วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ปาติโมกขสังวรศีล

 


ปาติโมกขสังวรศีล

ในปาติโมกขสังวรศีล เป็นต้นนั้น   มีกถาวินิจฉัยพร้อมทั้งการพรรณนาตามลำดับบทจำ    เดิมตั้งแต่ต้น  ดังต่อไปนี้

            บทว่า  อิธ  หมายความว่าในศาสนานี้ บทว่า ภิกขุ  ได้แก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา  ที่ได้โวหารว่าอย่างนั้น เพราะเป็นผู้เห็นภัยในสงสารอย่างหนึ่ง เพราะเป็นผู้ใช้ผ้าที่ถูกทำลายแล้วเป็นต้นอย่างหนึ่ง  บทว่า ปาติโมกข  ในคำว่า สำรวมแล้วด้วยสังวร  คือ  ปาติโมกข์นี้  ได้แก่  ศีลอันเป็นสิกขาบท   จริงอยู่

๑. อภิ.  วิ.  ๓๕/๒๘.            ๒. องฺ.  ติก.  ๒๐/๑๔๓.            ๓ . ม.  มู.  ๑๒/๑๗.

ศีลอันเป็นสิกขาบทนั้น   เรียกว่า   ปาติโมกข   เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า   ปลดเปลื้องภิกษุผู้รักษาศีลนั้น  ให้หลุดพ้นจากศีลทั้งหลาย  มีทุกข์ในอบายเป็นต้น  ความระวัง  ชื่อว่า  ความสังวร  ความสังวรนี้  เป็นชื่อของการไม่ล่วงละเมิดที่ เกิดทางกาย และ เกิดทางวาจา  ความสังวร คือปาติโมกข์  ชื่อว่า ปาติโมกขสังวรเป็นผู้สำรวมด้วยสังวร คือ ปาติโมกข์นั้น  ชื่อว่า  ปาติโมกขสํวรสํวุโต  อธิบายว่า  ผู้สำรวมคือผู้เข้าถึงคือผู้ประกอบด้วยสังวรคือปาติโมกข์  บทว่า  วิหรติ  หมายความว่า  ยังอัตภาพให้เป็นไปอยู่  (คืออยู่ด้วยอิริยาบท  ๔)

            อรรถาธิบายของบทว่า  ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร  เป็นต้น  พึงทราบ  โดยนัยอันมาแล้วในพระบาลีนั่นเทียว  จริงอยู่  พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ดังต่อไปนี้

บาลีแสดงอาจารและโคจร

บทว่า  ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร  ไขความว่า  อาจารมีอยู่  อนาจารมีอยู่

อนาจาร        

            ในอาจารและอนาจารนั้น  อนาจารเป็นอย่างไร  ?

            ความล่วงละเมิดที่เกิดทางกาย ความล่วงละเมิดที่เกิดทางวาจา ความล่วงละเมิดที่เกิดทั้งกายและทางวาจา  นี้เรียกว่า  อนาจาร  แม้ความทุศีลทุกๆ  อย่างก็ชื่อว่า อนาจาร  ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  ย่อมสำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีพ  คือ  ด้วยการให้ไม้ไผ่บ้าง   ด้วยการให้ใบไม้บ้าง   ด้วยการให้ดอกไม้, ผลไม้, แป้งเครื่องสนานและไม้สีฟันบ้าง ด้วยความเป็นผู้ประจบสอพลอบ้าง   ด้วยความเป็นผู้เหมือนแกงถั่วบ้าง  (คือพูดจริงบ้างไม่จริงบ้าง  สุกๆ ดิบๆ เหมือนแกงถั่ว)   ด้วยความเป็นผู้รับเลี้ยงเด็กบ้าง  ด้วยรับส่งหนังสือด้วยกำลังแข้งบ้าง  หรือด้วยมิจฉาอาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงครหา  อย่างใดอย่างหนึ่ง  การสำเร็จการเลี้ยงชีพนี้   เรียกว่า  อนาจาร

อาจาร

ในอาจารและอนาจารนั้น  อาจารเป็นอย่างไร  ?

            ความไม่ล่วงละเมิดที่เกิดทางกาย   ความไม่ล่วงละเมิดที่เกิดทางวาจา   ความไม่ล่วงละเมิดที่เกิดทั้งทางกายและทางวาจา  ความไม่ล่วงละเมิดนี้   เรียกว่า  อาจาร  แม้สังวรคือศีลทั้งหมดก็เรียกว่า  อาจาร  ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  ย่อมไม่สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีพ   คือ  ด้วยการให้ไม้ไผ่บ้าง 

ด้วยการให้ใบไม้บ้าง  ด้วยการให้ ดอกไม้,  ผลไม้,  แป้งเครื่องสนาน และ ไม้สีฟันบ้าง  ด้วยความเป็นผู้

ประจบสอพลอบ้าง   ด้วยความเป็นผู้เหมือนแกงถั่วบ้าง   ด้วยความเป็นผู้รับเลี้ยงเด็กบ้าง   ด้วยรับส่งหนังสือด้วยกำลังแข้งบ้าง หรือ ด้วยมิจฉาอาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงครหาอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง  การไม่

สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีพนี้  เรียกว่า  อาจาร

บทว่า  อโคจร  ไขความว่า  โคจรมีอยู่  อโคจรมีอยู่

อโคจร

ในโคจรและอโคจรนั้น  อโคจร  เป็นอย่างไร  ?

          ภิกษุบางรูปในศาสนานี้ เป็นผู้มีหญิงแพทศยาเป็นที่โคจรบ้างมีหญิงหม้าย,สาวเทื้อ,บัณเฑาะก์,  ภิกษุณีและร้านสุราเป็นที่โคจรบ้าง เป็นผู้อยู่คลุกคลีกับพระราชา  มหาอำมาตย์ของพระราชา  กับพวกเดียรถีย์  และสาวกของพวกเดียรถีย์  ด้วยการคลุกคลีกับคฤหัสถ์ อันไม่สมควรแหละหรือ ย่อมส้องเสพคบหาเข้าไปนั่งใกล้   ซึ่งตระกูลทั้งหลายเห็นปานฉะนี้   คือ   ตระกูลที่ไม่มีศรัทธา   ตระกูลที่ไม่เลื่อมใส  ตระกูลที่มิได้เตรียมตั้งเครื่องดื่มไว้   ตระกูลที่ด่าที่บริภาษ    ตระกูลที่ไม่ใคร่ประโยชน์   ตระกูลที่ไม่ใคร่ความเกื้อกูล   ตระกูลที่ไม่ใคร่ความผาสุก   ตระกูลที่ไม่ใคร่ความเกษมจากโยคธรรม  แก่ภิกษุ  ภิกษุณีอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย  พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้   เรียกว่า   อโคจร

โคจร

ในโคจรและอโคจรนั้น  โคจร  เป็นอย่างไร  ?

ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  เป็นผู้ไม่มีหญิงแพทศยา  เป็นที่โคจร เป็นผู้ไม่มีหญิงหม้าย, สาวเทื้อ,บัณเฑาะก์, ภิกษุณีและร้านสุรา เป็นที่โคจร  เป็นผู้ไม่คลุกคลีกับพระราชา  มหาอำมาตย์ของพระราชา  กับพวกเดียรถีย์   และสาวกของพวกเดียรถีย์   ด้วยความคลุกคลีกับคฤหัสถ์  อันไม่สมควร  แหละหรือ  ย่อมส้องเสพคบหา  ย่อมเข้าไปนั่งใกล้  ซึ่งตระกูลทั้งเห็นปานฉะนี้ คือ ตระกูลมีศรัทธา  ตระกูลเลื่อมใส

ตระกูลเตรียมตั้งเครื่องดื่มไว้    ตระกูลรุ่งเรืองไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์    ตระกูลฟุ้งตลบไปด้วยกลิ่นฤาษี

 ตระกูลใคร่ประโยชน์  ตระกูลใคร่ความเกื้อกูล  ตระกูลใคร่ความผาสุก ตระกูลใคร่ความเกษมจากโยคธรรม   แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และ อุบาสิกาทั้งหลาย   พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้  เรียกว่า  โคจร

            ภิกษุเป็นผู้ประกอบแล้ว  ประกอบพร้อมแล้ว  เข้าไปแล้ว  เข้าไปพร้อมแล้ว  เข้าถึงแล้ว  เข้าถึงพร้อมแล้ว มาตามพร้อมแล้ว ด้วยอาจารนี้ ด้วยโคจรนี้ด้วยประการดังอรรถาธิบายมาแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  อาจารโคจรสมปนโน  แปลว่า ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจารและโคจร ๑ 

ฉะนี้

อีกประการหนึ่ง  ในอธิการแห่ง ปาติโมกขสังวรศีล นี้  นักศึกษาพึงทราบอาจารและโคจร

แม้โดยนัยดังจะพรรณนาต่อไปนี้-

     อนาจารทางกาย

            ๑. อภิ.  วิ.  ๓๕/๓๓๑.

