนแรก ) ซึ่งตกในราวเดือนพฤศจิกายน อันถือเป็นฤดูเริ่มเพาะปลูกทำกินและถือเป็นวันขึ้นปีใหม่เริ่มชีวิตใหม่มาแต่ต้น
เปลี่ยนมาถือเดือนเมษายนเป็นเดือนเริ่มฤดูตั้งต้นทำกินหรือเริ่มปีใหม่ตามฤดูกาลแตกต่างกันไปตามภูมิภาคของโลกตามเป็นจริง ซึ่งน่าจะบันทึกระยะการเปลี่ยนแปลงไว้ดังนี้
เดิมทีชนชาติไทยเราถือเอาเดือนอ้ายเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ซึ่งยังมีชื่อเดือนอ้าย ( แรก หนึ่ง ) เดือนยี่ ( สอง ) เดือนสาม
เดือนสี่ เป็นต้น ปรากฏอยู่ในปฏิทินปัจจุบันเป็นหลักฐาน
ครั้นอพยพย้ายถิ่นฐานลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้รับเอาอิทธิพลศาสนาพราหมณ์คือ เดือนห้า เป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่เพิ่มเข้ามาอีก
เป็นเหตุให้มีเทศกาลประเพณีขึ้นปีใหม่สองครั้งสองหนประดักประเดิดเรื่อยมา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๔๓๒ อันเป็นรัชสมัยของ ร.๕ เผอิญว่าวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕
อันเป็นเปลี่ยนศกใหม่ ตรงกับวันที่
๑ เมษายนพอดี ได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ถือเอาเดือนห้าเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่เป็นทางการตั้งแต่ครั้งเดียวกระทั่งถึง
รัชสมัย ร.๘
รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม
ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาเปลี่ยนแปลงแก้ไขวันขึ้นปีใหม่ตามหลักสากลขึ้นคณะหนึ่ง ประชุมกันครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ณ
ห้องประชุมราชบัณฑิยสถาน
มามติให้ถือเอา วันที่ ๑
มกราคม
เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยตามหลักสากล
โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
๑ มกราคม พ.ศ.
๒๔๘๔ เป็นต้นไป เป็นเหตุให้ปี
พ.ศ. ๒๔๘๓ ( ปีมะโรง ) มีเพียง ๑๐
เดือนเท่รานั้น ถึงกระนั้น ถึงกระนั้นทางโหรศาสตร์ไทยยังคงนับอายุโดยถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนเริ่มต้นอยุ่เช่นเดิม
๒. เป็นเทศกาลลอนอนุรักษ์และปลูกฝังคุณธรรมอันเป็นเอกลักษณ์แห่งวัฒนธรรมประเพณีไทย
หยก
หยกมีอิทธิพลต่อคติความเชื่อของชาวจีนลึกซึ้ง เรามักจะเห็นสตรีชาวจีนสวมใส่กำไลหยกกันเป็นพื้นตามบันทึกจองเก๋อหง บัณฑิตในลัทธิเต๋า
ผู้รวบรวมคำสอนของเต๋าซึ่งมิได้มีการบันทึกมาก่อนจดบันทึดเข้าไว้เป็นรูปเล่น ชื่อว่า
เน่ยเพียน
นำออกเผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. ๘๕๓ ( ค.ศ. ๓๒๐ )
