ปาติโมกขสังวรศีล
ในปาติโมกขสังวรศีล เป็นต้นนั้น
มีกถาวินิจฉัยพร้อมทั้งการพรรณนาตามลำดับบทจำ เดิมตั้งแต่ต้น ดังต่อไปนี้
๑. อภิ. วิ.
๓๕/๒๘. ๒. องฺ. ติก.
๒๐/๑๔๓. ๓ .
ม. มู.
๑๒/๑๗.
ศีลอันเป็นสิกขาบทนั้น เรียกว่า ปาติโมกข
เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า
ปลดเปลื้องภิกษุผู้รักษาศีลนั้น
ให้หลุดพ้นจากศีลทั้งหลาย
มีทุกข์ในอบายเป็นต้น
ความระวัง ชื่อว่า ความสังวร
ความสังวรนี้
เป็นชื่อของการไม่ล่วงละเมิดที่ เกิดทางกาย และ เกิดทางวาจา ความสังวร คือปาติโมกข์ ชื่อว่า ปาติโมกขสังวรเป็นผู้สำรวมด้วยสังวร
คือ ปาติโมกข์นั้น ชื่อว่า ปาติโมกขสํวรสํวุโต อธิบายว่า
ผู้สำรวมคือผู้เข้าถึงคือผู้ประกอบด้วยสังวรคือปาติโมกข์ บทว่า
วิหรติ หมายความว่า ยังอัตภาพให้เป็นไปอยู่ (คืออยู่ด้วยอิริยาบท ๔)
อรรถาธิบายของบทว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร เป็นต้น
พึงทราบ
โดยนัยอันมาแล้วในพระบาลีนั่นเทียว
จริงอยู่
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ดังต่อไปนี้
บาลีแสดงอาจารและโคจร
บทว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร ไขความว่า
อาจารมีอยู่ อนาจารมีอยู่
อนาจาร
ในอาจารและอนาจารนั้น อนาจารเป็นอย่างไร ?
ความล่วงละเมิดที่เกิดทางกาย
ความล่วงละเมิดที่เกิดทางวาจา ความล่วงละเมิดที่เกิดทั้งกายและทางวาจา นี้เรียกว่า
อนาจาร แม้ความทุศีลทุกๆ อย่างก็ชื่อว่า อนาจาร ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ ย่อมสำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีพ คือ
ด้วยการให้ไม้ไผ่บ้าง
ด้วยการให้ใบไม้บ้าง
ด้วยการให้ดอกไม้, ผลไม้, แป้งเครื่องสนานและไม้สีฟันบ้าง
ด้วยความเป็นผู้ประจบสอพลอบ้าง
ด้วยความเป็นผู้เหมือนแกงถั่วบ้าง
(คือพูดจริงบ้างไม่จริงบ้าง สุกๆ
ดิบๆ เหมือนแกงถั่ว)
ด้วยความเป็นผู้รับเลี้ยงเด็กบ้าง
ด้วยรับส่งหนังสือด้วยกำลังแข้งบ้าง
หรือด้วยมิจฉาอาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงครหา
อย่างใดอย่างหนึ่ง
การสำเร็จการเลี้ยงชีพนี้
เรียกว่า อนาจาร
อาจาร
ในอาจารและอนาจารนั้น อาจารเป็นอย่างไร ?
ความไม่ล่วงละเมิดที่เกิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดที่เกิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดที่เกิดทั้งทางกายและทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดนี้ เรียกว่า
อาจาร
แม้สังวรคือศีลทั้งหมดก็เรียกว่า
อาจาร ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ ย่อมไม่สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีพ คือ
ด้วยการให้ไม้ไผ่บ้าง
ด้วยการให้ใบไม้บ้าง
ด้วยการให้ ดอกไม้, ผลไม้, แป้งเครื่องสนาน และ ไม้สีฟันบ้าง ด้วยความเป็นผู้
ประจบสอพลอบ้าง
ด้วยความเป็นผู้เหมือนแกงถั่วบ้าง
ด้วยความเป็นผู้รับเลี้ยงเด็กบ้าง
ด้วยรับส่งหนังสือด้วยกำลังแข้งบ้าง หรือ ด้วยมิจฉาอาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงครหาอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง การไม่
สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีพนี้
เรียกว่า อาจาร
บทว่า อโคจร
ไขความว่า โคจรมีอยู่ อโคจรมีอยู่
อโคจร
ในโคจรและอโคจรนั้น อโคจร
เป็นอย่างไร ?