ก็แหละ  อนาจารมี ๒ ประการ  คือ  อนาจารทางกาย ๑ อนาจารทางวาจา๑

ใน ๒ ประการนั้น  อนาจารทางกาย  เป็นอย่างไร?

             คือ ภิกษุบางรูปในศาสนานี้  แม้เข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์ก็ไม่ทำความเคารพ ยืนเบียดบ้าง นั่งเบียดบ้าง   ซึ่งภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ   ยืนข้างหน้าบ้าง  นั่งข้างหน้าบ้าง  นั่งบนอาสนะสูงบ้าง  นั่งคลุมศีรษะบ้าง   ยืนพูดบ้าง กวักมือพูดบ้าง  เมื่อภิกษุทั้งหลายชั้นเถระเดินไม่สวมรองเท้า ก็เดินสวมรองเท้า  เมื่อภิกษุทั้งหลายชั้นเถรนะเดินจงกรมอยู่ ณ ที่จงกรมต่ำ ไพล่ไปเดินที่จงกรมสูง  เมื่อภิกษุทั้งหลายชั้นเถระเดินจงกรมที่พื้นดิน  ไพล่ไปเดินจงกรมเสียบนที่จงกรม  ยืนแทรกบ้าง  นั่งแทรกบ้าง   ซึ่งภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ ย่อมกันแม้พวกภิกษุใหม่ด้วยอาสนะ  แม้อยู่ในเรือนไฟ  ไปอาปุจฉาภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ ก็ใส่ฟืน ปิดประตูแม้ ณ  ที่ท่าน้ำ   ก็ลงเบียดภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ   ลงไปข้างหน้าเสียบ้าง    สรงเบียดบ้าง สรงอยู่ข้างหน้าบ้าง  ขึ้นเบียดบ้าง   ขึ้นไปข้างหน้าบ้าง   แม้เมื่อเข้าไปสู้ละแวกบ้าน   เดินเบียดภิกษุทั้งหลายชั้นเถระบ้าง  เดินไปข้างหน้าบ้าง   และเดินแซงไปข้างหน้า ๆ ของภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ   แม้ ณ ห้องลับและห้องปิดบังสำหรับตระกูลทั้งหลายที่กุลสตรี กุลกุมารี ทั้งหลายพากันนั่งเล่นเช่นนั้น   เธอก็จู่โจมเข้าไปลูบคลำศรีษะเด็กบ้าง  อันว่าพฤติกรรมเช่นนี้  เรียกว่าอนาจารทางกาย

อนาจารทางวาจา

            ในอนาจาร    ประการนั้น  อนาจารทางวาจาเป็นอย่างไร

            คือ  ภิกษุบางรูปในศาสนานี้   แม้ไปสู่ที่ประชุมสงฆ์แล้วก็ไม่ทำความเคารพ   ไม่อาปุจฉาภิกษุทั้งหลายชั้นเถระ  พูดธรรม  วิสัชนาปัญหา  แสดงพระปาติโมกข์  ยืนพูดบ้าง กวักมือพูดบ้าง  แม้เข้าไปสู่ละแวกบ้านแล้ว  ย่อมพล่ามพูดกับสตรีบ้าง  กับกุมารีบ้าง  อย่างนี้ว่า  “คุณโยมผู้มีชื่ออย่างนี้  มีนามสกุลอย่างนี้ มีอะไรไหม?  มีข้าวยาคูไหม ?  มีข้าวสวยไหม?  มีของเคี้ยวไหม?  อาตมาจักดื่มอะไร? จักเคี้ยวอะไร? จักฉันอะไร?  คุณโยมจักถวายแก่อาตมาหรือ? “  พฤติกรรมของภิกษุนั้นเช่นนี้  เรียกว่า อนาจารทางวาจา                                                                           

ส่วน อนาจาร  นักศึกษาพึงทราบด้วยสามารถข้อความอันตรงกันข้ามกับ  อนาจาร นั่นเถิด

อนาจารตามนัยแห่งอรรถกถา

อีกประการหนึ่ง  ภิกษุเป็นผู้มีความคารวะ มีความเคารพ  สมบูรณ์ด้วย หิริและโอตตัปปะ  นุ่งสบงห่มจีวรเรียบร้อย  มีการเดินหน้าถอยหลัง  มีการเหลียวไปแลมา   มีการคู้เหยียดอันน่าเลื่อมใส   มีจักษุทอดประมาณชั่วแอก    มีอิริยาบทเรียบร้อย    รักษาทวารในอินทรีย์ ๖    รู้จักประมาณในโภชนะ

---------------------------------------------------------

๑. อภิ.  วิ.  ๓๕/๓๓๑

     ๑๙

หมั่นประกอบความเพียร  ประกอบด้วย สติ และ สัมปะชัญญะมักน้อย  สันโดษ  ปรารภความเพียร  มีปกติทำความเคารพในอภิสมาจาริกศีลทั้งหลาย  เป็นผู้มากด้วยการทำความเคารพในบุคคลผู้อยู่ในฐานแห่งความเคารพ

            นักศึกษาพึงทราบ   อนาจาร   อันเป็นประการแรก   ด้วยประการดังพรรณนามานี้

โคจร ๓ อย่าง

ส่วนโคจรมี    อย่าง  คือ  อุปนิสสยโคจร๑  อารักขโคจร๑  อุปนิพันธโคจร๑

อุปนิสสยโคจร

            กัลยาณมิตร  ซึ่งประกอบด้วยคุณคือวัตถุ  ๑๐  ที่ภิกษุพึ่งพิงแล้ว  ย่อมได้ฟังพุทธวจนะที่ยังไม่เคยฟัง  ย่อมทำพุทธวจนะที่ฟังแล้วทำให้แจ้ง   ย่อมสิ้นความสงสัย   ย่อมทำทฤษฏีให้ถูกต้อง   ย่อมทำจิตใจให้ผ่องใส  แหละหรือ กัลยาณมิตรผู้ที่ภิกษุศึกษาสำเหนียกตามอยู่   ย่อมเจริญด้วยศรัทธา,  ศีล,

สุตะ,  และปัญญา  กัลยาณมิตรนี้  เรียกว่า  อุปนิสสยโคจร

อารักขโคจร

            อารักขโคจร  เป็นอย่างไร

            ภิกษุในศาสนานี้  เข้าไปสู่ละแวกบ้าน  เดินไปตามถนน  ทอดสายตาลงมองดูประมาณชั่วแอก  เดินไปอย่างสำรวม  ไม่เหลียวดูพลช้าง ไม่เหลียวดูพลม้า ไ ม่เหลียวดูพลรถ  ไม่เหลียวดูพลเดินเท้า  ไม่เหลียวดูสตรี   ไม่เหลียวดูบุรุษ   ไม่แหงนขึ้นข้างบน   ไม่เหลียวลงข้างล่าง   ไม่เดินมองทิศใหญ่ทิศน้อย  พฤติการณ์ของภิกษุนั้นเช่นนี้  เรียกว่า  อารักขโคจร

อุปนิพันธโคจร

อุปนิพันธโคจร  เป็นจอย่างไร

คือ  สติปัฏฐาน    อันเป็นที่ผูกจิตไว้  สมดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็โคจรของภิกษุได้แก่อะไร ?  ได้แก่วิสันอันเป็นสมบัติของพุทธบิดาของตน  คือ  สติปัฏฐาน    นี่เรียกว่า  อุปนิพันธโคจร

ภิกษุ  เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว เข้าไปแล้ว เข้าไปพร้อมแล้ว  เข้าถึงแล้ว  เข้าถึงพร้อมแล้ว  มาตามพร้อมแล้ว  ด้วยอาจารนี้ และ ด้วยโคจรนี้  ด้วยประการ ดังอรรถาธิบายมาแม้ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  อาจารโคจรสมปนโน  แปลว่า  ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วย อาจาร และ โคจร ฉะนี้

            คำว่า  มีปกติมองเห็นภัยในโทษ  มีประมาณเล็กน้อย    คือ   มีปกติเห็นภัยในโทษทั้งหลาย  มี

--------------------------------------------------------             

๑. อภิ.  วิ.  ๓๕/๓๓๑

      ๒๐

ประมาณเล็กน้อย  อันต่างด้วยโทษ  เช่น  การต้องอาบัติเสขิยวัตรโดยไม่ได้แกล้ง และ เกิดอกุศลจิต เป็นต้น

