วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ศีลในพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฏก

 


ชีวิตของมนุษย์มีองค์ประกอบสำคัญ  เรียกว่า  ขันธ์   คือ  รูป เวทนา  สัญญา  สังขาร  และ วิญญาณ  เมื่อย่อลงถึงที่สุดแล้วมีเพียง  รูปกับนาม  เป็นเครื่องอยู่อาศัยเท่านั้น   จะเว้นเสียซึ่งภัยธรรมชาติ ๔ ประการนี้ไม่ได้เลยคือ ชาติธรรม ชราธรรม พยาธิธรรม และ มรณะธรรม หากไม่มีธรรม ๔ ประ-การนี้เป็นเครื่องดำเนินแล้วมนุษย์ก็จะพากันประมาทเสียโดยมาก เสื่อมจากข้อวัตรปฏิบัติและศีลธรรมไปทีละน้อย ๆ  จนในที่สุดจะไม่อะไรเหลือไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจเลย    ไม่สามารถข้ามพ้น วัฎฏสงสาร ไปสู่ความดับ คือ นิพพาน ได้เลย ในส่วนข้อวัตรปฏิบัติและศีลธรรม บางคนคิดว่ายากลำบากแก่การปฏิบัติ เพราะไม่เข้าใจความหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งคำว่า  “ศีล”  แปลว่า ปรกติ คือ การปฏิบัติที่เป็นการควบคุมรักษากายวาจาของตนไว้ให้บริสุทธิ์ หรือ ให้สงบ  มีความมุ่งหมายเพื่อควบคุม  โทสะ  ความโหดร้าย – ความหยาบคาย ทางกาย และ วาจา  ซึ่งจะรักษาตนไว้ไม่ให้เสียหาย  เป็นการปราบกิเลสขั้นหยาบเป็นจุดเริ่มต้นหรือฐานในการไปสู่ขั้นสมาธิ  และ  ขั้นปัญญา  สำหรับผู้ที่เข้าใจและได้รักษาไว้ซึ่ง  ศีล

“ศีล” มีความหมายอย่างไร มีอานิสงส์อย่างไร แบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง เป็นต้น  ที่พอจะเป็นแนวทางความรู้ของผู้ใคร่จะศึกษา และ ปฏิบัติได้เข้าใจเพิ่มขึ้น ในส่วนของรายงานฉบับนี้จะสมประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของอาจารย์ประจำวิชาตามสมควร

 

ศีลนิเทศ

 

ศีล   เป็นกฎของสมาคมชั้นสูงชนิดหนึ่งของสมาชิก ผู้มีจิตสูงส่ง  ทุก ๆ คน ที่เข้าร่วมสมาคมนี้ด้วยจิตยินดีปรีดาหามีใครบังคับกะเกณฑ์ไม่และมีจุดประสงค์อันเดียวกัน นั่นคือ  ต้องการจะเข้ามาฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจ ของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นเครื่องมือสำหรับปราบกิเลสศัตรูขั้นหยาบ อันเกิดขึ้นทางกาย วาจา ซึ่งมีอยู่ในใจของแต่ละบุคคลเพื่อให้ลดเบาบางหรือหมดสิ้นไปในที่สุด  พระพุทธองค์จึงทรงสอนผู้ที่เห็นโทษให้ปราบด้วยการรักษาศีลซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้กิเลสเหล่านี้เบาบางหมดสิ้นไป ในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค คือ ทางแห่งวิสุทธินี้ แม้ว่า พระผู้มีพระภาคจะได้ทรงแสดงโดยมุข คือศีล สมาธิ ปัญญา อันสงเคราะห์ด้วยคุณธรรมเป็นอเนกประการ  ดังที่พรรณนามาแล้วก็ตามนับว่าทรงแสดงไว้อย่างย่อมาก  เหตุนั้น  จึงยังไม่เพียงพอเพื่อความเป็นอุปการะแก่เวไนยสัตว์ทั่วๆ ไป   ดังนั้นในรายงานฉบับนี้จะพรรณนาความแห่งวิสุทธิมรรคโดยพิสดารในหมวดแห่ง ศีล จึงตัวปัญหากรรมปรารภถึง ศีล ดังนี้