ภิกษุบางรูปในศาสนานี้
เป็นผู้มีหญิงแพทศยาเป็นที่โคจรบ้างมีหญิงหม้าย,สาวเทื้อ,บัณเฑาะก์, ภิกษุณีและร้านสุราเป็นที่โคจรบ้าง
เป็นผู้อยู่คลุกคลีกับพระราชา
มหาอำมาตย์ของพระราชา
กับพวกเดียรถีย์
และสาวกของพวกเดียรถีย์
ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ อันไม่สมควรแหละหรือ
ย่อมส้องเสพคบหาเข้าไปนั่งใกล้
ซึ่งตระกูลทั้งหลายเห็นปานฉะนี้
คือ ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ตระกูลที่ไม่เลื่อมใส ตระกูลที่มิได้เตรียมตั้งเครื่องดื่มไว้ ตระกูลที่ด่าที่บริภาษ ตระกูลที่ไม่ใคร่ประโยชน์ ตระกูลที่ไม่ใคร่ความเกื้อกูล ตระกูลที่ไม่ใคร่ความผาสุก ตระกูลที่ไม่ใคร่ความเกษมจากโยคธรรม แก่ภิกษุ
ภิกษุณีอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย
พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้
เรียกว่า อโคจร
โคจร
ในโคจรและอโคจรนั้น โคจร
เป็นอย่างไร ?
ภิกษุบางรูปในศาสนานี้
เป็นผู้ไม่มีหญิงแพทศยา
เป็นที่โคจร เป็นผู้ไม่มีหญิงหม้าย, สาวเทื้อ,บัณเฑาะก์,
ภิกษุณีและร้านสุรา เป็นที่โคจร เป็นผู้ไม่คลุกคลีกับพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา กับพวกเดียรถีย์ และสาวกของพวกเดียรถีย์ ด้วยความคลุกคลีกับคฤหัสถ์ อันไม่สมควร
แหละหรือ ย่อมส้องเสพคบหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ ซึ่งตระกูลทั้งเห็นปานฉะนี้ คือ ตระกูลมีศรัทธา ตระกูลเลื่อมใส
ตระกูลเตรียมตั้งเครื่องดื่มไว้ ตระกูลรุ่งเรืองไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ ตระกูลฟุ้งตลบไปด้วยกลิ่นฤาษี
ตระกูลใคร่ประโยชน์ ตระกูลใคร่ความเกื้อกูล ตระกูลใคร่ความผาสุก
ตระกูลใคร่ความเกษมจากโยคธรรม แก่ภิกษุ
ภิกษุณี อุบาสก และ อุบาสิกาทั้งหลาย
พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้
เรียกว่า โคจร
ภิกษุเป็นผู้ประกอบแล้ว ประกอบพร้อมแล้ว เข้าไปแล้ว
เข้าไปพร้อมแล้ว เข้าถึงแล้ว เข้าถึงพร้อมแล้ว มาตามพร้อมแล้ว ด้วยอาจารนี้
ด้วยโคจรนี้ด้วยประการดังอรรถาธิบายมาแล้ว เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
อาจารโคจรสมปนโน แปลว่า
ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจารและโคจร ๑
ฉะนี้
อีกประการหนึ่ง ในอธิการแห่ง ปาติโมกขสังวรศีล นี้ นักศึกษาพึงทราบอาจารและโคจร
แม้โดยนัยดังจะพรรณนาต่อไปนี้-
อนาจารทางกาย
๑. อภิ. วิ.
๓๕/๓๓๑.
ก็แหละ อนาจารมี ๒ ประการ คือ
อนาจารทางกาย ๑ อนาจารทางวาจา๑
ใน ๒ ประการนั้น อนาจารทางกาย
เป็นอย่างไร?