กล่าวความไว้ว่า
“ หยกทำให้มนุษย์ตัวเบาจนเหาะได้ “
“ หยกสามารถละลายในเหล้าโรงสีดี
แล้วปล่อยให้ตกผลึกหรือทำเป็นเม็ดยาได้
หากกินติดต่อกันเป็น เวลา ๑ ปี
จะทำให้ตัวไม่เปียกในเวลาที่เดินลงไปในน้ำ
และไฟไม่ไหม้เมื่อเดินเข้าไปในกองไฟ
อยู่ยงคงกระพันของมีคมแทงไม่เข้า
สารพิษไม่สามารถทำอันตรายได้”
ทั้งยังบันทึกไว้อีกว่า
“ ชายตาบอดผู้หนึ่ง
สามารถรักษาดวงตาให้หายดีได้ด้วยการดื่มผงหยกละลาย “
นอกจากนี้ยังถือว่า
หยกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
การใส่กำไลหยก
มีความมุ่งหมายว่า
เพื่อเป็นเครื่องป้องกัน
ปลอดภัยนากผีร้าย
หรือวิญญาณชั่วร้ายต่าง ๆ
หลิว
หลิว
เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งมีชื่อทางพฤษศาสตร์ว่า
Salix babayiolica มีดอกสีแดงสดลักษณะเป็นช่อกลม ๆ ยาวประมาณ ๒.๕ ๔
เชนติเมตรกิ่งและใบห้อยระย้าลงคล้ายใบสนปฏิพัทธ์ที่ปลูกตามรั้วนิยมปลูกทำเป็ซนไม้ประดับ
ชาวจีนถือว่า หลิว เป็นสัญญลักษณ์มีคุณค่าของความบริสุทธิ์
นาฬิกา
นาฬิกา เป็นสิ่งที่ชาวจีนกวางตุ้งถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับการนำมามอบให้เป็นของขวัญ
เพราะคำว่า นาฬิกา
มีเสียงพ้องคำในภาษากวางตุ้ง
มีความหมายว่าไปงานศพ การให้นาฬิกาเป็นของขวัญแก่กัน จึงเป็นเรื่องไม่น่านิยมในชาวจีนกวางตุ้ง
อนึ่งของขวัญใด ๆ ควรเว้นสีซึ่งชาวจีนถือว่าไม่เป็นมงคล ได้แก่
สีขาว สีดำ สีน้ำเงิน
รวมทั้งสีในกลุ่มสีดังกล่าว
เช่น สีม่วงเป็นต้นด้วย
ส่วนสีที่เหมาะสมที่สุดคือสีแดงซึ่งเป็นสัญญลักษณ์แห่งมงคลและโชคลาภหรือจะเป็นสีทอง สีแสด
ก็ได้
ของมีคม เช่น มีด
กรรไร
ก็ห้ามใช้เป็นของขวัญเพราะมันหมายถึง
การตัดรอน ห่ำหั่น หรือบั่นทอนทำลายมิตรไมตรีต่อกัน ( ตัดญาติขาดมิตร )
พี่น้องชาวจีนถือการให้ผ้าเช็ดหน้าเป็นของต้องห้าม เพราะผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าห่ม
เป็นของที่ชาวจีนนิยมให้แก่กันในงานศพ
งานเฉลิมฉลองจึงไม่นิยม
โป๊ยก่วย
โป๊ยก่วย
ปัจจุบันเป็นกระจกรูปทรงกลม
๘ เหลี่ยม บานเล็ก
ๆ
ซึ่งมักจะมีติดตั้งอยู่เหนือประตูเกือบทุกบ้านถือเป็นการสท้อนสิ่งที่ไม่ดีให้กลับออกไปเป็นเครื่องกันและขจัดภัยพิบัติต่าง
ๆ
โป๊ยก่าย ( สัญลักษณ์ ๘ )
สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์ฮกฮี ครั้งดึกดำบรรพ์ ซึ่งกำหนดใช้ขีดยาว ๑ เส้นแทนหยาง หรือเพศชาย
และขีดสั้น ๒ ขีด แทนหยิน หรือเพศหญิง
ผสมกันใช้เป็นสัญญลักษณ์แทนธรรมชาติต่าง ๆ