ปัญหาเรื่องศีล

๑. อะไร ชื่อว่า ศีล

๒. ที่ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่ากระไร

๓. อะไร เป็นลักษณะ , เป็นรส , เป็นอาการปรากฏและเป็นปทัฏฐานของ ศีล

๔. ศีลมีอานิสงค์อย่างไร

๕. ศีลนี้มีกี่อย่าง

๖. อะไร เป็นความเศร้าหมองของศีล

๗. อะไร เป็นความผ่องแผ้วของศีล

วิสัชนาปัญหาข้อที่ ๑

ปัญหาข้อว่า อะไร ชื่อว่า ศีล วิสัชนาว่า ธรรมทั้งหลายมีเจตนา เป็นต้น ของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น อยู่ก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี  ชื่อว่าศีลคำนี้ สมดัง พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร กล่าวไว้ในคัมภีร์ ปฏิสัมภิทามรรคว่า “ อะไรชื่อว่าศีล  เจตนาชื่อว่าศีล  เจตสิกชื่อว่าศีล  สังวร ชื่อว่าศีล  การไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล ”

เจตนาศีล

ในศีลเหล่านั้น   คำว่า   เจตนาชื่อว่าศีล   ได้แก่   เจตนาของบุคคล  ผู้งดเว้นจากบาปธรรมมี

ปาณาติบาต เป็นต้น  หรือ  เจตนาของบุคคลผู้กำลังบำเพ็ญวัตรปฏิบัติอยู่

เจตสิกศีล

เจตสิกศีล ชื่อว่าศีล ได้แก่ วิรติเจตสิก ของบุคคล ผู้งดเว้นจากบาปธรรม มีปาณาติบาตเป็นต้น 

อีกประการหนึ่ง  เจตนา ชื่อว่าศีล ได้แก่ เจตนาในกรรมบถ    ดวง  ของบุคคลผู้ละอยู่ซึ่งบาปธรรมทั้งหลายมี ปาณาติบาต  เป็นต้น   เจตสิก ชื่อว่า  ศีล  ได้แก่ กุศลธรรมทั้งหลาย  คือ  ความไม่โลภ ความไม่ความไม่พยาบาท  ความเห็นชอบ  ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า  ภิกษุละอภิชฌาแล้วเป็นผู้มีจิต-ปราศจากอภิชฌาอยู่

สังวรศีล

  สังวร  ในคำว่า  สังวร ชื่อว่าศีลนี้   พึงทราบโดยประการ   อย่าง  คือ   ปาติโมกข์สังวร ๑               สติสังวร ๑   ญาณสังวร ๑   ขันติสังวร ๑   วีริยะสังวร ๑  

ในสังวร    อย่างนั้น  สังวรนี้คือ “ ภิกษุเป็นผู้เข้าถึงแล้ว  เข้าถึงพร้อมแล้วด้วยความสังวร  คือปาติโมกข์นี้ ๑“  ชื่อว่า ปาติโมกข์สังวร  สังวรนี้คือ   ภิกษุย่อมรักษาซึ่งอินทรีย์  คือ  จักษุ  ย่อมถึงซึ่งความสังวรในอินทรีย์คือ จักษุ ”    ชื่อว่า สติสังวร  สังวรนี้คือ  “ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหา อชิตะมานพว่า   อชิตะ  กระแสกิเลสเหล่าใดในโลก  สติเป็นเครื่องกั้นซึ่งกระแสเหล่านั้น    เรากล่าวสติว่าเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น  กระแลเหล่านั้นจะพึงตัดให้เด็ดขาดได้ด้วยปัญญา ”  ชื่อว่า ญาณสังวร แม้การเสพปัจจัยก็ถึงซึ่งอันรวมลงในญาณสังวรนี้ด้วย ส่วนสังวรนี้ใดซึ่งมาโดยนัยมีอาทิว่า “ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อความหนาว เป็นผู้อดทนต่อความร้อน ”  สังวรนี้ชื่อว่า ขันติสังวร  อนึ่ง สังวรใดที่ได้มาโดยนัยมีอาทิว่า  “ภิกษุย่อมไม่ให้กามวิตกซึ่งเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ในภายใน ” สังวรนี้ชื่อว่า วีริยสังวร  แม้อาชีวปาริสุทธิ คือความบริสุทธิ์แห่งอาชีพ  ก็ถึงซึ่งอันรวมลงในวีริยสังวรนี้ด้วย สังวรทั้ง ๕ อย่างนี้ก็ดี การงดเว้นจากวัตถุที่ประจวบเข้าของเหล่ากุลบุตรผู้กลัวบาป  แม้ทั้งหมดนี้  พึงทราบเถิดว่าเป็น  สังวรศีล  ด้วยประการฉะนี้



วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565

 