            คำว่า  สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย   ความว่า   ศีลอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะพึงศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย  ศีลนั้นทั้งหมดเธอถือเอามาศึกษาสำเหนียกอยู่โดยความเคารพ

นักศึกษาพึงทราบว่า ปาติโมกขสังวรศีล  พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วใน บทว่า ปาติโมกขสํวรสํวุโต   ที่แปลว่า ผู้สำรวมด้วยสังวร คือ ปาติโมกข์นี้ และด้วยเทศนาปุคคลาธิษฐานมีประมาณเท่านี้ ส่วนบทว่า  อาจารโคจรสมปนโน  ที่แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร เป็นต้น พระผู้มีพระภาคตรัสไว้เพื่อทรงแสดงถึงข้อปฎิบัติโดยประการที่ศีลนั้นทั้งหมดจะสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติ                                           

อธิบายอินทรียสังวร

            ก็แหละ  ในอินทรียสังวรศีล ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในลำดับแห่งปาติโมกขสังวรศีลโดยนัยมีอาทิว่า  ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุ  ดังนี้นั้น มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   คำว่า  ภิกษุนั้น  ได้แก่ภิกษุผู้ดำรงอยู่ในปาติโมกขสังวรศีล  คำว่า เห็นรูปด้วยจักษุ อธิบายว่า  เห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณอันสามารถเห็นรูปได้  ซึ่งได้โวหารว่า จักษุด้วยอำนาจแห่งเหตุ ส่วนท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่าจักษุเห็นรูปไม่ได้  เพราะไม่มีจักษุ   แต่เพราะทวารกับอารมณ์กระทบกัน   บุคคลจึงเห็นรูปได้ด้วยจิต   ซึ่งมีจักษุประสาทเป็นวัตถุ  ก็แหละการพูดที่ประกอบด้วยเกตุเช่นนี้  ย่อมมีได้เหมือนอย่างในคำมี อาทิว่า คนยิงด้วยธนู เพราะฉะนั้น อรรถาธิบายในคำว่า เห็นรูปด้วยจักษุนี้ ได้แก่ เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ นั่นเทียว

            คำว่า  ไม่ยึดถือซึ่งนิมิต  อธิบายว่า  ไม่ยึดถือซึ่งนิมิตเป็นหญิงหรือเป็นชาย หรือ นิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส มีนิมิตสวยงาม เป็นต้น หยุดอยู่เพียงแค่เห็นเท่านั้น

            คำว่า ไม่ยึดถือซึ่งอนุพยัญชนะ  อธิบายว่า  ไม่ยึดถือซึ่งอาการอันต่าง ด้วยมือ,  เท้า,  การยิ้ม,  การหัวเราะ,   การพูด และ การเหลียวแล เป็นต้น  ซึ่งได้โวหารว่า  อนุพยัญชนะ   เพราะกระทำ ความปรากฏ    โดยเป็นที่ปรากฏเนือง ๆ  ของกิเลสทั้งหลาย  อาการใดปรากฏในสรีระนั้น   เหมือนพระติสสเถระ ผู้อยู่ที่เจติยบรรพต

  เรื่องพระติสสเถระ

            ได้ยินว่า  ขณะเมื่อพระเถระจากเจติยบรรพต  มายังเมืองอนุราธบุรี    เพื่อเที่ยวบิณฑบาตนั้น  ยังมีหญิงสะใภ้แห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง  เกิดทะเลาะกับสามีแล้วประดับตกแต่งตนอย่างสวยงาม เป็น

เสมือนเทพกัญญา   แล้วหนีออกจากเมืองอนุราธบุรีไปแต่เช้ามืดทีเดียว  เมื่อเดินไปเรือนญาติ   ได้พบ

๑. สํ.  มหาวาร.  ๑๙/๑๙๘

พระเถระเข้าในระหว่างทางพอดี    เกิดมีจิตวิปลาสขึ้น    จึงหัวเราะเสียงอย่างดัง   พระเถระมองดูด้วยคิดว่า  นี่อะไรกัน   แล้วได้อสุภสัญญากัมมัฏฐานที่กระดูกฟันของหญิงนั้น   เลยได้บรรลุพระอรหัตด้วยเหตุนั้น   ท่านโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า  พระเถระนั้นเห็นกระดูกฟันของหญิงสะใภ้นั้นแล้วก็ระลึกขึ้นได้ซึ่งอสุภกัมมัฏฐานที่ตนเคยได้มาแล้วในกาลก่อน   ได้บรรลุแล้วซึ่งพระอรหัตทั้งยืน    ที่ตรงนั้น นั่นเทียว    ฝ่ายสามีของนางตามหาไปโดยทางนั้น   เห็นพระเถระเข้า   จึงเรียนถามว่า  “ ท่านขอรับ  ท่านเห็นสตรีอะไร ๆ บ้างไหม ? ”  พระเถระได้ตอบกับชายสามีนั้นว่า    จะเป็นหญิงหรือเป็นชายอาตมาไม่ทราบ  แต่ว่าโครงกระดูกนี่เดินไปทางใหญ่    ฉะนี้

            ในคำว่า  ยตวาธิกรณเมนํ     เป็นต้น  มีอรรถาธิบายว่า   ธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเหล่านั้น  พึงไหลไปคือพึงติดตามไป   ซึ่งบุคคลนี้ผู้ไม่ปิดซึ่งจักขุนทรีย์ด้วยบานประตูคือสติ ไม่การไม่สังวรจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุคือเพราะไม่สังวรจักขุนทรีย์ใด

คำว่า ย่อมปฏิบัติเพื่อสังวรจักขุนทรีย์นั้น ความว่า ย่อมปฏิบัติเพื่อปิดซึ่งจักขุนทรีย์นั้นด้วยบานประตูคือสติ แหละเมื่อภิกษุปฏิบัติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้นั่นแล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า รักษาจัก  - ขุนทรีย์บ้าง ถึงซึ่งความสังวรในอินทรีย์บ้าง

         สังวร อสังวร ไม่มีที่จักขุนทรีย์

ในคำว่า  ย่อมถึงซึ่งความสังวรในจักขุนทรีย์นั้น  อันที่จริง ความสังวรหรือความไม่สังวร   ย่อมไม่มีที่จักขุนทรีย์ดอก ความมีสติหรือความเผลอสติก็หาได้บังเกิดขึ้น เพราะอาศัยจักขุปสาทไม่  ก็แต่ว่า กาลใดอารมณ์คือ รูปมาสู่คลองจักษุ (รูปกระทบตา)  กาลนั้นเมื่อ ภวังคจิต เกิดขึ้น    ขณะแล้วดับไปกิริยามโนธาตุ (หมายเอาปัญจทวาราวัชชนจิต)   เกิดขึ้น ทำทัสสนกิจ  (กิจคือการนึกเอารูปารมณ์) ให้สำเร็จแล้วก็ดับไป  แต่นั้น จักขุวิญญาณจิต เกิดขึ้น ทำทัสสนกิจ (กิจคือการเห็นรูป) ให้สำเร็จแล้วก็ดับไปแต่นั้น วิปากมโนธาตุ (หมายเอาสัมปฏิจฉันนจิต) เกิตขึ้นทำปฎิจฉันนกิจ(กิจคือการรับเอารูปารมณ์) ให้สำเร็จแล้วก็ดับไป แต่นั้น วิปากอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ (หมายเอาสันตีรณจิต) เกิดขึ้น ทำสันตีรณกิจ (กิจคือการพิจารณารูปารมณ์)  ให้สำเร็จแล้วก็ดับไปแต่นั้น   กิริยาอเหตุกมโนวิญญาณธาตุ (หมายเอามโนทวาราวัชชนจิต)  เกิดขึ้น ทำโวฏฐัพพนกิจ  (กิจคือการตัดสินรุปารมณ์)   ให้สำเร็จ  แล้วก็ดับไป ลำดับต่อจากกิริยาอเหตุกมโนวิญญาณธาตุนั้น ชวนจิต ก็แล่นไป ๗ ขณะ

            ๑.  นี่คือลำดับแห่งวิถีที่เกิดขึ้นในทางจักขุทวารเป็นธรรมนิยม ต้องเรียนเพราะอภิธรรมประกอบด้วยจึงจะเข้าใจแจ้งชัด  สำหรับผู้เรียนอภิธรรมแล้ว  แม้จะไม่แปล  พอได้ยินศัพท์ก็เข้าใจได้  เช่นคำว่า อาวัชชนะกิจทัสสนกิจ และ กิริยา มโนธาตุ วิปากมโนธาตุ  เป็นต้น