ขีดยาว แทนความสว่าง ความแข็ง
เพศชาย หรือหยาง
ขีดสั้น ๒ ขีด แทนความคิด ความอ่อน
เพศหญิง หรือหยิน
สองสิ่งนี้ได้ผสมกัน
ก่อกำเนิดเป็นเครื่องหมายหรือสัญญลักษณ์ของสรรพสิ่งปรากฏการณ์แห่งโลกขึ้น คือ
ยาว - ยาว –
ยาว ( - - - ) ใช้เป็นเครื่องหมายแทน ฟ้า
สั้น – สั้น – สั้น ( . . . ) ใช้เป็นเครื่องหมายแทน ดิน
สั้น – ยาว – สั้น (. - . ) ใช้เป็นเครื่องหมายแทน น้ำ
ยาว – สั้น – ยาว ( - . - ) ใช้เป็นเครื่องหมายแทน ไฟ
ยาว – สั้น – สั้น ( - . . ) ใช้เป็นเครื่องหมายแทน ภูเขา
สั้น – ยาว – ยาว ( . - - ) ใช้เป็นเครื่องหมายแทน บึง
สั้น – สั้น – ยาว ( . . - ) ใช้เป็นเครื่องหมายแทน ฟ้าคะนอง
ยาว – ยาว – สั้น ( - - . ) ใช้เป็นเครื่องหมายแทน ลม
สัญญะลักษณ์เหล่านี้
นิยมเขียนไว้ตามแผ่นไม้
แล้วติดไว้ตามบ้าน
หากตรอกซอกซอย
ถือเป็นเครื่องกันและขจัดภัยพิบัติต่าง ๆ
ดังกล่าวแล้ว สันนิษฐานว่า คณะฉันท์ทั้ง
๘ คือ มะ (
- - - ) น ( . . .
) ชะ ( . - . ) ระ ( - . - ) สะ ( . . - ) ตะ ( - - . ) ซึ่งกำหนดมากำหนดเป็นกระบวนฉันท์ชนิดต่าง ๆ ขึ้นนั้น
คงจะได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากแหล่งเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกระมัง
จะแตกต่างกันก็แต่ความหมายซึ่งขยายความยักย้ายถ่ายเทไปตามความประสงค์ที่ต้องการ
ข้อความกำหนด
ชาวไทยเรามักจะสับสนระหว่างคำ ๒
คำ คือ โป๊ยก่วย กับ
โป๊ยก่าย คำว่า โป๊ยก่วย
หมายถึง สัญญะลักษณ์แปด
ดังกล่าวมาแล้ว ส่วนโป๊ยก่าย หมายถึง
ศีลแปด เป็นคนละเรื่องกัน
คำว่า ซำปอกง
นี้ตามความหมายที่ชาวจีนใช้เรียกพระพุทธรูปองค์ใหญ่แห่งวัดพนัญเชิง (พนัญเชิง มาจาก พะแนงเชิง (ข) แปลว่าพับ, เชิง แปลว่าเท้า, พนัญเชิงแปลว่า นั่งขัดสมาธิ ) ที่จังหวัดอยุธยา และที่วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรีนั้น
มีที่มาค่อนข้างสับสนด้วยว่าในทางพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่า ซำปอกง คงมี่แต่คำว่า ซำปอ
แปลว่าพระรัตนตรัย
ส่วนคำว่ากง หรือกัง นั้นเป็นคำทั่วไป แปลว่า ปู่
แต่ที่คำว่า ซำปอ กลายเป็นซำปอกง ไปในที่สุดนั้น น่าจะเป็นการเข้าใจสับสน หรือเรียกไปตามความเคยชิน ทั้งนี้เนื่องจากมีคำว่า ซำปอกง
ใช้อยู่ก่อนแล้ว
เป็นชื่อที่ชาวจีนเรียกมหาดเล็กผู้มีชื่อเสียงคือ ท่านแต้ฮั้ว
ในอีกชื่อหนึ้งว่า ซำปอกง
แต้ฮั้ว
มีประวัติความเป็นมาไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นชาวมองโกล หรืออินเดีย
หรือชาวอาหรับกันแน่ แต่ท่าน อ.
เสถียรสุตผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติววัฒนธรรมจีน สันนิษฐานว่า
“ น่าจะเป็นชาวอาหรับ “ โดยให้เหตุผลว่า “ เพราะมีความสามารถในการเดินเรือ
“ แต้ฮั้ว นับถือศาสนาอิสลาม ปรากฏว่ามีรถรากเข้าตั้งถิ่นฐานอยู่ใน ยูนาน
ตั้งแต่รุ่นปู่
กระทั่งกลายเป็นจีนไปในที่สุด
ได้รับพระราชทานแซ่ว่า เบ้ มีตำแหน่งทางราชการเป็นมหาดเล็ก มีผู้สันนิษฐานว่าชาวจีนอิสลามนิยมใช้แซ่ เบ้
เนื่องมาจากเบ้เอี๋ยง
แม่ทัพชาวอิสลามผู้เกรียงไกรได้ยึดดินแดน
และนำวัฒนธรรมเข้ามาเป็นอันมาก
ปัจจุบันยังมีชนกลุ่มหนึ่งเรียกว่า เบ้ลิ้ว ซึ่งหมายความว่าคนของเบ้เอี๋ยงที่ยังเหลืออยู่ ตามบันทึกปรากฏว่า พ.ศ. ๑๙๘๔
กษัตริย์อซ่งโจ๊วทงใช้ให้แต้ฮั้ว (
เจงโห ) นำกองเรือจำนวน ๖๒ ลำพร้อมด้วยทหารจำนวนถึง ๓๗,๐๐๐ คนเดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ
แถบหมู่เกาะทะเลได้
แต้ฮั้ว
ได้ออกเดินทางตั้งแต่ พ.ศ. ๑๙๔๙
จนถึง พ.ศ. ๑๙๗๕ รวม ๗
ครั้ง เป็นเวลารวม ๒๕
ปีด้วยกัน
ได้เยี่ยมเยือนประเทศต่าง ๆ
รวมกว่า ๓๐ ประเทศ ปรากฏว่า
กองเรือนี้ได้เดินทางมาถึงพระนครศรีอยุธยา
เมื่อเดือน ๙ ปี พ.ศ. ๑๙๓๕
มีผู้นิยมเรียกท่านว่า ซำปอกง
คำว่า ซำปอ ที่ใช้เรียกท่านแต้ฮั้วในที่นี้ ท่าน อ. เสถียรสุต กล่าวว่า
“ ไม่ทราบว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งหรือเป็นคำเรียกที่ชาวจีนในต่างประเทศใช้กล่าวยกย่องท่านแต่ฮั้วกันแน่
“ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ซำปอกง ( ท่านปู่ซำปอ ) นั้น เป็นชื่อเรียกท่านแต้ฮั้วอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้น
เมื่อมาใช้คำว่า ซำปอ ( พระรัตนตรัย ) เรียกพระพุทธรูปใหญ่ หรือ
หลวงพ่อโต ที่วัดพนัญเชิง และวัดกัลยาณมิตร จึงเพิ่มคำว่า กง ต่อท้ายเข้าด้วยตามความเคยชิน เลยกลายเป็น ซำปอกง ไปในที่สุดดังที่ปรากฏ
โป็ยเซียน
โป็ยเซียน หรือเทวดานั้น เป็นนักพรต
ในลัทธิเต๋า ประกอบด้วย
๑. เทพเจ้าแห่งการแสดง
๒. เทพเจ้าแห่งสวนและพฤกษชาติ
๓. เทพเจ้าแห่งผู้ป่วย
๔. เทพเจ้าแห่งศีลปกรรมและสักษศิลป์
๕. เทพเจ้าแห่งดนตรี
๖. เทพเจ้าแห่งแม่บ้าน
๗. เทพเจ้าแห่งการค้นพบแก่นแท้แห่งชีวิต
๘. เทพเจ้าแห่งโหราศาสตร์ และมายากล
เทพทั้ง ๘ (โป๊ยเซียน ) นี้สันนิษฐานว่าคงจะปรากฏขึ้นอย่างน้อยก็ในสมัยกษัตริย์เหี้ยนจง