วินิจฉัยกัมมัฏฐาน  ๔๐ โดยอาการ  ๑๐ อย่าง

            เพราะเหตุฉะนั้น  ในหัวข้อสังเขปที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า   เรียนเอาพระกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้นั้น  ประการแรกนักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยอาการ  ๑๐ อย่าง   ดังนี้   คือ

                                .  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน

                                .  โดยการนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน

                                .  โดยความแตกต่างกันแห่งฌาน

                                .  โดยผ่านองค์ณานและอารมณ์

                                .  โดยควรขยายและไม่ควรขยาย

                                .  โดยอารมณ์ของฌาน

                                .  โดยภูมิเป็นที่บังเกิด

                                .  โดยการถือเอา

                                .  โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน 

                                ๑๐.โดยเหมาะสมแก่จริยา

 

  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน

                ในอาการ  ๑๐ อย่างนั้น  ประการแรก  ข้อว่า  โดยแสดงจำนวนกัมมัฏฐาน  มีอรรถาธิบายดังนี้  ก็ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า  ในบรรดาพระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ฉะนี้  พระกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการ  ณ ที่นั้น  ท่านสงเคราะห์เข้าไว้เป็น    หมวดดังนี้คือ

                                .   กสิณกัมมัฏฐาน                              ๑๐     อย่าง

                                .   อสุภกัมมัฏฐาน                               ๑๐     อย่าง

                                .   อนุสสติกัมมัฏฐาน                          ๑๐     อย่าง

                                .   พรหมวิการกัมมัฏฐาน                          อย่าง

                                .   อารุปปกัมมัฏฐาน                                  อย่าง

                                .   สัญญากัมมัฏฐาน                                 อย่าง

                                .   ววัตถานกัมมัฏฐาน                               อย่าง

 

   กสิณกัมมัฏฐาน   ๑๐   อย่าง  คือ

                                .   ปถวีกสิณ                                        กสิณสำเร็จด้วยดิน

                                .   อาโปกสิณ                                       กสิณสำเร็จด้วยน้ำ

                                .   เตโชกสิณ                                        กสิณสำเร็จด้วยไฟ

                                .   วาโยกสิณ                                       กสินสำเร็จด้วยลม

                                .   นีลกสิณ                                          กสิณสำเร็จด้วยสีเขียว

                                .   ปีตกสิณ                                          กสิณสำเร็จด้วยสีเหลือง

                                .   โลหิตกสิณ                                      กสิณสำเร็จด้วยสีแดง

                                .   โอทาตกสิณ                                    กสิณสำเร็จด้วยสีขาว

                                .   อาโลกกสิณ                                    กสิณสำเร็จด้วยแสงสว่าง

                                ๑๐.ปริจฉินนากาสกสิณ                       กสิณที่สำเร็จด้วยช่องว่างซึ่งกำหนดขึ้น

 

   อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐   อย่าง  คือ

                                .   อุทธมาตกอสุภ                                                ซากศพที่ขึ้นพองน่าเกลียด

                                .   วินีลกอสุภ                                                       ซากศพที่ขึ้นเป็นสีเขียวน่าเกลียด

                                .   วิปุพพกอสุภ                                                    ซากศพที่มีหนองแตกพลักน่าเกลียด

                                .   วิจฉิททกอสุภ                                                  ซากศพที่ถูกัดเป็นท่อน ๆ  น่าเกลียด

                                .   วิกขายิตตกอสุภ                                             ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายน่าเกลียด

                                .   วิกขิตตกอสุภ                                                  ซากศพที่ทิ้งไว้เรี่ยราดน่าเกลียด

                                .   หตวิกขิตตกอสุภ                                             ซากศพที่ถูกสัปฟันทิ้งกระจัดกระจายน่าเกลียด

                                .   โลหิตกอสุภ                                                     ซากศพที่มีโลหิตไหลออกน่าเกลียด

                                .   ปุฬุวกอสุภ                                                       ซากศพที่เต็มไปด้วยหนอนน่าเกลียด

                                ๑๐.อัฏฐิกอสุภ                                                       ซากศพที่เป็นกระดูกน่าเกลียด

 

   อนุสสติกัมมัฏฐาน  ๑๐ อย่าง   คือ

                                .   พุทธานุสสติ                                    ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า

                                .   ธัมมานุสสติ                                    ระลึกถึงคุณของพระธรรม

                                .   สังฆานุสสติ                                    ระลึกถึงคุณของพระอริยะสงฆ์

                                .   สีลานุสสติ                                       ระลึกถึงศีลของตน

                                .   จาคานุสสติ                                     ระลึกถึงการบริจาคที่ตนบริจาคแล้ว