คือ ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ แม้เข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์ก็ไม่ทำความเคารพ
ยืนเบียดบ้าง นั่งเบียดบ้าง
ซึ่งภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ
ยืนข้างหน้าบ้าง
นั่งข้างหน้าบ้าง
นั่งบนอาสนะสูงบ้าง
นั่งคลุมศีรษะบ้าง ยืนพูดบ้าง
กวักมือพูดบ้าง
เมื่อภิกษุทั้งหลายชั้นเถระเดินไม่สวมรองเท้า ก็เดินสวมรองเท้า เมื่อภิกษุทั้งหลายชั้นเถรนะเดินจงกรมอยู่ ณ
ที่จงกรมต่ำ ไพล่ไปเดินที่จงกรมสูง
เมื่อภิกษุทั้งหลายชั้นเถระเดินจงกรมที่พื้นดิน ไพล่ไปเดินจงกรมเสียบนที่จงกรม ยืนแทรกบ้าง
นั่งแทรกบ้าง
ซึ่งภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ ย่อมกันแม้พวกภิกษุใหม่ด้วยอาสนะ แม้อยู่ในเรือนไฟ ไปอาปุจฉาภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ ก็ใส่ฟืน
ปิดประตูแม้ ณ ที่ท่าน้ำ ก็ลงเบียดภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ ลงไปข้างหน้าเสียบ้าง สรงเบียดบ้าง สรงอยู่ข้างหน้าบ้าง ขึ้นเบียดบ้าง ขึ้นไปข้างหน้าบ้าง แม้เมื่อเข้าไปสู้ละแวกบ้าน เดินเบียดภิกษุทั้งหลายชั้นเถระบ้าง เดินไปข้างหน้าบ้าง และเดินแซงไปข้างหน้า ๆ
ของภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ แม้ ณ
ห้องลับและห้องปิดบังสำหรับตระกูลทั้งหลายที่กุลสตรี กุลกุมารี
ทั้งหลายพากันนั่งเล่นเช่นนั้น
เธอก็จู่โจมเข้าไปลูบคลำศรีษะเด็กบ้าง
อันว่าพฤติกรรมเช่นนี้
เรียกว่าอนาจารทางกาย
อนาจารทางวาจา
ในอนาจาร ๒
ประการนั้น
อนาจารทางวาจาเป็นอย่างไร
คือ ภิกษุบางรูปในศาสนานี้
แม้ไปสู่ที่ประชุมสงฆ์แล้วก็ไม่ทำความเคารพ ไม่อาปุจฉาภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ พูดธรรม
วิสัชนาปัญหา
แสดงพระปาติโมกข์ ยืนพูดบ้าง
กวักมือพูดบ้าง
แม้เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว
ย่อมพล่ามพูดกับสตรีบ้าง
กับกุมารีบ้าง อย่างนี้ว่า “คุณโยมผู้มีชื่ออย่างนี้ มีนามสกุลอย่างนี้ มีอะไรไหม? มีข้าวยาคูไหม ? มีข้าวสวยไหม?
มีของเคี้ยวไหม? อาตมาจักดื่มอะไร?
จักเคี้ยวอะไร? จักฉันอะไร? คุณโยมจักถวายแก่อาตมาหรือ?
“ พฤติกรรมของภิกษุนั้นเช่นนี้ เรียกว่า อนาจารทางวาจา ๑
ส่วน อนาจาร
นักศึกษาพึงทราบด้วยสามารถข้อความอันตรงกันข้ามกับ อนาจาร นั่นเถิด
อนาจารตามนัยแห่งอรรถกถา
อีกประการหนึ่ง
ภิกษุเป็นผู้มีความคารวะ มีความเคารพ
สมบูรณ์ด้วย หิริและโอตตัปปะ
นุ่งสบงห่มจีวรเรียบร้อย
มีการเดินหน้าถอยหลัง
มีการเหลียวไปแลมา
มีการคู้เหยียดอันน่าเลื่อมใส
มีจักษุทอดประมาณชั่วแอก
มีอิริยาบทเรียบร้อย
รักษาทวารในอินทรีย์ ๖ รู้จักประมาณในโภชนะ
---------------------------------------------------------
๑. อภิ. วิ.