สังวรและอสังวรมีขณะแห่งชวนจิต

            แม้ในสมัยเหล่านั้น สังวรก็ดี อสังวรก็ดี  ย่อมไม่มีในภวังคสมัยนี่นั่นเทียว ย่อมไม่มีใน อาวัชชนสมัยเป็นต้นสมัยเป็นต้นสมัยใดสมัยหนึ่งเช่นกัน แต่ถ้าว่าความทุศีล ความเผลอสติ ความไม่รู้ ความไม่อดทน หรือ ความเกียจคร้าน  เกิดขึ้นในขณะแห่งชวนจิตอสังวรก็ย่อมมีแหละอสังวรนั้น    เมื่อมีอยู่โดยทำนองนี้ ท่านเรียกว่า ความไม่สังวรในจักขุนทรีย์

            เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า เมื่ออสังวรนั้นมี แม่ทวารก็ขื่อว่าเป็นอันไม่รักษาแล้ว  ภวังคจิตก็ดี วิถีจิตทั้งหลายมีอาวัชชนเป็นต้นก็ดี ย่อมเป็นอันไม่รักษาแล้วตลอดแถว

            ข้อความที่กล่าวนี้เปรียบเหมือนอะไร ?  เปรียบเหมือนประตูเมือง ๔  ประตูไม่ได้ปิด  ถึงจะปิดประตูเรือน, ยุ้งฉางและห้องหับอันเป็นภายในอย่างเรียบร้อยแล้วก็ตาม แม้ถึงกระนั้นก็ชื่อว่าไม่รักษาไม่คุ้มครองสิ่งของทั้งมวลอันอยู่ภายในเมืองนั่นเทียว เพราะเหตุว่า โจรทั้งหลายเข้าไปทางประตูเมืองแล้ว จะทำสิ่งที่ตนปรารถนาได้อยู่ ฉันใด  เมื่อโทษทั้งหลาย มีความทุศีล เป็นต้น  เกิดขึ้นแล้ว  ที่ชวนะ  ครั้น

ความไม่สังวรมีอยู่ที่ชวนะนั้น  แม้ทวารก็เป็นอันไม่ได้รักษาแล้ว  แม้ภวังคจิต  แม้วิถีจิตทั้งหลาย  มีอา-   วัชชนะเป็นต้น ก็เป็นอันไม่ได้รักษาแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน

            แต่เมื่อคุณทังหลายมีศีลเป็นต้นเกิดขึ้นแล้วที่ ชวนะ นั้น  แม้ทวารก็ชื่อว่าเป็นอันรักษาแล้ว  แม้ภวังคจิต แม่วิถีจิตทั้งหลายมีอาวัชชนะเป็นต้นก็เป็นอันไม่ได้รักษาแล้ว เช่นกัน

            ที่กล่าวนี้เปรียบเหมือนอะไร ?   เปรียบเหมือนเมื่อประตูเมืองปิดแล้ว     ถึงเรือนทั้งหลาย ที่อยู่ภายในเมืองเป็นต้นมิได้ปิดประตู แม้กระนั้น ก็ได้ชื่อว่ารักษาดีแล้ว  คุ้มครองดีแล้ว ซึ่งสิ่งของทั้งมวล  ที่มีอยู่ภายในเมืองนั่นแล เพราะเหตุว่า เมื่อปิดประตู เมืองทั้ง ๔ ประตูแล้ว โจรทั้งหลายย่อมเล็ดลอดเข้าไปไม่ได้ ฉันใด เมื่อคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นเกิดขึ้นอยู่ที่ขณะแห่ง ชวนะ  ท่านก็กล่าวว่า  ความสังวรในจักขุนทรีย์ ฉะนี้

แม้ในคำทั้งหลาย มีคำว่า  ฟังเสียงด้วยโสต เป็นต้น  ก็มีอรรถาธิบายโดยทำนองเดียวกันนี้ นั่นเทียว

นักศึกษาพึงทราบว่า เมื่อว่าโดยย่อแล้ว อินทรียสังวรศีล นี้ มีอันเว้นจากการยึดถือซึ่งนิมิต  อันเป็นที่ตามผูกพันแห่งกิเลสในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเป็นลักษณะด้วยประการฉะนี้


วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อานิสงส์แห่งศีลอีกนัยหนึ่ง

 


อานิสงส์แห่งศีลอีกนัยหนึ่ง

ที่พึ่งของกุลบุตรทั้งหลายในพระศาสนา  เว้นเสียซึ่งศีลอันใดแล้วย่อม  ไม่มีใครเล่าจะพรรณนากำหนดอานิสงส์ของศีลอันนั้นได้

น้ำ  คือ  ศีลย่อมล้างมลทินอันใดของสัตว์ทั้งหลายได้   แม่น้ำใหญ่ ๆ   คือ   คงคา,   ยมุนา,  สรภู,  สรัสวดี,  นินนคา,   อจิรวดีหรือมหี  หาสามารถล้างมลทินนั้นของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ได้ไม่

ศีลที่รักษาดีแล้ว เป็นศีลห่างไกลจากกิเลสมีความเย็นอย่างที่สุดนี้   ย่อมบันดาลความร้อนลุ่มของสัตว์ทั้งหลายให้สงบลงได้  ลมฝนก็ดี  จันทน์เหลืองก็ดี  แก้วมุกดาหารก็ดี  แก้วมณีก็ดี  แสงจันทร์อ่อนก็ดี  หาบันดาลความร้อนลุ่มของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ให้สงบลงได้ไม่

กลิ่นอันใดที่ฟุ้งไปได้ทั้งทวนลมและตามลมเสมอกัน  กลิ่นอันนั้นที่จะทัดเทียมด้วยกลิ่นคือ ศีล จักมีแต่ที่ไหน

บันไดสำหรับขึ้นสู่สวรรค์ หรือประตูในอันเข้าสู่นครนฤพานอย่างอื่น ๆ ที่จะเสมอด้วยศีล จักมีแต่ที่ไหน

          พระราชาทั้งหลาย ผู้ทรงประดับแล้วด้วย แก้วมุกดา และ แก้วมณี  ก็ไม่งามเหมือนนักพรตทั้งหลายผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล

ศีลของบุคคล ผู้มีศีลย่อมกำจัดภัย มีการตำหนิตน เป็นต้นเสียได้โดยประการทั้งปวง และย่อมบันดาลให้เกิดเกียรติและความหรรษาในกาลทุกเมื่อ

นักศึกษาพึงทราบกถามุข  อันแสดงถึง อานิสงส์ของศีล  อันเป็นมูลรากแห่งคุณทั้งหลาย  และเป็นเครื่องทำลายกำลังแห่งโทษทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้แล

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๕

ลำดับนี้  จะวิสัชนาในปัญหากรรมข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  ศีลนี้มีกี่อย่าง  ต่อไปนี้

ศีลมีอย่างเดียว

ศีลนี้สิ้นทั้งมวล ชื่อว่า มีอย่างเดียว ด้วยลักษณะคือ ความปกติของตน เป็นประการแรก

ศีล ๒ อย่าง

ศีล ๒ อย่างหมวดที่ ๑  โดยแยกเป็น  จาริตตศีล๑  วาริตตศีล ๑,   ศีล ๒ อย่าง  หมวดที่  ๒ โดยแยกเป็น  อาภิสมาจาริกศีล ๑  อาทิพรหมจริยกศีล ๑,            ศีล ๒ อย่าง   หมวดที่      โดยแยกเป็น   วิรติศีล ๑  อวิรติศีล ๑,  ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๔ โดยแยกเป็น นิสสิตศีล ๑ อนิสสิตศีล ๑,  ศีล  ๒ อย่าง

หมวดที่ ๕ โดยแยกเป็น กาลปริยันตศีล ๑ อาปาณโกฏิกศีล ๑ . ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๖ โดยแยกเป็น -

สปริยันตศีล ๑  อปริยันตศีล ๑, ศีล ๒ อย่าง หมวดที่ ๗ โดยแยกเป็น โลกิยศีล ๑  โลกุตตรศีล ๑.  

ศีล ๓ อย่าง

ศีล ๓ อย่าง หมวดที่ ๑ โดยแยกเป็น หีนศีล๑  มัชฌิมศีล๑  ปณีตศีล๑,  ศีล ๓ อย่าง  หมวดที่ ๒ โดยแยกเป็น อัตตาธิปไตยศีล ๑  โลกาธิปไตยศีล ๑  ธัมมาธิปไตยศีล ๑,  ศีล ๓ อย่าง  โดยแยกเป็น      ปรามัฏฐศีล ๑ อปรามัฏฐศีล ๑ ปฏิปัสสัทธิศีล ๑,   ศีล  ๓ อย่าง หมวดที่ ๔  โดยแยกเป็น  วิสุทธศีล ๑  อวิสุทธศีล ๑ เวมติกศิล ๑, ศีล ๓ อย่าง หมวดที่ ๕ โดยแยกเป็น เสกขศีล ๑ อเสกขศีล ๑  เนวเสกขนา-เสกขศีล ๑.