                                .   เทวตานุสสติ                                   ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา

                                .   มรณานุสสติ                                   ระลึกถึงความตาย

                                .   กายคตาสติ                                    ระลึกถึงร่างกายซึ่งล้วนแต่ไมาสะอาด

                                .   อานาปานสติ                                  ระลึกถึงลมหายใจเข้าออก

                                ๑๐. อุปสมานุสสติ                                 ระลึกถึงนิพพานาอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง

 

   พรหมวิหารกัมมัฏฐาน    อย่าง  คือ

                                .   เมตตา                                             ความรักที่มุ่งช่วยทำประโยชน์

                                .   กรุณา                                              ความสงสารที่มุ่งช่วยบำบัดทุกข์

                                .   มุทิตา                                               ความพลอยยินดีต่อสมบัติ

                                .   อุเปกขา                                           ความเป็นกลางไม่เข้าฝ่ายใด

 

   อารุปปกัมมัฏฐาน     อย่าง  คือ

                                .   อากาสานัญจายตนะ                     อากาศไม่มีที่สุด

                                .   วิญญานัญจายตนะ                       วัญญาณไม่มีที่สุด

                                .   อากิญจัญยายตนะ                        ความไม่มีอะไร

                                .   เสวสัญญานาสัญญายตนะ         สัญญาละเอียด  ซึ่งจะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่  ไม่มีก็ไม่ใช่

 

   สัญญา     อย่าง  คือ

                                .   อาหาเรปฏิกูลสัญญา                                    ความหมายรู้ในอาหารโดยเป็นสิ่งที่น่าเกลียด

 

   ววัตถาน    อย่าง  คือ

                                .   จตุธาตุววัตถาน  การกำหนดแยกคนออกเป็นธาตุ    นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยแสดงจำนวน  ด้วยประการฉะนี้

.   โดยนำมาซึ่งอุปจารฌานและอัปปนาฌาน    

                ข้อว่า   โดยนำมาซึ่งอุปปจารฌานและอัปปนาฌาน  นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้   ก็แหละ  ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  เฉพาะกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  คือ   ยกเว้นกายคตาสติ  กับอานาปานสติเสีย   อนุสสติกัมมัฏฐานที่เหลือ    กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑   จตุธาตุววัตถาน ๑  นำมาซึ่งอุปจารฌาน  กัมมัฏฐานที่เหลือ  ๓๐  ประการ  นำมาซึ่งอัปปนาฌาน     ด้วยประการฉะนี้

.   โดยความต่างกันแห่งฌาน

            ข้อว่า   โดยความต่างกันแห่งฌาน  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้    และในกัมมัฏฐาน  ๓๐  ประการที่นำมาซึ่งอัปปนาฌานนั้น   กสิณ  ๑๐  กับ   อานาปานสติ     รวมเป็น  ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จฌานได้ทั้ง    ฌาน  อสุภ  ๑๐  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น  ๑๑  ประการ  ย่อมให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว  พรหมวิหาร     ข้างต้นให้สำเร็จฌาน    ข้างต้น  พรหมวิหารข้อที่    และอารุปปกัมมัฏฐาน    ย่อมให้สำเร็จฌานที่     ด้วยประการฉะนี้

                                .   โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์

            ข้อว่า   โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์  นั้น  มีอรรถาธิบายดังนี้   การผ่านนั้นมี    อย่าง  คือ  การผ่านองค์ฌาน ๑  ใน    อย่างนั้น  การผ่านองค์ฌานย่อมมีได้ในกัมมัฏฐานที่ให้สำเร็จฌาน ๓  และ ฌาน    แม้ทั้งหมด  ทั้งนี้  เพราะทุติยฌานเป็นต้นที่ฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุในอารมณ์เดียวกันนั้น   ต้องผ่านองค์ทั้งหลาย  มีวิตกและวิจารเป็นต้นขึ้นไป  ในพรหมวิหารข้อที่    ก็เหมือนกัน  เพราะแม้พรหมวิหารข้อที่    นั้นอันฌานลาภีบุคคลชจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านโสมนัสเวทนาในอารมณ์ของพรหมวิหาร    มีเมตตาเป็นต้นไปเหมือนกัน

                ส่วนการผ่านอารมณ์   ย่อมมีได้ในอารุปปกัมมัฏฐาน    เพราะอากาสานัญจายตนฌานอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านกสิณอันใดอันหนึ่งในบรรดากสิณ    อย่างข้างต้นและวิญญาณัญจายตนฌานเป็นต้นอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ  ก็ต้องผ่านอารมณ์ทั้งหลายมีอากาศเป็นต้นขึ้นไป  การผ่านอารมณ์หามิได้มีในกัมมัฏฐานที่เหลือนอกจากนี้ไม่