๓๕/๓๓๑
๑๙
หมั่นประกอบความเพียร
ประกอบด้วย สติ และ สัมปะชัญญะมักน้อย
สันโดษ ปรารภความเพียร มีปกติทำความเคารพในอภิสมาจาริกศีลทั้งหลาย เป็นผู้มากด้วยการทำความเคารพในบุคคลผู้อยู่ในฐานแห่งความเคารพ
นักศึกษาพึงทราบ อนาจาร
อันเป็นประการแรก
ด้วยประการดังพรรณนามานี้
โคจร ๓ อย่าง
ส่วนโคจรมี ๓
อย่าง คือ อุปนิสสยโคจร๑
อารักขโคจร๑ อุปนิพันธโคจร๑
อุปนิสสยโคจร
กัลยาณมิตร ซึ่งประกอบด้วยคุณคือวัตถุ ๑๐ ที่ภิกษุพึ่งพิงแล้ว ย่อมได้ฟังพุทธวจนะที่ยังไม่เคยฟัง ย่อมทำพุทธวจนะที่ฟังแล้วทำให้แจ้ง ย่อมสิ้นความสงสัย ย่อมทำทฤษฏีให้ถูกต้อง ย่อมทำจิตใจให้ผ่องใส แหละหรือ
กัลยาณมิตรผู้ที่ภิกษุศึกษาสำเหนียกตามอยู่
ย่อมเจริญด้วยศรัทธา, ศีล,
สุตะ, และปัญญา กัลยาณมิตรนี้
เรียกว่า อุปนิสสยโคจร
อารักขโคจร
อารักขโคจร เป็นอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้ เข้าไปสู่ละแวกบ้าน เดินไปตามถนน
ทอดสายตาลงมองดูประมาณชั่วแอก
เดินไปอย่างสำรวม
ไม่เหลียวดูพลช้าง ไม่เหลียวดูพลม้า ไ ม่เหลียวดูพลรถ ไม่เหลียวดูพลเดินเท้า ไม่เหลียวดูสตรี ไม่เหลียวดูบุรุษ ไม่แหงนขึ้นข้างบน ไม่เหลียวลงข้างล่าง ไม่เดินมองทิศใหญ่ทิศน้อย พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้ เรียกว่า
อารักขโคจร
อุปนิพันธโคจร
อุปนิพันธโคจร เป็นจอย่างไร
คือ
สติปัฏฐาน ๔ อันเป็นที่ผูกจิตไว้ สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โคจรของภิกษุได้แก่อะไร ? ได้แก่วิสันอันเป็นสมบัติของพุทธบิดาของตน คือ
สติปัฏฐาน ๔ นี่เรียกว่า
อุปนิพันธโคจร ๑
ภิกษุ
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว เข้าไปแล้ว เข้าไปพร้อมแล้ว เข้าถึงแล้ว
เข้าถึงพร้อมแล้ว มาตามพร้อมแล้ว ด้วยอาจารนี้ และ ด้วยโคจรนี้ ด้วยประการ
ดังอรรถาธิบายมาแม้ด้วยเหตุนั้น
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
อาจารโคจรสมปนโน แปลว่า ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วย อาจาร และ โคจร ฉะนี้
คำว่า มีปกติมองเห็นภัยในโทษ มีประมาณเล็กน้อย คือ
มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลาย มี
--------------------------------------------------------
๑. อภิ. วิ.