ศีล ๔ อย่าง

ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๑ โดยแยกเป็น หานภาคิยศีล ๑ ฐิติภาคิยศีล ๑วิเสสภาคิยศีล ๑ นิพเพธภาคิยศีล ๑,  ศีล ๔ อย่างหมวดที่ ๒ โดยแยกเป็น ภิกขุศีล ๑  ภิกขุณีศีล ๑ อนุปสัมปันนศีล ๑ คหัฏฐ-ศีล ๑,  ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๓  โดยแยกเป็น ปกติศีล ๑  อาจารศีล ๑  ธัมมตาศีล ๑  ปุพพเหตุกศีล ๑,  ศีล ๔ อย่าง หมวดที่ ๔  โดยแยกเป็น   ปาติโมกขสังวรศีล ๑   อินทรียสังวรศีล ๑   อาชีวปาริสุทธิศีล ๑ ปัจจยสันนิสสิตศีล ๑.

ศีล ๕ อย่าง

ศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๑   โดยแยกเป็น ปริยันตปาริสุทธิศีล เป็นต้น   ข้อนี้สมจริงดังที่ท่านพระ-เสนาบดีสารีปุตตะแสดงไว้ใน  คัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ว่า ศีล ๕ อย่าง คือปริยันตปาริสุทธิศีล ๑  อปริ-ยันตปาริสุทธิศีล ๑ ปริปุณณปาริสุทธิศีล ๑ อปรามัฏฐปาริสธิศีล ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ๑  ศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๒  โดยแยกเป็น ปหานศีล ๑  เวรมณีศีล ๑ เจตนาศีล ๑ สังวรศีล ๑ อวีติกกมศีล ๑

อธิบายศีลมีอย่างเดียว

ในบรรดาศีลเหล่านั้น  อรรถาธิบายในส่วนแห่งศีลมีอย่างเดียว   นักศึกษาพึงทราบโดยนัยที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเทียว

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๑

            ในส่วนแห่งศีลมี    อย่าง  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  การบำเพ็ญสิกขาตามที่พระผู้มีพระภาคบัญญัติไว้ว่า สิ่งนี้ควรทำ ดังนี้ อันใด การบำเพ็ญสิกขาบทนั้นชื่อว่า  จาริตตศีล   การไม่ฝ่าฝืนสิกขาบทที่ทรงห้ามไว้  สิ่งนี้ไม่ควรทำ  ดังนี้ อันใด การไม่ฝ่าฝืนนั้นชื่อว่า  วาริตตศีล   ในศีล ๒ อย่างนั้น  มีอรรถวิเคราะห์ถ้อยคำดังนี้  บุคคลทั้งหลายย่อมประพฤติในศีลนั้น  คือเป็นไปด้วยความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์

๑.  ขุ.  ป.  ๓๑/๖๑

ในศีลทั้งหลาย    ฉะนั้นศีลนั้นชื่อว่า  จาริตตศีล    แปลว่า   ศีลเป็นที่ประพฤติตามของบุคคลทั้งหลาย,  ย่อมป้องกันคือรักษาซึ่งสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคทรงห้ามด้วยศีลนั้น  ชื่อว่า  วาริตตศีล  แปลว่า  ศีลเป็นเครื่องป้องกันสิกขาบทที่ทรงห้าม ในศีล ๒ อย่างนั้น จาริตตศีล สำเร็จด้วยศรัทธาแสะวิริยะ วาริตตศีลสำเร็จด้วยศรัทธาศีล    อย่างโดยแยกเป็นจาริตตศีลและวารนิตตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๒

ในศีล ๒ อย่าง หมวดที่   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  คำว่า อาภิสมาจาร ได้แก่ความประพฤติอย่างสูง  อภิสมาจารศัพท์นั่นแหละสำเร็จรูปเป็น อาภิสมาจาริก  อีกอย่างหนึ่ง  สิกขาบทที่ทรงบัญญัติปรารภอภิสมาจาร ชื่อว่า อาภิสมาจาริก คำว่า อาภิสมาจาริ นี้   เป็นชื่อของศีลที่นอกเหนือไปจากอาชี-วัฏฐมกศีล อาทิพรหมจริยกนี้เป็นชื่อของ อาชีวัฏฐมกศีล เป็นความจริง  ศีลนั้นมีภาวะเป็นเบื้องต้นของมรรคเพราะเป็นสิ่งที่จะต้องชำระให้บริสุทธิ์ในการอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั่นเทียว เพราะเหตุนั้น  พระผู้มี- พระภาคจึงตรัสไว้ว่า  “ก็แหละ  กายกรรม  วจีกรรม  อาชีพ  ของภิกษุนั้น  ย่อมเป็นสภาพบริสุทธิ์ด้วยดีในเบื้องต้น  โดยแท้แล “  

อีกประการหนึ่ง   สิกขาบทเหล่าใดที่ตรัสไว้ว่าเป็นสิกขาบทเล็ก ๆ  น้อย ๆ    สิกขาบทนี้จัดเป็น

อาภิสมาจาริกศีล  สิกขาบทที่เหลือจัดเป็น  อาทิพรหมจริยกศีล

            อีกประการหนึ่ง  สิกขาบทที่นับเนื่องในอุภโตวิภังค์  ( คำว่าสอุภโตวิภังค์  ได้แก่ วิภังค์ ๒  คือ

ภิกขุวิภังค์และภิกขุณีวิภังค์ )  ชื่อว่า  อาทิพรหมจริยกศีล  สิกขาบทที่นับเนื่องในขันธกะและวัตรชื่อว่า

อาภิสมาจาริกศีล  อาทิพรหมจริยกศีลจะสำเร็จได้ก็ด้วยความสมบูรณ์แห่งอาภิสมาจาริกศีลนั้นเพราะเหตุฉะนั้นแหละ   พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้นหนา  ไม่ทำอาภิสมาจาริกธรรมให้บริบูรณ์แล้ว  จักทำอาทิพรหมจริยกธรรมให้บริบูรณ์ดังนี้  ข้อนี้  มิใช่ฐานยะที่จะมีได้” 

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นอาภิสมาจาริกศีลและอาทิพรหมจริยกศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๓

ในศีล ๒  หมวดที่ ๓  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ ภาวะสักว่าความงดเว้นจากบาปธรรมทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้นชื่อว่า   วิรติศีล   คุณธรรมที่เหลือมีเจตนาเป็นต้นชื่อว่า  อวิรติศีล

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นวิรติศีลและอวิรติศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๒ หมวดที่ ๔

            ในศีล    หมวดที่ ๔  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   คำว่า   นิสสัย   ได้แก่  นิสสัย    อย่าง  คือ-

๑.  ม.  อุปริ.   ๑๔/๕๒๓                            ๒.   องฺ.   ปญฺจก.    ๒๒/๑๕

ตัณหานิสสัย ๑  ทิฏฐินิสสัย ๑ ในศีล    อย่างนั้น  ศีลใดที่บุคคลพึงปรารถนาภวสมบัติให้เป็นไปอย่างนี้ว่า  “เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเทวดาตนใดตนหนึ่งด้วยศีล นี้ ”  ศีลนี้ชื่อว่า  ตัญหานิสสิตศีล   ศีลใดที่บุคคลให้เป็นไปด้วยทิฏฐิล้วน ๆ อย่างนี้   “ เราจักเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลนี้ ”   ศีลนี้ชื่อว่า   ทิฏฐินิสสิตศีล   ส่วนศีลใดที่เป็นโลกุตตรศีล และ เป็นโลกิยศีลเป็นเหตุแห่งโลกุตตรศีลนั้นเฉพาะศีลนี้ชื่อว่า  อนิสสิตศีลศีล    อย่างโดยแยกเป็น นิสสิตศีลและอนิสสิตศีล  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๕

ในศีล ๒ หมวดที่ ๕  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลที่บุคคลสมาทานทำกำหนดเวลาชื่อว่ากาล-ปริยันตศีล  ศีลที่บุคคลสมาทานตลอดชีวิตแล้วคงให้ดำเนินไปได้เหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า อาปาณโกฏิกศีล ศีล    อย่าง โดยแยกเป็น กาลปริยันตศีลและอาปาณโกฏิกศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๖