 

   โดยควรขยายและไม่ควรขยาย

                ข้อว่า    โดยควรขยายและไม่ควรขยาย   นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้

กัมมัฏฐานที่ควรขยาย

                ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น   กสิณกัมมัฏฐานควรขยายทั้ง  ๑๐  ประการนั้นเทียว  เพราะว่า  โยคีบุคคลแผ่กสิณไปสู่ยังโอกาสได้ประมาณเท่าใด   ก็สามารถได้ยินเสียงด้วยทิพโสตเห็นรูปได้ด้วนทิพจักษุและรู้จิตของสัตว์อื่นได้ด้วยจิต   ภายในโอกาสประมาณเท่านั้น

 

กัมมัฏฐานที่ไม่ควรขยาย

                ส่วนกายคตาสติ  กับ   อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะเหตุไร ?   เพราะกัมมัฏฐานเหล่านี้  โยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ  และเพราะไม่มีอานิสงส์อะไรและข้อที่กัมมัฏฐานเหล่านี้อันโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโดกาศเฉพาะนั้น  จักปรากฏในแผนกแห่งภาวนาของกัมมัฏฐานนั้น ๆ   ข้องหน้า  และเมื่อโยคีบุคคลขยายกัมมัฏฐานเหล่านี้แล้วก็เป็นแต่ซากศพเท่านั้น  หามีอานิสงส์อะไรแต่ประการใดไม่  แม้ความข้อนี้สมกับที่ท่านกล่าวไว้ในโสปากปัญหาพยากรณ์ว่า    ข้าแต่สมเด็จพระผู้มีพระภาค   รูปสัญญาปรากฏชัดแล้ว  แต่อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด   ก็ในปัญหาพยากรณ์นั้นที่ท่านกล่าวว่า   อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด  ท่านกล่าวด้วยอำนาจที่ไม่ได้ขยายนิมิต

                ส่วนพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า   ภิกษุแผ่อัฏฐิกสัญญาไปสู่แผ่นดินทั่วสิ้น   ฉะนี้นั้นพระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจอาการที่ปรากฏแก่ภิกษุผู้มีอัฏฐิกสัญญา   หาได้ตรัสด้วยการขยายนิมิตไม่   จริงอย่างนั้น   ในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกราช  ได้มีนกกรวีกเห็นเงาของตนที่ฝา  ซึ่งทำด้วยกระจกโดยรอบ ๆ ตัวแล้ว  มันสำคัญว่ามีนกกรวีกอยู่ทั่วทุกทิศ  จึงได้ร้องออกไปด้วยเสียงอันไพเราะ  แม้พระเถระก็เช่นเดียวกัน  เพราะท่านได้สำเร็จอัฏฐิกสัญญา  จึงเห็นนิมิตปรากฏอยู่ในทั่วทุกทิศ  เลยเข้าใจว่า   แผ่นดินแม้ทั้งหมดเต็มไปด้วยอัฐิ  ฉะนี้

                หากเกิดปัญหาขึ้นว่า  ถ้าเมื่อถือเอาความอย่างนี้แล้ว   ภาวะที่อสุภฌานทั้งหลายมีอารมณ์หาประมาณมิได้  อันใด  ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในธัมมสังคหะ  ข้อนั้นก็จะผิดเสียละซี

                วิสัชนาว่า   ข้อนั้นไม่ใช่จะผิดไปเสียเลย  เพราะโยคีบุคคลบางคนย่อมถือเอานิมิตในซากศพที่ขึ้นพอง  หรือในซากศพที่เป็นโครงกระดูกชนิดใหญ่  บางคนก็ถือเอานิมิตในซากศพเช่นนั้นชนิดเล็ก  โดยปริยายนี้ฌานของโยคีบุคคลบางคนจึงมีอารมณ์เล็ก  บางคนมีอารมณ์หาประมาณมิได้  อีกอย่างหนึ่ง  คำว่า  ฌานมีอารมณ์หาประมาณมิได้  ท่านหมายเอาโยคีบุคคลที่ไม่เห็นโทษในการขยายนิมิตแห่งอสุภกัมมัฏฐานนั้นแล้วขยายกัมมัฏฐานนั้น   แต่อย่างไรก็ตามกายคราสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการ  ไม่ควรขยาย  เพราะไม่มีอานิสงส์อะไร