๓๕/๓๓๑
๒๐
ประมาณเล็กน้อย อันต่างด้วยโทษ เช่น
การต้องอาบัติเสขิยวัตรโดยไม่ได้แกล้ง และ เกิดอกุศลจิต เป็นต้น
คำว่า สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ความว่า
ศีลอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะพึงศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย
ศีลนั้นทั้งหมดเธอถือเอามาศึกษาสำเหนียกอยู่โดยความเคารพ
นักศึกษาพึงทราบว่า
ปาติโมกขสังวรศีล
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วใน บทว่า ปาติโมกขสํวรสํวุโต ที่แปลว่า ผู้สำรวมด้วยสังวร คือ ปาติโมกข์นี้
และด้วยเทศนาปุคคลาธิษฐานมีประมาณเท่านี้ ส่วนบทว่า อาจารโคจรสมปนโน ที่แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร เป็นต้น
พระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพื่อทรงแสดงถึงข้อปฎิบัติโดยประการที่ศีลนั้นทั้งหมดจะสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติ
อธิบายอินทรียสังวร
ก็แหละ ในอินทรียสังวรศีล
ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในลำดับแห่งปาติโมกขสังวรศีลโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุ ดังนี้นั้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ คำว่า
ภิกษุนั้น
ได้แก่ภิกษุผู้ดำรงอยู่ในปาติโมกขสังวรศีล
คำว่า เห็นรูปด้วยจักษุ อธิบายว่า เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณอันสามารถเห็นรูปได้ ซึ่งได้โวหารว่า จักษุด้วยอำนาจแห่งเหตุ
ส่วนท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่าจักษุเห็นรูปไม่ได้ เพราะไม่มีจักษุ แต่เพราะทวารกับอารมณ์กระทบกัน บุคคลจึงเห็นรูปได้ด้วยจิต ซึ่งมีจักษุประสาทเป็นวัตถุ ก็แหละการพูดที่ประกอบด้วยเกตุเช่นนี้ ย่อมมีได้เหมือนอย่างในคำมี อาทิว่า
คนยิงด้วยธนู เพราะฉะนั้น อรรถาธิบายในคำว่า เห็นรูปด้วยจักษุนี้ ได้แก่
เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ นั่นเทียว
คำว่า ไม่ยึดถือซึ่งนิมิต อธิบายว่า
ไม่ยึดถือซึ่งนิมิตเป็นหญิงหรือเป็นชาย หรือ นิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส
มีนิมิตสวยงาม เป็นต้น หยุดอยู่เพียงแค่เห็นเท่านั้น
คำว่า
ไม่ยึดถือซึ่งอนุพยัญชนะ อธิบายว่า ไม่ยึดถือซึ่งอาการอันต่าง ด้วยมือ, เท้า,
การยิ้ม, การหัวเราะ, การพูด และ การเหลียวแล เป็นต้น ซึ่งได้โวหารว่า อนุพยัญชนะ
เพราะกระทำ ความปรากฏ โดยเป็นที่ปรากฏเนือง
ๆ ของกิเลสทั้งหลาย อาการใดปรากฏในสรีระนั้น เหมือนพระติสสเถระ ผู้อยู่ที่เจติยบรรพต
เรื่องพระติสสเถระ
ได้ยินว่า ขณะเมื่อพระเถระจากเจติยบรรพต มายังเมืองอนุราธบุรี เพื่อเที่ยวบิณฑบาตนั้น ยังมีหญิงสะใภ้แห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง เกิดทะเลาะกับสามีแล้วประดับตกแต่งตนอย่างสวยงาม
เป็น
เสมือนเทพกัญญา
แล้วหนีออกจากเมืองอนุราธบุรีไปแต่เช้ามืดทีเดียว เมื่อเดินไปเรือนญาติ ได้พบ
๑. สํ. มหาวาร.