            ในศีล ๒ หมวดที่ ๖ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่มีความเห็นด้วยสามารถแห่ง   ลาภ,   ยศ,ญาติ,  อวัยวะและชีวิตเป็นที่สุด   ชื่อว่า  สปริยันตศีล  ศีลที่ตรงกันข้าม  อปริยันตศีล   สมจริงดังที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ว่า  “ศีลมีที่สุดนั้นเป็นอย่างไร ? ศีลมีลาภเป็นที่สุดมีอยู่   ศีลมียศเป็นที่สุดมีอยู่   ศีลมีอวัยวะเป็นที่สุดมีอยู่    ศีลมีลาภเป็นที่สุดนั้นเป็นอย่างไร ?  บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ตนสมาทานแล้ว  เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะลาภเป็นปัจจัย   เพราะลาภเป็นตัวการ   นี้ชื่อว่าศีลมีลาภเป็นที่สุดนั้น”   แม้ศีลทั้งหลายนอกนี้  นักศึกษาก็พึงอธิบายให้พิศดารโดยทำนองนี้นั่นเทียว   แม้ในอธิการวิสัชนา อปริยันตศีล    ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะก็ได้กล่าวไว้ว่า  “ศีลที่มิใช่มีลาภเป็นถึงที่สุดนั้น  เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้  แม้แต่จิตก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อล่วงละเมิดสิกขาบทตามที่ตนสมาทานแล้ว   เพราะลาภเป็นเหตุ    เพราะลาภเป็นปัจจัย  เพราะลาภเป็นตัวการไฉนเขาจักล่วงละเมิด นี้ชื่อว่า ศีลมิใช่ลาภเป็นที่สุดนั้น”  แม้ศีลทั้งหลายนอกนี้นักศึกษาก็พึงอธิบายให้พิสดารโดยทำนองนี้นั่นเทียว

ศีล    อย่างโดยแยกเป็นสปริยันตศีลและอปริยันตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๗

            ในศีล ๒ หมวดที่ ๗  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่ประกอบด้วยอาสวะแม้ทุกประเภท  ชื่อว่า   โลกิยศีล   ศีลที่ไม่ประกอบด้วยอาสวะ ชื่อว่า  โลกุตตรศีล   ในศีล    อย่างนั้น   โลกิยศีล   ย่อมนำมา

ซึ่งภพขั้นวิเศษ  และ  เป็นเหตุแห่งอันออกจากภพด้วย   สมดั่งที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า    “ วินัยเพื่อ

๑. ขุ.  ป.  ๓๑/๖๒.           ๒. ขุ.  ป.  ๓๑/๖๓.

ประโยชน์แก่ความสังวร ความสังวรเพื่อประโยชน์ไม่เดือดร้อนใจ ความไม่เดือดร้อนใจเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมช ความปราโมชเพื่อประโยชน์แก่ความปี ติ ปีติเพื่อประโยชน์แก่ความสงบใจ ความสงบใจเพื่อประโยชน์แห่งความสุข    ความสุขเพื่อประโยชน์แก่สมาธิ   สมาธิเพื่อประโยชน์แก่ยถาภูตญาณทัสสนะ   ยถาภูตญาณทัสสนะเพื่อประโยชน์แก่นิพพิทา   นิพพิทาเพื่อประโยชน์แก่วิราคะ     วิราคะเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติ วิมุตติเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติญาณทัสสนะเพื่อประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน, การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนี้ใด การพูดวินัยก็มีการหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์ การปรึกษาวินัยก็มีการหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์  การเข้าไปอิงวินัยก็มี  การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์   การเงี่ยโสตลงฟังวินัยก็มี   การหลุดพ้นแห่งอนุปาทาจิตนั้นเป็นประโยชน์ “   โลกุตตรศีลย่อมนำมาซึ่งการออกจากภพ  และเป็นภูมิแห่งปัจจเวกขณญาณด้วย

ศีล  ๒ อย่างโดยแยกเป็นโลกิยศีลและโลกุตตรศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล ๓  หมวดที่ ๑

            ในบรรดาศีล ๓ อย่าง มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ -ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๑ ความว่าศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วนฉันทะวิริยะหรือวิมังสาขั้นต่ำ  ชื่อว่า  หีนศีล   ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วยอิทธิบาทธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น  ชั้นปานกลาง ชื่อว่า มัชฌิมศีล ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปด้วยอิทธิบาทธรรมทั้งหลายชั้นประณีต  ชื่อว่าศีล

            อีกอย่างหนึ่ง   ศีลที่บุคคลสมาทานด้วยความเป็นผู้ใคร่ยศ  ชื่อว่า  หีนศีล   ศีลที่บุคคล   ผู้ใคร่สมาทานด้วยความเป็นผู้ใคร่ผลบุญ  ชื่อว่า  มัชฌิมศีล   ศีลที่บุคคลสมาทาน   เพราะอาศัยอริยภาพว่า

ศีลนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ  ชื่อว่า   ปณีตศีล

            อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่หม่นหมองไปด้วยบาปธรรมทั้งหลาย มีการยกตนและข่มผู้อื่น เป็นต้นอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ส่วนภิกษุอื่น ๆนั้นเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรมชื่อว่า หีนศีล ศีลที่ไม่หม่นหมองอย่างนั้นแต่เป็นชั้นโลกิยะ ชื่อว่า  มัชฌิมศีล   ศีลชั้นโลกุตตระ  ชื่อว่า ปณีตศีล

            อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไป เพื่อต้องการภวสมบัติและโภคสมบัติด้วยอำนาจแห่งตัณหา ชื่อว่า หีนศีล ศีลที่บุคคลประพฤติเป็นไปเพื่อต้องการความหลุดพ้นสำหรับตน ชื่อว่า มัชฌิมศีล  ปารมิตาศีลที่พระโพธิสัตว์ประพฤติเป็นไป เพื่อต้องการความหลุดพ้นสำหรับสรรพสัตว์ทั้งหลาย  ชื่อว่า  ปณีตศีลศีล    อย่างโดยแยกเป็นหีนศีล, มัชฌิมศีลและปณีตศีล   ยุติด้วยประการฉะนี้

๑. คำว่ายถาภูตญาณทัสสนะได้แก่ปัจจยปริคคหญาณในญาณ๑๖,นิพพิทาได้แก่นิพพิทาญาณ,วิราคะ ได้แก่มัคคญาณ,วิมุตติได้แก่ผลญาณ,วิมุตติญาณทัสสนะได้แก่ปัจจเวกขณญาณ     ๒, วิ.  ป.  ๘/๔๐๖          

อธิบายศีล    หมวดที่ 

ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๒ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลที่บุคคลผู้ใคร่จะสละทิ้ง  สิ่งที่ไม่สมควรแก่ตน   ผู้มีตนเป็นที่เคารพประพฤติเป็นไปแล้วด้วยความคารวะในตน  ชื่อว่า  อัตตาธิปไตยศีล   ศีลที่บุคคลผู้ใคร่ที่จะหลีกเลี่ยงการตำหนิของชาวโลก   ผู้มีโลกเป็นที่เคารพ  ประพฤติตนไปแล้วด้วย  ความคารวะในโลก ชื่อว่า โลกาธิปไตยศีล  ศีลที่บุคคลผู้ใคร่ที่จะบูชาความยิ่งใหญ่ของธรรม   ผู้มีธรรมเป็นที่เคารพ ประพฤติตนเป็นไปแล้วด้วยความคารวะในธรรม  ชื่อว่า  ธัมมาธิปไตยศีล    ศีล    อย่าง   โดยแยกเป็นอัตตาธิปไตยศีลเป็นต้น   ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๓

            ในศีล    อย่างหมวดที่ ๓   มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ ศีลใดที่ข้าพเจ้าเรียกว่า นิสิตศีลในหมวด ๒ ศีลนั้น  ชื่อว่า  ปรามัฏฐศีล  เพราะอันตัณหาและทิฏฐิถูกต้องแล้วศีลอันเป็นเหตุแห่งมัคคญาณ ของกัลยาณปุถุชน  และประกอบด้วยมัคคญาณของพระเสกขบุคคลทั้งหลาย  ชื่อว่า  อปรามัฎฐศีล ศีลอันประกอบไปด้วยผลญาณของพระเสกข และ พระอเสกขบุคคลทั้งหลาย ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิศิล

            ศีล  ๓ อย่างโดยแยกเป็นปรามัฏฐศีลเป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ ๔