                มิใช่แต่เท่านี้   แม้กัมมัฏฐานที่เหลือก็ไม่ควรขยายเช่นเดียวกับกายคตาสติและอสุภกัมมัฏฐานนี้  เพราะเหตุไร?  เพราะว่า  ในบรรดากัมมัฏฐานเหล่านั้น  นิมิตแห่งอานาปานสติเมื่อโยคีบุคคลขยาย  ก็จะขยายแต่กองแห่งลมเท่านั้น  และนิมิตแห่งอานาปานสตินั้นกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ  เช่นนิมิตที่ปลายจมูกและริมฝีปากเป็นต้น  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐานจึงไม่ควรขยาย  เพราะมีแต่โทษอย่างหนึ่ง   เพราะโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะอย่างหนึ่ง            

                พรหมวิหาร      มีสัตว์เป็นอารมณ์   เมื่อขยายอารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้น  ก็จะขยายแต่กองแห่งสัตว์เท่านั้น   ที่จะได้ประโยชน์อะไรกับการขยายกองแห่งสัตว์นั้น   หามีไม่เพราะฉะนั้น  แม้อารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้นก็ไม่ควรขยาย  ส่วนพระพุทธพจน์ใดที่ทรงแสดงไว้ว่า   ภิกษุมีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่   ฉะนี้นั้น  ทรงแสดงด้วยอำนาจการกำหนดถือเอาต่างหาก   หาใช่ด้วยอำนาจการขยายนิมิตไม่   จริงอยู่  ภิกษุกำหนดเอาสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในทิศหนึ่งแล้วจึงเจริญเมตตาไปโดยลำดับมีอาทิว่า   อาวาสหนึ่งสองอาวาส  ฉะนี้   พระพุทธองค์ตรัสว่า   ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปทางทิศหนึ่งอยู่  มิใช่ภิกษุขยายนิมิตกัมมัฏฐาน  อนึ่ง  ในพรหมวิหารภาวนานี้เล่า   ก็ไม่มีปฏิภาคนิมิตที่โยคีบุคคลนี้จะพึงขยายด้วย  แม้การที่พรหมวิหารฌานมีอารมณ์เล็กน้อยและมีอารมณ์หาประมาณมิได้ในอธิการนี้   พึงทราบด้วนอำนาจการกำหนดเอาสัตว์จำนวนมากเป็นเกณฑ์ต่างหาก

                แม้ในอารมณ์อารุปปฌาน    นั้น  อากาศ   ( หมานเอากาสานัญจายตนะ )    ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นกสิณุคฆาฏิมากาศ  คืออาการตรงที่เพิกกสิณออก   จริงอยู่   กสิณุคฆาฏิมากาศ  ( อากาศที่เพิกกสิณออก )  นั้น  โยคีบุคคลพึงสนใจแต่เพียงว่าเป็นที่ปราศจากกสิณเท่านั้น  นอกเหนือไปจากนั้น  แม้จะขยาย  เพราะเป็นสภาวะธรรม  จริงอยู่ ใคร ๆ  ก็ตามไม่สามารถจะขยายสภาวธรรมได้ความปราศจากวิญญาณ   ( หมายเอาอากิญจัญญายตนะ )  ก็ไม่ควรขยาย  เพราะเป็นภาวะสักว่าความไม่มีแห่งวิญญาณ  อารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ก็ไม่ควรขยายเพราะเป็นสภาวธรรมเช่นเดียวกัน

                กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๑๐  มีพุทธานุสสติเป็นต้น  ก็ไม่ควรขยาย  ด้วยไม่มีปฏิภาคนิมิต  เพราะกัมมัฏฐานที่มีปฏิภาคนิมิตเท่านั้น   ที่เป็นกัมมัฏฐานควรจะขยาย  และอารมณ์ที่เป็นปฏิภาคนิมิตของกัมมัฏฐาน  ๑๐  ประการมีพุทธานุสสติเป็นต้น  เพราะฉะนั้น  จังไม่ควรขยายอารมณ์นั้น

   โดยอารมณ์ของฌาน

                ข้อว่า    โดยอารมณ์ของฌาน  นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้  ก็แหละในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  กสิณ  ๑๐  อสุภ  ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น  ๒๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมร์เป็นปฏิภาคนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ  ๑๘  มีอารมณ์ไม่เป็นปฏิภาคนิมิต