๑๙/๑๙๘
พระเถระเข้าในระหว่างทางพอดี
เกิดมีจิตวิปลาสขึ้น
จึงหัวเราะเสียงอย่างดัง
พระเถระมองดูด้วยคิดว่า
นี่อะไรกัน
แล้วได้อสุภสัญญากัมมัฏฐานที่กระดูกฟันของหญิงนั้น เลยได้บรรลุพระอรหัตด้วยเหตุนั้น ท่านโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า
พระเถระนั้นเห็นกระดูกฟันของหญิงสะใภ้นั้นแล้วก็ระลึกขึ้นได้ซึ่งอสุภกัมมัฏฐานที่ตนเคยได้มาแล้วในกาลก่อน ได้บรรลุแล้วซึ่งพระอรหัตทั้งยืน ณ
ที่ตรงนั้น นั่นเทียว
ฝ่ายสามีของนางตามหาไปโดยทางนั้น
เห็นพระเถระเข้า
จึงเรียนถามว่า “ ท่านขอรับ ท่านเห็นสตรีอะไร ๆ บ้างไหม ? ” พระเถระได้ตอบกับชายสามีนั้นว่า “
จะเป็นหญิงหรือเป็นชายอาตมาไม่ทราบ
แต่ว่าโครงกระดูกนี่เดินไปทางใหญ่
“ ฉะนี้
ในคำว่า ยตวาธิกรณเมนํ เป็นต้น
มีอรรถาธิบายว่า
ธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเหล่านั้น
พึงไหลไปคือพึงติดตามไป
ซึ่งบุคคลนี้ผู้ไม่ปิดซึ่งจักขุนทรีย์ด้วยบานประตูคือสติ
ไม่การไม่สังวรจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุคือเพราะไม่สังวรจักขุนทรีย์ใด
คำว่า ย่อมปฏิบัติเพื่อสังวรจักขุนทรีย์นั้น ความว่า
ย่อมปฏิบัติเพื่อปิดซึ่งจักขุนทรีย์นั้นด้วยบานประตูคือสติ
แหละเมื่อภิกษุปฏิบัติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้นั่นแล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
รักษาจัก - ขุนทรีย์บ้าง
ถึงซึ่งความสังวรในอินทรีย์บ้าง
สังวร อสังวร ไม่มีที่จักขุนทรีย์
ในคำว่า
ย่อมถึงซึ่งความสังวรในจักขุนทรีย์นั้น
อันที่จริง ความสังวรหรือความไม่สังวร
ย่อมไม่มีที่จักขุนทรีย์ดอก ความมีสติหรือความเผลอสติก็หาได้บังเกิดขึ้น
เพราะอาศัยจักขุปสาทไม่ ก็แต่ว่า
กาลใดอารมณ์คือ รูปมาสู่คลองจักษุ (รูปกระทบตา)
กาลนั้นเมื่อ ภวังคจิต เกิดขึ้น
๒ ขณะแล้วดับไปกิริยามโนธาตุ
(หมายเอาปัญจทวาราวัชชนจิต) เกิดขึ้น
ทำทัสสนกิจ (กิจคือการนึกเอารูปารมณ์)
ให้สำเร็จแล้วก็ดับไป แต่นั้น
จักขุวิญญาณจิต เกิดขึ้น ทำทัสสนกิจ (กิจคือการเห็นรูป)
ให้สำเร็จแล้วก็ดับไปแต่นั้น วิปากมโนธาตุ (หมายเอาสัมปฏิจฉันนจิต)
เกิตขึ้นทำปฎิจฉันนกิจ(กิจคือการรับเอารูปารมณ์) ให้สำเร็จแล้วก็ดับไป แต่นั้น
วิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ (หมายเอาสันตีรณจิต) เกิดขึ้น ทำสันตีรณกิจ
(กิจคือการพิจารณารูปารมณ์)
ให้สำเร็จแล้วก็ดับไปแต่นั้น
กิริยาอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ (หมายเอามโนทวาราวัชชนจิต) เกิดขึ้น ทำโวฏฐัพพนกิจ (กิจคือการตัดสินรุปารมณ์) ให้สำเร็จ
แล้วก็ดับไป ลำดับต่อจากกิริยาอเหตุกมโนวิญญาณธาตุนั้น ชวนจิต ก็แล่นไป ๗
ขณะ ๑
๑. นี่คือลำดับแห่งวิถีที่เกิดขึ้นในทางจักขุทวารเป็นธรรมนิยม
ต้องเรียนเพราะอภิธรรมประกอบด้วยจึงจะเข้าใจแจ้งชัด สำหรับผู้เรียนอภิธรรมแล้ว แม้จะไม่แปล
พอได้ยินศัพท์ก็เข้าใจได้
เช่นคำว่า อาวัชชนะกิจทัสสนกิจ และ กิริยา มโนธาตุ วิปากมโนธาตุ เป็นต้น
สังวรและอสังวรมีขณะแห่งชวนจิต
แม้ในสมัยเหล่านั้น
สังวรก็ดี อสังวรก็ดี
ย่อมไม่มีในภวังคสมัยนี่นั่นเทียว ย่อมไม่มีใน
อาวัชชนสมัยเป็นต้นสมัยเป็นต้นสมัยใดสมัยหนึ่งเช่นกัน แต่ถ้าว่าความทุศีล
ความเผลอสติ ความไม่รู้ ความไม่อดทน หรือ ความเกียจคร้าน
เกิดขึ้นในขณะแห่งชวนจิตอสังวรก็ย่อมมีแหละอสังวรนั้น เมื่อมีอยู่โดยทำนองนี้ ท่านเรียกว่า
ความไม่สังวรในจักขุนทรีย์
เพราะเหตุไร ?