            ในศีล ๓ อย่างหมวดที่ ๔ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลใดที่ภิกษุไม่ต้องอาบัติบำเพ็ญแล้วหรือที่ต้องแล้วได้ทำกลับคืนอีก  ศีลนั้นชื่อว่า  วิสุทธิศีล    ศีลที่ภิกษุต้องอาบัติ  แล้วไม่ได้ทำกลับคืน  ชื่อว่า  อวิสุทธิศีล  ศีลของภิกษุผู้สงสัยในวัตถุก็ดี   ในอาบัติก็ดี   ในอัชฌาจารก็ดี  ชื่อว่า เวมติกศีล  ในศีล  ๓ อย่างนั้น   อวิสุทธิศีลอันโยคีบุคคลพึงทำให้บริสุทธิ์    เมื่อความสงสัยเกิดขึ้นอย่าได้ทำการล่วงเกินวัตถุ   พึงกำจัดความสงสัยเสียความผาสุขใจใจจักมใแก่โยคีบุคคลนั้นด้วยอาการอย่างนี้

            ศีล    อย่างโดยแยกเป็นวิสุทธิศีล  เป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

ในศีล    อย่างหมวดที่    มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้   ศีลที่ประกอบไปด้วยอริยมัคคญาณ ๔   และประกอบด้วยสามัญผล ๓  ชิ่อว่า  เสกขศีล  ศีลที่ประกอบด้วยอรหัตผลชื่อว่า อเสกขศีล ศีลที่เหลือชื่อว่า  เนวเสกขนาเสกขศีล  ศีล    อย่างโดยแยกเป็นเสกขศีลเป็นต้น   ยุติด้วยประการฉะนี้

            ส่วนในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์     ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีปุตตะกล่าวไว้ว่า   “โดยที่แม้ความปกติของสัตว์นั้น ๆ ในโลก    ที่คนทั้งหลายใช้พูดกันอยู่ว่า    ‘คนนี้มีสุขเป็นปกติ     คนนี้มีทุกข์เป็นปกติ  คนนี้มีการทะเลาะเป็นปกติ   คนนี้ประดับตนเป็นปกติ’  ดังนี้ก็เรียกว่าศีล”  ฉะนั้น   โดยปริยายนั้น  ศีล

ก็มีอยู่    อย่างคือ  กุศลศีล ๑  อกุศลศีล ๑  อัพยากตศีล๑  ศีล  ๓ อย่างโดยแยกเป็นกุศลศีล  เป็นต้น

ยุติด้วยประการฉะนี้   ในศีล    อย่างนั้น  อกุศลศีล  ย่อมเข้ากันไม่ได้กับอาการของศีล  ที่ประสงค์เอา

ในอรรถนี้มีลักษณะ เป็นต้น แม้สักอาการเดียวดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ยกมาไว้ในอธิการนี้ เพราะฉะนั้น   นักศึกษาพึงทราบภาวะที่ศีลนั้น มี    อย่าง  โดยนัยเท่าที่บรรยายมาแล้วเท่านั้น

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในบรรดาศีล    ทั้งหลาย  ศีล  อย่างหมวดที่ ๑  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้-  ภิกษุใดในศาสนานี้ชอบคบแต่ภิกษุทุศีล   ไม่ชอบคบภิกษุมีศีล  มองไม่เห็นโทษในการล่วงละเมิดวัตถุ เป็นผู้โง่เซอะ มากไปด้วยความดำริผิด ไม่รักษาอินทรีย์ทั้งหลายศีลของภิกษุเช่นนี้นั่นแล จัดเป็น หานภาคิยศีล อนึ่ง ภิกษุใดในศาสนานี้เป็นผู้พอใจอยู่กับศีลสมบัติ   ไม่ทำความพอใจให้เกิดขึ้นในการบำเพ็ญกรรมฐานเนือง ๆ  ศีลของภิกษุนั้นผู้ยินดีเฉพาะเพียงแค่ศีล  ไม่พยายามเพื่อคุณเบื้องสูงขึ้นไป  จัดเป็น  ฐิติภาคิยศีล  อนึ่งภิกษุในศาสนานี้ผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว   ยังเพื่อต้องการสมาธิต่อไปอีก  ศีลของภิกษุนี้ จัดเป็น วิเสสภาคิยศีล   อนึ่ง  ภิกษุในศาสนานี้    ไม่ยินดีอยู่เฉพาะแค่ศีลสมบัติ    ย่อมประกอบเนือง ๆ ซึ่งนิพพิทา   คือวิปัสสนาต่อไป   ศีลของภิกษุนี้   จัดเป็น  นิพเพธภาคิยศีลศีล    อย่าง   โดยจำแนกเป็นหานภาคิยศีลเป็นต้น    ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล  ๔ หมวดที่ ๒

ในศีล ๔  อย่างหมวดที่ ๒  มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้    สิกขาบททั้งหลายบัญญัติปรารภเฉพาะพวกภิกษุและสิกขาบทเหล่าใด  ที่พวกภิกษุเหล่านั้นจะต้องรักษานอกเหนือจากบทบัญญัติของภิกษุณีทั้งหลายนี่ชื่อว่า ภิกขุศีล สิกขาบททั้งหลายที่ทรงบัญญัติปรารภเฉพาะพวกภิกษุณี  และสิกขาบทเหล่าใดที่พวกภิกษุณีจะต้องรักษา  นอกเหนือจากบทบัญญัติของภิกษุทั้งหลาย  นี้ชื่อว่า  ภิกขุนีศีล  ศีล ๑๐ ประการของสามเณรและสามเณรี ชื่อว่า  อนุปสัมปันนศีล   สิกขาบท ๕ ประการด้วยอำนาจแห่งนิจศีล  หรือ  ในเมื่อมีความอุตสาหะก็สิกขาบท ๑๐ ประการ   และ  สิกขาบท ๘ ประการด้วยสามารถองค์แห่งอุโบสถ  สำหรับอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย   นี้ชื่อว่า  คหัฏฐศีล   ศีล    อย่าง โดยแยกเป็นภิกขุศีลเป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในศีล    อย่าง  หมวดที่    มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้    การไม่ล่วงละเมิด  ( เบญจศีล )  ของพวกมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปทั้งหลาย    จัดเป็น    ปกติศีล    จารีตประเพณีในขอบเขตของตน ๆ   ของตระกูลของตำบลและของลัทธิเดียรถีย์ทั้งหลาย  จัดเป็น  อาจารศีล   ศีลพระมารดาพระโพธิสัตว์ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า    ดูก่อนอานันทะ  ในกาลใดพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์   พระมารดา  ความพอพระทัย    ในบุรุษ   อันประกอบด้วยกามคุณ    ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระมารดาพระโพธิสัตว์     ดังนี้   จัดเป็น

ธัมมตาศีล   อนึ่ง  ศีลในชาตินั้น ๆ เช่น พระมหากัสสปะ เป็นต้น และของ พระโพธิสัตว์  จัดเป็น ปุพพเหตุกศีล   ศีล    อย่าง โดยแยกเป็นปกติศีล เป็นต้น  ยุติด้วยประการฉะนี้

อธิบายศีล    หมวดที่ 

            ในศีล    อย่างหมวดที่  ๔ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้  ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างนี้ว่า  “ภิกษุในสาสนานี้  เป็นผู้สำรวมด้วยความสังวรคือปาฏิโมกข์  ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจรมีปกติมองเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย  สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย”    ศีลนี้ชื่อว่า    ปาติโมกขสังวรศีล

อนึ่ง ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า  “ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ยึดถือซึ่งนิมิตไม่ยึดถือซึ่งอนุพยัญชนะ  อกุศลบาปธรรมทั้งหลายคืออภิชฌาและโทมนัสย่อมไหลไปสู่ภิกษุนั้นผู้ไม่สำรวมซึ่จักขุนทรีย์เพราะมีจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสังวรซึ่งจักขุนทรีย์นั้น ย่อมรักษาซึ่งจักขุนทรีย์  ย่อมถึงความสังวรในจักขุนทรีย์,  ได้ยินเสียงด้วยโสตแล้ว…… ได้ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว…..  ได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว… ได้รู้ธรรมารมย์ด้วยใจแล้ว…ย่อมไม่ยึดถือซึ่งนิมิต……ย่อมถึงซึ่งความสังวรในมนินทรีย์ ”  ฉะนี้   ศีลนี้จัดเป็น อินทรียสังวรศีล

อนึ่ง  การวิรัติจากมิจฉาอาชีพอันใด   ซึ่งเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการล่วงละเมิด  ซึ่งสิกขาบท ๖