                อนึ่ง  ในอนุสสติ  ๑๐  ยกเว้นอาราปานสติกับกายคตาสติเสีย  อนุสสติที่เหลือ    กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา    จตุธาตุววัตถาน ๑  วัญญาณัญจายนะ ๑  เนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑  รวมเป็น  ๑๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นสภาวธรรม  กสิณ  ๑๐  อสุภ  ๑๐  อานาปานสติ ๑  กายคตาสติ ๑  รวมเป็น  ๒๒  กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เป็นนิมิต  กัมมัฏฐานที่เหลือ    คือ  พรหมวิหาร ๔  อากาสานัญจายตนะ ๑  อากิญจัญญายตนะ ๑   มีอารมณ์ที่พูดไม่ถูก  ( คือไม่ใช่สภาวธรรมและไม่เป็นนิมิต )

                อนึ่ง  วิปุพพกอสุภ    โลหิตกอสุภ ๑ ปุฬุกอสุภ ๑  อานาปานสติ ๑  อาโปกสิณ ๑  เตโชกสิณ ๑  วาโยกสิณ ๑  และอารมณ์คือดวงแสงแห่งพระอาทิตย์เป็นต้น  ที่ฉายเข้าไปข้างใน  โดยทางช่องหน้าต่างเป็นต้น  ในอาโลกกสิณนั้น ๑  รวม    กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์เคลื่อนไหวได้  แต่ก็เคลื่อนไหวได้ในเบื้องต้นก่อนแต่ปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้นเท่านั้น  ส่วนที่เป็นปฏิภาคนิมิตแล้ว  ก็สงบนิ่งเหมือนกัน   กัมมัฏฐานที่เหลือจาก    กัมมัฏฐานนี้  มีอารมณ์ไม่เคลื่อนไหว

 

   โดยภูมิเป็นที่บังเกิด

            ก็แหละ  ในข้อว่า   โดยภูมิเป็นที่บังเกิด   นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้  อสุภกัมมัฏฐาน  ๑๐  กายคตาสติ ๑   อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑  รวม  ๑๒  กัมมัฏฐานนี้   ย่อมไม่บังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร  เพราะซากศพและอาหารอันน่าเกลียดไม่มีในเทวโลกชั้นนั้น  กัมมัฏฐาน  ๑๒  นั้น  รวมกับอานาปานสติ ๑ เป็น  ๑๓  กัมมัฏฐานนี้  ย่อมไม่บังเกิดในพรหมโลก  เพราะลมอัสสาสะปัสสาสะไม่มีในพรหมโลก  กัมมัฏฐานอื่น ๆ นอกจากอารุปปกัมมัฏฐาน    แล้ว  ย่อมไม่บังเกิดในอรูปภพ  ส่วนในโลกมนุษย์  กัมมัฏฐานบังเกิดได้ครบหมดทั้ง  ๔๐  ประการ

 

   โดยการถือเอา

            ในข้อว่า  โดยการถือเอา  นั้น   พึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐาน  แม้โดยการถือเอาด้วยวัตถุที่ได้เห็น  ได้ถูกต้องและที่ได้ยินดังนั้น   ในกัมมัฏฐานเหล่านั้น  ยกวาโยกสิณเสีย  กสิณที่เหลือ    กับ  อสุภ  ๑๐  รวมเป็น  ๑๙  กัมมัฏฐานนี้  พึงถือเอาได้

 

ด้วยสีที่ได้เห็นอธิบายว่า  ในเบื้องต้นต้องแลดูด้วยตาเสียก่อนแล้วจึงถือเอานิมิตของกัมมัฏฐานเหล่านั้นได้   ในกายคตาสติ  อาการ ๕  คือ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  และหนัง   พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็น   อาการที่เหลือ   ๒๗   พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  ดังนั้น  อารมณ์ของกายคตาสติกัมมัฏฐาน  พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยิน  ฉะนี้  อานาปานสติกัมมัฏฐาน  พึงถือเอาได้ด้วยการถูกต้องวาโยกสิณพึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและสัมผัสที่ได้ถูกต้อง  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๑๘  พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน  และในกัมมัฏฐาน  ๔๐  ประการนั้น  กัมมัฏฐาน    คือ  อุเปกขาพรหมวิหาร ๑  อารูปปกัมมัฏฐาน ๔  อันโยคีบุคคลผู้เริ่มลงมือทำกัมมัฏฐาน  จะพึงถือเอาไม่ได้ในทันทีทีเดียว  กัมมัฏฐานที่เหลืออีก  ๓๕  จึงถือเอาได้โดยทันที

                ฉะนั้น   นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยการถือเอา

ด้วยประการฉะนี้

   โดยการเป็นปัจจัยเกื้อหนุน 

                ข้อว่า   โดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน   นั้น   มีอรรถาธิบายดังนี้   ก็แหละใน