เพราะเหตุว่า เมื่ออสังวรนั้นมี แม่ทวารก็ขื่อว่าเป็นอันไม่รักษาแล้ว ภวังคจิตก็ดี
วิถีจิตทั้งหลายมีอาวัชชนเป็นต้นก็ดี ย่อมเป็นอันไม่รักษาแล้วตลอดแถว
ข้อความที่กล่าวนี้เปรียบเหมือนอะไร
? เปรียบเหมือนประตูเมือง ๔ ประตูไม่ได้ปิด ถึงจะปิดประตูเรือน,
ยุ้งฉางและห้องหับอันเป็นภายในอย่างเรียบร้อยแล้วก็ตาม
แม้ถึงกระนั้นก็ชื่อว่าไม่รักษาไม่คุ้มครองสิ่งของทั้งมวลอันอยู่ภายในเมืองนั่นเทียว
เพราะเหตุว่า โจรทั้งหลายเข้าไปทางประตูเมืองแล้ว จะทำสิ่งที่ตนปรารถนาได้อยู่
ฉันใด เมื่อโทษทั้งหลาย มีความทุศีล
เป็นต้น เกิดขึ้นแล้ว ที่ชวนะ
ครั้น
ความไม่สังวรมีอยู่ที่ชวนะนั้น
แม้ทวารก็เป็นอันไม่ได้รักษาแล้ว
แม้ภวังคจิต
แม้วิถีจิตทั้งหลาย มีอา- วัชชนะเป็นต้น ก็เป็นอันไม่ได้รักษาแล้ว
ฉันนั้นเหมือนกัน
แต่เมื่อคุณทังหลายมีศีลเป็นต้นเกิดขึ้นแล้วที่
ชวนะ นั้น
แม้ทวารก็ชื่อว่าเป็นอันรักษาแล้ว
แม้ภวังคจิต แม่วิถีจิตทั้งหลายมีอาวัชชนะเป็นต้นก็เป็นอันไม่ได้รักษาแล้ว
เช่นกัน
ที่กล่าวนี้เปรียบเหมือนอะไร
?
เปรียบเหมือนเมื่อประตูเมืองปิดแล้ว
ถึงเรือนทั้งหลาย ที่อยู่ภายในเมืองเป็นต้นมิได้ปิดประตู แม้กระนั้น
ก็ได้ชื่อว่ารักษาดีแล้ว คุ้มครองดีแล้ว
ซึ่งสิ่งของทั้งมวล
ที่มีอยู่ภายในเมืองนั่นแล เพราะเหตุว่า เมื่อปิดประตู เมืองทั้ง ๔
ประตูแล้ว โจรทั้งหลายย่อมเล็ดลอดเข้าไปไม่ได้ ฉันใด
เมื่อคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นเกิดขึ้นอยู่ที่ขณะแห่ง ชวนะ ท่านก็กล่าวว่า ความสังวรในจักขุนทรีย์ ฉะนี้
แม้ในคำทั้งหลาย มีคำว่า ฟังเสียงด้วยโสต เป็นต้น ก็มีอรรถาธิบายโดยทำนองเดียวกันนี้ นั่นเทียว
นักศึกษาพึงทราบว่า เมื่อว่าโดยย่อแล้ว อินทรียสังวรศีล นี้ มีอันเว้นจากการยึดถือซึ่งนิมิต อันเป็นที่ตามผูกพันแห่งกิเลสในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเป็นลักษณะด้วยประการฉะนี้