เพราะมีละครเรื่องโป๊ยเซียนอวยพรอายุปรากฏแล้ว และยังคงมีอยู่ในเมืองไทยในบัดนี้ แต่รายละชื่อเซียนของลัทธิเต๋าเองหาได้มีคำว่าโป๊ยเซียนปรากฏอยู่ไม่
และเซียนแต่ละเซียนก็มิได้มีตำแหน่งประจำเช่นอย่างโป๊ยเซียนนอกจากจะไปอวยพรเรื่องอายุเท่านั้น
ในบันทึกของเมืองเสฉวนปรากฏว่ามีโป๊ยเซียนเป็นของเสฉวนเอง คำว่า
โป๊ยเซียน อาจจะมาจากที่นี้ก็ได้
อนึ่ง
ในราชวงศ์ถัง มีโป๊ยเซียนสุรา คือ
เซียนทั้ง ๘
นี้เป็นกวีใหญ่ที่ชอบดื่มสุรา
โป๊ยเซียน
มักจะพบประดิษฐานอยู่บนแท่นบูชาตามวัดหรือเป็นภาพแขวนอยู่ตามฝาผนัง
เป็นที่น่าสังเกตุว่ามักเป็นภาพเขียนหรือเป็นภาพจำลองประดิษฐานไว้ตามสถานที่ต่าง
ๆ ตามความเชื่อและความเหมาะสมของธุรกิจนั้น
ๆ
กวนอิม
กวนอิน (ญี่ปุ่น เป็น “ กันออน “ อย่างที่เอาไปตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ซ่า CANON )
กวนอิม หรือกวนอิน
คือพระอวโลกิเตศวรพระโพธิสัตว์ในนิกายมหายาน แปลเป็นจีนว่า
กวนซีอิม หรือกวนจือไจ๋
เรียกย่อว่า กวนอิม เพราะ ซี ไปพ้องกับพระนามกษัตริย์ไทจงแห่งราชวงศ์ถัง คือหลีซีบิ๋น
พระโพธิสัตว์กวนอิม
จีนถือว่า มีนิรมาณกายถึง ๓๒
องค์ แต่ที่จีนนิยมบูชา
นิรมาณกายหญิง เป็นผู้ทรงความกรุณา หรือโพธิสัตว์แห่งความกรุณา เป็นองค์เดียวกันกับเทพองค์หนึ่งของธิเบต ซึ่งชาวธิเบตเชื่อว่า เทพองค์นี้แต่เดิมเป็นชาย ต่อมาถูกแปลงเพศเป็นหญิง ( จากอิทธิพลเรื่อง ศักตี
คือนางดารา หรือชายาคู่บารมี ของลัทธิฮินดู
เช่น พระศิวะ มีศักตีชื่อ
อุมา
สำหรับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ของมหายานมีนางดารา ช่อว่า
ปรัชญาปารมิตา
ช่วยเหลือราษฎรให้รอดพ้นจากทุกข์ทรมานจากการกดขี่ในที่สุดด้วยบุพบารมีเมตตาของนาง
นางสามารถช่วยบิดาซึ่งตายไปตกนรกให้รองพ้นจากขุมนรกได้
พระโพธิสัตว์
บางครั้งชาวจีนเรียกว่า
อาเหนียว อาเหนีย ซึ่งไปเรียกปะปนกันกับชื่อของ พระราชเทวีมาตา อันเป็นลักษณะความเข้าใจสับสน
อันราชเทวีมาตานั้น เดิมเป็นหญิงสาวฮกเกี้ยน แซ่ลิ้ม
ในราชวงศ์ซ้อง เรียกกันว่า อาม้า
หรืออาเหนียว
มีความสามารถช่วยเหลือคนเรือล่มให้รอดพ้นได้ในขณะยังเยาว์วัย ถึงแก่กรรมลงเมื่ออายุได้ ๒๐
ปีได้ปรากฏกายเป็นเทพช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวเรือเสมอ ต่อมาในราชวงศ์เหม็งได้พระราชทานนามเฉพาะว่าพระราชเทวี หรือพระราชเทวีมาตา
ชาวจีนนิยมกราบไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมภาคนิรมาณกายหญิง หรือเจ้าแม่กวนอิม ด้วยความประสงค์เฉพาะคือ เพื่อขอมี
ขอความมั่งมี และขอความปลอดภัยต่าง
ๆ
เจ้าแม่ทับทิม ( เทียนโห้ว เทียนเฟย หรือมาจู่ )
เทียนโห้ว หรือเทียนเฟย หรือมาจู่
ซึ่งเรารู้จักทั่วไปในนาม
เจ้าแม่ทับทิม นั้น
เป็นเทพธิดาในลัทธิเต๋าถือเป็นเทพธิดาผู้พิทักษ์ท้องทะเล นับถือกันมากในหมู่ชาวประมง ทั้งชาวจีนและชาวไทย
ตามตำนานกล่าว เทียนโห้ว นั้น
เคยเป็นมนุษย์
เป็นหญิงสาวที่มีความสามารถสูงในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศทำนองเจ้าหน้าที่ทางอุตุนิยมวิทยา ครั้นสิ้นชีวิตลง
ชาวบ้านต่างพากันยกย่องบูชา
ยกเป็นเทพธิดาผู้ช่วยพิทักษ์คุ้มครอง
เทศกาลเทียนโห้วจัดขึ้นเฉลิมฉลองวันเกิดของเจ้าแม่โดยกำหนดเอาเดือนที่สามตามจันทรคติของจีน เทศกาลนี้เป็นเรื่องของชาวทะเลโดยแม้ เพราะเป็นอาชีพที่ได้รับผลคุ้มครองจากเจ้าแม่โดยตรง
มีการจัดขบวนเรือหระมงยิ่งใหญ่เฉลิมฉลองกันเป็นที่เอิกเกริกด้วยเสียงประทัดก้องสะท้านท้องน้ำที่ขบวนแห่ผ่านไป อันเป็นลักษณะแห่งการบูชาเจ้าแม่ทับทิม
น้ำเต้า
เท่าที่สืบรู้ได้ความว่า
พุ่มน้ำเต้า เคยเป็นที่ซ่อนตัวหลบหนีการจับกุมของ “ ตั้วเฮียโค้ “ หัวหน้าพี่ใหญ่ของดวกกู้ชาติที่ลุกขึ้นต่อสู้พวกแมนจู หลังจากราชวงศ์เหม็งสลายตัวลง ให้ได้รอดพ้นจากการจับกุม ดังนั้น
ชาวจีนจังนับถือน้ำเต้าเป็นการบูชาคุณ
โดยเฉพาะคณะอั้งยี่
สืบเนื่องมาจากขบวนการของพวกกู้ชาตินั้นถือไม่กินน้ำเต้า เลยถือเป็นประเพณีสืบทอดกันมา
ด้วยเหตุนี้กระมังสถานที่จุดไฟบูชาจึงมักทำเป็นรูปน้ำเต้า คงจะเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงบุญคุณของน้ำเต้าที่เคยมีต่อบรรพของชาติจีนมาก่อน
ขนมจ้าง
ขนมจ้าง เป็นขนมของชาวนครช้อ โดยเฉพาะนครช้อนั้น มีอาณาเตอยู่ด้านใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งในสมัยก่อนมิได้อยู่ในการปกครองของจีน
คำว่า จ้าง หรือ
จ่าง
เป็นอักษาผสมระหว่างคำว่า ข้าว กับคำว่า
จง
ซึ่งเป็นคำที่จีนใช้คำภาษาต่างประเทศในหนังสือจีน ส่วนมากเรียกว่า ข้าวห่อ
๓ เหลี่ยม ในเสฉวนเรียกว่า ข้าวกระบอก
สารทขนมจ้าง ในวันที่ ๕