บรรดากัมมัฎฐานเหล่านี้   ยกเว้นอาสกสิณเสีย   กสิณที่เหลือ    ประการ   ย่อมเป็นปัจจัย

เกื้อหนุนแก่อารุปปฌาทั้งหลาย    กสิณทั้ง  ๑๐  ประการ   ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อภิญญา

ทั้งหลาย   พรหมวิหาร      (ข้างต้น )   ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่พรหมวิหารข้อที่    อารุปปกัมมัฏฐานต่ำ ๆ 

ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุน   แก่อารุปปกัมมัฏฐานบทสูง ๆ   เนวสัญญานาสัญญาตนกัมมัฎฐาน   ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่นิโรธ

สมาบัติ   กัมมัฏฐานแม้ทั้งหมด   ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่การอยู่เป็นสุข   แก่วิปัสสนากัมมัฏฐานและแก่ภวสมบัติทั้งหลาย

                            ฉะนั้น   นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฎฐานโดยความเป็นปัจจัยเกื้อหนุน                                                                                                                      

                                                                        ด้วยประการฉะนี้   

                                                                ๑๐   โดยเหมาะสมแก่จริยา                                       

                        ในข้อว่า   โดยเหมาะสมแก่จริยา   นี้   พึงทราบการวินิจฉัยแม้โดยเหมาะสมแก่จริยาทั้งหลาย   ดังนี้                        

 ประการแรก   ในกัมมัฏฐาน  ๔๐  นั้น   กัมมัฏฐาน  ๒๒  คือ  อสุภ  ๑๐  กายคตาสติ    ย่อมเหมาะสมแก่คนราคจริต

กัมมัฏฐาน    คือ  พรหมวิหาร    วรรณกสิณ  เหมาะแก่คนโทสจริต   อานาปานสติกัมมัฏฐานข้อเดียวเท่านั้น   เหมาะสมแก่คน

โมหจริตและคนวิตกจริต   อนุสสติ    ข้างต้น   เหมาะสมแก่คนศรัทธาจริต   กัมมัฏฐาน    คือ   มรณสติ    อุปสมานุสสติ    

จตุธาตุวัตถาน    อาหาเรปฏิกูลสัญญา    เหมาะสมแก่คนพุทธิจริต   กสิณกัมมัฏฐานที่เหลือ      กับอารุปปกัมมัฏฐาน        เหมาะแก่คนทุกจริต   แต่ว่าในกสิณ  ๑๐  นั้น   กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เล็กขนาดขันโอ   ย่อมเหมาะสมแก่คนวิตกจริต         

ขนาดใหญ่กว่านั้นจนขนาดเท่าจานข้าวเป็นต้น  ย่อมเหมาะสมแก่คนโมหจริต   ฉะนี้                    

                             นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดยความเหมาะสมแก่จริยา

                                                   ในกัมมัฏฐาน   ๔๐   นี้   ด้วยประการฉะนี้

                                                                     สรุปความในจริยา

                          ก็แหละ   ถ้อยแถลงทั้งหมดนี้   ข้าพเจ้าแสดงไว้ด้วยอำนาจที่เป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงอย่างหนึ่ง

ด้วยอำนาจเป็นกัมมัฏฐานเป็นที่สบายแท้    อย่างหนึ่ง   แต่อย่างไรก็ดี   ขึ้นชื่อว่าภาวนาฝ่ายกุศลแล้ว   ที่จะไม่กำจัดกิเลสมีราคะ

เป็นต้น   หรือที่จะไม่เป็นอุปการะแก่คุณธรรมมีศรัทธาเป็นต้น   เป็นอันไม่มี   ข้อนี้สมด้วยที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้  ซึ่งมีในมฆิยสูตรว่า

 

             

                          พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งๆขึ้นไป คือ พึงเจริญอสุภกัมมัฏฐานทั้งหลายเพื่อประหารเสียซึ่งราคะ พึงเจริเมตตาเพื่อประหารเสียซึ่งพยาบาท พึงเจริญอานาปานสติเพื่อกำจัดเสียซึ่งมิจฉาวิตก พึงเจริญอานิจสัญญาเพื่อถอนเสียซึ่งอัสมิมานะ


  เบญจกัลยาณธรรม                 กัลยาณธรรม   แปลว่า   ธรรมอันงาน   เมื่อกล่าวโดยความก็คือ   ข้อปฏิบัติพิเศษที่ยิ่งขึ้นไปกว่าศีลและเป็นคู่...