ประการที่ทรงบัญญัติไว้เพราะมีอาชีวะเป็นเหตุ   และด้วยอำนาจแห่งบาปธรรมทั้งหลายมีอาทิ อย่างนี้  คือ “ การหลอกลวง  การพูดเลาะเล็ม  การกระทำนิมิต  การด่าแช่ง  การแสวงหาลาภด้วยลาภ “   นี้จัดเป็น อาชีวะปาสุทธิศีล

การบริโภคปัจจัย ๔ อันบริสุทธิ์ด้วยการพิจารณา  ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า “ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว  จึงใช้สอยจีวร  เพียงเพื่อกำจัดเสียซึ่งความเย็น……… “    ฉะนี้   จัดเป็น   ปัจจยสันนิสสิตศีล




วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565

อวีติกกมศีล

 




อวีติกกมศีล

คำว่า  การไม่ล่วงละเมิด  ชื่อว่าศีล  ได้แก่  การไม่ล่วงละเมิดที่เป็นไปทางกาย และ เป็นไปทางวาจาของบุคคลผู้สมาทานศีลแล้ว

การวิสัชนาปัญหาข้อว่า  อะไรชื่อว่าศีล  ประการแรก  ยุติด้วยประการฉะนี้

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๒

จะวิสัชนาในปัญหาข้อที่เหลือต่อไปดังนี้  ปัญหาข้อว่า ที่ชื่อศีลเพราะอรรถกระไร   วิสัชนาว่าที่ชื่อศีลเพราะอรรถว่า  ความปกติ  ถาม-ที่ว่าความปกตินี้คืออย่างไร ? ตอบ-อย่างหนึ่งคือ  ความทรงอยู่อย่างเรียบร้อย  หมายความว่า  ความเป็นผู้มีกิริยาทางกายเป็นต้น ไม่เกะกะด้วยอำนาจ   ความสุภาพเรียบร้อยอีกอย่างหนึ่ง คือ ความรองรับ หมายความว่า ภาระที่รองรับด้วยสามารถ เป็นฐานรองรับกุศลธรรมทั้งหลายก็แหละความหมาย    อย่างนี้เท่านั้น สีลศัพท์นี้  บรรดาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในลักษณะของศัพท์รับรองต้องกัน  ส่วนอาจารย์ฝ่ายอื่นพรรณนาความหมายในสีลศัพท์นี้ไว้ แม้โดยนัยอาทิ อย่างนี้ว่า  ความหมายแห่งสีลศัพท์ หมายความว่า ยอด ความหมายแห่งสีลศัพท์  หมายความว่า  เย็น ฉะนี้ 

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๓

ลำดับนี้  จะวิสัชนาในปัญหาข้อที่ว่า อะไรเป็นลักษณะ , เป็นรส เป็นอาการปรากฏ และเป็นปทัฏฐานของศีล  ต่อไปนี้แม้ศีลนั้นถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก   ก็มีความปกติ   เป็นลักษณะ  เหมือนรูปซึ่งต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก  ก็มีภาวะจะพึงเห็นได้เป็นลักษณะฉะนั้น  เหมือนอย่างว่า แม้รูปายตนะถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมากโดยที่ต่างกันด้วยสีเขียวสีเหลือง เป็นต้น  ก็มีภาวะที่จะพึงเห็นได้เป็นลักษณะ เพราะถึงแม้รูปายตนะจะต่างกันโดยประเภทแห่งสีเขียวเป็นต้น ก็ไม่พ้นภาวะที่จะพึงเห็นได้  ฉันใด  แม้ศีลถึงจะต่างกันโดยประเภทเป็นอันมาก โดยต่างกันโดยเจตนา  เป็นต้น   ก็มีความปกติ  ซึ่งได้กล่าวมาแล้วด้วยสามารถแห่งความทรงอยู่อย่างเรียบร้อยของกิริยา ทางกาย  เป็นต้น  และด้วยความสามารถแห่งความเป็นฐานรองรับกุศลธรรมทั้งหลายนั้นนั่นแล   เป็นลักษณะ   เพราะถึงแม้ศีลจะต่างกันโดยประเภทแห่งเจตนา เป็นต้น  ก็ไม่พ้นไปจากความทรงอยู่อย่างเรียบร้อย และความ      รองรับฉันนั้น  อนึ่ง  การขจัดเสียซึ่งความเป็นผู้ทุศีลหรือคุณคือความหาโทษมิได้  ท่านกล่าวว่า เป็นรสของศีลอันมีลักษณะดังกล่าวมาแล้ว   โดยอรรถว่า   เป็นกิจ  และ  เป็นสมบัติ เพราะ ฉะนั้น ชื่อว่าศีลนี้นักศึกษาพึงทราบว่าที่ว่า การขจัดซึ่งความเป็นผู้ทุศีลเป็นรสนั้นด้วยรส  เพราะอรรถว่า กิจ ที่ว่ามีความหาโทษมิได้เป็นรสนั้น ด้วยรสเพราะอรรถว่า  สมบัติ  เป็นความจริง  ในปัญหากรรมมีลักษณะ  เป็นต้น กิจ หรือ สมบัติ  นั่นเองที่ท่านเรียกว่า  รส  ศีลนี้นั้นมีความสะอาด เป็นอาการปรากฏวิญญูชนทั้งหลายรับรองกันว่า  โอตตัปปะ และ หิริ  เป็นปทัฏฐานของศีลนั้น จริงอยู่ศีลนั้นมีความสะอาดที่ตรัสไว้อย่างนี้คือ  ” ความสะอาดกาย  ความสะอาดวาจา  ความสะอาดใจ ”   เป็นอาการปรากฏ  ย่อมปรากฏโดย-

สภาวะอันสะอาด ย่อมถึงภาวะอันจะพึงถือเอาได้ ส่วนหิริและโอตตัปปะวิญญูชนทั้งหลายรับรองกันว่าเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น อธิบายว่าหิริและโอตตัปปะเป็นเหตุใกล้ของศีลเป็นความจริงเมื่อหิริโอตตัปปะมีอยู่  ศีลจึงเกิดขึ้นและดำรงอยู่  เมื่อหิริโอตตัปปะไม่มีศีลย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ตั้งอยู่ไม่ได้เลย  นักศึกษาพึงทราบ  ลักษณะ, รส, อาการปรากฏและปทัฏฐานของศีล  ตามที่พรรณนาด้วยประการฉะนี้

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๔

ปัญหาข้อว่า   ศีลมีอานิสงส์อย่างไร  วิสัชนาว่า   ศีลนั้นมีอันได้ซึ่งคุณเป็นอันมาก   มีความไม่ เดือดร้อน เป็นต้น เป็นอานิสงส์   สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า  “ ดูก่อนอานันทะ   กุศลศีลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล  มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์แล” ยังมีพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้อย่างอื่นว่า ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  อานิสงส์ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลมี  ๕  ประการเหล่านี้  อานิสงส์ ๕ ประการนั้น คืออะไรบ้าง

๑.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลในโลกนี้ ย่อมประสบกองแห่งโภคทรัพย์อันยิ่งใหญ่ซึ่งมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑ ของ ศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๒.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  ข้ออื่นยังมีอีก เกียรติศัพท์ของบุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมฟุ้งขจรไป  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ ของ ศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๓.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย  ข้ออื่นยังมีอีก  บุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล  เข้าไปสู่สังคมใด ๆ จะเป็นสังคมกษัตริย์ก็ดี  จะเป็นสังคมพราหมณ์ก็ดี  จะเป็นสังคมคหบดีก็ดี  จะเป็นสังคมสมณะก็ดี  ย่อมเข้าไปอย่างองอาจไม่เก้อเขิน  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๓  ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๔.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำการกิริยา  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๔  ของศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล

๕.ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย   ข้ออื่นยังมีอีก  บุคคลผู้มีศีล  สมบูรณ์ด้วยศีล  เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติ,  โลกสวรรค์  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕  ของศีลสมบัติ ของบุคคลผู้มีศีล

แม้อานิสงส์ของศีลอย่างอื่น ๆ เป็นเอนกประการซึ่งมีความเป็นที่รัก  เป็นที่เจริญใจ เป็นต้นมีความสิ้นไปแห่งอาสวะเป็นที่สุด   พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า  “  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงมุ่งหวังอยู่ว่า ขอให้เราพึงเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจเป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญ ของบรรดา

ภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย  เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายนั่นเถิด”

            ๑. องฺ.  ทกส.  ๒๔/๑.          ๒. ที.  มหา.  ๑๐/๑๐๒.          ๓. ม.  มู.  ๑๒ /๔๘.

ศีล มีคุณเป็นอันมากมีความไม่เดือดร้อนเป็นต้นเป็นอานิสงส์  ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้  



  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...