ของเดือนที่ ๕ ของจีนนั้น จัดขึ้นเป็นการเซ่นไหว้จินตกวีชาวนครช้อ ซื่อว่า
คุกง้วนผู้ซึ่งรับราชการอยู่ในสมัยที่นครช้อเต็มไปด้วยสงครามกลางเมืองแต่ต่อมาได้ลาออกจากราชการเมื่อเห็นว่า นครช้อไปไม่รอด และในที่สุดได้กระทำอัตตวินิบาตกรรม หรือฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำตาย บทประพันธ์ชั้นเอกของท่านชื่อ ลี่เซา
ได้รับการยกย่องให้เป็นแบบฉบับของร้อยกรองที่ยอดเยี่ยม แม้กระทั่งปัจจุบัน เช่นเดียวกับกำศรวญศรีปราชญ์ของเรา
สารทขนมจ้าง
จัดขึ้นเพื่อการเซ่นไหว้กวีผู้นี้โดยเฉพาะซึ่งต่อมาก็ไหว้ผีอื่น ๆ
เข้าไปด้วยตามแต่ใครจะมีน้ำใจเผื่อแผ่ไม่จำกัด ซึ่งมิได้มีข้อห้ามแต่อย่างใด
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พิธีกรรมใด
ๆ
อันเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทยนั้น
ล้วนแผ่ไปด้วยแนวประพฤติปฏิบัติที่มุ่งปลูกฝังคุณธรรมสัมพันธ์ด้วยกันทั้งสิ้น เช่น
หลักการบำเพ็ญคุณธรรมความดี ๓ ด้านที่เรียกว่า “ บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการ “ มุ่งปลูกฝังคุณธรรมตามแนวสอนที่ว่า “ คนดี ต้องมีกตัญญูกตเวที “ เช่น การลอยกระทง
การบำเพ็ญทักษิณานุปทาน
หรือมิฉะนั้น
ก็เป็นการจรรโลงสันติสุขและสามัคคีธรรมในสังคม ได้แก่พรหมวิหารธรรม เช่น
การแผ่เมตตา การกรวดน้ำ ( กรวด ( เขมร) ริน เท )
กรวดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
การก่อพระเจดีย์ทราย เป็นต้น
โดยเฉพาะเทศกาลประเพณีสงกรานต์ ( ตรุษสงกรานต์ ) อันเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของไทยเรานั้น มีการปลูกฝังคุณธรรมสัมพันธ์อย่างสมบูรณ์ จึงเป็นประเพณีที่คุณค่า ควรสืบสานอนุรักษ์ไว้อย่าให้แปรเปลี่ยนจนเกินไป มิฉะนั้น อนุชนไทยจะมิเหลือคุณลักษณะ “ คนไทย “ ซึ่งมีความเป็นไทยทั้งกายและใจ ให้ปรากฏอีกต่อไป เนื่องจากปัจจุบันนี้มีผู้พยายามเปลี่ยนแปลง บ่อนทำลายจนเกือบจะกลายสภาพอยู่มากแล้ว น่าเป็นห่วงอยู่เหลือเกินว่าอนาคตต่อไป “ คนไทย “ จะมีลักษณะเป็นคนไทยสักกี่เปอร์เซ็นต์ จะเต็มไปด้วยตัวเป็นคนไทยใจเป็นทาสต่างชาติ ขาดความสำนึกและภูมิใจในตัวเอง ดูถูกวัฒนธรรมแระเพณีตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ดาษดื่นทั้งผู้ใหญ่และเด็กเช่นขณะนี้กระนั้นหรือ ท่านรู้สึกเห็นเป็นเช่นไร
